601022_พ่อครูเอื้อไออุ่นศิษย์เก่าที่มาช่วยงานเจอุทยานบุญนิยม 2560.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601022_พ่อครูเอื้อไออุ่น ศิษย์เก่าที่มาช่วยงานเจ อุทยานบุญนิยม 2560 วันที่ 22 ตุลาคม 2560 บริเวณ ที่ลานหลังป้ายอุทยานบุญนิยม วันนี้มีศิษย์เก่า มาฟังธรรมทั้งหมด 54 คน สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มาเป็นคนจนที่ช่วยเหลือคนกันเถิด พ่อครูว่า... เจริญธรรม ผู้ที่มีเกียรติ ที่ได้มาพบอาตมา อาตมาได้มีเกียรติบ้าง จริงๆแล้ว คนก็มีสามัญปกติ สำนึก ที่พอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมต้องมาพบ ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้หรือ ก็คงจะมีสามัญสำนึกอยู่หรอกนะ ว่ามาพบทำไม ต้องมาพบทำไม? คนเป็นสัตว์โขลง เป็นสัตว์ที่มีการอยู่ร่วมกัน ยิ่งมาอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี อบอุ่น อยู่กันอย่างเป็นที่รักแก่กันและกัน พร้อมมันยิ่งดีใหญ่เลย นี่ถือว่าเป็นสังคมที่เจริญ เป็นพี่ เป็นน้อง ที่สนิทสนม ต้องพึ่งพาอาศัยกันได้ ไปมาหาสู่กันเสมอ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเผื่อว่าเกิดพฤติกรรมอย่างที่กล่าวนี้ ไม่ได้เลย ไม่เกิดความเป็นพี่ เป็นน้อง ความเป็นไปได้ตามที่ว่านี้ ตามที่ประสงค์ จะให้เป็นเช่นนั้น ถ้ามันไม่เกิดจริง เป็นจริง มันก็ล้มเหลว เรียกว่ามันก็ไม่เป็นไปตามประสงค์ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องบอกกล่าวว่า ให้มากันหน่อย มาพบหน้าพบตากันหน่อย มาแล้วก็เหมือนกับเราอยู่ในบ้านเรือน มาปัดกวาดเช็ดถู ยกน้ำ ยกนี่ไป โอภาปราศรัย ถามสารทุกข์สุขดิบกัน เป็นยังไงทุกวันนี้ ก้าวหน้าอย่างไร หรือว่า การก้าวหน้า ที่เราได้ร่ำเรียนมา ต้องเดินไปสู่ความจน เราจนบ้างหรือยัง หรือแต่ละคนเอาแต่ร่ำรวย อู้ฟู่กันไหม อาตมารู้สึกว่าตัวเอง เกิดมาในยุคนี้ มาพูดมาบรรยายบอกกล่าวกัน ไม่ใช่แค่พวกเรา ประชาชนข้างนอก อาตมาก็มาบอกว่า ให้มาเป็นคนจน พากันมาลดละมา ให้มากกว่าที่จะเอา ให้เขาได้มากกว่าที่เอาจากเขา เป็นต้น จะเป็นคนที่ดี ได้เป็นผู้ที่ให้เขา แทนที่จะเป็นผู้เ

อ่านต่อ

อาเปรียบ ได้เปรียบเขา แต่เป็นผู้เสียเปรียบ เป็นผู้เสียสละให้แก่คนเขาได้ อาตมาว่า ที่พูดไปนี่ เราเป็นผู้ที่เสียสละให้แก่คนอื่นได้ มันไม่น่าจะยากอะไรนะ ก็คงจะพอรู้เรื่องดีและเป็นความจำเป็นโดยสัจธรรม ไม่ต้องเอาความฉลาดอะไรมาก ที่มาพบกัน และก็สำทับกัน ที่มาพูดย้ำซ้ำซาก ก็เพราะว่าคนเรา มันไม่เป็นอย่างที่ว่า ที่อาตมาพูด...ขยับไมค์แป๊บ … มันแปลกนะคนนี่ ถ้าไม่ตั้งอกตั้งใจแล้ว ตั้งสติดีๆ ให้เกิดปัญญาขึ้นมา ก็คงจะพอรู้ว่า อย่างนี้แหละดี มาเป็นคนเสียสละ มากน้อย ไม่ต้องไปโลภโมโทสัน แต่เรากลายเป็นผู้ที่ได้ให้ ได้มีประโยชน์คุณค่า ช่วยเหลือคนอื่น มันดีนะ เมื่อมีสติในปัจจุบันว่า มันพอรู้ว่า เป็นคนไม่เอาเปรียบ เสียสละนี้ มันดีนะ แต่เมื่อเผลอสติ มีชีวิตสามัญ ก็จะเอาจากคนอื่น โลภมาให้แก่ตัวเองให้มาก ที่พูดนี้คือ จุดใหญ่ใจความของความเป็นมนุษย์ทั่วโลก อาตมาออกมาทำงานศาสนา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีแต่พูดโน้มน้าว ให้คนเป็นแบบนี้ แม้เป็นผู้ที่ให้แก่คนอื่น มาเสียสละแก่คนอื่น มันคือกำไรของเรา อย่างที่ในหลวง ร.9 ของเราได้ตรัสจริงๆ มันเป็นเรื่องถูกต้องดีงาม เป็นเรื่องสัจจะ ที่มันแก้ไม่ได้ เป็นสัจจะที่จริง เราจะมารวมตัว ศึกษาฝึกฝนอบรม ก็เพื่อให้เป็นคนชนิดที่ว่านี้ ก็พอมาแล้วก็ไต่ถาม เกริ่นเปรยพูดไปนี้ ว่าพวกเราได้มาเป็นอย่างที่จะมาว่า หรือเปล่า คนเราส่วนใหญ่ จะเป็นอย่างนี้ ดีไม่ดี ขี้โกง ดีไม่ดี ปล้นจี้คนอื่นเขาได้เลย มาแล้วก็ลองมาดู มานั่งฟังที่อาตมาพูด มารวมตัวอย่างเที่ยงตรง มาว่าให้มันเป็นไปได้อย่างนี้จริงๆ ต่างคนต่างมีสำนึก มีความรู้ตัว ออกจากที่นี่ไป ไปที่ไหนก็แล้วแต่ ก็เป็นคนดังที่อาตมากล่าวแล้ว อันนี้เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ที่อาตมาเองว่า ทำได้ เป็นได้ พวกเราก็มาเป็นอย่างที่อาตมาว่าได้ อาตมาก็ได้ช่วยสังคมประเทศชาติได้ดี แม้แต่ผู้บริหาร ปกครองประเทศ ทุกวันนี้ ก็ไม่แม่น อย่างที่อาตมาพูดนี้ ไม่แม่นตรงที่ว่า น่าจะมาเน้นตรงนี้ แต่เป็นอะไรก็ไม่รู้ ไปตั้งกฎระเบียบ เป็นกฎหมายอะไรบังคับ แทนที่จะพูดให้เขาเข้าใจ ให้เขารู้ ให้เขามีสำนึก ว่ามาเป็นคนอย่างนี้ดี มาช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นเจ้าต่างๆ หรือเป็นข้าราชการ เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ใหญ่ ตัวเองเป็นผู้ใหญ่ ก็ควรจะเป็นคนเช่นนี้ให้ได้ ในสังคมก่อน แล้วคนอื่นจะได้เห็นตามทำตาม ก็ไม่เห็นจะไปเป็นอย่างนั้น ไม่เห็นตั้งอกตั้งใจ เป็นอย่างนั้นเลย แต่อาตมาว่า อาตมาตั้งใจออกบวช มาทำงานด้านนี้ เห็นเลยว่า เรามาเป็นคนเสียสละ สุดท้ายเป็นคนไม่ต้องมีรายได้ ทำงานช่วยเหลือคนอื่นไป ตามหน้าที่ ที่เราจะทำได้ แล้วเพียรพยายาม ให้คนอื่นได้เข้าใจ เป็นอย่างที่เราเป็น อย่างนี้ มาฝึกฝนตนเอง ให้มาเป็นอย่างนี้ได้ ไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไร เรื่องเงินยิ่งใหญ่เท่ากับการมาเป็นคนเช่นที่กล่าวนี้ คุณจะไปเรียนวิชาการอะไรต่างๆ ศาสตร์ไม่รู้กี่ศาสตร์ ตั้งชื่อไปไม่รู้กี่ศาสตร์ จำไม่หวาดไม่ไหว ก็เพื่อจะให้มาเป็นคนที่สรุปแล้ว เป็นคนที่ทำงาน ศาสตร์ต่างๆแล้ว มีรายได้ มีผลผลิต รายได้ผลผลิต ต่างก็ไม่โลภโมโทสัน แต่เผื่อแผ่ แจกจ่ายให้คนอื่นไป เป็นที่จบได้ ไม่ต้องพูดถึงเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อะไรต่างๆเลย ตีหัวเข้าบ้าน เป็นอย่างนี้ได้ รับรองเจริญงอกงาม พัฒนาการ อบอุ่น อยู่เป็นสุขอย่างแท้จริงเลย อาตมามั่นใจเช่นนั้น พวกเราที่มาวันนี้ ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่จะให้พูดมากกว่านี้ ใช้เวลาพูดไปแค่ 14 นาที ก็น่าจะจบได้แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน ลูกและสามีภรรยายเป็นภาระชีวิตที่เลี่ยงได้ ตอนนี้หลายผู้หลายคน จะมีประสบการณ์ของชีวิต การมีครอบครัว เมื่อมีครอบครัว ก็จะเกิดภาระ คนคนหนึ่งที่จะดูแลชีวิตตัวเอง ดูแลหัวใจตัวเอง ว่ามันต้องการอย่างนั้น อย่างนี้ คนเดียว เฉพาะตัวเองนะ แต่ก่อนแต่ไร ก็ตัวเองคนเดียว ไม่พอ ก็ไปเอาคนอื่นมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 คน สองคน มันไม่เท่านั้น มันก็งอกเป็นคนที่ 3 มาเป็นคนที่ 4 เข้า ก็เกิดมีเจ้าหัวใจเพิ่มขึ้นอีก โอ้โหที่นี่ล่ะ จะรู้สึกรู้ซึ้งเลยว่า ชีวิตหนอ อยู่ดีๆไม่ว่าดี เขาก็หลอกกันนะว่า อบอุ่นดี มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง อะไรอย่างนี้ ดูอบอุ่นดีก็หลอกกันไป แท้ที่จริง ถ้ามันเป็นลูกหลานจริงๆ ที่จะต้องรับภาระ ถ้าคนบ้านใดบ้านหนึ่ง มีลูกซัก 10 มีหลานอีก 20 จะเห็นชัดเลย มันจะยุ่งสักขนาดไหน หนักหนาสาหัสขนาดไหน มันจะรู้ดี

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน หลักสูตรสาธารณโภคี แต่ที่นี้ ที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้ามีหลักสูตรให้ศึกษา มันเป็นหลักสูตรที่ทุกคน จะต้องเป็นคนมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีพฤติกรรมที่ พึ่งพาตนเองรอด มีชีวิตทำงานสร้างสรรค์ อันนั้นอันนี้ อะไรก็แล้วแต่ ทำขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ได้อาศัย อาศัยกินใช้ หรือแม้จะอยู่กับสังคม สร้างขึ้นมาแล้ว ก็ได้แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่ายแจก ได้ค้าขาย อะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของบทบาท พฤติกรรมสังคมเป็นไป มันก็อยู่แค่นั้นเอง เท่านั้นเอง ชีวิตมนุษย์ ทีนี้ คนที่ไม่ศึกษา มาฝึกควรเรียนรู้ การใช้ชีวิต หนึ่งไม่สร้างสรรค์ ไม่ทำ แต่กิน แต่ใช้ ไปดึงของคนอื่น มากินใช้ เป็นภาระแก่คนอื่น แก่สังคม แม้ ไม่เป็นภาระสังคม แต่สร้างผลิตขึ้นมา เราก็ได้อาศัยกินใช้ หรือได้ผลที่เราเอาไปขาย เอาเงินไปซื้อสิ่งที่เราจะเอามากินใช้ ก็ดีขั้น ไม่เป็นภาระมาก เป็นขั้นที่ 2 ขั้นที่สาม อาตมาพาพวกเรา มารวมกัน แล้วก็สร้างสรรค์ แล้วก็ ไม่เอาเป็นของตน สร้างแล้วก็ แจกจ่ายเผื่อแผ่ กันกิน กันใช้ อันนี้เป็นขั้นสุดยอดของสังคม ที่สังคมไหนทำอันนี้ได้ สังคมนั้นเป็นสังคมเจริญ ที่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้หลง สิ่งที่ตนเองเข้าใจ จัดเป็นสัจจะของสังคม แล้วเป็นได้ยากด้วยนะ ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นไปได้ อาตมาพาพวกเรา มาเป็นอย่างที่ว่า ไม่ต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ บังคับด้วยกฎเหล็ก บังคับด้วยอาวุธ ไม้เรียว จะให้พวกเราเข้าใจ และประพฤติปฏิบัติ อยู่รวมกันเป็น สังคมสาธารณโภคี ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น อาตมาว่าที่อาตมาพาทำอันนี้ มันเป็นหลักสูตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากเลย อาตมาว่า อาตมาไม่ได้เป็นคนเก่งกาจ มีความรู้ตามที่เขาเรียนกันมา หัวผุ หัวพัง อาตมาก็พอมีความรู้ ที่ได้จากพระพุทธเจ้าบ้าง แม้ไม่ได้เรียนจากสำนักนั้น สำนักนี้อะไร มาเปิดดูตำรา คำสอนคนอื่น เขาเข้าใจอย่างไร แถมๆ แล้วก็นำสิ่งเหล่านั้น มาให้พวกเราประพฤติปฏิบัติ มันเป็นไปได้ เป็นสังคมสาธารณโภคี ได้ท่ามกลาง สังคมทุนนิยมสามานย์ ที่ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว หน้าเลือด กันทั้งนั้น แต่พวกเราทำได้ เป็นสังคมแบบพวกเราแล้ว ซึ่งอาตมาว่า มันไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย ถ้าผู้บริหารประเทศเข้าใจ ว่า ควรทำสังคมเป็นแบบนี้ เช่น ผู้บริหารประเทศ ที่หมู่บ้านที่ดูแลโดยกระทรวงมหาดไทย ก็ให้หมู่บ้าน สังคมในประเทศ แต่ละชุมชน แต่ละหมู่บ้าน มีพฤติกรรมสังคม เป็นแบบนี้ เป็นสังคมที่อยู่รวมกัน แล้วร่วมกันกินร่วมกันใช้ สร้างสรรค์ขึ้นมาแล้ว กินใช้ร่วมกันไป ไม่หน้าเลือด ไม่เห็นแก่ตัว ไม่งก ที่จะสร้างขึ้นมาแล้ว เอาไปโก่งราคา ต้องขายแพงแท้ กระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงที่จะบริหารเรื่องเหล่านี้ ก็ต้องการเพื่อให้เกิดสังคมที่อยู่รวมกัน เป็นอย่างที่อาตมาว่า

