570611_พ่อครูให้โอวาทการประชุม สัมมนาคุรุ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570611_พ่อครูให้โอวาทการประชุม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเขียนแผนและการจัดการเรียนรู้และวิจัยในชั้นเรียน
วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก ประเด็นสำคัญคือ ครูควรจะพัฒนาอย่างไร?
พ่อครูว่า...
เข้ามาก็รู้สึกพรั ่ง พ ร้อมอบอุ่นดี แม้แต่สมณะก็มาร่วมกันเป็นนิมิตดี ปีนี้อะไรๆก็รู้สึกว่า ร่วมไม้ร่วมมือกันพร้อมพรั่งก็คงจะดำเนินไปด้วยดี ในครั้งนี้ที่จัดรวมคนกันในงาน เมื่อคนมาร่วมรวมกันก็หาทางประชุมกัน เราก็ได้ประโยชน์จากการมารวมตัวกัน ใช้โอกาสนี้จัดการประชุมทำกิจของแต่ละองค์กรก็ดี
เรื่องการศึกษา อาตมาว่าที่ผ่านมาแล้วมาถึงวินาทีนี้ หลายคนที่ได้รับซับซาบก็คงเห็นว่ามีอะไรตื่นตัวขึ้นอย่างสำคัญ ไม่แต่ผู้ใหญ่ แม้แต่เด็กๆก็จะตื่นตัวด้วย แม้ความเข้าใจในการพัฒนาในความรู้ความเข้าใจ จากแต่ก่อนรู้สึกว่า เชื่องช้าไม่กระปรี้กระเป ร่ า ไม่ Active เป็นเครื่องชี้บ่งได้ว่าเป็นเช่นนั้น
การศึกษาเราเน้นชีวิตจริง ไม่ใ ช่ แค่ความรู้ เราเห็นความบกพร่องของการศึกษาทางโลกที่เน้นแต่ความรู้ แต่ปฏิบัติจริงได้ผลจริงโดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมนั้นถูกลืม ถูกปล่อยปละละเลย อาตมาพูดอย่างจริงใจเลยว่า ไม่มีประโยชน์ต่อคนต่อสังคมไปมาก แต่กลายเป็นพิษภัยต่อสังคมต่อคน แทนที่จะมีศีลธรรมดีขึ้น เป็นงานดีขึ้น มันกลับกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมฉลาด การศึกษาทุกวันนี้ทำให้คนฉลาดขึ้นจริง แต่เอาไปเอาเปรียบ ฉวยโอกาสเสียเยอะ
พวกเราเข้าใจกันดีก็ดำเนินไป ส่วนเราจะเชื่อมโยงทางโลกเขาอย่างไรก็ปรับไปเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ง่ายแต่ก็ต้องทำ เราจะไปตัดทิ้งทำอย่างไม่แคร์ไม่เชื่อมโยงไม่ได้ เราไม่ได้ทำความแตกแยก แต่เรามีความเห็นต่าง มีความเชื่อความเข้าใจต่าง และเรามั่นใจว่าความเชื่อของเรา แนวคิดของเรา เราเห็นว่าดีกว่า ดีกว่าไม่ใช่เราไ
อ่านต่อ
ด้เปรียบหรือเห็นแก่ตัวมาก ไม่ใช่ แต่ว่าเราเสียสละมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมมากขึ้นต่างหาก เป็นความฉลาดที่เข้าสู่ครรลองธรรมะโลกุตระ ลด ละตัวตน ไม่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ส่วนรวม
แต่ตัวเราก็ไม่กระเบียดกระเสียร แต่เพราะเรามักน้อยสันโดษใจพอ สิ่งฟุ้งเฟ้อเกินเราน้อยลง ส ิ่ งสูญเสียน้อยลง แต่สิ่งสร้างสรรเพ ิ่ มขึ้น ก็เลยมีส่วนเหลือไปช่วยสังคมได้มาก
ทำอย่างไรจะอยู่กันอย่างผาสุก เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามของการปรองดอง
ขอย้ำให้ฟังว่า ที่เกิดความไม่ราบรื่น เพราะมีจิตอยู่ที่อัตตา พวกเราทำงานไม่มีอามิส เหตุปัจจัยที่จะทำให้พวกเราขัดแย้ง ไม่ราบรื่นเรียบร้อยเพราะติดอยู่ที่อัตตาของแต่ละคน เรื่องโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ เรามีน้อย เราจึงจริงๆแล้วมันควรจะดีมากๆ แต่มันซ่อนที่มันยึดอัตตา ถ้ามีปัญญาร่วมจะทำให้เราไม่ยึดติดอัตตา กิเลสโลกธรรมก็จะไปโถมท ี่ อัตตามากขึ้น อัตตากลับยิ่งมาก ต่างกับทางโลกที่กิเลสไปแชร์ไปที่โลกธรรม เอาลาภ ยศ สรรเสริญยัด แลกเปลี่ยนก็บรรเทาได้ แต่ของเราไม่มีส ิ่ งนี้ มักก็เป็นที่อัตตาล้วนๆ แทนที่จะสู้กับอัตตาอย่างเดียว แต่อัตตายังไปร่วมกับความโง่อีก เป็นอุปกิเลส มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ เป็นต้น มันไม่ใช่ลาภ ยศ สรรเสริญวัตถุ แต่เป็นนามธรรมแท้ๆ ถ้าให้ไ่ม่รู้ไม่ทนทำให้อัตตามันเปลี่ยนเป็น มานะ อติมานะ แปรไป ต้องระมัดระวังของใครก็ของใคร จะยึดความรู้ความดีเป็นความถูกต้องของตนนี่แหละ มันเป็นความรู้ความเห็นของกู เมื่อไม่ทำตามกู กูก็ไม่ร่วมด้วย เห็นได้บ่อยๆในพวกเรา แม้ไม่หยาบคายก็ตาม มันก็เสียผล คนที่วางปล่อยไปมันไม่ได้ลดอัตตานะ แต่อัตตาคุณโตขึ้น ความซับซ้อนพวกนี้ลึกซึ้งมากเป็นภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน ไม่เช่นนั้นก็แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้
เราจะทำการสัมมนาเรื่องเทคนิคการสอน
อาตมาให้ความรู้ เรื่องเทคนิคการสอนของชาวอโศกกับทางโลกนั้นต่างกัน ของเรานี่เป็นเทคนิคของเราที่มี ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เป็นหลักเทคนิคการสอนต้องประยุก ต์ ให้สำคัญ ถ้าข้างนอกเขาจะมาสอน เราต้องรู้จักประยุกต์ใช้
ของเราสอน ทำการศึกษา เน้นบูรณาการเป็นหลัก เมื่อเราจะประยุกต์ใช้ที่เขาแนะนำเทคนิคมา ในฐานะที่เขาได้ทำมาได้ผล มันก็จะมีวิธีการที่จะอ้อมให้แก่นร.ได้อย่างไร ก็เอาอันนั้นมาสวมประกอบกับของเราที่เป็นนามธรรมของทางข้างนอกเป็นรูปธรรม ของเราจะเป็นนามธรรม ต้องคำนึงจุดนี้ให้มาก ปรับใช้ให้ได้ของเราว่า เป็นนามธรรมที่หนักแล้ว แล้วยังเป็นระดับโลกุตระ ธรรมะชั้นสูงทั้งนั้น แม้เด็กก็ตาม
ทำไมชั้นสูง ไม่ใช่สูงเลิศเลิอ แต่สูงคือ มีความรู้โลกุตระ ที่เข้าไปรู้กรรมกิริยาของตน โดยเฉพาะรู้กรรมกิริยาของใจ การประพฤติกับทางโลกเราก็ทำเหมือนกันหมด เป็นแต่เพียงเราต้องมีญาณปัญญาดูแลสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ดูแลงานการอาชีพที่เราทำ แล้วรู้จิตเชื่อมกับข้างนอกทั้งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะต้องมาจากจิตปรุงแต่งเป็น วจีสังขาร เราต้องรู้จักสังกัปปะ 7 ต้องให้เด็กได้รู้อันนี้
นอกนั้นไม่ได้แยกไปจากสามัญของความเป็นมนุษย์โลกนี้ ประเด็นหลักก็คืออันนี้ ถ้าจับอันนี้ไม่ได้ ทำใจในใจโยนิโสมนสิการไม่ได้ คือทำแต่กายกับวาจา แต่ที่เราว่าสูงใหญ่เหนือโลกคือทำใจได้ตรงนี้ ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะเป็นการศึกษาโลกุตระ แล้วไม่หนีจากส ั งคม ตามที่เขาว่า โลกุตระต้องเข้าป่า มันไม่เป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะได้เลย มันไม่ได้อะไรกับโลกแถมโกงหนักอีก น่าสงสาร ไม่น่าจะเป็นเช่นน้ัน เมืองไทย ทั้งที่มีพุทธศาสนา ที่มีประสิทธิภาพเย ี่ ยมยอด พยายามทำความเข้าใจทำอย่างไรจะให้เกิดความร่วมที่จะเกิดการปฏิบัติการสอน ไม่ขาดทุนหรอก เรียนจากข้างนอกมา ศาสนาพุทธไม่ปิดกั้นเทคโนโลยี ของโลกีย์เราก็ทำ เว้นแต่เรื่องทุจริต อบายมุข เราก็ไม่ให้ทำ แต่ถ้าไม่ทุจริต ไม่อบายมุขเราก็ทำ แต่เราเหนือกว่าที่เราปรับที่จิตได้ ไม่ปรับแค่กายกับวาจา มโน ปุ พพัง ก็ออกมาเป็นมโนเสฏฐา มโนมยา ออกมาสู่ความเจริญได้อย่างถูกทาง ตกลงเพราะทำใจในใจไม่ได้ศาสนาพุทธจึงเสื่อม