601105_ช่อง13 สยามไท สัมภาษณ์พ่อครู ในงานมหาปวารณา.docx
เนื้อหาในไฟล์
601105_ช่อง13 สยามไท สัมภาษณ์พ่อครู ในงานมหาปวารณา
อ.ประเสริฐถามว่า… งานนี้คืองานเกี่ยวกับอะไร? พ่อครูว่า… งานนี้คือ งานมหาปวารณา ปีที่ 35 งานมหาปวารณา คืองานของสมณะชาวอโศก เป็นวินัยของพระพุทธเจ้า ให้ พระสงฆ์ต้องปวารณากัน ตามพระวินัย จะปวารณา วัน 15 ค่ำ เราก็ทำในวันออกพรรษาอยู่แล้ว แต่เรามาทำพิเศษ เพื่อที่จะให้ทำให้เกิดผล วัดทุกวันนี้ ที่ทำกันทุกวันนี้ เป็นการทำตามจารีตประเพณี โดย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ได้ล่วงเกิน ก็เปล่งกล่าวตัวเองว่า ตัวเองยอม ปวารณาตน ยอมให้คนอื่นว่าได้ อันนั้นเราก็ทำแล้ว ตามพระวินัย ส่วนงานมหาปวารณาของเรา คือทำจริงๆ เรามาตำหนิกันจริงๆ มีอะไรน่าตำหนิ ก็มารวมกัน ใช้เวลาแค่สองวัน ตอนนี้เข้าฝักแล้ว ก็เลยใช้เวลาแค่วันเดียว ทำมา 35 ปีแล้ว
อ.ประเสริฐว่า… เมื่อสามปีที่แล้ว มวลมหาประชาชนได้ร่วมชุมนุมกันทั่วประเทศ ต่อมารัฐบาลพยายามทำให้เกิด หนึ่งความสามัคคีปรองดอง สองให้ร่างกติกาใหม่ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญจนถึงกฏหมายท้องถิ่น สามให้มีการเลือกตั้ง และมีวาระพิเศษให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ การเปิดเสรี สันติอโศกก็ได้ร่วมกับประชาชน เพื่อปฏิรูป ปีนี้เป็นปีที่สี่ พลเอกประยุทธ์ตั้งกติกาว่า เมืองไทยต้องปฏิรูป เป็นไทยแลนด์ 4.0 ประเด็นสำคัญคือมีการเปิดประตูสู่เออีซี สันติอโศกที่พ่อท่านได้ตั้งมา บัดนี้ได้พัฒนา มาตรงกับที่รัฐบาลต้องการมี เศรษฐกิจพอเพียง มี smart farmer พ่อท่านเห็นว่าอย่างไรครับ พ่อครูว่า.. .ที่พูดมา คือประเด็นของเศรษฐกิจ การเมือง เป็นเรื่องของ มนุษยชาติ มีคนเข้าใจว่า ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของศาสนา ไม่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ คนพูดนั้นเป็นคนพูดที่ไม่เข้าใจ ความเป็นศาสนาพุธ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของประชาชน การเศรษฐกิจเป็นเรื่องของประชาชน จะบอกว่าไม่เกี่ยวไม่ไ
อ่านต่อ
ด้ เพราะเศรษฐกิจคือ ความเป็นอยู่ของชีวิต ต้องเห็นแก่ส่วนรวม ไม่ใช่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว กักตุนเหมือนนายทุน ที่ได้เปรียบเอารัดเอาเปรียบ เกินกว่าควร มันก็กลายเป็นเรื่องที่ สังคมเดือดร้อนกัน ศาสนาไม่ใช่เป็นเรื่องปลีกเดี่ยวออกจากสังคม แต่ศาสนาพุทธนั้นอยู่กับสังคมได้ แต่จิตใจไม่ได้ติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข และช่วยเหลือมนุษยชาติ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) สามคำนี้ ส่อแสดงระบอบที่ยิ่งใหญ่ ระบบระบอบของประชาธิปไตย กับระบบระบอบของคอมมิวนิสต์อยู่ในนี้หมด แม้แต่เผด็จการก็เอามวลชน จึงรวมแล้วสอดคล้องกับสมัยนี้ แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้า เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธเจ้าก็สอนระบบการปกครองที่ประชาธิปไตย และเผด็จการต้องการเหมือนกัน คือให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด เหมือนกัน เป้าหมายตรงกัน แต่มีเหลี่ยมมุมที่ต่างกัน แต่มีระบบที่แตกต่างกัน อาตมาทำงานไม่กี่ปี ก็รวมเป็นสังคมกลุ่มชุมชน เราใช้ธรรมชาติ เป็นประโยชน์แก่สังคม ก็ได้ผลเป็นระบบการบริหารปกครอง อย่างสงบสบาย ไม่มีความเดือดร้อน วุ่นวาย เศรษฐกิจก็แบ่งแจกเจือจานกัน แบ่งกันกินกันใช้ จนกระทั่งสูงสุด ที่สุดแม้แต่ระบบคอมมิวนิสต์ก็ต้องการ ชาวอโศกทำสำเร็จแล้ว ถึงเป็น เศรษฐกิจสาธารณโภคี หมายความว่า เป็นคอมมูนที่ทุกคนทำงาน เสร็จแล้ว รวมเป็นของส่วนกลางหมดเลย กินใช้ร่วมกัน เสียภาษี100% เท่ากันหมด ไม่ใช่ว่าคนได้มาก ก็เสียภาษีมาก คนได้น้อยก็เสียประสาทน้อย แต่นี่ยุติธรรม โดยอิสระเสรีภาพ แต่มากหรือได้น้อย ก็เข้ากองกลางหมดก็เลย ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ ได้ยิ่งกว่าประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยก็ไม่ใช้กฎระเบียบบังคับ มีอิสระเสรีภาพ แต่ให้เสียภาษีตามกฏหมาย สุดท้ายประชาธิปไตยของสาธารณโภคี หรือชาวอโศก ทำได้ถึงขั้นสาธารณโภคี คือเสียภาษี100% ให้แก่ส่วนกลาง มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เป็นไปได้
ชุมชนศาลีอโศก เป็นชุมชนหมู่บ้าน ทำงานแล้วกินใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณโภคีแบ่งแจกกันกินไป อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ เกินกว่าคอมมิวนิสต์ เกินกว่าประชาธิปไตย จึงเป็นทฤษฎี ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ของพระพุทธเจ้า
อ.ประเสริฐว่า...ท่านใช้หลักอะไรที่ทำให้พี่น้องเครือข่ายชาวอโศก เป็นผู้มาถือศีล มาศึกษาธรรมะ ในสังคมปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะในไทย หรืออาเซียน กำลังมีปัญหา จะสามารถใช้หลักเศรษฐกิจที่ชาวอโศกทำดี นำไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างไร พ่อครูว่า... ในหลวงรัชกาลที่เก้า ท่านก็ตอบโจทย์ให้แล้ว คำตอบของในหลวงก็คือ เอาแบบไหน เอา แบบคนจน แบบที่ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่คือสรุป ท่านไปตรัส เศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงมันคืออะไร แต่เขาก็ยังไม่ชัด ท่านก็ตรัสอีกว่า เอาแบบคนจน หมายความว่าทุกคนมาทำตัวให้จน ไม่ใช่ทำตัวให้รวย พูดตรงตรงชัดชัด ง่ายง่าย แต่ไม่มีใครขานรับ นักบริหาร นักวิชาการที่ไหน ก็ไม่ขานรับ จะให้ประชาชนที่ไหนมาต้องการความจน และอยู่กับคนจน มันจะอยู่กันอย่างไร นี่คือความไม่มีปัญญา เพียงเพราะว่า สังคมประเทศชาติ เศรษฐกิจ ต้องบริหารแบบคนจน ถ้าบริหารพัฒนาตามทฤษฎีนี้ ทุกคนพยายามทำให้ตัวเองขาดทุน เป็นคนไม่เอาเปรียบ เป็นคนเสียสละให้ได้ คนจนมันอยู่ที่การบริหารจัดการ ทำให้มีผลผลิต มีค่าแรงงาน พอเลี้ยงตัวเองรอด ถ้าได้ค่าแรงงานเกินมาหน่อยก็ดี ข้อสำคัญได้ค่าแรงงานให้ หนึ่งเลี้ยงตัวเองรอด สองมีส่วนเกินจากตัวเองกินใช้ อย่าเอาส่วนเกินไปค้าขายเอากำไร แต่ให้สะพัดส่วนเกินออกไปให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีสำรองให้ตัวเอง ไม่ขาดแคลน ถ้ามันเกินแล้วสะพัดออกไป ไม่ได้มาก เราต้องการระบายออกสะพัด ถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้ ทุกอย่างจะเรียบร้อย ทุกอย่างแต่เมื่อทุกคนโลภมาก เห็นแก่ตัวมากเกินไป ความเป็นจริง ไม่รู้จักพอ นี่คือหลักสำคัญมาก คนเราไม่รู้จักพอ ไม่มีความสันโดษ คนเราไม่มักน้อยตามที่พระพุทธเจ้าสอน น้อยก็พอ อยู่อย่างไม่โลภโมโทสัน กอบโกยได้ นี่แหละ สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเข้าใจให้ชัดเจน ทุกคนเข้าใจและทำได้อย่างนี้ ทุกคนจะไม่แย่งชิง ตะกละตะกราม รวยไม่รู้จบ แต่ถ้าต่างคนต่างทำพอมี พอกิน พออยู่ ทำอย่างที่ในหลวงตรัสได้ ก็จบเลย จะช่วยการเมือง การเศรษฐกิจ อ.ประเสริฐว่า… ท่านมองอย่างไรกับการจะไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 พ่อครูว่า... อาตมาเองไม่ค่อยเข้าใจหรอกไม่รู้วิธีคิดตัวเลขอย่างไรอะไร 1.0 2.0 3.0 4.0 อาตมาก็เข้าใจตามประสาว่า การคิดGDP. เป็นการคิดแบบทุนนิยม กูได้มากเท่าไหร่ ไม่มีลิมิตมากเท่าไหร่ได้ กูก็พอใจ แล้วการที่จะให้รายได้ของประเทศโดยรวม บริหารแบบทุนนิยม ไม่เอาตามในหลวง ไปไม่รอดหรอก
อ.ประเสริฐว่า...ทำอย่างไรชาวอโศกฉันจะขยายออกไปได้ พ่อครูว่า... ก็ประชาชน รัฐบาล เข้าใจไหมว่า ชาวอโศกทำดี ต้องเข้ามาช่วยกัน แต่นี่เพราะว่า เค้าไม่เชื่อว่าถูกต้อง
อ.ประเสริฐว่า..เมื่อตอนมวลมหาประชาชนชุมนุม ผมได้ปรึกษาพ่อท่านว่า ปัจจุบันศาสนาไม่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ จะทำอย่างไร ตอนนี้สังคม มีการฆ่าแกง แย่งชิงกัน พ่อครูว่า... ที่นี่ไม่มีแม้แต่ การตบตีกัน ด่าทอกัน ไม่มีอบายมุข บุหรี่ซักตัวไม่มี ขวดเหล้าไม่มีซักขวด ชาวอโศกนั้น ฝึกตนได้ละเอียดลึกซึ้ง กว่านั้นด้วยซ้ำไป อ.ประเสริฐ...เกี่ยวกับไอน์สไตน์ครับ พ่อครูว่า... ไอน์สไตล์จะถือเทวนิยม ตามบัตรประชาชน แต่ในจิตวิญญาณลึกๆ ของไอน์สไตน์ เป็นศาสนาพุทธ ไอน์สไตน์เองเข้าใจเอง เป็นของตัวเอง ตนเองเข้าถึงพุทธศาสนาที่ถูกต้อง แล้วจะเจริญต่อไปในอนาคต เห็นความจริงว่า อันนี้เองศาสนาพุทธนี้ เป็นศาสนาที่เป็นอิสระเสรีภาพ สองเป็นศาสนาที่มีภราดรภาพ ทำตนให้เป็นพี่เป็นน้องกันได้จริงๆ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ มีสันติภาพ และเป็นศาสนาที่มีสมรรถนะภาพ ไม่ใช่ศาสนางอมืองอเท้า ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้การทำอาชีพ ไม่รู้การงาน มีสัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ รู้จักโลกสังคมเค้าจริงๆเลย เป็นวิทยาศาสตร์ชัด ไม่ใช่ไสยศาสตร์
ไอน์สไตล์เป็นพุทธ เป็นโพธิสัตว์ อาตมาเองเป็นคนพูด แล้วไม่มีใครกล้าพูดว่าไอสไตล์เป็นโพธิสัตว์หรอก และความหมายของโพธิสัตว์เป็นอย่างไร อาตมาเข้าใจ แต่ไอน์สไตน์ต้องไปทำหน้าที่ทางด้านโน้น เป็นอจินไตย ประชาธิปไตยต้องการให้ประชาชนเป็น ได้มีอิสรเสรีภาพ คอมมิวนิสต์ก็ต้องการ แต่จะมีวิธีที่ต่างไป ความต้องการเหมือนกัน คือต้องการให้ประชาชนได้ผลประโยชน์ เฉลี่ยกันให้ดีที่สุด แต่ของพุทธนั้น ท่านฉลาดเกินกว่า ท่านสอนให้มาลดความเห็นแก่ตัว ลดความเห็นแก่ได้ ของแต่ละคน แล้วก็เห็นแก่มนุษยชาติให้จริง แต่ไม่ได้ให้หยุดความสามารถ งานการ แต่มีความขยันขันแข็ง สร้างสรรค์ ได้มากขึ้นดี ปฏิบัติให้ถึง การรู้จักกิเลส ที่เป็นความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ กำจัดกิเลสได้ เป็นผลสำเร็จ ก็เลยเป็นความจริง ให้ดำเนินรอยตามพระยุคลบาท ตามศาสตร์พระราชา ทำความเข้าใจว่า ในหลวงรัชกาลที่เก้า มีทฤษฎีอย่างไรอย่างไร เอาให้ชัด ทฤษฎีหรือสัจจะ ของในหลวงรัชกาลที่เก้า ก็คือทฤษฎีเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า อาตมายืนยันว่าเป็นเช่นนั้น ไปตรวจสอบเลย สำหรับผู้บริหาร ยังไม่เคยเห็นผู้บริหารขานรับ แบบคนจนหรือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แสดงว่าไม่get ไม่เข้าใจ ว่านี่คือสัจธรรม ก็อยากจะให้ผู้บริหารประเทศ เข้าใจศาสตร์ของพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นคนจนมาขาดทุนให้แก่สังคม ไม่ใช่เอาเปรียบ มาเป็นคนที่ที่เสียสละให้แก่คนอื่นมากๆ เอาไว้แต่น้อย อย่างที่ในหลวงทรงตรัส แม้แต่คนในประเทศก็ช่วยเหลือกัน ไม่เอาเปรียบภายนอกประเทศด้วย ก็ถ้าทำตามนี้ได้รับรองว่าจบ เจริญอยู่ เป็นสุข …จบ