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความสุข(สวรรค์) คือหม้อต้มความทุกข์(นรก) ใครโดดเข้าไปก็สุกเลย อาตมาเป็นนักชี้สัจจะ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ สัจจะต่างๆ แล้วให้มนุษย์มาเรียนรู้ ให้เห็นผลว่า เราควรจะมาเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส สังคมก็เกิดมีพฤติกรรมสังคม ที่มีธรรมะ มีพุทธธรรม ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระสูตรต่างๆ อาริยสัจ4 มูลสูตร และอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่ ให้คนมาลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัว ลดความโลภโกรธหลง มาเป็นคนมีน้อยๆ มาเป็นคนจน มีความมักน้อย เป็นคนจน เป็นคนที่รู้ว่า สวรรค์เป็นของหลอก ของเก๊ ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นอุปทานของคนเท่านั้น ที่เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้วงการของศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นเช่นนี้ สอนกันแต่ให้ไปเอาสวรรค์ๆๆๆ คนมันเลยแย่งสวรรค์กันเอง แย่งอะไร แย่งของเก๊ สวรรค์ก็คือ อารมณ์เก๊ อารมณ์ลวงๆ อารมณ์ไม่มีจริง คนที่ตั้งความต้องการ ตั้งความอยากให้แก่ตัวเอง ต้องการได้ โดยใช้ภาษาเรียกว่า สวรรค์ แล้วอีกทีนึงว่าเป็นแดนสุข สวรรค์คือ แดนสุข ความสุขนี่คือ หม้อต้ม ถ้าใครกระโดดเข้าไปตรงนั้นก็สุก เปื่อยเลย สวรรค์นี่คือ หม้อต้ม ที่ใครอยากได้ อยากเป็น อยากมี โดดตูมเข้าไป ก็ได้สวรรค์ก็คือ สุก นี่เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง ศาสนาที่ไม่มีความรู้ลึกซึ้งอย่างนี้ เขาก็จะไปหลงสวรรค์ภพชาติ นึกว่ามันไม่ใช่หม้อต้ม ที่ใครโดดเข้าไป ก็สุขจนเปื่อย แต่ความจริงแล้ว เป็นศาสนาที่ รู้จักสุข รู้จักทุกข์ สุขคือหม้อต้ม ที่เป็นของหลอกของทุกข์ นั่นละ ถูกต้มจนสุกเลย คนที่เข้าใจได้ว่าสวรรค์คือ หม้อต้มใหญ่ เลยหลอกให้คนมาลงหม้อ จนสุก แต่ถ้าจะเอาพยัญชนะว่า คนเราอยากได้สวรรค์ ก็จะได้ สุก แต่ถ้าคนใดอยากได้สวรรค์ ได้สุข คุณก็ต้องไม่อยากได้อะไร ไม่ต้องเอาอะไร สุขคือ ความว่าง มีแต่จิตว่างๆดีๆ นี่แหละเป็นคนที่รู้จัก สัจธรรม แล้วทำตนให้เป็นคนสุข(ว่าง) แต่คนไปเข้าใจว่า สุขคือหม้อต้ม ก็เลยได้สุก อยากได้เอง แล้วก็ถูกหม้อต้มสุกเลย อาตมาอธิบายธรรมะระดับโลกุตระนะนี่ ไม่ใช่พูดเล่นนะ เพราะฉะนั้น พวกเราเรียนจบออกไปแล้ว ไปมีชีวิตต่างๆนานา มามีชีวิตอย่างที่พูดนี้บ้างไหม ถ้าเผื่อว่าใครก็ตาม อาตมาว่านะ มีจิตสำนึกแล้ว เข้าใจอันนี้ดี อาตมาว่า พวกเรา จะต้องมาอยู่ในชุมชนชาวอโศก มาอยู่อย่างไม่ถูกต้มตุ๋น อยู่อย่างสบายๆ ทำงานไปตามควร ไม่ต้องคิดว่าจะได้จะเสีย ก็ทำงานไปอย่างที่พวกเราเป็นกัน แล้วก็ใช้สิ่งที่มันมี มีถ้วยใช้ถ้วย มีชามใช้ชาม มีที่นา ไร่ สวน ก็ใช้ประโยชน์ แม้ที่สุดมีธนบัตร เป็นเงินทองขึ้นมา ก็ใช้ให้มันเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ว่าใช้ให้เกิดโทษ ใช้เงินทองไปเพื่อบำเรอให้กิเลสมันโตขึ้น ไปซื้อสิ่งนั้นมาบำเรอความอยาก ให้กิเลสอ้วน บำเรออร่อย กิเลสก็อ้วน เอาเงินทองไปจ่าย เพื่อบำเรอให้กิเลสอ้วน คือปุถุชน คือกิเลสหนาอ้วนขึ้นตลอด เมื่อเราได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ก็สามารถทำตนมาได้บ้างไหม ได้บ้างกี่บ้าง สิบตรี สิบโท หรือจ่า ได้กี่บ้าง หรือจะไม่ได้สักบ้างล่ะมั๊ง ถ้าได้บ้างก็จะดี มันเป็นสัจจะนะ ที่อาตมาพูด ที่เข้ามานี้ มารับการอบรม มารับการย้ำซ้ำ ที่ได้อบรมไปแล้ว เรียนไปแล้ว 6 ปี หลายคนก็ออกไป หลายปี หลายคนก็หนังเหี่ยวย่นบ้างแล้ว แล้วได้เข้าใจ ได้เปลี่ยนแปลงชีวิต อย่างที่อาตมาว่าบ้างไหม อุตส่าห์มาเรียนที่นี่ โรงเรียนต่างๆที่เขาสอนตามหลักสูตรของกระทรวง ไม่ได้สอนสิ่งเหล่านี้หรอก ใช่ไหม หลายคนก็รู้ว่าโรงเรียนข้างนอก เขาเป็นอย่างนั้น แต่พวกเรามาเรียนทางนี้แล้ว รู้แล้ว รู้สิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องสอนวิชาการเหมือนในตำรา ตามที่โรงเรียนต่างๆเขาเรียนกัน แต่เราเรียนรู้ชีวิตประจำวัน ห้าปี หกปี ซึ่งมันเป็นการเรียนเพื่อชีวิต ไม่ได้เรียนด้วยตำรา แต่เรียนด้วยชีวิต มันได้กันบ้างไหม... ตอบเบ๊าเบา แสดงว่าไม่รู้เรื่องสิ พวกเรามาที่นี่ ก็คงจะมีความคิดว่า มาแล้วจะได้ทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ มาให้ด่า นี่คือด่า คำว่าด่านี้ ภาษาวิชาการเขาเรียกว่า เทศน์ ที่จริงก็เทศน์ทุกวัน แต่เชื่อว่า ไม่ได้ฟังทุกวัน ก็เห็นหน้า ก็เลยเทศน์ๆๆๆ ด่าจริงๆ ภาษาความหมายเป็นอย่างนั้น พูดแล้วไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เลวร้ายอะไร แต่เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องเจตนาดี หวังดี ให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นมา ถ้าเผื่อว่าเรามีงานประจำปีบ้าง พวกเราน่าจะมีสำนีกนะ ว่าที่เราเคยเรียนมา อยู่มาถึง 5 6 ปี มีงานอะไร เมื่อนึกถึง ก็ไม่ต้องบอกกล่าว ก็มาเอง รู้เอง มากันหนาแน่นเลย อาตมาจะเป็นสุขมากเลย จะชื่นใจมากเลย นี่มันไม่ค่อยเป็นเลย บอกกล่าว ก็ยังไม่ค่อยมาเท่าไหร่ อย่างน้อย ถ้าอยู่ทางอีสานนี้ งานเจนี่ เป็นงานที่ใช้คนเยอะมาก ถ้าเผื่อว่า พวกเรา ถึงเทศกาลกินเจ พวกเราก็มาแสดงตัวช่วยอย่างนั้น อย่างนี้ อาตมาว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว พี่ป้าน้าอา คุณย่า คุณยาย คุณตา คุณปู่ อยู่ที่นี่ จะรู้สึกสุขแค่ไหน เมื่อมีพฤติกรรมสังคมอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่รู้กัน พูดขึ้นมา พูดแล้วก็เข้าใจ พฤติกรรมอย่างที่อาตมาพูดไป วนไป วนมา ตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ พูดมา 37 นาทีแล้ว ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ถ้าว่ากันจริงๆแล้ว นอกจากจะให้มาช่วยกันหน่อย เท่านั้นเองสรุป ...จบได้แล้วล่ะมั๊ง

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน หลัก 4 ที่พาชีวีพ้นทุกข์ อาตมามาวันนี้ เพื่อจะมาพูดกับพวกคุณเช่นนี้ อาตมามาตั้งแต่บ่ายโมง มารอจนถึงสามโมง แล้วก็พูด พวกคุณรู้สึกว่าสำคัญบ้างไหมนี่ ถ้าสังคมของประเทศ สังคมของโลก ถ้าเข้าใจนะว่า ทุกคนไม่ว่าใคร จะเป็นคนของสังคมใดก็แล้วแต่ สังคมที่สนิทสนม สังคมที่เราคิดว่าจะร่วมประโยชน์ ร่วมทำสิ่งดีงาม ทำแล้วชีวิตส่วนตัว ก็ว่ากันไป อาตมาว่า เรื่องชีวิตส่วนตัว มันไม่ยากอะไรเลย ถ้ามันไม่ไปหลงโลกมาก หลงที่ว่า ลาภควรได้ ยศควรได้ สรรเสริญควรได้ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี ให้แก่ตัวกูของกู ถ้ามันไม่มีอะไรมากกว่านั้น ชีวิตคนเรานี่ มันง่าย สะดวก จะเอาชีวิตไปอยู่ที่ไหนสังคมใด ที่เราคิดว่าควรอยู่ด้วย แล้วเราก็ไปร่วม เท่าที่เรามีความรู้ ความสามารถ แล้วเราก็เป็นคนฝึกฝน อบรม ไม่เปลือง ไม่จ่าย กับสิ่งที่เขาหลอกกัน อะไรก็พอรู้ ถ้ามีความจำเป็นไม่หนักหนาอะไร ชีวิตมันก็ง่าย และมีคุณค่าด้วย ชีวิตง่าย และมีคุณค่าประโยชน์ ต่อโลก ต่อสังคม ลองฟังดีๆ เราไปทำความเข้าใจให้ดีๆ ใครที่มานี่แล้ว มีทุกข์มีร้อน มีเรื่องลำบากลำบน ที่ตนเองออกไปที่นั่น ที่นี่ แล้วฉันเกิดความไม่เรียบร้อย ราบรื่น บ้างไหม มีไมค์ลอยมาให้สักตัว ไม่ต้องอาย ลองพูดออกมาดู เผื่อเพื่อนฝูงมาเจอกัน จะได้บรรเทา มันทุกข์อะไร อย่างไร เปิดเผยกันมาดูสิ ไหนๆก็มารวมกันแล้ว เผื่อจะเป็นประโยชน์กันได้ ถ้าอย่างนั้นอาตมาถาม บางคนจบไปหลายปี มีลูกเต้าแล้ว ใครเป็นหนี้บ้างไหม ยกมือ อาตมาเองก็เคยอบรม เคยสอน เคยบอก ชีวิตของคนเรานี่ 1. อย่าไปเป็นหนี้ มันเป็นเรื่องเลวร้ายมากเลย การสร้างสินเชื่อ การสร้างระบบหนี้สิน ขึ้นมาในโลก คนไหนเป็นคนสร้าง อาตมาไม่รู้ คนที่สร้าง ระบบเงินเชื่อ ระบบสินเชื่อ ระบบเป็นหนี้ แล้วก็มีดอกเบี้ยขึ้นมา คนคิดคนนั้นนรกกินหัว ป่านนี้ไม่รู้ขึ้นจากนรกหรือยัง เป็นเรื่องทุกข์ร้อน เลวร้าย ทั้งหมดเลย ระบบหนี้สิน ใครมีปัญญารู้ว่า ระบบนี้ออกห่างให้ไกล อย่าให้มันเกิดกับตัวเรา อย่ามาใกล้ตัวเราเลย 2. พึ่งพาตนเองให้รอด ทำงานทำการอะไรก็แล้วแต่ ให้พึ่งตนเองรอด ด้วยสมรรถนะ ความสามารถของเรา ด้วยความขยันขันแข็ง พากเพียร 3 มีส่วนเกิน ผลิตสร้างสรรค์ และมีส่วนเกิน หรือจากที่เรากินใช้ 4. ไม่สะสม มีส่วนหรือส่วนเกินนั้น ก็สะพัดออกไป เอื้อเฟื้อเจือจาน สงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่น 4 หลักนี้เท่านั้นแหละ ใครสามารถปฏิบัติได้ก็หมดทุกข์ ถ้าเข้าใจแนวลึก ปรมัตถ์ ก็คือความเป็นอรหันต์ใน 4 หลักนี่แหละ หลักคือ 1.ไม่เป็นหนี้ 2.ขยันหมั่นเพียรทำงานสร้างสรรค์เลี้ยงตัวเอง ก็พอกินพอใช้ 3. เหลือกินเหลือใช้ มีเกิน 4. เอาออกไปจากใจเกื้อกูลผู้อื่น แม้จะขายก็ขายยังขาดทุน เพราะว่าพอกินแล้ว เมื่อมันเหลือ จะไปทิ้งขว้าง อย่างไรก็ได้ การกินการใช้แล้ว แม้จะสร้างด้วยทุน 100 บาท แล้วก็ขายด้วย ราคา 5 บาท ไม่ได้เสียหายอะไรเลย มันเป็นส่วนเกินจากที่เรากินใช้แล้ว จะแจกฟรีก็ได้ไม่เดือดร้อน เพราะเราเหลือกินเหลือใช้แล้ว เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดอย่างทุนนิยม อย่างคนที่โลภ ทุนนิยม สร้างมาแล้วเหลือ ก็ไปขายให้ได้ราคาแพงที่สุด จะได้ค่าตอบแทนมากที่สุด ระบบนี้ทำให้โลกเดือดร้อน เราต้องมาคิดแบบ บุญนิยม พวกเราก็คงจะพอเข้าใจดี แล้วเอาไปปฏิบัติให้ดี ทำให้ได้ อย่างน้อยที่สุด เราก็ช่วยเศรษฐกิจประเทศชาติ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ก็จะช่วยได้ อาตมาทำงานมาเกือบห้าสิบปีแล้ว อาตมาสอนเรื่องอย่างนี้ ตามคำสอนพระพุทธเจ้า พวกเราจะได้มากได้น้อย ก็แล้วแต่ อาตมาได้ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ คณะบริหารประเทศ ก็ต้องการให้มีเศรษฐกิจสังคม เป็นแบบนี้ แต่เขาไม่มีทางออก ไม่มีความรู้ว่า พระพุทธเจ้าได้สอนมาหมดแล้ว เอาของพระพุทธเจ้า มาเปิดหลักสูตร และบริหารประเทศชาติ เขาไม่รู้ เพราะว่าพระ เจ้า ที่มีหน้าที่สอน กอดพระไตรปิฎกไว้ ก็ไม่รู้ว่าท่านสอนอะไร มีแต่ไปรู้จารีตประเพณี ที่จะได้เงินทอง จัดงานประเพณีอย่างนี้ ให้คนมาวัดวา เอาเงินมาทำบุญทำทาน ก็ได้แค่นั้น สำหรับในวัดวา หรือไม่อย่างนั้น ก็สอนเทศน์ผะเหวด กัณฑ์มัทรี ไม่รู้เรื่อง สาระสัจจะของศาสนา มันไปกันใหญ่เลย พูดอย่างนี้ เหมือนไปดูถูกเขา แต่ที่พูดนี้ ถูกมากๆ เขาน่าจะชมเชยอาตมาว่า ดูได้ถูกตรงเลย แต่เขาคงไม่คิดอย่างนั้น พวกเรานี่แหละ งานนี้ เริ่มมาหลายวันแล้ว ที่มากันนี่ คนที่มาแล้ว ช่วยกันมีอยู่กี่คน ประมาณ 20 กว่าคน ก็ขอบคุณที่พวกคุณเป็นคนดี ส่วนคนที่ไม่ได้ขอบคุณ จะเป็นคนอะไรไม่รู้ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ Understood ไว้เลย อาตมาพูดถูกไหม เอาล่ะ ไม่มีใครมีทุกข์เลย ถามว่ามีใครเป็นหนี้ไหม ก็ไม่มี งั้นก็จบ ….สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน