601103_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก หมู่บ้านคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601103_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก หมู่บ้านคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ที่ บวรศาลีอโศก เป็นวันลอยกระทง เป็นการขอขมา ขอโทษแม่น้ำ หรือพระแม่คงคา ที่เราได้ทิ้งสิ่งสกปรกลงไป เป็นการสำนึกว่าน้ำมีบุญคุณกับเรา รายการวันนี้ จัดที่ บวรศาลีอโศก ที่จะได้มี งานมหาปวารณา ในวันที่ 4-7 พ.ย. นี้ วันนี้ เป็น วันประชุมของสมณะมหาเถร คือผู้ที่บวชตั้งแต่ 20 พรรษาขึ้นไป งานนี้ จะมีกิจกรรมต่างๆ มีทั้งการประชุม การแสดง พรุ่งนี้เป็นวันประชุม สัมมนา ทั้งหมด ตั้งแต่ตี 4 จนถึงค่ำ วันที่ 5 ก็มี ตักบาตรเทโว มีประชุมสิกขมาตุ โศลกมหาปวารณา ปีนี้คือ จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ คนทั่วไปคงเข้าใจได้ยากว่า จนแล้วจะสุขสำราญเบิกบานใจ อย่างไร การเป็นคนจนนั้นง่ายกว่า การเป็นคนรวย ความสุขที่ว่านี้ ไม่ใช่ความสุขอย่างโลกีย์ แต่เป็นสุข ที่แปลว่า ความว่าง เป็นความสุขสำราญ ที่อุดมสมบูรณ์ ดูตัวอย่างกล้วยที่อยู่บนโต๊ะนี้ เป็นกล้วยน้ำว้าที่ลูกโต สมบูรณ์ พ่อครูว่า... ผลหมากรากไม้ แกล้งโตหรือเปล่า ทั้งมีลูกใหญ่ จำนวนมาก คุณภาพดี ไร้สารพิษอีกต่างหาก

สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน สามพระราชดำรัสอันสุดประเสริฐ คำว่าคนจน ในหลวงท่านตรัสว่า ให้บริหารประเทศ ให้ บริหารอย่างแบบคนจน นี่คือ ศาสตร์พระราชา อาตมาหยิบมา พยายามพูดถึงตรงนี้ เน้นแล้ว เน้นอีก เพื่อให้ได้ยินไปทั่ว ให้ถึงหูของบรรดานักบริหารประเทศด้วย เจตนาอย่างนั้น ให้เกิดการสะดุดใจ แล้วจะได้ดูว่า อาตมาพูดนี้ อย่างในหลวงตรัสหรือเปล่า เอาคลิป ที่ในหลวงตรัสไว้วันที่ 4 ธันวาคม 2534 เอามาออกประจำ โทรทัศน์บุญนิยม มาไม่รู้กี่ปีแล้ว ถึงวันนี้ ก็ยังไม่เห็นนักบริหารคนใด ที่ขานรับพระราชดำรัสนี้ ขานรั

อ่านต่อ

บศาสตร์พระราชา แต่พูดกันว่าศาสตร์พระราชา แต่นี่แหละคือ ศาสตร์พระราชา คือตำราคือความรู้ ที่ออกมาจากพระปรีชาญาณ ของในหลวง พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 ของไทย อาตมาว่า มันเป็นความยิ่งใหญ่ มีเรื่องราว แบบคนจนนี้ มีชาวต่างประเทศ คนหนึ่ง มาพบ ( นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534) เขาบอกว่า ประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อน เขามอบหมาย ให้มาขอโอวาท “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำแบบ “คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว. แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า แบบ “คนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบ “คนจน” ใช้ความอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ” (พระราชดำรัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจาก ที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2534) “ ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา ” “ Our loss is our gain ” "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 (“เสีย” ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น "การได้" คือได้ทำความดีที่สุดแล้ว ในมนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละ หรือการให้ใดๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวัง หรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ ผู้ประเสริฐ) สังคม มีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ “ให้!” นี่เป็นศาสตร์พระราชา อาตมาซาบซึ้งคำตรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็นำมาขยายความต่อ ให้พวกเราเข้าใจ แล้วนำไปประพฤติจนกระทั่งเป็นจริง ตามที่เราเข้าใจนี่แหละ คือมาเป็นคนจน คนจนที่มีชีวิตดำเนินอยู่อย่างเป็นคนขาดทุน ไม่ได้เป็นคนเอากำไร ทีนี้ คำว่าขาดทุนนั้น คิดอย่างไร แล้วเป็นอย่างไรเรียกว่ากำไร เรามาขยายความตรงนี้ดู ขาดทุนคือ ขาดทุนจริงๆ ไม่ใช่พูดอย่างโวหาร หรือพูดเล่น ขาดทุนจริง แต่ขาดทุนแล้ว อยู่ได้ มีชีวิตดำเนินไปได้ ผู้ที่ขาดทุนแล้ว ดำเนินชีวิตไปได้อยู่ ใช้ชีวิตด้วยความจริง สัจจะ ด้วย การขาดทุนเป็นกำไรของเรา คือเราได้เสียสละ การเสียสละนี่แหละเป็นกำไรของมนุษยชาติ การได้ให้ผู้อื่นเป็นกำไรของมนุษยชาติ ชีวิตของคนที่สามารถมีชีวิตอย่างเป็นผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้เอา แล้วจะเอาอะไรมาเสีย เอาอะไรมาให้ผู้อื่น ก็เอาจากความรู้ และความสามารถ ที่ขยันหมั่นเพียรของเรา สร้างสรรมันก็เกิดผลผลิต ต่างๆนานาขึ้นมา นี่แหละผลผลิต หรือสินค้าที่เราจะเอาไปขายอย่างขาดทุน ทีนี้ ขาดทุนก็คือ มันไม่ได้กำไร วิธีคิดกำไรของทุนนิยมก็คือ หนึ่ง เขาคิดราคาทุนไว้ ราคาทุน คือราคาของทุกอย่าง ที่เขาใช้ เอามาประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าโสหุ้ยต่างๆ ที่ใช้จ่ายออกไปในการผลิตสินค้าชิ้นนี้ เขาคิดหมด ที่สำคัญคือ รวมค่าแรงงาน ค่าความรู้ ความสามารถ ของผู้ผลิต ในความรู้ ความสามารถ ค่าแรงงานของผู้ผลิตนี่แหละ เป็นจำนวนที่ เป็นสิทธิของเรา และค่าแรงงานในระบบทุนนิยมนี่ ร้ายกาจ เขาตีราคาค่าแรงงานเขา บางคนคิดเป็นอัตรา วันหนึ่งๆ วันละ 350 หรือเปล่า และมีคนเรียกร้องอยากจะได้เป็น 400 ในอัตราค่าแรงงานของเรา อัตราที่รัฐบาลตั้งให้ไว้ เป็นเกณฑ์ของนายทุน หรือผู้จ้างตามกฎหมาย อย่าไปให้จ้างราคาต่ำกว่านี้ ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเอาเปรียบกันต้องตั้งอัตราไว้ ถือว่าเป็นระดับเศรษฐกิจ ที่ประชาชนรับได้ ส่วนนายทุน กฎหมายประเทศ เพิ่มให้ประชาชนทุกคน วันหนึ่งต้องอย่างต่ำ 350 เขาก็ขึ้นให้ แล้วนายทุนจะไม่โง่ บวกเพิ่มขึ้นในราคาทุนได้อย่างไร ค่าตัวของชั้นสูงกว่านี้เขาก็เบิก ก็คิด เป็นค่าตัวทับทวีคูณไปเรื่อยๆ จะตั้งอย่างไร จะเพิ่มอย่างไร คนตายคือประชาชนทั่วไป ที่ต้องซื้อหาผลผลิตสินค้า ซึ่งมีนายทุนเป็นตัวกลาง มีผู้สร้างผลผลิต เป็นผู้ได้อัตราต่ำสุด ตัวกลางเป็นนายทุนที่นำสินค้าไปจำหน่าย ให้แก่ประชาชนทั่วไป หรือซื้อไปจนถึงมือผู้กินผู้ใช้ ก็คือตัวนี้แหละ ตัวกลางตัวนี้แหละ นายทุนที่เป็นผู้ค้าขายนี้แหละตัวดี ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้นอีก ประชาชนจึงเป็นผู้รับภาระ ไม่ได้ตกที่ใคร ตกแก่ประชาชน การบริหารประเทศต้องทำให้ประชาชนนี้ มีการซื้อหา มีการจ่ายสินค้า ก็จะต้องราคาถูกลง ตั้งใจทำอย่างนั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทีนี้ผู้ที่เข้าใจความเป็นจริงแล้ว โดยมีความคิดความรู้ เป็นความรู้ ที่เป็นปัญญาแท้จริงว่า คนเราจะไปเอาเปรียบ หรือไปโลภมากขึ้น ให้แก่ตัวเองนี้ มันเป็นความดีงามของชีวิต มันเป็นความเจริญของชีวิตจริงๆ หรือ? ผู้ที่มีปัญญา จะมองเห็นว่ามันไม่ใช่เลย มันไม่ใช่ความเจริญของชีวิต มันไม่ใช่ความดีงามของชีวิต มันไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดของชีวิต มันเป็นความโง่ มันไม่ใช่ความเจริญ มันเป็นความเสื่อมของตัวเราแต่ละคน ที่จะไปเอาเปรียบมากๆ โลภมากๆ เอามาให้แก่ตนเองมากๆ มันไม่ใช่ความดีงาม ความดีงามคือ ผู้ที่จะให้แก่คนอื่นได้ เสียเปรียบ พูดตรงๆ เสียเปรียบให้คนอื่นได้ต่างหาก เป็นความดีงาม ความประเสริฐของมนุษยชาติ ของแต่ละคน ผู้มีปัญญาจะเข้าใจ ผู้ไม่มีปัญญามีแต่ความคิดโลภเป็นเจ้าเรือน เป็นความเห็นแก่ได้เป็นความมักมาก เป็นกิเลสประจำตน แม้จะมีปฏิภาณปัญญา เข้าใจได้ แต่ไม่เอาไม่ทำ จะต้องได้เปรียบ จะต้องเอาเปรียบ ได้เปรียบมากเท่าไหร่ เขาก็ทำ ใครจะพูดให้ตาย อธิบายให้ตาย เท่าไหร่ก็ไม่เอา พวกนี้คือพวกไม่มีปัญญา แม้เขาจะบอกว่ามีปฏิภาณ เข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจจริงๆหรอก ถ้าเขาเข้าใจจริงๆ ก็จะทำ อย่างพวกเรา ชาวอโศกเข้าใจจริงๆ อาตมาก็พาทำ อาตมาพูดอธิบาย ก็เข้าใจ และพาทำ ไม่ได้เสแสร้ง เล่นลิเก ทำเท่ห์ๆ แต่ทำอย่างจริงจัง ถ้าเราสามารถขาดทุน ลดราคาลงไปได้เท่าไหร่ เราก็ทำ เท่าที่จะสามารถลดได้ แล้วเราก็อยู่รอด เราเจตนาอย่างนั้น ผู้ที่สามารถมาทำงานร่วมอยู่กับพวกเรา ลดราคาค่าตัวลงเรื่อย จนกระทั่งถึงที่สุด ก็คือ ไม่เอาค่าตัวเลย กลายเป็นคนทำงาน 0 ไม่มีรายได้กลับคืนมาแก่ตัวเองเลย ทำแล้ว ก็เอาไปกินใช้ และจำหน่าย จ่ายแจกแก่ผู้อื่น มีผลผลิตร่วมกัน ก็เอามากินใช้ร่วมกันก่อน สำหรับตัวเราเอง เลี้ยงตัวเองพึ่งตัวเองรอด เสร็จแล้วมันมีส่วนเกินส่วนเหลือ ก็นำส่วนนี้ ไปจำแนกแจกจ่ายผู้อื่น ตั้งแต่ขายราคา ต่ำกว่าราคาตลาด ขายราคา เท่าทุน ขาย ต่ำกว่าราคาทุน จนกระทั่ง แจกฟรี นี่เป็นขั้นตอนของการจำหน่ายจ่ายแจกแก่ผู้อื่น แล้วเราก็ทำตามนี้ได้ ร้านค้าของพวกเราจะมีสินค้าหลายอย่าง บางอย่าง ต่ำกว่าราคาตลาด บางอย่างราคาเท่าทุน บางอย่างราคาต่ำกว่าทุน บางอย่างแจกฟรี นี่คือ การมีเศรษฐกิจดี ในสังคมประเทศชาติ ชาวอโศก เราเป็นผู้ที่ทำตามพระราชดำรัสของในหลวง ทำตามศาสตร์พระราชาอย่างแท้จริง ทำมานานแล้ว เราพากันทำมา ตั้งแต่ในหลวงยังไม่ได้มีพระราชดำรัสนี้ออกมา เราก็ทำกันอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น ชาวอโศกรวมตัวตั้งแต่ พ.ศ. 2516 มีหมู่บ้านตั้งแต่พ.ศ. 2517 อาตมาบวช 2513 เริ่มตั้งหมู่กลุ่มตอนแรก ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย พอ 2516 เราเริ่มทำแดนอโศก เป็นที่แรก แล้วเกิดชุมชนชาวอโศกขึ้นมา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ดำเนินชีวิต พัฒนาชีวิต เป็นคนที่มีชีวิตประพฤติอย่างแบบคนจน ตามศาสตร์พระราชา คือ เป็นผู้ขาดทุนให้แก่สังคมมาเรื่อยๆ เท่าที่ได้ ถือว่า เราช่วยประเทศชาติ ด้วยการทำตามศาสตร์พระราชา เรื่องเศรษฐกิจ เราเป็นผู้ปฏิบัติ ตามศาสตร์พระราชามาตลอดเลย ขออภัยพูดแล้วเหมือนใหญ่ เหมือนพวกเราเอาพระราชดำรัส ของในหลวงมาตีกิน แต่ไม่ใช่ เราทำจริง ทำอย่างเข้าใจชัดเจนเลยว่า มันเป็นสัจธรรม เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นศาสตร์พระราชา อาตมาพูดตอนต้นแล้วว่า ยังไม่เห็นนักบริหารพูดเลยว่า ต้องมาเอาแบบคนจน ตามที่ในหลวงได้ตรัส แล้วขยาย อธิบาย อย่างที่พวกเราอธิบาย แล้วก็พาทำกันอย่างนี้ นักบริหารข้าราชการก็ตาม เขาไม่เห็นจะลงไปถึงตรงนี้ เป็นแต่เพียงในหลวงท่าน ได้ตรัสไว้หลักเศรษฐศาสตร์ 3 ภาษา 1. แบบคนจน 2. ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 3. เศรษฐกิจพอเพียง เขาก็เอาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมันไม่ชัดเจนเท่ากับ แบบคนจน ยิ่งขาดทุนคือกำไร ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เขาก็ขอใช้เศรษฐกิจพอเพียง มันไม่ถึงขั้นกับมาจน ก็มีข้าราชการผู้ใหญ่ใกล้ชิดในหลวง ก็บอกว่าแบบพอเพียงนี้ รวยก็ได้ ในหลวงตรัสแบบคนจน แล้วเขาบอกเศรษฐกิจพอเพียงนี้รวยก็ได้ แล้วแบบคนจนกับรวยก็ได้นี้ ขัดแย้งกันในภาษาแล้ว จะเอารวยหรือเอาจน อาตมาก็ว่า เวรกรรมของประเทศไทย ข้าราชบริพารใกล้ชิดด้วย ไม่อยากเอ่ยชื่อ เป็นเรื่องสุดลึกซึ้ง เป็นปัญญา นอกนั้นไม่ใช่ความฉลาดอย่างปัญญา ความฉลาดปัญญา จะเป็นความฉลาดลึกซึ้ง วิเศษ เป็นความจริงในตัวมันเอง คนที่เข้าใจไม่ได้ ก็จะไม่กล้าพูดอย่างแข็งแรงหนักแน่น พูดกันอย่างชัดเจน จริงใจ และนำมาขยายผล นำพาปฏิบัติประพฤติ เพราะมันเป็นความจริงที่ประเสริฐ เป็นความจริงที่ดีงาม สิ่งที่ควรจะต้องทำให้เป็น

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจในสาธารณโภคี พวกเราชาวอโศก อาตมาให้มาเป็นคนจนจริงๆ จนที่ยืนยันได้ว่า ชาวอโศกที่จนที่สุด ก็คือทำงานไม่ได้รายได้อะไรเลย ทำงานฟรี อาศัยอยู่กับหมู่กลุ่ม ชุมชน ก็จบแล้วสูงสุด ที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี ที่เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นเศรษฐศาสตร์บทที่สูงที่สุด อยู่ใน สาราณียธรรม 6 ท่านก็ขยายความว่า จะต้องเรียนรู้จนกระทั่งจิตใจ มีคุณสมบัติทั้ง 7 ประการ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ เอกีภาวะ ทุกวันนี้ได้เลือนหายไปจากศาสนาแล้ว จริงๆแล้ว ศาสนาไม่เสื่อม แต่คนที่เข้าใจศาสนาไม่ได้ นำไปปฏิบัติไม่ได้ต่างหาก ที่เสื่อม ไม่เอามาใช้ ไม่เอามาปฏิบัติ จนเป็นผลสำเร็จ ก็ไม่สืบสานสืบต่อ แต่ชาวอโศก เราเอามาอธิบายแล้ว เข้าใจได้ ก็เลยปฏิบัติได้ผล ก็สืบสานกันจนสำเร็จ เป็นสังคมสาธารณะโภคี ตาม สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นี่คือ คนจนสุขสำราญ เบิกบานใจ ขยายความที่ท่านฟ้าไทได้เกริ่นไว้แต่ต้น และเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องลอยลมเพ้อเจ้อ ไม่ใช่เป็นปรัชญาเท่ห์ๆ เข้ามาอวดอ้าง แต่เป็นเรื่องที่เอามาปฏิบัติได้จริงเลย ปฏิบัติได้แล้วก็เป็นคนจน หมู่กลุ่มคนจน ที่สำราญเบิกบานใจ ผู้ใดยืนยันเลยว่า เป็นคนอยู่ในชุมชนนี้ มีการประพฤติปฏิบัติชีวิตประจำวัน ทำงานอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ แต่ไม่มีรายได้ส่วนตัวเลย อยู่กินกับสังคมนี้ เป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ระดับสูงสุด ที่โลกพึงจะมีได้ ในสังคมมนุษยชาติ เกินกว่า คอมมิวนิสต์คิดได้ เกินกว่า คาร์ล มาร์กซ์ ที่เป็นเจ้าของทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ที่พยายามให้เห็นว่า สังคมเป็นใหญ่ แล้วให้คนในสังคม เสียภาษีเข้ากองกลาง ให้มากที่สุด โดยใช้ผู้บริหารตั้งกำแพงภาษีให้สูง จับเอานายทุน ผู้มีรายได้มาก ทรัพย์สินมาก เอามารีดภาษี เข้าส่วนกลางให้มาก พวกนายทุน พวกเศรษฐีคนรวยจึงไม่ชอบคอมมิวนิสต์เลย ก็ใช้ความรวยของตัวเอง เลี้ยงบริวาร เข้าไปต่อสู้ ก็เลยเป็นสงคราม ในการบริหารประเทศ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ แต่ชาวอโศก เราไม่ได้ค้านแย้ง ไม่ได้ต่อสู้สิ่งเหล่านี้ กลับเห็นจริงเลย ล้ำหน้าคอมมิวนิสต์ สังคมนิยมไปอีก จนกระทั่งให้คนมาเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ในนี้เลย กินอยู่กับส่วนกลางของรัฐ คอมมิวนิสต์จึงมีรายจ่ายให้คน ให้บุคคล หัวละเท่านั้น เท่านี้ ผู้ที่ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ เขาก็ยังจ่ายให้ แต่ของอโศกนี้ไม่จ่ายเลย นอกจากไม่จ่าย อย่างสุดยอดแล้ว มันยิ่งกว่านั้นเลยคือ ชาวอโศก เป็นคนมีอายุมาก เกินกว่า 60 ปี รัฐบาลก็ให้เงินเดือนเดือนละ 600 บาท อายุ 70 ก็ได้ 700 บาท อายุ 80 ก็ได้ 800 บาท อาตมาเลย 80 ปีแล้ว ก็ไม่เคยไปเบิกเลย แต่หลายคนในชุมชนชาวอโศก ได้รับเงินมา ก็เอาไปเข้ากองกลาง บางคนก็เอามาให้อาตมา อาตมาก็เอาไปให้กองกลางอยู่ดี เป็นสัจจะที่สุดยอดของมนุษย์เลย แล้วมีชีวิตอยู่ได้อย่างดี เผากันไปหลายรายแล้ว ตอนนี้ก็รออีกเจ้า เตรียมเผา ก็ว่าใส่โลงเย็นไว้ก่อน อีกไม่กี่วัน คือแม่ของสมณะเราเพิ่งเสีย เราก็ช่วยกันไป อาตมาภูมิใจ ที่นำตำรา คำสอนนำระบบเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า มาอธิบาย ให้พวกเราเข้าใจ แล้วพวกเราก็ปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจ ขั้นสาธารณโภคีคือ อยู่กับสังคมนี้ แต่ละชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนของคนไทยซ้อนอยู่ในประเทศนี้ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกับคอมมิวนิสต์ ไม่ได้ขัดแย้งกับประชาธิปไตย เพราะว่า เป็นอิสระเสรีภาพ ทุกคนมาไม่ได้มีการล่อลวง แต่เป็นเรื่องอิสระ เสรีภาพ ที่คนพอใจจะมาจน ในระบบนี้ แล้วเราก็บริหารส่วนกลางไป แล้วไม่ได้ขัดแย้ง กับกฎหมาย สังคมประเทศชาติ จึงอยู่ได้อย่างอบอุ่นปลอดภัยอยู่กันอย่างสามัคคี อาตมาพูดได้เลยว่า สังคมชาวอโศก เป็นสังคมที่สงบ ไม่มีความเดือดร้อน แย่งชิง ฆ่าแกง คดโกง ที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว แย่งชิงกัน ส่วนคนที่ยังจะมีรายได้ อยู่ข้างนอก ก็ทำไปพอสบายๆ แล้วมีของส่วนตัวไว้ในกระเป๋าบ้าง จะเข้ามาอยู่ในชุมชนชาวอโศก ก็ไม่ว่าอะไร เราก็ไม่เคยไปทวงว่า เอามาแบ่งของเราบ้าง จะมีใช้ส่วนตัวแล้ว มาอยู่กับระบบอยู่กับหมู่ก็ได้ จะใช้กินในสาธารณโภคี เมื่อมาอยู่ในนี้ แต่จะมีออกไปข้างนอก ก็แล้วแต่ ในประเทศไทย จึงมีประชาชน ที่เข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เป็นเศรษฐกิจถึงขั้น สาธารณโภคีนี้ด้วย นี่คือประชาชนคนไทย แล้วมีชีวิตอยู่ในระบบ ที่มีการประพฤติจริง มีการปฏิบัติตัวดำเนินชีวิตอยู่ ด้วยเศรษฐกิจระบบอย่างนี้จริง สอดคล้องกับที่ในหลวงเรา ได้ตรัส ให้เป็น แบบคนจน เป็นแบบ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วก็มีความเจริญ จะนับความเจริญอย่างไร ที่เขานับความเจริญกันด้วย GDP (Gross Domestic Products) เป็นการจัดการกัน อย่างที่มีรายได้มวลรวมของประชาชาติ ของผู้คนในประเทศนี้ ในชุมชนนี้ เสร็จแล้ว ค่าส่วนกลางกี่เปอร์เซ็นต์ ของเรานี้ ถ้านักเศรษฐศาสตร์มาศึกษาชาวอโศก จะมีวิธีคิดอย่างไร ตัวเลขจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ทราบได้ อยากจะให้นักเศรษฐศาสตร์ มาลองคิดดูตามหลักสังคมสากลว่า สังคมชาวอโศกจะมี GDP รายได้มวลรวมของกลุ่มชาวอโศก อาตมา นิยามว่าเศรษฐกิจ คือการมีรายได้ มีรายรับรายจ่าย เสร็จแล้วพวกเราก็ยังมีเศรษฐกิจ ที่เป็นส่วนกลาง เขาได้รายได้ จากมวลมนุษย์ในกลุ่มสังคมนี้ หรือประเทศนี้ Domestic รายได้วันมวลรวมของประเทศ เขาก็ไปตีราคา แล้วค่าของ มวลรวมจะได้ราคาเท่าไหร่ พูดถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากรู้เหมือนกันนะ เปรียบเทียบกับโลกเขา เพื่อจะเอาไปศึกษาเลยว่า ถ้าคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็ทำงานแบบชาวอโศกเรา ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่า พวกนายทุน ไม่ยอมเด็ดขาด แต่ถ้าสังคมประเทศเรา เป็นชุมชนหมู่บ้าน ที่มี เป็นนิตินัยด้วย ศาลีอโศก ก็เป็นหมู่บ้าน แต่ประชากรไม่เยอะเท่าไหร่ และหมู่บ้านชาวอโศก ก็อยู่กันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ดำเนินอยู่ อย่างสาธารณโภคี ทั้งนั้น จึงเป็นประชากรของไทย ระบบสาธารณโภคีทุกชุมชน ซ่อนอยู่ในประเทศไทย มีหลักเศรษฐกิจอย่างนี้ เลี้ยงตัวเองอย่างนี้ ไม่ได้เป็นภาระหนักของสังคม ประเทศชาติเลย นักบริหารประเทศไม่เอาใจใส่ เขาอาจมองว่า พวกนี้บ้าๆบอๆ หรือมองว่า พวกนี้ปล่อยมันไปเถิด ดูสิว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แล้วจะกลับมาเป็นเหมือนคนทั่วไป พวกนี้มันฟิตจัด คิดสุดโต่ง แล้วจะมาอดทนได้หรือไม่ …(พวกเราตอบว่าไม่ได้อดทน แต่สุขสำราญเบิกบานใจ) พวกเรามีความจริง ที่เป็นอิสระเสรีภาพ มีปัญญาที่รู้ว่า มีชีวิตอย่างนี้มันดี ดีกว่าไปต่อสู้แย่งชิงหาสมบัติส่วนตัว ไม่ต้องมีสมบัติอะไรส่วนตัวมากมายหรอก ก็อยู่พอใช้พอกิน แต่คนอื่นเขาทนไม่ได้ ที่จะมาเป็นอย่างนี้ จิตใจมันหวงแหน ต้องมีของตนเยอะ จนกระทั่งมาอยู่อย่างที่พวกเรา เป็นไม่ได้ ซึ่งของพวกเรา มีสองขนาด ขนาดหนึ่ง ก็มาอยู่ในสังคมชุมชนเราเลย มีชีวิตกับหมู่กลุ่มนี้ไป กินอยู่ร่วมกันกับหมู่กลุ่มเสร็จแล้ว เรามีอีกแบบคือ ออกไปข้างนอก มีผลผลิตสร้างสรรส่วนตัวพอสมควรแล้ว มีเงินบำเรอตนเองส่วนตัวพอแล้ว แล้วก็มาหาหมู่ ก็ยังเข้าใจว่า อย่างนี้เหมาะควรกว่า แต่ก็ยังต้องหาเงินส่วนตัวไว้ แล้วก็จะได้ใช้ส่วนตัวกินใช้ของเรา มาใช้ส่วนกลาง เขาไม่ให้หรอก แล้วก็มาอยู่กับหมู่ ส่วนเสพส่วนตัว ก็มีเงินส่วนตัว ส่วนพวกไม่ไปหารายได้ส่วนตัว แล้วอยู่กับหมู่กลุ่มไป มีของเก่าส่วนตัวก็แจกจ่ายไป บางคนก็จ่ายไปจนหมด ก็ไม่ต้องมีอีก บางคนมาอยู่กับหมู่กลุ่มแล้ว ของส่วนตัวที่มีอยู่ ก็เอาไปแจกจ่าย ให้ลูกหลานไปหมดแล้ว ตัวเองก็เอาตัวมาอยู่กับหมู่ แต่บางคนมีสิทธิส่วนตัว เป็นของตัวเองในบ้าน เมื่อจะมาส่วนกลาง ก็เอามาให้กับส่วนกลางหมด โดยไม่แบ่งให้กับลูกหลานเลย ก็มีไหมนี่ พูดแล้วเหมือนกับชี้นำ จะเป็นการคิดรอบ อยากได้ มันดูไม่ดี แต่ก็พูดไปแล้ว ก็ต้องขออภัย ไม่ได้คิดจะให้เป็นอย่างนั้นหรอก แต่ไม่ค่อยมีคนจะทำแบบนี้หรอก ก็มาแต่ตัวสิ สมบัติก็เอาไปแจกจ่ายให้กับลูกหลานเขาเสีย ขอให้ได้ตัวมาเถอะ มาแต่ตัวกับหัวใจ ไม่ต้องเอาไรมาก็ดีแล้ว มีความเข้าใจมาฝึกปรือมาอยู่กับมวลรวม อยู่กันอย่างเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีไป เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าสังคมกลุ่มไหนในโลก ก็ตามปฏิบัติได้ มีชุมชนหมู่บ้านอย่างนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ มากหมู่บ้าน เป็นร้อยเป็นพันหมู่บ้าน ดำเนินชีวิตอย่างนี้จริงๆประเทศไทยจะเห็นหน้าเห็นหลังเลย ตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ หมู่บ้านเรามีประมาณ 80000 หมู่บ้านในประเทศไทย แต่หมู่บ้านที่เป็นนิตินัยของชาวอโศกมีเพียง 2 หมู่บ้าน แต่หมู่บ้านอื่นก็ไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆนะที่มีอยู่ ต่างมีชีวิตอยู่อย่างสาธารณโภคีทั้งนั้น เป็นอย่างนี้มาตั้งหลายสิบปีแล้ว เชื่อว่า ถ้าอาตมาไม่ตาย หรือตายแล้วก็ตาม ชุมชนอย่างนี้จะดำเนินอยู่ต่อไปได้ คนก็ขานรับกันว่าอยู่ต่อไป เพราะเข้าใจแล้ว มีระบบมีวิธีการอยู่ มีต้นทุนมีทั้งสถานที่ มีทั้งแผ่นดิน เข้าของมีองค์ประกอบทุกอย่างหมดแล้ว มีวัฒนธรรมด้วย สมณะฟ้าไทว่า... ก่อนพ่อครูตาย มันก็จะมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้ คนก็จะไปอยู่มากกว่านี้ จะเลิกไปทำไม โง่ตายเลย ผมเทียบดู เห็นศิษย์เก่าเขาหาเงิน แล้วก็ไม่มีเวลากินอยู่หรือใช้เงิน แต่ศิษย์เก่าที่อยู่ในวัดมีเวลากินอย่างอุดมสมบูรณ์ อยู่ข้างนอก เป็นคนไม่มีเวลา อยู่ในนี้มีเวลามากมาย พ่อครูว่า... แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่า เป็นคนจนอย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ จะให้เรียกว่าอย่างไร อาตมาพูดไปแล้วก็นึกถึงผู้บริหารประเทศ แม้แต่นักวิชาการ ทำไมไม่มาศึกษาอันนี้ เอาเข้าไป แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้มาเป็นเศรษฐกิจแบบนี้กัน ทำไมผู้บริหารประเทศไม่เห็นว่า เป็นแบบนี้มันเป็นได้ ที่เราทำนี้ไม่ใช่พวกอุตริสุดโต่ง หรือบ้าบอ แต่มันเป็นแบบที่ในหลวงเราตรัส แบบคนจน นี่ที่เราทำนี่ ไม่ได้แกล้งพูด ไม่ได้หลงเลอะ หลงตัวตน ไม่เลย มันเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ที่มีพระราชามีพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ บทยิ่งใหญ่ เศรษฐกิจยิ่งใหญ่อันนี้ แล้วเอามาประกาศ แล้วพระองค์ก็ไม่ได้บังคับใคร เป็นอิสระเสรีภาพ พูดไปแล้ว นักบริหาร นักวิชาการ ผู้ที่จะดำเนินให้เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจในประเทศไทย ก็มีหน้าที่ แต่ละกระทรวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสแบบคนจนแบบขาดทุนคือกำไร เมื่อท่านได้สวรรคต ก็ออกดอกออกผล ให้คนได้เข้าใจ มีสัจจะที่ปรากฏ เป็นพฤติกรรมสุดประเสริฐ ตอนนี้เขาขานรับว่าต้องทำตามศาสตร์พระราชา แล้วจะรู้จริงไหมนี่ จะรู้ว่า พระราชาทำแบบ ขาดทุนคือกำไร แล้วประชาชนพูดว่าใช่ แล้วจะไปทำอย่างนี้ไหม และเป็นคนจนอย่างไ รเป็นคนจนอย่างขยันหมั่นเพียร มีความรู้ ความสามารถ แล้วทำอย่างสุจริต ทำอย่างสัมมาอาชีพ เป็นคนทำอย่าง วรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย ( สุภระ ) บำรุงง่าย , ปรับให้เจริญได้ง่าย ( สุโปสะ ) มักน้อย, กล้าจน ( อัปปิจฉะ ) ใจพอ สันโดษ ( สันตุฏฐิ ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ ( ธูตะ , ธุดงค์) มี อาการน่าเลื่อมใส ( ปาสาทิกะ ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม ( อปจยะ ) ขยันเสมอ , ระดมความเพียร ( วิริยารัมภะ ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ชาวอโศก ศีลเคร่ง คือองค์แห่งธุดงค์ คือมีศีล 5 มาพร้อม ศีล 8 ศีล 10 จุลศีลก็มี ในกลุ่มนี้ คือธูตะ คือทำให้เคร่ง คนทำศีลเคร่งได้แล้ว เป็นคนมีศีลปกติทำได้แล้วไม่เคร่งแต่สบาย สบม ทมด ปกต จจ หห คนพวกนี้กินข้าวมื้อเดียว แล้วไม่ตายหรือ แต่คนทำได้แล้ว ก็บอกว่าสบายมาก ปกติหายห่วง ไม่เดือดร้อนอะไรเลย อวิปฏิสาร ปามุชชะ ปีติ สุข จนถึงวิมุติ วิมุติญาณทัสนะเลย ปฏิบัติตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า หยิบมาพูดนี้ ตรงกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัส อาตมาภาคภูมิใจ ที่ทำให้คนมาปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าได้ คำสอนพระพุทธเจ้า เอามาปฏิบัติได้ อย่างไม่เป็นหมัน แต่ศาสนาพุทธทั่วไป ของชาตินั้น เป็นหมันแล้ว แล้วบิดเบี้ยว ละเมิดคำสอนพระพุทธเจ้า กลายเป็นอบายมุข เดรัจฉานวิชา เละเทะไปหมดเลย ขออภัยที่พูดเหมือนข่มคนอื่น แต่ก็พูดความจริง คนเขาก็อาจจะชิงชังอาตมา พูดความดีมันก็เข้าเนื้อชาวอโศก เมื่อพูดความเลว ก็ไปถูกคนอื่นเขา อาตมาเลยไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน เพราะว่าความจริง มันต้องเป็นอย่างนี้ อาตมาเลี่ยงไม่ออกจริงๆ คนก็ชังน้ำหน้า เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอย่างชาวอโศกได้ ก็เลยไม่ชอบใจ อาตมาทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ยิ่งกว่าจะไปหา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เหมือนกับวอร์เรนบัฟเฟตต์ หรือบิลเกตส์ ยิ่งกว่าแจ็คหม่า สมณะฟ้าไทว่า... เป็นความเจริญของพระโพธิสัตว์เท่านั้น ที่สามารถทำให้เป็นอย่างนี้ได้ พ่อครูว่า... ใช่แล้วสามารถทำให้เกิดสังคมอย่างนี้ได้ ในสังคมที่ เป็นทุนนิยม บ้าเลือด ทุนนิยมสามานย์ บ้าใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างกู่ไม่กลับ แต่อาตมาก็ยังดึงเอาคนมาปฏิบัติอย่างนี้ได้ ยืนยันได้ เปรียบเท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน