601029_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจได้ด้วยสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข20 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601029_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจได้ด้วยสังกัปปะ 7

สมณะเพาะพุทธว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2560 ที่ บวรสันติอโศก เริ่มด้วยบทกวี “ ศาสตร์พระราชา ” “ทำ”ตามคำพ่อสอน เรา“เสีย” นั่นแหละ เรา“ได้” (1) กรรมใด“ทำ”แล้วมุ่ง “เสีย”ไป สละยิ่งให้จริงใจ ทุกถ้วน ประโยชน์แก่ใครไผ เผื่อแผ่ ทั่วเฮย แต่กลับ“ได้”เองล้วน เช่นนี้แล“กรรม” (2) “เป็นอันทำ”ทุกผู้ “ของตน” “ตน”ย่อมสั่งสมผล วิบากแล้ ใคร“ทำ”ก็คือคน นั้นแหละ “มี”เอง พ้นชั่ว แต่ดี แท้ ผนึกไว้ในตน (3) ปวงชน“ได้”ประโยชน์นั้น เรา“เสีย” เราสละแม่นตรงเคลียร์ สัจจ์ไซร้ ประโยชน์ประหยัดเจีย- รนัยจิต เราแฮ ตรวจ“สะอาดหมดจด”ให้ ถูกถ้วน“ทำ”จริง (4) ยิ่ง“ทำ”ใดยิ่งย้ำ ตาม“กรรม” “ทำ”ที่ยิ่งเป็นธรรม ประเสริฐแท้ ไม่ต้องห่วงว่า“สำ- เร็จ”เมื่อ ไรเลย จะชนะฤาจักแพ้ อย่าได้มัวพะวง (5) บรรจง“ทำ”มุ่งให้ สุทธิสิทธิ์ “เพื่อประชา”สะอาดจิต จบแล้ว คู่แย้งว่าเราผิด ก็ปกติ ธรรมดา “ทำ”สุดสดผ่องแผ้ว ก่องแก้วเพลินกรรม (6) สำราญบานเบิกไว้ สบายใจ เรา“ขาดทุน”คือ“กำไร” แม่นแท้ เศรษฐศาสตร์แห่งปราชญ์ไทย ภูวนาถ เทิดเทอญ “ทำแบบคนจน”แล้ เลิศล้ำทฤษฎี (7) พลีชีพเพื่อชาติให้ เต็มเถิด ยอดแห่งแชมป์นั้นเกิด จากสู้ กับคู่แข่งเก่งเลิศ ครบสูตร ต้องน็อครองแชมป์ผู้ ยอดร้ายคาสนาม

“สไมย์ จำปาแพง” 3 ก.ย. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 327 ประจำเดือนตุลาคม 2560]

เมื่อสักครู่ สมณะผู้ใหญ่ บอกว่า พ่อครูกำลังลงสู่สนาม ช่างเข้ากับบทกวีมากเลย

พ่อครูว่า... ขณะนี้เมืองไทย มีรองแชมป์ ที่พยายามชิงตำแหน่ง รองแชมป์นี้เก่งมาก เหนียวมาก สมณะเพาะพุทธว่า... เราเพิ่งผ่านพ้นงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิง พระบรม

อ่านต่อ

ศพ พ่อของแผ่นดิน พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อเช้านี้ ได้ดูรายการที่นำพระราชดำรัสของในหลวงร.9 มาพูด เกี่ยวกับความเพียร และความอดทน อันเป็นบารมีของพระมหาชนก และพระเตมีย์ใบ้ ในหลวงตรัสว่า การปรับปรุงตลอดเวลา แปลว่าความเพียร กับความอดทน มีข้อสรุปของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้ให้ไว้ว่า คุณธรรมของพ่อของแผ่นดิน ที่รวมในในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ พระมหาชนก และพระเตมีย์ใบ้ เราได้ส่งเสด็จพ่อของแผ่นดิน คืนสู่สรวงสวรรค์ แล้วสวรรค์ก็ส่งความดีลงมา เป็นปรากฏการณ์ การทำความดีเพื่อพ่อ ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ ทางความกตัญญู ต่อผู้มีธรรม ปรากฏการณ์ก่อนหน้า 25 ตุลาคม 2560 และจนถึง 29 ตุลาคม 2560 เป็นปรากฏการณ์ ดัชนีของคุณธรรม ความกตัญญู ที่สูงที่สุดในโลก มีผู้ให้ภาษาอังกฤษว่า GNG (Gross National Gratitude) ดัชนีความกตัญญูมวลรวมของชาติ ประเทศไทยแสดงออกได้สูงที่สุด แสดงออกในรูปแบบต่างๆ ในหลวงตรัสไว้ว่า…ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการที่ได้อยู่ท่ามกลาง ประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง.. ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก ได้ไปอยู่ที่สนามหลวง และสถานที่อื่น เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน ไม่ต่ำกว่า 19 ล้านคน ทำให้นึกถึงคำของพ่อครูว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด คือมนุษย์ คำสอนทั้งสองนี้ มีความสอดคล้องกัน โดยไม่ได้นัดหมาย

พ่อครูว่า… ขอแก้ไข โคลงบทที่ 5 และ 6 (5) บรรจง“ทำ”มุ่งให้ สุทธิสิทธิ์ “เพื่อประชา”สะอาดจิต จบแล้ว คู่แย้งว่าเราผิด ก็ปกติ ธรรมดา วิบากย่อมไม่แคล้ว แก่ผู้ทำกรรม (6) สัมผัสตัดกิเลสได้ สบายใจ เรา“ขาดทุน”คือ“กำไร” แม่นแท้ เศรษฐศาสตร์แห่งปราชญ์ไทย ภูวนาถ เทิดเทอญ “ทำแบบคนจน”แล้ เลิศล้ำทฤษฎี

ขอต่อนิดหนึ่งว่า โศลกมหาปวารณาปี 2560 คือ “จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ” มีทิดเดิมแท้ แนะนำว่า อยากให้ชุมชนบุญนิยม สร้าง เครือข่ายจิตอาสา ให้แก่สังคมไทยต่อไป ...ก็อยากจะทำให้ได้มากกว่านี้ คือจิตอาสาของเรา เป็นจิตอาสาที่ไม่หลอกล่อ และเล็มเลียบเคียง เป็นจิตอาสา ที่เต็มใจ และ ใช้ปัญญา ผู้จะมาเป็นจิตอาสาของเรา ชาวอโศกจะต้องมีภูมิปัญญา รู้ว่ามาอาสาทำอะไร ช่วยอะไร ช่วยงานอะไร งานเพื่อมวลชน หรือรับใช้เขา ถูกครอบงำความคิด แล้วมาช่วยหรือไม่ ก็ต้องใช้ปัญญา เป็น อิสระเสรีภาพ ของแต่ละคน เราจึงได้คนที่มาอย่างอิสระเสรีภาพ และใช้ปัญญาตัดสินเอง ชัดเจนเอง ไม่มีอะไรบกพร่อง ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่เราไม่หลอกล่อ ด้วยเล่ห์กล

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กำจัดเวทนาเทียมหมดได้ จึงปฏินิสสัคคะ _the sun ....คิดว่าเราสามารถเปลี่ยนเวทนาแท้ ให้เป็นเวทนาเทียมได้ไหมครับ เช่น ตอนที่เรากำลังจะตายอย่างเจ็บปวดแล้วเราก็สะกดจิตตัวเราให้ตายแบบมีความสุข พ่อครูว่า... แล้วกัน เราจะกำจัดเวทนาเทียมไป ให้เหลือแต่เวทนาแท้ เรียนรู้ให้ดี เวทนาสอง ธรรมทั้งสอง เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมะ 2 ใช้ในการเปรียบเทียบ ทำให้เรียนรู้ได้ ถ้ามีอันเดียว ไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ไม่รู้เรื่อง เรียนรู้ไม่ได้ ไม่มีคู่เทียบเปรียบ มันต้องมีคู่เปรียบเทียบ จึงจะรู้อะไรดีกว่า หรืออะไรผิด อะไรถูกกว่า มันถึงจะจัดการอะไรที่ไม่ดีได้ เป็นสัจจะที่ต้องพิสูจน์กัน จนจบสมบูรณ์ แบบสมบูรณ์ เป็นสัจจะที่ยกไว้เลย ภาษาบาลีว่า นัตถิอุปมา ไม่ต้องเปรียบเทียบกับอะไรอีกแล้ว สุดยอด จบไม่มีคู่เปรียบ เปรียบไม่ได้กับอะไรๆ จบในตัว เป็นสัจจะสมบูรณ์แบบ พ้นความพิสูจน์แล้ว จะพิสูจน์อย่างไร คนมีปัญญาจะพิสูจน์ได้ว่า เป็นยอดคน ไม่มีปัญญา ก็หาว่าต่ำกว่าอีกได้ ผู้ที่รู้จริงแล้ว ใครจะว่าอย่างไร ก็ไม่เป็นไร จะหมดความหวั่นไหวสงสัย หมดสิ่งคลางแคลง รู้อย่างสุดยอดจบเลย นั่นเป็นสัจจะสูงสุด ซึ่งผู้ที่สูงสุดเจ๋งๆจะรู้เหตุปัจจัยว่า ตัดสินแบบนั้น เข้าข้างตัวเอง หลงตัวเองหรือเปล่า ผู้สูงสุดแล้วเป็นสัจจะ ที่ผู้รู้ ผู้เป็นเจ้าของธรรมะ เรียกว่า ธัมมสามี จะต้องรู้ว่าธรรมะนั้น เป็นธรรมะที่มีพื้นฐาน ต้น กลาง ปลาย ปลายสูงไปอีก ซึ่งจะสูงจนกระทั่งไม่มีอะไรเทียบได้จริงๆ สมมุติว่า แม้อันนั้นจ ะไม่สูงสุดยอดจริง จะตกต่ำลงมาบ้าง ก็ยังตกต่ำขนาดที่คนอื่นจะสูงเท่าไม่ได้เลย แม้อันนั้นท่านจะหลง แต่มันก็ยังสูงจนคนอื่นตามไม่ทัน ไกลห่างเหลือเกิน ต่อให้ทางโน้นจะบกพร่อง ผิดถูกบ้าง ก็ไม่ใช่เสียหายอะไร เพราะฐานท่านนั้นเกินกว่าใครๆในโลก จะเท่าได้ อย่างพระพุทธเจ้า ทำสัจจะได้สูงส่งมาก มวลชนยุคของท่าน ไม่มีใครสามารถ จะขึ้นไปถึงธรรมะที่ท่านดำเนินอยู่ เป็นอจินไตย เป็นสิ่งที่สุดยอด คิดไม่ได้เดาไม่ได้ ผู้ที่สูงมองลงมาข้างล่างก็จะเห็นข้างล่าง ไกล เป็นสัจจะที่ท่านรู้เอง ท่านจึงไม่ได้มดเท็จ ปิดบังเลย มันเป็นสัจจะของท่าน คนอื่นๆถึงไม่ได้รับผลกระทบอะไร ที่มีชีวิตอยู่ มีเวทนารับรู้ก็ห่างไกลสูงเกิน ลดลงมาอีกเท่าไหร่ก็ได้ คุณสมบัติ ของผู้สูงแล้วจะอนุโลมลดตัวเองลงต่ำ เป็นสุดยอดของผู้มีเมตตากรุณา พระกรุณาธิคุณสุดยอด ที่บอกว่าจะเปลี่ยนเวทนาแท้ เป็นเวทนาเทียมจะไปเปลี่ยนทำไม สมณะเพาะพุทธว่า... คนที่หมดกิเลสแล้ว จะกลับมาเป็นคนที่มีกิเลสอีก ไม่ได้ พ่อครูว่า... ไม่ได้ เพราะคนนั้นมีคุณสมบัติ ที่จะเปลี่ยนแปลงอีก ไม่ง่าย ปัญญามันรู้ว่าดีแล้ว จะเปลี่ยนไปทำไม ถ้าไปเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอีก ก็ยังโง่อยู่ สมณะเพาะพุทธว่า... อุปมาเหมือนคนที่จมในหลุมโคลน เมื่อขึ้นมา ชำระล้างให้สะอาดแล้ว จะไม่ลงไปอีก พ่อครูว่า... เรื่องอะไรจะไปเลอะอีก จนสะอาด บริสุทธิ์แล้ว ท่านจะลงไปอีก ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน จะไปเปื้อนกับคนอื่นอีก สิ่งที่ท่านได้แล้ว ก็ไม่ซึมซับ ไม่อะไรจากอันนั้นเลย จะฉาบอยู่ภายนอก นิดหน่อย พอท่านเสร็จงาน ก็หลุดไปเอง เป็นตถตา ปฏินิสสัคคะ ปฏินิสสรณะ สลัดคืน เรียกว่าทำทีเป็นเหมือน แม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก เหมือนจริงจัง แต่ไม่มีกิเลส เหมือนแม่ครัวที่ไม่ได้ติดอาหารนี้แล้ว แต่จำเป็นต้องปรุง ให้คนอื่นที่ติดกิน ทำทีอร่อยเหมือนจริงเลย แต่หากสะกดจิตตัวเรา ให้ตายแบบมีความสุข คนเราก็เอาความสุขมาหลอกล่อตัวเอง มันเจ็บก็เจ็บ มันปวดก็ปวด ตายด้วยความเจ็บปวด จะได้รู้ว่านี่เป็นสัจธรรม อย่าไปสร้างเหตุ ให้มันเจ็บปวดอย่างนี้อีก ถ้าไปสร้างความสุขมาหลอกตัวเอง แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ

ตกลง โศลกมหาปวารณาปี 2560 คือ “ จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ” อาตมากำลังทำหนังสือเล่มใหม่ ชื่อว่า “ แบบคนจน ” และก็มีชื่อต่ออีกว่า ศาสตร์พระราชา แบบคนจนนี่ เป็นศาสตร์พระราชา ชื่อสั้นๆ ชื่อเอกคือ แบบคนจน แล้วมี Title ต่อว่าศาสตร์พระราชา แล้วยังขยายความอีกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่ก็คือศาสตร์พระราชาอีกอัน คนมาเป็นคนขาดทุนที่ไม่เดือดร้อน เป็นคนจนที่ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ไม่ใช่ว่ามันขาดทุนแล้ว ก็เลยต่อไม่ติด ห้วนลงเรื่อยๆ ตายพอดี ขาดสูญเลย จบไม่ได้ ไม่ขาดตอน รันช็อต(run short) ตนเองก็ยังพัฒนา เจริญก้าวหน้าขึ้นไปได้อีก ถึงไม่มีวันจะเสื่อมจะตก ต้องมีแต่เจริญเท่านั้น มีแต่จะสร้างประโยชน์ได้ทับทวี เป็นปฏิภาคทวี ได้ยิ่งขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ้นมิจฉาชีพได้สูงสุดคือ พ้นลาภแลกลาภ มาเข้าสู่ แบบคนจน ถึงที่ว่า มิจฉาอาชีวะ 5 มี กุหนา คือพวก โกงกิน เป็นคนมีอาชีพต่ำสุด เลี้ยงชีวิตด้วยจิตใจแบบนี้ ลปนา คือไม่หยาบด้วยกายกรรม แต่มัน เป็นวจีกรรมกับมโนกรรม กายกรรมรวมเลย กาย วจี มโน แล้วหากเหลือแต่วจีก็ ลปนา คือ หลอกลวง ในเชิงใช้คำพูดเป็นหลัก ไม่ถึงฆ่าแกงคนอื่น หรือเจ็บปวดร่างกาย แต่ใช้วาจาเอาเปรียบ เอารัด ทิ่มแทงทำร้าย กับมโนที่เป็นตัวประธาน นี่คือความเลวต่ำกว่ากุหนา คนที่มีอาชีพในโลกอย่างนี้ ทุกวันนี้อาตมาขยายความซ้อนลงไปอีก ศีล 3 ข้อ คือ สัตว์ ของ และก็รสสัมผัส ที่ร่วมรู้กันได้ทางทวาร 5 เป็นกามคุณ 5 คนติดรสเสพกามคุณ 5 ก็ฆ่าแกงกันได้ สัตว์เดรัจฉานก็เห็นได้ว่า รุนแรง เอาเป็นเอาตาย คนรู้แล้ว ไม่เอาเป็นเอาตาย กับเวทนาเทียม รสเก๊ เวทนาเก๊ คนมีภูมิปัญญา ก็เลิกละมา อาชีพขั้น3 คือ เนมิตกตา ฝึกการพากเพียรไปตามลำดับขั้น สร้างให้เจริญไปตาม ลำดับ จัดสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับ จะได้ผลสูง และเร็วสุด ดีสุด หากได้ถูกต้องตามลำดับ ศาสนาพุทธจึงสอนให้ตามลำดับ มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ จุลศีล 26 ข้อ ราบเรียบ ไม่ยึกยัก เสียเวลา ยอกย้อน จะไปได้ไกล เร็วสั้น ไม่เยิ่นเย้อเลย สุดยอด การจะเข้า เนมิตตกตา ปฏิบัติตามลำดับอย่างรู้แจ้งเห็นจริง ตามฐานะของตนและเหตุปัจจัยประกอบในกาละ ใน สัปปุริสธรรม 7 คือ 1. ธัมมัญญุตา เป็นผู้ รู้จักเหตุ 2. อัตถัญญุตา เป็นผู้ รู้จักเป้าหมาย จุดประสงค์ 3. อัตตัญญุตา เป็นผู้ รู้จักตน ตัวเราแค่ไหนแล้ว 4. มัตตัญญุตา เป็นผู้ รู้จักประมาณ 5. กาลัญญุตา เป็นผู้ รู้จักกาล 6. ปริสัญญุตา เป็นผู้ รู้จักชุมชน สิ่งแวดล้อม 7. ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้ รู้จักบุคคล จึงเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน อย่างสมบูรณ์ บริบูรณ์ เมื่อปฏิบัติขั้นตอน ของการกระทำ กัมมันตะ อาชีวะ เพื่อเลี้ยงชีพตน แต่เผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย กัมมันตะ จนถึง วาจา สังกัปปะ ที่จิตเป็นประธาน กรรมก็มี กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ แค่นี้ จะเป็นผู้มีสัมมาอาชีพ เป็นประโยชน์ และคนอื่นก็ปลอดภัย เมื่อปลอดภัยได้แล้ว ก็ไม่ไปร่วมกับผู้ที่ผิด เรียกว่า นิปเปสิกตะ มันก็จะซับซ้อน ไม่รู้แล้ว เป็นผลเสียต่อส่วนรวมอีก ผู้ที่บริสุทธิ์ในตัวเองได้แล้ว ก็จะไม่ไปร่วมกับคนที่ผิด ไม่ไปส่งเสริมความชั่วร้าย นอกจากคนที่อยู่ในฐานะ ที่เขาก็บกพร่อง แต่เขาเต็มใจจะมาแก้ไขปรับปรุง ต้องการเต็มใจ มาเลิกละ ก็ช่วยเหลือเขา ส่วนคนที่เขาไม่เอาหรอก เราก็ไม่ต้องไปร่วมเด็ดขาด เรียกว่านิปเปสิกตา ด้วย ความมอบตัวในทางที่ผิด มิจฉาชีพข้อที่ 5 ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา เป็นอาชีพขั้นสุดยอดที่สุด มีในศาสนาพุทธที่ชัดเจน และทำได้ อย่าหาว่ายกย่องตนเองเลย ชาวอโศกนี้ทำได้ ถึงขั้น เลี้ยงชีพ โดยไม่เอาสิ่งตอบแทน อยู่กินร่วมกันเป็นระบบ เรียกว่า ระบบสาธารณโภคี คือรวมเป็นส่วนกลางที่ต้องขยายผลซ้ำวน แล้วๆเล่าๆ อีกนาน หากเราเห็นว่าดี แต่หมู่ไม่เห็นด้วย จะไปแย่งมาทำไม มันจะดี แต่หมู่เห็นว่าไม่ดี ก็ได้เท่านั้น เสียก็เสียด้วยกัน ดีก็ดีด้วยกัน รักษาความสงบเป็นหลัก ความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก อย่าไปรักษาสิ่งที่จะเกิด ดีหรือไม่ดี มากหรือได้เปรียบ ก็ไม่เท่า จิตมนุษย์ที่สงบเรียบร้อย ก็จบสบายกว่า แล้วอยู่ร่วมกันไปอีก นี่คือทฤษฎีสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมาก็เกิดความรู้ ความเข้าใจแบบนี้ ที่เป็นของตนเอง ที่เข้าใจแล้ว มาอธิบายให้ฟัง อันสุดท้ายทำงานฟรี พ้น ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา ก็จบสุดยอด

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมากัมมันตะ กับสาธารณโภคี สังคมใดประเทศใดที่มีระบบสาธารณโภคี ปกครองบริหารกัน ด้วยสาธารณโภคี นั่นคือประเทศที่สุดยอด เพราะว่ามีแต่ส่วนดี ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่สร้างสรร ทำเพื่อผู้อื่น แล้วไม่เสียดาย รู้อยู่แล้วว่า เสีย หรือ สละ ให้ผู้อื่น เสียนั่นแหละคือเราได้ คือ ปรัชญาที่ลึกที่สุด เราเสียนี่แหละคือเราได้ เราได้สร้างสรร เป็นสิทธิของเรา และเราก็เสียให้แก่ผู้อื่น เป็นสุดยอดแล้ว ผู้ใดทำได้อย่างนี้ แล้วตัวเองก็ไม่ขาดแคลน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ตนเองก็อยู่เย็นเป็นสุข พอกินพอใช้ เหลือส่วนเหลือ ก็ทำเพื่อผู้อื่นไป เราไม่ได้สะสมกองไว้ ส่วนแผนที่จะไปเสียสละให้ผู้อื่น ก็ทำไป เราเองก็พอกินพออยู่แล้ว เราก็ไม่ได้งอมืองอเท้า เราก็สร้างสรร คนอื่นก็สร้างสรร มารวมกันอยู่แล้ว เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ ทำงานฟรี แล้วก็ร่วมกินใช้ในนี้ ร่วมกันบริหาร เพื่อประโยชน์ผู้อื่น อย่างบริสุทธิ์ใจ จริงใจ สังคมใดเป็นแบบนี้ เป็นสังคมที่มีประโยชน์แก่ผู้อื่น ตลอดกาล ส่วนประโยชน์ตน ก็พึ่งตนเองได้แล้ว ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ให้คนอื่นลำบาก มีแต่เราเหลือเฟือ เป็นสุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ ในโลกต้องตามเรียนรู้ แล้วพยายามทำ จะเป็นสังคมกลุ่มเล็กน้อยก็ตาม ที่ทำสาธารณโภคีได้ ด้วยความจริงใจ แล้วมีปัญญาชัดเจน ทำแล้วตนเองไม่เดือดร้อน หมู่กลุ่มก็ไม่เดือดร้อน ได้ช่วยผู้อื่นอย่างแท้จริง สี่นัยยะนี้ สุดยอด 1.เราไม่เดือดร้อน ไม่เป็นหนี้ 2.พอกินพอใช้ 3.ทำให้เหลือ 4.แบ่งแจกผู้อื่น ได้เริ่มต้นทำจริง จนป่านนี้ คนรู้ก็จะตาม มาทำช่วยเพิ่ม จะเกิดจิตอาสา ที่มาช่วยร่วม จิตเข้ามาอาสาร่วมสร้างสรร สละให้ผู้อื่น จิตอาสา มาร่วม ขอร่วม เห็นเขาทำได้ ดีจังเลย ตนเองก็อาจสามารถทำร่วมกัน เพื่อผู้อื่นๆ สุดยอด ในหลวง ร.10 ของเรามีพระปัญญาธิคุณ เรื่องของจิตอาสา สูง เพราะท่านเริ่มอันนี้แล้ว คนเข้าใจแล้ว ร่วมกันทำเหตุการณ์สังคม ที่ทำให้เห็นทันที ชื่นอกชื่นใจทันที suddenly สัมปติเลย But NOW! ทีนี้มาต่อ หน้า 5 เกิดได้ถึงขั้นเป็นชุมชนเศรษฐกิจ “สาธารณโภคี” อันเป็นจริงได้ นั่นคือ ชุมชนที่ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ประจำวัน ปกติจริงๆ ของคนชุมชนนั้น ทุกคนที่สามารถทำงานเลี้ยงชีพอยู่ทุกวัน โดยไม่แลกเอารายได้ มาเป็นของตนเลย(ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) เกิดมีอะไรก็รวมกัน เป็นของส่วนกลาง ซึ่งเป็นชุมชนที่พิสูจน์ว่า มี “สัมมาอาชีพ” ขั้น“โลกุตระ” ถึงระดับสูงสุดได้จริง เป็น“คนจน”มหัศจรรย์ ที่เกิดในยุคนี้ เป็นสัจจะที่สมบูรณ์แบบแล้ว Axiom เป็นสัจจะที่เป็นนิรันดรแล้ว แล้วผู้ร่วมทำนั้นเป็นคนจน ไม่สะสมสมบัติส่วนตัว จนเพราะว่า ตัวเองไม่เอามา เป็นของตน มีแค่ใช้ แค่พอ ปัจจัย 4 มีประโยชน์สูง ประหยัดสุด หรม.ครน.เต็มที่ อะไรที่จะเอาออกก็ออกให้เกลี้ยง อะไรที่ต้องการให้ก้าวหน้า ก้าวหน้าได้มากสุด ครน. แต่ไม่เบียดเบียนใครมาร่วม คนมาร่วมจะน้อย ก็ไม่ว่า ไม่เบียดเบียนใคร แต่ทำให้ก้าวหน้า ให้ได้มากที่สุด เรียกว่าคูณร่วมน้อย เป็นลักษณะสัจจะที่ทำอยู่ ไม่เบียดเบียนใคร แต่สร้างประโยชน์ได้สูงสุด ประโยชน์สูงประหยัดสุดจะประกอบด้วย หรม. ครน. สมณะเพาะพุทธว่า... เช่น ครน.ก้าวหน้ามากสุด เบียดเบียนคนอื่นน้อยสุด พ่อครูว่า... หรม.นี้ไปทำลาย หารร่วมมาก เอาออก คนมีโทษมาก มีการทำลายมาก ก็เอาออกให้ได้มากๆ เรียกว่าหาร หรือประหาร ทำลายสิ่งร่วมกับเรา โดยคำนึงประโยชน์ที่สูง เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นพิษ ทำลาย เสียหาย ก็ต้องคัดออกให้ได้มากที่สุด อย่างอโศกเราทำให้สำคัญ สมณะเพาะพุทธว่า... เราเน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้นยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง หรม.นี้หมายถึง สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง คือจัดการบาปอกุศลเอาออก ให้ได้มากที่สุด ส่วน ครน.เป็นการทำสิ่งที่ก้าวหน้าที่สุด โดยเบียดเบียนคนอื่น น้อยที่สุด เรียกว่าครน.คือ กุสลสูปสัมปทา พ่อครูว่า... ถูกแล้วพูดอย่างนั้นก็ได้ ที่อาตมากำลังขยายความ เพื่อให้คนเข้าใจ แล้วเต็มใจมาร่วม จนกระทั่งมาเป็นมวลเดียวกัน มา เป็นจิตอาสา แล้วเลิกมาเป็นมวลอันเดียวกันเลย ไม่แยกเลย อาศัยเลย หยุดจากอาสา ก็มาเป็น อาศัย มาอยู่ร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันเลย นี่คือสัจธรรมที่ค่อยๆเจริญ เป็น คนจนสมบูรณ์แบบ แล้วก็จะไม่รวยอีก เพราะตนเอง สูญ มีเท่าที่ตัวเองพอกินใช้ เป็นปัจจัยชีวิต บริขาร ที่เอามาใช้นี้ ของตัวเอง ก็เป็นแค่ ข้าว ผ้า ยา บ้าน เต็มที่นอกนั้นจะมีเครื่องใช้ประกอบ สมัยโบราณก็มี บริขาร 8 จอกใส่น้ำ มีดโกน ผ้าสามผืน เป็นต้น แต่ทุกวันนี้มันมีมากกว่านั้นบริขาร อย่างน้อยก็มีแว่นตา ใช้แว่นตาทำงานได้ดีขึ้น ได้มากขึ้น เอาไป เผื่อแผ่คนอื่น มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่พอเหมาะสมกับฐานะ ถ้าไม่ใช่ฐานะ ก็ไม่ต้องเอามา หรือฐานะควรได้ แต่เขาไม่ให้ เราก็พอ เอาแค่นี้ก็ได้ บางอย่างของดีราคาแพง แต่เอามากอบโกยใส่ตน โดยไม่มีประโยชน์ อย่างนี้ก็เสียของ เสียเศรษฐกิจ ของดีราคาแพงด้วย สมณะเพาะพุทธว่า... บริขาร 8 หมายถึงเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็น ของภิกษุซึ่งมี 8 อย่าง เรียกว่า อัฐบริขาร (อ่านว่า -อัดถะ) แปลว่า บริขาร 8 คือ สบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าซ้อน) บาตร มีดโกน เข็ม ประคดเอว ธมกรก (ที่กรองน้ำ) พ่อครูว่า... เดี๋ยวนี้ต้องมีคอมพิวเตอร์ มีปากกา มีแว่นตา อะไรที่จำเป็นจริงๆ แล้วเป็นประโยชน์ ผู้มีปัญญาแล้ว ก็ไม่มีปัญหา สำคัญที่สุด คือทำงานฟรี เอาเงินเข้าส่วนกลาง ส่วนกลางหมู่นี้ บริหารทรัพย์สินส่วนกลางอย่างสุจริต บริหารส่วนกลาง อย่างเป็นประโยชน์สูง ดีที่สุด ไม่มีใครมาคอรัปชั่น มาคอมมิชชั่นในนี้เลย นี่คือสังคมที่จัดสรรได้ดี แล้วจะเป็นสังคมที่พากันเจริญของมนุษยชาติ อย่างดีมาก สรุปแล้ว รวมความรู้ ความจริง ที่มันไม่มีอะไรจะปฏิเสธ ขัดแย้งได้ ประพฤติอย่างนี้สุดยอด ดีที่สุดแล้ว มาทำงานฟรีได้ กินใช้สาธารณโภคี แค่นี้ก็พอแล้ว สันโดษในตัว ไม่เอามากกว่านี้ ไม่เปลืองมากกว่านี้แล้ว อย่างมีปัญญา มีความจริงใจ เจโตเป็นได้จริง ปัญญาก็รู้จบแล้ว ทั้งคู่สิ่งที่เราอาศัย คือ เจโต และความรู้ของเราก็ชัดเจน เช่นว่ากินแค่นี้ก็พอแล้ว จะไปตะกละทำไม ไม่ต้องสะสมเลย อยู่อย่างมีพฤติกรรมร่วม หน้าที่สำคัญครบ ไม่ขาดตกบกพร่อง อะไรในสังคมนี้ ไม่ตกหล่น เป็นเรื่องสมบูรณ์แบบจริงๆ สังคมแบบนี้จะเริ่มเป็นรูปร่าง ขออภัย อโศกเราเข้าใจ มีปัญญา และได้เริ่มทำอย่างมีรูปร่างแล้ว เป็นแบบฉบับน่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้มาดูมาศึกษา เอาแต่พูด ก็พูดไป คนที่เอาความรู้ไปฟัง แล้วเอาไปคิด ไปทำ เขาก็จะได้ แต่ถ้าเขามาสัมผัสเอง รู้เองทั้งรูปคลำ จับสัมผัสเห็น มันก็ยิ่งจะเข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้ชัด และยิ่งทำไปแล้ว ก็จะมีพัฒนาการ มีปฏิภาคทวี มีความเจริญขึ้น ดีขึ้น กล่าวคือ เป็นคนทำงานเลี้ยงชีพ โดยไม่มีลาภแลกลาภกันจริงๆ นั่นคือ ทุกคนทำงานฟรี อยู่ในชุมชนนั้น ซึ่งเท่ากับทำงานแล้ว เสียภาษีเข้าส่วนกลาง 100 % นั่นเอง เป็น“คนไม่มีรายได้-ไม่มีเงินมาสะสม”แท้จริง จึงจน แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่สร้างไม่ทำ แต่มีผลผลิตแรงงานด้วย ความรู้ความสามารถ มีแรงงานในการคิด กาย วาจา มีแรงงานสร้างวัตถุ เป็นผลผลิต เป็นชิ้นเป็นอัน สำหรับกินใช้ เรื่องอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารคือ พืชพรรณธัญญาหาร เราไม่เลี้ยงสัตว์ แล้วเอาสัตว์มากิน ก็ไม่ทำ เรากินแต่พืชผัก ชีวิตคนไม่ต้องกินสัตว์ ไม่ต้องเอาเนื้อสัตว์ ไม่ต้องเอาส่วนของสัตว์มาใช้ ไข่มัน ก็ไม่เอา น้ำมันมัน ก็ไม่เอา พูดให้ชัด ตดมันก็ไม่เอา เราจะไม่ต้องอาศัย สิ่งที่มาจากสัตว์ เราอยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็สมบูรณ์แบบแล้ว เป็นคน รับรองว่าอายุยืน เจ็บป่วยน้อยแน่นอน ใครไม่เชื่อก็แล้วไป ใครเชื่อก็มาปฏิบัติ แล้วจะรู้เองจะเข้าใจเอง ยิ่งทำ อาตมาก็ยิ่งเห็นประหลาด ทำไมกล้วย มะละกอ แกล้งลูกโต เนื้อดีด้วย ประชดเราหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่ เป็นเหตุปัจจัยที่เรามีความรู้ มีความเอาใจใส่ แล้วชัดเจนว่า เราต้องเติมธาตุนี้ ให้น้ำให้อะไร ให้สมบูรณ์แบบ แม้สิ่งที่จะสร้าง ช่วยพีชะก็สมบูรณ์ มันก็สร้างอุตุ ผสมผสาน มีความรู้ที่จะทำให้เจริญ ไม่มีพิษมีภัย เป็นความซับซ้อน สุดยอดแห่งกรรม การกระทำ การงานที่สุดยอดแล้ว ในโลก ในชีวิตมนุษย์ อาตมาว่า อันนี้อาตมาพูดไปแล้ว พวกเราพากันทำ อาตมาก็ว่า อาตมาพูดได้เท่านี้ มีพวกเราฟังอาตมาแล้วเข้าใจ ฉลาดกว่าอาตมา ไปทำไปสร้างสรร ฉลาดกว่าอาตมา มันถึงพัฒนาการ สร้างสรรร่วมกันไป เป็นเรื่องจริง อาตมาทำไม่เก่งเท่ากับ ผู้ที่ทำเขาทำแล้วฉลาดดี อาตมาคิดยังไม่ออกเลย พวกเขาทำได้แล้ว เป็นความฉลาด ผู้ทำนี้ ช่วยกันสร้าง อาตมามีความคิดทางนี้ก็ช่วยคิด เขาก็คิดเพิ่มเสริมดีกว่าเก่าอีก นี่เป็นสัจจะ จึงเป็นการสร้างที่เจริญงอกงาม ได้ดี ได้มากขึ้น คุณภาพและปริมาณได้มากขึ้น สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ ก็จะสูงขึ้นไปอีก เสริมสร้างพัฒนาไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้อาตมาว่า พูดกันอย่างผยองๆ อาตมาไม่กลัวตกต่ำ พวกเราเข้าใจอย่างนี้ แล้วร่วมมือกันทำ ก็จะไม่มีตกต่ำ ทำไปก็พัฒนาไป เราทำดีได้มาก ก็ไม่ได้เอาไป โลภโมโทสัน เอาเปรียบเอารัด แต่ได้มากขึ้น ก็เอาไปเผื่อแผ่ผู้อื่น เราทำแล้ว เราก็ได้อาศัยทันทีเลย เราก็ใช้เหลือ เราก็แจกจ่ายเจือจาน ช่วยเหลือผู้อื่นไป เป็นสุดยอดแห่งเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ แท้ๆ มีการงานทั้งหลายต่างๆในชุมชน ก็ต่างช่วยกัน ทำเป็นอยู่ร่วมกัน( สัมมากัมมันตะ ) คือ กรรม + อันตะ (ไม่ประมาณ) ในกรรมที่เราเห็นว่าดีที่สุดแล้ว ทุกคนไม่มีเจตนามาแกล้ง มีแต่เจตนาบริสุทธิ์ใจ กรรมนั้นจึงเจริญ แม้แต่พีชะ จะเรียกว่าไม่มีปัญญา ก็ไม่ใช่ แต่มันมีสังขาร กับสัญญา จะมีเรี่ยวแรงอะไรที่ทำได้ดีขึ้นมาก็ทำ เราก็เสริมให้พืช เจ้าพืชก็พัฒนาได้ ยิ่งทำ เจริญไปอีก อาตมาถึงได้ใช้ภาษาว่า ทำประชดหรือเปล่า แต่ไม่ใช่หรอก พืชประชดไม่เป็นหรอก แต่มันเป็นปฏิภาคทวี คูณแล้วก้าวหน้ายกกำลังไปได้เรื่อยๆ คุณภาพก็จะดีขึ้น ปริมาณก็จะได้มากขึ้น ลูกก็โต เนื้อก็ดี เพิ่มมากขึ้น มันเป็นสัจจะ อาตมาถึงบอกว่า เรายิ่งทำไปพิสูจน์ความจริงนี้ ไม่น่าเชื่อ นี่ก็ขยายความซ้ำละเอียดมากขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมาวาจากับสาธารณโภคี นอกจากนั้นการพูดจาหนึ่ง อาชีพ กุหนา ลปนา เราไม่ทำ แล้วไม่มอบตัวในทางที่ผิด ทำงานฟรีนี่สูงสุดแล้วในอาชีพ กัมมันตะก็ครบพร้อม สูงสุดแล้ว วาจา ก็ไม่วาจาทำให้เสียหาย ผลเสียหายมากสุดคือ โกหก โกหกนี้เลวสุด คนที่โกหก ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองโกหก คนนี้ไม่มีความเลวชนิดใด ที่เขาจะทำไม่ได้ ...พระพุทธเจ้าตรัสไว้ รู้ด้วยว่าการโกหกนี่มันเลว แต่ก็ยังทำ เพราะฉะนั้นอันนี้ลึกซึ้ง ซับซ้อน มันไม่เป็นวัตถุทีเดียว คนก็เข้าใจยาก ว่า คนโกหกทั้งทั้งที่รู้ แล้วทำด้วยความเห็นแก่ตัวไป ทำไมถึงเลวได้สุด การ export ชาวอโศกเราทำได้เท่านี้ แรงงาน สมบัติ วัตถุ เราได้เท่านี้ ก็ค่อยๆเพิ่มไป ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ ไม่เอาแบบสินเชื่อ เพราะว่า เป็นสิ่งที่ทำลายสังคมได้อย่างมาก พวกเราถึงต้องไม่เอา เรื่องเงินเชื่อ สินเชื่อ การเป็นหนี้ เราไม่เอา เรายืมกันไปใช้ หากสินเชื่อ จะมีดอกเบี้ย แต่พวกเรายืมกัน แล้วไม่มีดอกเบี้ย หรือบางคนสุดวิสัย ก็ไม่ใช้กัน ก็เอาความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง การพูดจา ก็ ปฏิบัติ“ศีลข้อที่ 4”กันจริงๆ ทั้งชุมชน และต่างก็ปฏิบัติธรรม เป็น เศรษฐกิจ “สาธารณโภคี” เกิดในสังคมฆราวาสยุคนี้แท้ๆ ซึ่งในยุคพระพุทธเจ้า “สังคมฆราวาส”ก็ยังเป็น“สาธารณโภคี”ไม่ได้ ยุคนั้น สังคมสงฆ์ สังคมนักบวชเท่านั้น ที่เป็น“สาธารณโภคี”ได้ เพราะข้อจำกัด ในสังคมยุคนั้น ฆราวาสเป็นไม่ได้ แต่ยุคนี้ ชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง อยู่กันเป็นชุมชน หมู่บ้าน เราไม่พูดส่อเสียด คือพูดให้เกิดความเดือดร้อน วุ่นวาย ทะเลาะเบาะแว้ง เราไม่ทำ เราพูดให้หยุดทะเลาะกัน ส่วนพูดหยาบแบบแรง ทิ่มแทง คนจะโกรธเคือง ร้ายแรง ก็อย่าไปทำ ให้ถึงขั้นที่คำพูดของเรา อย่างเก่งกระทบคนอื่น ก็เป็นหอก หอก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน