601027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ช่วยเศรษฐกิจโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข14 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ช่วยเศรษฐกิจโลก

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2560 ขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ที่ บวรราชธานีอโศก ดูข่าวทางทีวีช่องต่างๆ ก็จะพูดถึงบรรยากาศภาพรวมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นความอัศจรรย์ เป็นนิมิตหมายที่ดีหลายอย่างที่เกิดขึ้น ที่เราจะเห็นถึง ความงดงามในความมีน้ำใจ ความเสียสละ อดทน ซึ่งถ้าเราได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ ก็ทำให้รู้สึกว่า ชาติไทยของเรา เป็นชาติที่น่าภาคภูมิใจ ตั้งข้อสังเกตว่า จิตอาสามีมากมาย ในทุกจังหวัด แสดงให้เห็นว่า คนไทย ลึกๆแล้ว มีน้ำใจ เมื่อมีโอกาส ก็แสดงออกมากัน เป็นที่ฝรั่งยกย่องว่า เป็น Land of Smile เป็นบรรยากาศความเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ ที่น่าภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย มีอีกเรื่องคือ ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีหลายช่องเอามาให้ดูกัน คือมีนกกระยางสีขาวบินวนพระเมรุมาศ ตอนเผาจริง ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติของนก ที่ปกติจะนอนตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ใช่เป็นการสร้างภาพ แต่วันนี้คงมีเรื่องสำคัญมากกว่านกอีกมากมาย ที่พ่อครูจะพูดให้ฟัง

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สร้างตรีมูรติของพระเจ้าได้ในจิตใจคน พ่อครูว่า... เรื่องของชีวิตคน กับ เรื่องของความเป็นสังคม ตั้งแต่สังคมน้อยๆ จนถึงสังคมใหญ่ จนเป็นประเทศ และสังคมโลก เป็น เรื่องของมนุษยชาติ มนุษยชาติ เกิดมาตั้งแต่เริ่ม วัฏสงสาร โลก ก็ค่อยๆเพาะสภาพธรรมชาติ เป็นพลังงาน จากไม่เป็นพลังงาน ซึ่งก็มีสภาพค่อยสะสม จับตัวมาเป็นดวงดาว เป็นภาวะทางเอกภพ จักรวาล เมื่อมาเป็นดวงดาวแล้ว เป็นอุตุนิยาม จนเย็นตัวลง มีอุณหภูมิที่สามารถรับน้ำได้ หรือน้ำมีในตัวโลกก็ตาม จากนั้นก็จะเกิดมีชีวะ ชีวะนั้นจะพัฒนาพลังงาน เจริญมาเป็นพีชะ เป็นจิตนิยาม เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จนพัฒนามาเป็นคน เรียนรู้เรื่อง

อ่านต่อ

กรรม ศาสนาพุทธสรุปว่า เรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ คือเรื่องกรรม แต่ศาสนาเทวนิยม ก็ไม่ชัดเจนเรื่องกรรม ก็ยกให้ God พระเจ้าบันดาลทุกอย่าง มนุษย์ก็เหมือนกับหุ่นกระบอก ที่พระเจ้าให้เป็นอย่างไรต่างๆนานา เทวนิยมจะยังไม่มีวิชา ไม่มีความรู้เรื่องกรรม เรื่องจิตนิยาม เขาก็ไม่ทะลุ เรื่องจิตวิญญาณ ที่เป็นตัวประธานของสิ่งทั้งปวง ก็เลยเหมาให้พลังงาน God ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มนุษย์เป็นเจ้าของกรรม ไม่มี God ไม่มีพระเจ้าใดๆมาควบคุมสั่งการ พุทธศาสนาแห่งกรรม ตนเองทำกรรมเอง กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ นี่คือกรรมของศาสนาพุทธ ไม่ลึกลับ แต่ของเทวนิยม God เป็นผู้บันดาลทุกอย่าง ศาสนาพุทธนั้น พึ่งพากรรมของตนเอง อัตตาหิ อัตโนนาโถ ถ้าสามารถรู้จักกรรมได้อย่างดี ก็จะสามารถรู้อาการของกรรม อาการกิริยาต่างๆ ที่เกิดทาง กายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะ มโนกรรม ศาสนาพุทธเรียนรู้ถึงขั้น กรรมของมโนกรรม คือ การกระทำของใจ มันมีอาการแล้ว สามารถ จัดการกับอาการที่เป็นอกุศล ที่เป็นอาการของบาป อกุศล ทุจริต แล้วจัดการระงับอาการของจิตนี้ได้ ระงับได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ พระอรหันต์ไม่มีกรรมกิริยาของอาการจิต ที่เป็นอกุศล เป็นทุจริต เป็นบาป ไม่มีเลย ไม่เกิดเลย จึงชื่อว่าเป็นอรหันต์ เป็นผู้บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ สูงสุด บรรลุแล้ว จะไม่มีกรรมเป็นอกุศล ที่เป็นบาป เป็นทุจริต กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จะไม่มีทุจริตเลย นั่นคือ การบรรลุกรรม บรรลุ God มีคุณสมบัติตรงกัน กับ ตรีมูรติ ของ ศาสนาเทวนิยม ศาสนาเทวนิยมมี ตรีมูรติ 3 อย่างคือ พระปัญญาธิคุณ พระกรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ นี่เป็น 3 อย่าง ของพระเจ้า พระเจ้าจะมีปัญญารู้ยอดยิ่ง แล้วเป็นผู้กรุณา เป็นผู้กระทำ เป็นผู้สร้าง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ บริสุทธิ์พระทัย ของพระเจ้า ทั้งหมดเลย ตรีมูรตินี้ ศาสนาพุทธมาสร้างจิตใจตัวเอง ให้เกิดคุณสมบัติตรีมูรติ นี้ ในจิตของเราเองได้ จิตของเรา จนเป็นจิตที่มีคุณสมบัติเดียวกัน กับพระเจ้า เป็นจิตที่มีปัญญาธิคุณ รู้จริงๆ รู้ดี รู้ชั่ว รู้ผิด รู้ถูก ศาสนาพุทธอย่าว่าแต่ รู้ดีรู้ชั่วรู้ผิดรู้ถูกๆเลย รู้จนกระทั่ง สิ่งที่เป็นพระเจ้า สามารถทำให้สูญไปเลย จากอัตภาพตัวเองได้ ไม่เป็นอาตมัน หรืออัตตา ศาสนาพุทธสามารถแยกธาตุตัวเองได้ สลายอาตมัน หรืออัตตาตัวเองได้ ตายลงอย่างแยกอัตตาได้ ไม่ยอมให้ธาตุขันธ์รวมตัวกัน เป็นอัตภาพของตัวเอง ได้อีกเลย เรียกว่าปรินิพพาน เป็นปริโยสานได้จริงๆ ถึงขั้นนั้น จึงเรียกว่า ดับพระเจ้า ไม่เหลือแม้แต่พระเจ้า พลังงานอะไรก็ไม่เหลือ หมดสิ้นเลย ไม่ได้พูดดูถูกศาสนาเทวนิยม แต่พูดจากสัจจะความจริง อาตมาเป็นพุทธศาสนิกชน ที่ได้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จนกระทั่งเห็นว่า เกิดเป็นชีวิตมนุษย์ อัตภาพมนุษย์นี้ คุณจะต้องรู้อย่างยิ่ง ถึงความเป็นคน หรือความเป็นมนุษย์ กับความเป็นสังคม พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไร นอกจากศึกษาเรื่องคน อย่างทะลุปรุโปร่ง กับความเป็นสังคม แล้วจัดสรรสังคม รู้วิธีการ ที่ให้คนที่มีภูมิรู้ ความรู้ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า เป็นอยู่ในสังคม อย่างสงบสุข จะเป็นสังคมที่สูงสุด มีเศรษฐกิจที่สูงสุด การเมืองสูงสุด สังคมศาสตร์สูงสุด ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง สังคมชาวอโศก อยู่รวมตัวกันเป็น ชุมชนชาวอโศก เป็น ชุมชนที่มีเศรษฐกิจเยี่ยมที่สุด คือ คนในชุมชน นี้ เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลางหมดเลย คอมมิวนิสต์เห็นแล้วก็อยากได้แบบนี้ ให้ประชากร สังคมเขาทำงานแล้ว จ่ายภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องบังคับ ด้วย เข้าใจมีปัญญาว่า เอาเข้ากองกลาง เรามีคณะบริหาร ดูแลกัน จัดสรรกัน มีคณะจัดการ ให้มีผู้รับหน้าที่บริหาร จัดการเรื่องต่างๆ อย่างเป็นระบบ อย่างชาวอโศกเรานี่ เป็นระบบ เรื่อง การบริหารปกครอง ก็บริหารปกครองกันอย่าง มีธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นธรรมนูญ คือศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ดำเนินตามศีล ใช้ศีลเป็นกฎหมาย เป็นธรรมนูญ ปฏิบัติอยู่กับสังคมประเทศ ตำรวจไม่เคยมาดูมาแลชุมชนชาวอโศก เพราะไม่มีเหตุให้ตำรวจ ไม่ต้องวุ่นวาย มีเหมือนกันแหละ คนเกเรมาก คนในสังคมเอง เขาไม่มีเรื่องให้ตำรวจมาจัดการ แต่มีคนนอกสังคมชาวอโศก มาเกเร จนเราพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ต้องให้ตำรวจมาจัดการ ชุมชนเขาจะมีตำรวจหมู่บ้าน ของเรานี้ก็ไปอบรม อบรมเสร็จ กลับมาก็มีหน้าที่ไล่ควาย ที่จะมากินผัก เพราะว่าไม่มีหน้าที่อะไร ที่ให้ตำรวจทำหมด จะต้องดูแลคนที่เกเร มีการตีกัน มีการลักขโมย มีคดีความอะไร ก็ไม่มี ตำรวจก็เลยมีหน้าที่ไล่ควาย ถ้าสังคมประเทศไทย เป็นชาวพุทธ มาให้พวกเราปฏิบัติได้ เป็นมรรคผล จึงเกิดสังคมนี้ อยู่เป็นมวลหมู่ เป็นหมู่บ้าน สมณะเดินดินว่า... อันนี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ว่าในหมู่บ้านของเรา ชุมชนเรา ตำรวจไม่รู้จะทำหน้าที่ตำรวจอะไร เพราะว่าหมู่บ้านของเราอยู่ในครรลองของศีล 5 ทุกคนมาสั่งสมกรรมที่ดีงามให้ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียว อาตมาเคยฟังนายห้างเกรย์ เขาว่า เขาจะบอกให้ชาวซิกซ์ ออกจากอาณาจักรของพระเจ้า ทำไม่ได้ง่ายๆ มีแต่ตัวเขาเองที่ทำได้ พ่อครูว่า... เราไม่เป็นภาระให้ตำรวจต้องลำบาก เพราะว่าไม่เกิดเรื่องที่ตำรวจ ต้องมาทำหน้าที่ มีแต่คนอื่นมาก่อเรื่อง ต้องให้ตำรวจช่วย

มาอ่าน sms _SMS วันที่ 25-26 ตุลาคม 2560 สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เป้าหมายของการถือศีล _7680กราบคารวะพ่อครู ผมมีความรู้สึกว่าอาจารย์ต่าง ๆ ที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ เวลาตอบคำถามลูกศิษย์เรื่องกินเนื้อสัตว์เป็นบาปหรือไม่นั้น มันไม่เด็ดขาดและมั่นใจ ได้เท่าที่พ่อครูหรืออาจารย์ในชาวอโศกพูดเลยจริง ๆ ครับ คือฟังแล้วมันยังค้างๆ คาๆ ไม่ค่อยมั่นใจว่าอาจารย์เหล่านั้น ท่านไม่มีความรู้สึกบาป ติดค้างในใจ แม้เล็ก แม้น้อย เลยจริงหรือ ขอให้พ่อครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ จาก.. จางคลาย พ่อครูว่า... อาตมาก็เห็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่ชัดเจนว่า ศาสนาพุทธ ให้กิน หรือไม่กิน แต่ชาวอโศกนี้ชัดเจนที่สุด พูดกันไป อาตมามาทำงานศาสนา รณรงค์ บุญญาวุธหมายเลข 1 มารณรงค์ไม่ให้กินเนื้อสัตว์ เพราะมัน เกี่ยวเนื่องกับ ศีลข้อที่1 อย่างลึกซึ้ง อย่างสำคัญ เป็นเรื่องของคนหรือสัตว์โลก ที่จะเบียดเบียนกัน เป็นประเด็นหลากหลาย ในศีลข้อที่ 1 ในศีล 5 ศีลข้อที่ 1. ศาสนาพุทธจะไม่เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ ศีลข้อที่ 2. เป็นคนจะไม่เบียดเบียนสมบัติของใคร ศีลข้อที่ 3 จะไม่เบียดเบียนคนในเรื่องของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรียกว่า กามคุณ 5 ของใครก็ของใครไม่ใช่เรื่องเบียดเบียนกัน ไม่ไปแย่งชิงทำร้าย ต่างคนต่างก็มีวิบากของใครของมัน ทุกคนก็พยายามสร้างกรรมของตนเองให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ กัมมันตะ 3 ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ถ้าชัดเจนในชีวิตแล้วก็จะไม่ไปเบียดเบียนชีวิตใคร มีแต่หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง แม้จะเป็นชีวิตเล็กน้อยก็ตาม ศีลข้อที่ 2 หวังประโยชน์ในทรัพย์สินเงินทองของมนุษยชาติ ของคนอื่น ของใครอยู่ ไม่ไปเบียดเบียนใครเขา มีแต่ส่งเสริมกันและกัน ศีลข้อที่ 3 ไม่ไปวุ่นวายเรื่องกาม สัมผัสเสียดสีกามคุณ 5 ล้างของตนเองออก เมื่อหมดแล้ว ก็ไปช่วยคนอื่นต่อ เพราะว่ามันเป็นทุกข์ หมดกาม หมดอัตตา ก็เป็นพระอรหันต์ ที่พูดมา แม้แต่ศีลข้อ1 แม้แต่เรื่องเนื้อสัตว์ ก็ไม่มีใครหนักแน่น ชัดเจน ยืนยัน เพราะไม่ถึงจุดสมบูรณ์ ยืนยันได้อย่างมีน้ำหนัก ฟังแล้วก็จะค้างคา ไม่ค่อยมั่นใจ สัตว์ทั้งปวง มีความยึดมั่นตัวกูของกูทั้งนั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน คนก็ยิ่งไม่รู้ ไปเบียดเบียนกัน ก็เป็นวิบากไปต่างๆสารพัด แม้แต่จะไปทรมานมัน มันก็อาฆาต แล้วจะไปฆ่ามันทำไม สัตว์มันเห็นแก่ตัว กูของกูทั้งนั้น ใครว่าสัตว์มันหมดความเป็นตัวกูของกูแล้วทั้งนั้น ยกมือขึ้น สัตว์มันไม่เห็นแก่ตัวหรอก ยกมือขึ้น…. สัตว์ทั้งหลายก็เห็นแก่ตัวมันเองทั้งนั้น มันก็ผูกพยาบาท แล้วมันไม่รักชีวิตของมันหรือ สัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ก็รักชีวิตของมัน ผูกพยาบาทเป็นแล้ว เป็นจิตนิยามแล้ว คนเข้าใจอย่างนี้แล้ว จะไปหาวิบากให้มันพยาบาททำไม คนเรามีวิบากมาต่างๆน้อยนักหรือ? สัตว์ที่พยาบาทเรา มีน้อยหรือ เราจะไปเติมมันอีกทำไม ที่ทำมาแล้ว เหลือพอ มากพอแล้ว คนก็ไปติดใจที่ว่า มันต้องเอาสัตว์มากิน คนคะนองก็แล้วไป มือล่าสัตว์สนุก หากเอามากินก็ยังพอแก้ตัว แต่นี่เล่นฆ่ากันเป็นเกมส์เรื่องโก้ วิเศษอะไร ยิ่งบาป ซ้ำซ้อน ไปทำร้ายชีวิตเขาเล่น เอามากินยังอ้างได้ แต่ว่ามีอันให้กิน ตั้งเยอะแยะ ไม่กินเนื้อสัตว์ก็อายุยืนกว่าด้วย กินเนื้อสัตว์ก็จะอายุสั้น อาตมายกตัวอย่าง สูตรๆหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วคนเข้าใจไม่ถึง คนเข้าใจถึงแล้วจะหยุดเลย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในพระสูตรนี้ ว่า การฆ่าสัตว์ หรือการกินสัตว์ นี่มันชัดเจนด้วย บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย ห้าประการ ผู้ใดฆ่าสัตว์ อุทิศแก่ภิกษุ เจตนาฆ่าเพื่อภิกษุ ผู้นั้น ย่อมได้บาป ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก ท่านเอาข้อสุดท้าย ฆ่าโดยเจตนา ฆ่าแล้วก็ยังจะเอามาถวายสงฆ์ หรือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น อกัปปิยะ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเลย โง่ที่สุดเพราะว่า 4 ข้อแรกก็เป็นบาปเป็นอันมากแล้ว ยังดันเอาไปถวายผู้ที่ท่านเป็นยอด องค์ความรู้เรื่องบาปบุญ คือสงฆ์ หรือพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ใดที่รับรองเนื้อสัตว์ ที่คนเอามาถวายนั้น โง่ยิ่งกว่า คนที่เอาไปถวายอีก เพราะเป็นสิ่งอกัปปิยะ เนื้อสัตว์นี้เป็นสิ่งไม่ควรต่อพระสงฆ์ หรือพระพุทธเจ้า ไม่ควรนำมาถวายพระสงฆ์ หรือพระพุทธเจ้า ให้ฉัน ท่านก็ขยายความว่า เพราะว่ามันเป็นบาป ตั้ง 4 ข้อแล้ว ส่วนข้อที่ 5 นี้ไม่ควรจะเอามาถวายพระ แล้วเนื้อสัตว์นี้คือ เนื้อที่คุณเจตนาฆ่า แต่เขาเลี่ยงบาลีว่า ถ้าเนื้อสัตว์นี้ เอาไปถวายพระสงฆ์ ก็เป็นบาป ส่วนคนอื่นกินได้ ไม่เป็นบาป บาปเฉพาะสงฆ์นะ ถ้าใครฆ่าสัตว์จะไปถวายสงฆ์ ฆ่าสัตว์นี้ ไม่บาปเลย สัตว์อื่น ศีล 5 ไม่ต้องพูดถึงเลย เลี่ยงบาลีว่า เจตนาฆ่ามาถวายสงฆ์นั้นไม่ได้ ส่วนเจตนาฆ่ากินเอง หรือซื้อมาถวาย ก็ไม่บาป การเป็นบาปจากการฆ่านั้น หนึ่ง สัตว์มันตายเอง เป็นสัตว์ที่ อุทิศ คือ เจตนา อุทิศไม่ได้แปลว่าส่งไปให้นะ อุทิศนี้เแปลว่า มุ่งหมายเจตนา ตั้งใจ คือ ตั้งใจฆ่า 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคต และสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60 คือเจตนาฆ่า แล้วก็เจตนานำมาถวายสงฆ์ ถวายพระพุทธเจ้า ก็เป็นบาปทั้งนั้น ทำบาปแล้ว ยังถวายสงฆ์อีก สงฆ์ท่านไม่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ การฆ่าสัตว์คือ ก้อนบาป ถ้า สัตว์มันตายเอง ก็บอกว่า ไม่เป็นไร หรือแม้แต่ เดนสัตว์กิน ก็ไม่บาป อย่าไปแย่งสัตว์มานะ สองประการนี้ จะ เอาไปถวายก็ได้ ถ้าพระอยากจะฉันแบบนั้น ก็ได้ แต่ นอกนั้นไม่อนุญาต อุทิสมังสะไม่ได้ ต้องเป็น ปวัตมังสะ ถึงอนุญาตฉันได้ เพราะว่าไม่มีเชื้อพยาบาทแล้ว ไม่ผูกเวรแล้ว แม้ในสี่ข้อแรก คือบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย เจตนาเริ่มต้นก็บอกว่า ไปเอาสัตว์นั้นมา ก็บาปแล้ว สัตว์มันก็มีชีวิตของมัน เลี้ยงตัวเองไป กว่าจะตาย เริ่มต้นตั้งแต่ มีเจตนาเลย มีอุทิส ไปออกชื่อ เฮ้ยไอ้โต้ง ไอ้ขาว ก็บาปแล้ว สอง เมื่อสัตว์นั้น ถูกผูกมา จับมามัด มาใส่กรงมา สัตว์มันก็มีความทุกข์ คนก็บาปซ้ำซ้อน สัตว์นั้น เมื่อถูกเขาผูกคอ นำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส บาปเป็นอันมาก เพิ่มจากข้อ 1 สาม ได้บาป เพราะบอกว่าฆ่ามันเสีย สั่งฆ่า บาปสาม บาปสี่ เมื่อสัตว์นั้นกำลังถูกฆ่า ก็ได้รับทุกข์ทรมาน ก็ไปทําความทุกข์ให้สัตว์ ทำไม นี่คือบาปสี่ประการ เป็นก้อนบาปตั้งแต่ 1-4 เต็มบ้องแล้ว ก็ยังนำเอาก้อนบาปนั้น มาถวายสงฆ์ ถวายพระพุทธเจ้า ถวายสาวกพระพุทธเจ้าอีก สมณะเดินดินว่า... ถวายเพื่อให้พระพุทธเจ้าและสาวกเกิดความยินดี พ่อครูว่า... ได้สัตว์มา ก็ไปคงเป็นอาหารอันประณีต เพื่อจะมอมเมาพระพุทธเจ้า ให้ติดในรสเนื้อสัตว์นี้ สมณะเดินดินว่า... ในพระไตรปิฎก มีเรื่องเกี่ยวกับ คนนำเอาเนื้อเหี้ย มาปรุงอาหาร ถวายพระฤาษี ๆก็เลยติดใจในรสเนื้อของเหี้ย คอยจ้องแต่จะฆ่าเหี้ยเอามากิน พ่อครูว่า... ชีวิตใครชีวิตมัน บาปใครบาปมัน แต่เราก็ชัดเจนว่า ชีวิตนี้จะไปเลี้ยงตัวเองด้วยเนื้อสัตว์ เราไม่ทำ เลี้ยงตัวเองด้วยพืชผัก ก่อนจะบวช อาตมาก็เลิกฉันเนื้อสัตว์แล้ว ตอนนี้ก็ 50 กว่าปีมาแล้วไม่ได้กินเนื้อสัตว์ แต่ก่อนลิงลมอมข้าวพอง ก็กินตามเขาไป แต่ตอนนี้ไม่กินแล้ว แล้วก็จะไม่กินต่อไป พากันไม่กิน มาเลิกตามกันมา ก็ได้ผล รายละเอียดของความรู้จักคุณค่าของชีวิต มันเริ่มต้น แล้วเผิน ไม่สำคัญในความเป็นชีวิตของสัตว์ใด หนักเข้าก็ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน ฆ่าคนได้ ถ้าคนที่มีภูมิปัญญา รู้ชีวิตเขา ชีวิตเรา พลังงานของความเป็นชีวะ เป็นพลังงานที่พัฒนาจาก อุตุนิยาม มาเป็น พีชนิยาม เป็นพลังงานระดับพืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จนสามารถพัฒนาเป็นพลังงานระดับจิต เป็นสัตว์ มันก็มีความสูงแล้ว ทั้งรูปธรรม วัตถุธรรม เมื่อพัฒนามาเป็นชีวะ ก็ยังไม่ถึงเรียกนามธรรม จนเป็น จิตนิยาม มีนามธรรมแท้ มีเวทนา มีวิญญาณ เป็นอุปาทินกสังขาร มีกรรมวิบาก เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเราไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก ก็จะไม่ชัดเจนเรื่องเหล่านี้ ถ้าเข้าใจชัดแล้ว ก็จะไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ ก็จะไม่ฆ่าคน คนที่ได้รับคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงขั้นไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าคน ก็ไม่เป็นพิษภัยอะไรในสังคม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนั้น สัมมาทิฏฐิถูกต้องแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ รู้จักชีวิตเขา ชีวิตเรา มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ผู้ที่มีปัญญา ของผู้มีสัมมาทิฏฐิ เข้ากระแสแล้ว จะไม่ฆ่าสัตว์ใดเลย แม้ชีวิตเราจะตายก็ไม่ฆ่าสัตว์ใด เพื่อจะรักษาชีวิตตัวเอง นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า จะไม่ฆ่าสัตว์ใด แม้แต่เพื่อชีวิตตัวเอง ผู้ที่เข้าใจได้ จะต้องเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระอรหันต์ รู้ว่าการตายไม่มีปัญหา ถ้าเราจะไปถูกสัตว์ใดๆฆ่า มันจะฆ่าเราก็ตาย ตายแล้วถ้าเป็นโพธิสัตว์ ก็รู้แล้วว่า การเกิดการตายของชีวิต เป็นเรื่องปกติ จะตายถ้ามันฆ่าเราก็ตาย ตายแล้วก็เกิดอีก หรือจะไม่เกิดอีก ท่านก็ทำใจของท่านเอง อาตมาเป็นภูมิโพธิสัตว์แล้ว จึงเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ใครจะกินอยู่ ก็แล้วแต่เธอ ไม่กินกันแล้ว แต่ตามที่ทำมาแนะนำ ก็ไม่ต้องไปสร้างจิต ที่จะต้องมี เวรภัยวิบาก ไม่ต้องสร้างจิตรุนแรง จนถึงฆ่าสัตว์อื่นได้ สมณะเดินดินว่า... ในประเทศไทยมีบางที่ว่า อัตราการฆ่าคนนี้สูงถึงอันดับ 2 ของโลก แสดงว่าผลของการสอนศีลข้อที่ 1 ในสังคมไทยไม่ได้ผล พ่อครูว่า... หากเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างชัดเจน และลึกซึ้ง อ่านพระไตรปิฎกแตก ศีลข้อ 1 นั้นคือชีวิต ศีลที่ 2 นั้นคือข้าวของ อย่าไปเบียดเบียนกันเลย ทั้งชีวิตและข้าวของ ในโลก คนมีสิทธิ์ที่แห่งชีวิต และข้าวของนั้น ของคุณ ของคนอื่น ก็ของเขา มีชีวิตเป็นของเขา การแย่งข้าวของ ยังไม่ใช่ชีวิต แต่ชีวิตนั้นมีหนึ่งเดียวนะ ไปทำร้ายเขาทำไม เขาก็ชีวิต เราชีวิต สาม ไปแย่ง กามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ของคนอื่น จะไปแย่งเขาทำไม ของคุณก็สร้างของคุณเอง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของคุณเอง ถ้าคุณยังติดยึดอยู่ จะไปแย่งของเขาทำไม ไปละเมิดของเขาทำไม ของใครของมัน 3 ข้อนี้ถ้าเข้าใจชัดแล้ว ก็จะเป็นอยู่ยังไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกาม การสัมผัสรสทั้ง 5 ใครอยากจะไปติดรสก็ติดไป ศาสนาพุทธมาให้เลิกติดยึด สิ่งเหล่านี้

_4155…กราบเรียนถามพ่อครูค่ะ เราเริ่มเบื่อหน่ายทุกสิ่งรอบตัว ควรปฏิบัติอย่างไรคะ ฟังอะไรซ้ำๆก็เบื่อ เบื่อผู้คนลวงโลก เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ พ่อครูว่า... อาการน่าเป็นห่วง แต่คุณเอง จะไปเบื่อชีวิตไม่ได้ ชีวิตเกิดมาด้วยกรรมวิบาก ศาสนาพุทธไม่ได้สอน เบื่อชีวิต ก็ฆ่าชีวิต มันโง่จัด ไม่ไหวแล้วคนเรานี้ฆ่าชีวิตตนเอง อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า คนที่ฆ่าชีวิตตัวเอง นี่อำมหิตที่สุด เพราะคนเรารักชีวิตตัวเองมากที่สุด การจะฆ่าตัวเองนี้ ต้องมีความอำมหิตที่สุด มันเป็นความโง่ หลงผิดที่หนักหนาสาหัส คุณค่อยๆทำความเข้าใจ ค่อยๆฟังธรรม อย่าเพิ่งไปโถม ความเบื่อหน่ายเกินการ เบื่อหน่ายอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้สอน สิ่งที่น่าเบื่อทั้งรูปและนาม จนกระทั่งไม่อยากมีชีวิตแล้ว ก็ฆ่าตัวตาย ถ้าไม่กล้าฆ่าตัวตาย ก็เอาบาตรจีวรไปเป็นค่าจ้างให้ฆ่าตัวเองตาย ในยุคของพระพุทธเจ้า เป็นพระสงฆ์ก็ทำเช่นนี้มา ฟังธรรมะของพุทธเจ้าก็เบื่อหน่ายสรีระ เบื่อหน่ายทุกอย่าง ก็หาทางฆ่าตัวตาย

ลอย แคนาดา ...ในแคนาดา และ US มีร้านรับบริจาคของใช้แล้ว แต่ยังคุณภาพดี เพื่อให้คนจนซื้อเอาไปใช้ในราคาถูก นำเอาจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน และค่าเช่าร้าน ช่วยลดความยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีของเหลือใช้ ได้มาก ผมบริจาคผ่านช่องทางนี้ประจำ ทำให้บ้านไม่รกด้วยครับ อยากเสนอให้พ่อท่าน ให้ตั้งร้านลักษณะนี้ ญาติธรรมก็ช่วยถวายของใช้แล้ว ให้ร้าน เพื่อนำไปขาย การทำงานไม่มีค่าตอบค่าตอบแทน เป็นสิ่งประเสริฐมาก แต่ทำให้ขยายสาขาไม่ได้มากครับ เพราะผู้คนจำนวนมากยังไม่พร้อม ตัวร้านเองมีต้นทุน ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ฝากกราบเรียนให้พ่อครูพิจารณาด้วยได้ไหมครับ ร้านในต่างประเทศที่ผมพูดถึงมี ทุกหัวมุมของทุกเมือง ถ้าเป็น กทม ก็จะมีมากถึง 20 แห่ง เขาเลี้ยงตนเองได้ ไม่ต้องรอจิตอาสา ในทุกสาขา

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) การละมิจฉาอาชีพของพุทธ พ่อครูว่า... ของเรามี สขจ.ขายของใช้แล้วนำรายได้มาเลี้ยงสถานีโทรทัศน์ได้ เกิดสถานีโทรทัศน์ขึ้นมาของเรา เป็นโทรทัศน์ที่ครบวงจรชีวิต ไม่ใช่ว่า เอาแต่นั่งหลับตา ไม่มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ของเราสอนให้ละ มิจฉาอาชีพ 5 กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิงคิงสนตา อาตมาพาพวกเราพ้น มิจฉาอาชีพ 5 เลิกจากกุหนา ลปนา เช่น อาชีพ ทุจริต โกง เช่น โกงทีละ 5 แสนล้าน เป็นยอดของทุจริต ก็เลิกเสียเถอะ เมื่อไม่ได้ศึกษา ก็ไม่รู้ว่าอาชีพอย่างนี้ คืออบายมุขหนัก สุดยอดอบายมุข แต่เขาก็หลงใหล ยกย่องเชิดชู โกงระดับชาติ อภิมหาโกง แล้วก็ไม่เข้าใจว่า ในชาวพุทธ เป็นเรื่องของมิจฉาชีพ ระดับต่ำทราม ไปเข้าใจมิจฉาชีพว่า เป็นแค่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก เล็กๆ น้อยๆ แต่พวกที่ทำความฉิบหายให้แก่สังคมอย่างมาก เป็นมิจฉาชีพระดับ หยาบหนัก ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่สอน ไม่แนะนำ แล้วนอกจากไม่สอนแนะนำแล้ว ยังคบหากันอย่างสนิท คุณเอาไปโกงแล้ว เอามาทำทานบริจาคอีก หนักเข้าก็สมคบคิดกันเลย ตั้งเป็นสหกรณ์ แล้วหลอกเอาเงินชาวบ้าน เข้ามาหมุนเวียน โอ้โห มันอภิมหาอบายมุขขนาดนั้น เขาก็ไม่รู้ ได้รับความยกย่องเชิดชูว่ามีปัญญาสูงอีก เป็นสหกรณ์ดีเด่นของประเทศ ตอนนี้ก็ทยอยฟ้องกันไป คนที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่ ก็เข้าคุกไปแล้ว คนอื่นก็ทยอยเข้าคุกไป จนคนที่ร่วมมือจริงๆ เขาจะตามมาเข้าคุก ก็หายหัวไปไหนไม่รู้ ขอบอกเลยว่า ผู้บริหารประเทศอย่าไปเกรงใจพวกนั้น ถ้าเป็นพระจริง ก็ควรเกรงใจ แต่ถ้าเป็นพวกสมี พวกทำลายศาสนา ก็อย่าไปเกรงใจ ให้มีปัญญาหน่อย ทำอย่างนี้เป็นการช่วยประเทศชาติ ช่วยศาสนาเลย เพราะเมื่อมาอยู่ในวงการศาสนา แล้วมาทำชั่วอย่างนี้ ได้อย่างไร ปราบเสีย ไม่ได้พูดอย่างย่ำยีโหดร้ายนะ ประชาชน ฆราวาสเขาพูด มีสถานีโทรทัศน์ ไปว่าเขาว่าพวกนี้มาวิจารณ์มาว่าพระ แล้วเป็นพระหรือ พวกนี้ไม่ใช่พระหรอก มาทำลายศาสนา จัดการเสีย ดีไม่ดี พวกเดียวกันหรือเปล่า ก็ไม่รู้ ปกป้องกัน เละเทะกันเลยศาสนา อาตมาปางนี้ มาเพื่อปราบมาร อย่างธัมมชโยก็ดี หลวงพ่อสดก็ดี บอกว่ามาปราบมาร นั้นไม่ใช่หรอก มาเป็นตัวมารตัวใหญ่ เพราะไปแนะนำนอกรีต ไปมีลัทธิอะไร ตัวหลวงพ่อสดก็ยังไม่ตะกละอะไร พอมาตกถึงธัมมชโย ก็ออกลาย เลวจัด ชั่วจัด หนักมาก เพราะฉะนั้นอย่าเกรงใจ เป็นสมี ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชบอกว่า ปาราชิกแล้ว สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ที่วินิจฉัย เขายกย่องยอมรับว่าเป็นพระสังฆราช เป็นอาจารย์ของในหลวงด้วยซ้ำ แล้วคิดดูสิว่าวงการศาสนาก็เฉย ท่านตรัส เป็นพระลิขิต เรียบร้อยหมดเลย แต่ก็เฉย แล้วจะเหลืออะไร ศาสนาพุทธ นอกนั้น ก็เป็นลิ่วล้อของสำนักนี้เสียด้วยซ้ำ

_Sleep is the best meditation… อยากทราบว่า พ่อครูคิดอย่างไร กับประโยคนี้ของ องค์ดะไลลามะ14 ผมตีความว่า พระองค์เชื่อว่าการนั่งสมาธิที่เอาแต่สงบ ไม่นำไปสู่ปัญญาวิมุต จึงหมายความว่า อย่าเสียเวลาไปกับการนั่งทำสมาธิ ถ้ายังมีเวลานอนหลับไม่พอ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่ไม่กลัวความลำบาก พ่อครูว่า… อาตมานำเอาเรื่องของคนจน อาตมาว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับมนุษยชาติ โดยเฉพาะเมื่อเข้าใจ ความจนที่เป็นโลกุตระ ความเป็น คนจนที่ประเสริฐ เป็น ความจนที่มหัศจรรย์ เป็น คนจนผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์อย่างยิ่ง ความเป็นคนจน ความจนไม่ได้เป็นสิ่งที่ พาสุข พาทุกข์ คนจนที่ไม่มีเงินทองแล้วทุกข์ ก็เพราะว่าเขาไม่ฉลาด เขาไม่เข้าใจชีวิต หากเข้าใจชีวิตดีแล้ว จะไม่ปฏิบัติตนเป็นคนรวย หลักการเป็นคนรวยนั้น เป็นการแย่งทรัพย์สินของส่วนกลาง เป็นคนที่โลภ เอาทรัพย์สินส่วนกลาง มาไว้แก่ตัวเองมาก สมมุติให้ชัดๆ ในประเทศไทยมีทรัพย์สินจำนวนพันล้าน แล้วสมมุติว่า คนเอาพันล้านนี้ไปไว้ที่ตัวเขาหมด เป็นคนรวย หรือแบ่งกันห้าคน สิบคน ก็ตาม คนที่เหลือก็ตาย เพราะไม่มีเงินใช้ ตาย สมมุติชัดๆ ง่ายๆ คนที่ไปสะสมเอาเงินทองข้าวของ ที่เป็นปัจจัย คุณจะไปสะสมของพิษ โทษภัย ก็โง่ แต่ถ้าสะสมสิ่งอาศัย ใช้สอย ก็โลภเอาไปสะสมมาก คนอื่นก็ใช้ไม่ได้ เพราะคุณกักตุนไว้ แล้วสะสมไม่มีที่สิ้นสุดด้วย เป็นคนใจดำอำมหิต เป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าคนเราสามารถเข้าใจได้ว่า ไม่ต้องเป็นคนรวยเลย มาเป็นคนจน ไม่ต้องมีทรัพย์สินเลย อาตมาพูดไปแล้ว ก็ภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ ที่สามารถนำคำสอนพระพุทธเจ้า มาให้พวกเราปฏิบัติ จนเกิดเป็นสังคมชุมชนที่ ทำงานฟรี ไม่ต้องมีทรัพย์สินส่วนตัว มีทรัพย์สินส่วนกลาง เรียกว่า สาธารณโภคี กินใช้ร่วมกัน ทำมาหากินได้ ก็มารวมกัน กินใช้ร่วมกัน เป็นสังคมที่หลายคนไม่คิดไปอย่างอื่นแล้ว มีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ จนตายแล้ว เราก็เผาให้กัน เผาเรียบร้อยเสร็จ ไม่ต้องกลัวว่าตายแล้วจะไม่มีใครเผาผี ไม่มีสมบัติสักตังค์ ไม่มีญาติเลย ก็พอเผาให้ สบม. ทมด. ปกต. หห. จจ. อาตมาภาคภูมิใจที่นำธรรมะพระพุทธเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน