601105_ผลประชุมมหาปวารณา# 35 คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์)(1).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข7 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601105_ผลประชุมมหาปวารณา # 35 คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์)

สมณะเดินดินว่า... วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ที่ บวรศาลีอโศก วันนี้พวกเราคงจะหูโล่งจากเสียงชักชวนไปลอยกระทงตามวัด วันนี้ก็เบาลงแล้ว วันนี้ก็ถือว่าเป็น วันตักบาตรเทโว เป็น วันสมณะ จะได้แจ้งข่าวจากสวรรค์ เทวดาอุบัติเทพ สมณะประชุมกัน มีสิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับทราบกันอย่างไรบ้าง ทุกปี เสร็จงานเพื่อฟ้าดินแล้ว ปลายปีจะมีการสอบ ว.บบบ. วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม แต่ปีนี้น้ำท่วมไปทั่วประเทศ ปีนี้ก็เลยจะเป็นการจัดงานเพื่อฟ้าดิน แทน งาน ว.บบบ. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากภาวะน้ำท่วม ดูเหมือนว่า สมณะลงอารามแต่ละพุทธสถาน ก็มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย สมณะเราไม่สามารถบวชเพิ่มขึ้น แต่ที่เพิ่มขึ้นคือ สมณะป่วยแห่งปี มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้มีการเสนอให้เป็น เหมือนมีรอบของส้มหล่น ให้มาบวชได้มากๆได้ไหม พ่อครูก็ว่า ยังไม่ถึงรอบ ตอนนี้ฆราวาสก็เพ่งเพียรขวนขวายได้ เป็นอรหันต์ได้ ถึงรอบก็จะเพิ่มได้มากเอง ก็ยังไม่ได้เปิดขยายฐานให้กว้างขึ้น

สมณะมีทั้งหมด 89 รูป สมณะเข้าร่วมประชุม 79 รูป สมณะลาป่วย 8 รูป 1.สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน 2.สมณะแดนเดิม พรหมจริโย 3.สมณะเบิกบาน ธัมมนิยโม 4.สมณะคมลึก เมตตจิตโต 5.สมณะดงเย็น สีติภูโต 6.สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ 7.สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน 8.สมณะแด่ธรรม ธัมมรักขิโต 9.สมณะสอน โสปาโก 10.สมณะธาตุบุญ ธาตุปุญโญ

_ปีนี้จะมีการจัดงาน เพื่อฟ้าดิน แทนงาน ว.บบบ.

ศาสนบุคคล สมณะช่วยงาน บุญนิยมทีวี มี 3 รูปคือ สมณะลั่นผา สุชาติโก, สมณะหินมั่น สีลาปากาโร, สมณะใต้ดาว เหฏฐานักขัตโต

ปัจฉาสมณะ พ่อท่านฯ- สมณะเดินดิน ติกขวีโร และคณะ (สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ สมณะดินไท ธานิโ

อ่านต่อ

ย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ) คณะปัจฉาของพ่อท่าน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กองเลขาฯ

สมณะเดินดิน ติกขวีโร - สมณะขยันยอม วิริยธโร สมณะบินบน ถิรจิตโต - สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ สมณะผืนฟ้า อนุตตโร - สมณะนวกะ ภูผาฟ้าน้ำ สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ - สมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว

สมณะป่วยแห่งปี 1.สมณะกรรมกร กุสโล 2.สมณะเด็ดขาด จิตโตสันโต 3.สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน 4.สมณะคมลึก เมตตจิตโต 5.เบิกบาน ธัมมนิยโม 6.สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ 7.สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน 8.สมณะธาตุบุญ ธาตุปุญโญ

คณะเอาภาระสงฆ์ (คภส.) 1.สมณะผืนฟ้า อนุตตโร 2.สมณะถ่องแท้ วินยธโร 3.สมณะขยะขยัน สรณีโย 4.สมณะฟ้าไท สมชาติโก รวมทั้งอุปัชฌาย์อีก 3 รูปด้วย คณะอาจารย์โรงเรียนนวกะ มี 2 รูป ได้แก่ อาจารย์ 1(สมณะบินบน ถิรจิตโต) อาจารย์ 2 (สมณะผืนฟ้า อนุตตโร ) รร.นวกะปีนี้แบ่งเป็นสองห้อง คือวิทยาเขตภาคเหนือ และวิทยาเขตภาคใต้ ครอบคลุมถึงทะเลธรรม

สมณะลงอาราม ปี 2559 (สมณะทั้งหมดมี 89 รูป) พุทธสถานสันติอโศก 20 รูป สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ สมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน สมณะกล้าดี เตชพหุชโน สมณะเมืองแก้ว ติสสวโร สมณะกอบชัย ธัมมาวุโธ สมณะขยะขยัน สรณีโย สมณะชนะผี ชิตมาโร สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ สมณะซาบซึ้ง สิริเตโช สมณะเบิกบาน ธัมมนิยโม สมณะกล้าจริง ตถภาโว สมณะลานศิลป์ วชิโร สมณะดงเย็น สีติภูโต สมณะชัดแจ้ง วิจักขโณ สมณะลั่นผา สุชาติโก สมณะธรรมทาบฟ้า รวิวัณโณ สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน สมณะแด่ธรรม ธัมมรักขิโต สมณะแม่นใจมั่น จิตตถาวโร สมณะธาตุบุญ ธาตุปุญโญ สมณะถักร้อย ธัมมธโร

พุทธสถานปฐมอโศก 11 รูป สมณะกรรมกร กุสโล สมณะเสียงศีล ชาตวโร สมณะแน่วแน่ สีลวัณโณ สมณะฝุ่นฟ้า อัคคชโย สมณะคมลึก เมตตจิตโต สมณะดาวดิน ปฐวัตโต สมณะนาไท อิสสรชโน สมณะบินก้าว อิทธิภาโว สมณะวิเชียร วิชโย สมณะเมฆฟ้า นภมังคโล สมณะชุบดิน วิชชานันโต สมณะขยันยอม วิริยธโร

พุทธสถานศีรษะอโศก 5 รูป สมณะถ่องแท้ วินยธโร สมณะดวงดี ฐิตปุญโญ สมณะผองไท รตนปุญโญ สมณะพอจริง สัจจาสโภ สมณะสอน โสปาโก

พุทธสถานศาลีอโศก 5 รูป สมณะลือคม ธัมมกิตติโก สมณะเน้นแก่น พลานีโก สมณะเลื่อนฟ้า สัจจเปโม สมณะจนแจ้ง อัสสกจาโร

พุทธสถานสีมาอโศก 5 รูป สมณะสร้างไท ปณีโต สมณะฝนธรรม พุทธกุโล สมณะดินทอง นครวโร สมณะสยาม สัจจญาโณ

พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ 13 รูป สมณะบินบน ถิรจิตโต สมณะร่มเมือง ยุทธวโร สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ สมณะฟ้ารู้ นโภคโต สมณะฮังดิน ภูมิคโต สมณะค้ำดิน ภูมิปูรโณ สมณะสู่บุญ ปุญญคโต

พุทธสถานราชธานีอโศก 23 รูป สมณะแดนเดิม พรหมจริโย สมณะคิดถูก ทิฏฐุชุกัมโม สมณะฟ้าไท สมชาติโก สมณะเด่นตะวัน นรวีโร สมณะเทินธรรม จิรัสโส สมณะสมชาย ตันติปาโล สมณะคมคิด ทันตภาโว สมณะคำจริง วจีคุตโต สมณะแก่นเกล้า สารกโร สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ สมณะหินกลั่น ปาสาณเลโข สมณะมือมั่น ปูรณกโร สมณะข้าฟ้า ฐานรโต สมณะหินมั่น สีลาปากาโร สมณะพันเมือง ภทันโต สมณะถักบุญ อาจิตปุญโญ สมณะใต้ดาว เหฏฐานักขัตโต สมณะขุนศึก อโยมโน สมณะด่วนดี สุชโว สมณะเพียงพอ สันตุฏฐิธัมโม สมณะหินจริง วีรปาสาโณ สมณะคมเย็น ถามวโร สมณะดินทน ธีรภัทโท

สังฆสถานทะเลธรรม 4 รูป 1. สมณะผืนฟ้า อนุตตโร 2. สมณะพอแล้ว สมาหิโต 3. สมณะพ้นพิษ วิสมุตโต 4. สมณะอุดม อุตตโม

สังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ สมณะแก่นผา สารุปโป สมณะตรงมั่น อุชุจาโร

สำหรับพ่อครูสมณะรัก โพธิรักขิโต และปัจฉาฯ (สมณะเดินดิน ติกขวีโร สมณะดินไท ธานิโย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ) ไม่ลงอารามประจำที่ใด _โรงบุญ 5 ธันวาฯมหากุศล จัดเป็นปีสุดท้าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ไม่จำกัดว่าเป็นอาหารเท่านั้น เป็นของใช้ก็ได้ ที่ไม่ผิดศีลธรรม

โศลกธรรมงานมหาปวารณา : จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์) พ่อครูว่า... เจริญธรรมคนจนผู้สุขสำราญเบิกบานใจทั้งหลาย “คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์)” สัจธรรมที่เป็น“อรหันต์”นี้จะยืนยันความจริงว่า “ ความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ที่ประเสริฐ (อรหันต์)มีคุณค่ายิ่งในโลก”นั้น สังคมคนที่เป็นได้ด้วยตนเองจริง( สันทิฏฐิโก ) ชนิดที่มีได้ไม่จำกัดยุคกาล( อกาลิโก ) เป็นของสูงที่ควรเอื้อมเอามาให้ตน( โอปนายิโก ) เชื้อเชิญให้ใครๆมาพิสูจน์ได้( เอหิปัสสิโก ) ซึ่งเข้าถึงบรรลุจริงได้ด้วยตนเอง รู้เองเห็นเอง( ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ) และเป็นไปได้อย่างถาวรยั่งยืน( ธุวัง ) เที่ยงแท้( นิจจัง ) ตลอดกาล( สัสสตัง ) ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น( อวิปริณามธัมมัง ) ไม่มีอะไรหักล้างได้( อสังหิรัง ) ไม่กลับกำเริบ( อสังกุปปัง ) มิใช่ว่า“เป็นได้จริง” เพียงในกาละชั่วครั้งชั่วคราว แล้ว “ความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ที่ประเสริฐยิ่ง มีคุณค่าอยู่ในคน ที่เป็นอรหันต์แล้วนี้ จะเปลี่ยนไปเป็น“มีทุกข์”เข้ามาในใจได้อีก ซึ่งจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย ความสุขสำราญเบิกบานใจของคนจน ผู้เป็นอรหันต์นี้จริงแล้ว จะ “เป็นความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ” ที่อยู่ในใจไปตลอดกาละ ไม่มีช่วงใดขาดตอน แม้ชั่วเศษเสี้ยววินาทีเดียว เป็นแล้วเป็นเลย ไม่กลับไปเป็นอื่นอีก แม้สักแวบ 5 พ.ย. 2560 01.33 น.

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน อรหันต์เป็นคนรวยไม่ได้ อาการอารมณ์ของจิตที่เป็นอรหันต์ จะเป็นคนจนตลอด อรหันต์เป็นคนรวยไม่ได้ ไม่มีอรหันต์รวยในโลก พระอรหันต์คือ ผู้ที่ไม่มีของตัวของตน ไม่ยึดถือเป็นของตัวของตน อปจยะ ไม่สะสม อะไร นี่คือคุณสมบัติความเป็นอรหันต์ ในโลกจึงไม่ค่อยมีคนอยากจะเป็น แต่คนที่มีภูมิปัญญาอย่างแท้จริง อยากจะเป็น คนที่มีปัญญาจะเข้าใจ เป็นได้แล้วเบาสบาย ว่าง ไม่มีอะไรเป็นของตัวของตนเลย สบาย อิสรเสรีภาพ บริสุทธิ์ สะอาด เบิกบานใจ ถ้าเป็นไปได้แล้ว มันก็จะเป็นไปได้ อย่างมีหมู่กลุ่ม อรหันต์จะอยู่กับหมู่กลุ่ม ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ปลีกเดี่ยว แต่เป็นศาสนาของสัตว์โขลง กับหมู่มวลเป็นพหุชนะ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่ใหญ่ และมีความสุขสำราญเบิกบานใจ ไม่ใช่เล่นคารม ใช้ภาษาหลอกลวง แต่เป็นเรื่องของสัจจะ ขอยืมภาษาคำว่าสุขนี่มาเรียก จริงๆคุณสมบัติอย่างนี้ มันยิ่งกว่าสุขที่โลกียะ เขาเข้าใจ เพราะว่าสุขอย่างโลกียะเขาเข้าใจ มันเป็นสุขเท็จ สุขอัลลิกะ เป็นสุขที่ไม่จริง สุขเก๊ ความสุขไม่มีจริง ในโลกของความเป็นมนุษย์นั้น ความสุขไม่มีจริง เป็นของเก๊ของปลอมในโลก มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ไม่มีหรอกสุข สุขแวบอะไร ก็ไม่มี สุขนี้ของเก๊ทั้งนั้น คนนี้โง่ที่สุดเอาแต่สุข แสวงหาความสุข คือคนโง่ คนที่พยายามแก้ความทุกข์ ไม่ให้ความทุกข์เกิดได้อีกเลยในใจ นี่คือจบ ไม่ต้องไปสุขอะไรอีก ความสุขเป็นของเก๊ อาการอารมณ์อย่างนั้น ไม่มีจริง มีแต่ความทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอย่างอื่นเลย นี่เป็นอาริยสัจ ของผู้ประเสริฐ ผู้เจริญ ผู้รู้ของจริงเป็นจริง ในโลกถ้าศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสสิ่งที่จริงที่สุด จริงอย่างไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกเลย เป็น Axiom ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องทำอะไรเลย เป็น ตถตา ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ก็ไม่ใช่ มันต้องเป็นอย่างนั้น ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว จึงไม่มีสงสัยเลย ไม่มีประหลาดอะไร เห็นคนอื่น เขาสุข เขาทุกข์ เขายังไม่จบ ก็ต้องสุข ต้องทุกข์ ทั้งที่พวกมันเป็นของเก๊ เมื่อทำให้หมดไป มันก็ไม่เห็นมีทุกข์เลย คนที่ถ้าเป็นได้แล้ว เป็นคนแปลกประหลาดจากคนในโลกนี้ จริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรเลยความสุข มันเป็นของเก๊ เป็นของไม่มี ไปแสวงหาสิ่งที่มันไม่มีจริง เป็นไม่เป็นทุกข์อริยสัจ ไปแสวงหาทำไม

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน อย่างไรคือทุกข์ที่เลี่ยงได้ และเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจะรู้ว่า คนเราโง่ เกิดมาแสวงหาความสุข อรหันต์เกิดมา ก็รู้ว่า มีแต่แท่งทุกข์เกิดแล้ว ยิ่งบรรลุแล้ว จะไม่ติดยึดเลยใน รูป นาม ขันธ์ 5 ก็รู้ว่าทุกข์ เพราะว่ามี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะภาวะความเจ็บป่วย เกิดพยาธิทุกข์ ทุกข์เพราะว่าต้องแสวงหาอาหารมาให้แก่ตัวเองกิน ทุกข์เพราะปวดขี้ ปวดเยี่ยว เรียกว่า นิพัทธทุกข์ มันเป็นทุกข์ของจริงพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้พ้น พระพุทธเจ้าก็ต้องมีเจ็บป่วย เป็นพยาธิทุกข์ เจ็บปวด มีทุกข์ เพราะว่าต้องอุจจาระปัสสาวะ ต้องแสวงหาอาหาร เป็นภาระ มันเป็นธรรมดา เมื่อเข้าใจแล้วก็แล้วไป มันก็ต้องเป็น แต่ความทุกข์อริยสัจ ที่ท่านบอกคนโง่ คนที่มีอวิชชาอยู่มีก็คือ จะต้องได้บำเรออารมณ์ ที่ต้องการอย่างนี้ ไปยึดติดอย่างนี้ ยึดติดคือ อุปาทาน ต้องการคือ ตัณหา ยังอยากได้สิ่งที่ไม่มีก็คือ อวิชชา มันไม่มีหรอกสุข ได้มาก็บำเรออารมณ์ ของเก๊ ที่ไม่มีจริง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมชัดเจน หมดอารมณ์อย่างนี้ อารมณ์สุขที่จะไปมีของเก๊ นั้นไม่มี ถ้ายังมี อนุสัย อาสวะ อวิชชา อยู่ ก็ยังเกิดตัณหาก็รู้จัก ก็ต้องกำจัดมันออกไป ก็จะเห็นว่าในโลกนี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป กับความมีขันธ์ 5 แล้วก็อยู่กับโลกเขา ใครเขาจะเป็นอย่างไร ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามสัจธรรม เขาก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น แล้วเขาก็หลงโง่ว่า มันเป็นสุขมาบำเรอ เป็นของหลอก ชั่วครั้ง ชั่วคราว คนทั้งหลายแหล่ ก็อยู่กับของหลอก มาบรรเทาเท่านั้น คือความบรรเทา ชีวิตตัวเองไป บรรเทาจิตใจตัวเอง หลอกตัวเองไป เพราะจริงๆแล้ว มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นี่คือเนื้อหาของสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็เรียนรู้ อยู่ไป กับความทุกข์ ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ นั้นมีอยู่ 6 อย่าง ความ ทุกข์ที่เลี่ยงได้ มีอยู่ 4 อย่าง ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการ ทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ คือความเจ็บ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอด เพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่

สมณะเดินดินว่า... จำภาพที่พ่อครูไปเยี่ยมคนป่วย แล้วเจอคนไข้ตาบอด และเป็นมะเร็ง เขาก็คร่ำครวญว่า ทำไมตาบอดแล้วยังต้องเป็นมะเร็ง พ่อครูว่า… มันเป็นเรื่องของวิบาก พระเจ้าก็ห้ามกันไม่ได้ ไม่มีใครห้ามได้ เรียนรู้สังขาร 3 ให้จัดการกิเลสมาแทรกในจิตใจเรา อะไรที่ทำให้ทุกข์ หากเราฉลาด และมีพลังปัญญาพอ ก็ไม่ให้มันมามีบทบาท ทำให้เราทุกข์ได้ เป็นคนที่อยู่เหนือ และจบด้วย อภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เรียนรู้อภิสังขาร 3 นี้แหละจนทำให้มันเกิดความหมดกิเลส จนไม่ต้องไปทำอะไรอีก เป็นอปุญญาภิสังขาร และทำให้ตั้งมั่นแข็งแรง เป็นอเนญชาภิสังขาร อภิสังขารเป็นโลกุตระ

ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10. วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงคราม วิวาทะ เป็นรากเหง้า)

ความทุกข์เหล่านี้ มันเป็น อาคันตุกะ เมื่อ จัดการมันได้ มันก็ไม่เกิดในจิตใจเราอีก จิตมันก็จิต ไม่วอบแวบ ไม่น้อย ไม่เสีย จิตมันไม่มีน้อยใจ เสียใจ แหว่งใจ คนไปบ้ากันเอง ทุกข์นี้มันเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ มีอวิชชา ก็เลยเกิดเป็นความสุข สุขมันคือ ตัวหลอก ตัวจริงมันต้องเกิดในตัวเรา แก้ไม่หาย แต่สุขมันจรมาแวบ แล้วหายไป แล้วคุณก็หาแต่ความสุข หลอกตัวเองไว้ว่า ชีวิตนี้เกิดมา ต้องมีความสุข คนรวยๆนี้เขาก็มีความสุข เพราะมั่นใจว่ามีเงินมาก เงินจะทำให้เราไม่มีทุกข์ได้ มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีอำนาจ ก็ทำให้เราไม่ทุกข์ได้ เรามีสรรเสริญ เยินยอ คนยกย่อง เขาไม่เคยดูถูกดูแคลน ไม่เคยมาว่าอะไรเรา เลยได้แต่สรรเสริญ ก็นึกว่า ลาภนี้เที่ยง ยศนี้เที่ยง สรรเสริญเที่ยง ก็เลยอยู่กับความสุขตลอดเวลา ตลอดกาล เพราะหลงว่า ลาภเที่ยง ยศเที่ยง มันจะทำให้เรา มีความสุขอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่มันมีความเที่ยงที่ไหน เป็นสมบัติผลัดกันชม ความสรรเสริญ ก็มีไม่เที่ยง ยศก็เปลี่ยนแปลงได้ เป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่เมื่อไปตั้งจิตใจผิดไป ไม่เข้าใจ ไปยึดถือ มันก็ทุกข์ คนจึงมีความทุกข์ตลอดเวลา เป็นโศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส เป็นความคับแค้นใจ ทุกข์เพราะจิตไม่เย็น สันตาปทุกข์ เร่าร้อนด้วย ราคะ โทสะ โมหะ มันเป็นตัวอยู่ในใจที่โง่ ปล่อยให้ครอบครองจิตใจเรา เดี๋ยวก็ราคะ โทสะ โมหะ อยู่นั่นแหละ คนทำเอง พูดให้เห็นว่าคนเรานี่มันโง่นะ ไปเอามันไว้ทำไม มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นตัวร้าย เอาไว้ทำไม เข้าใจไหม เอาไว้ทำโง่ ถ้าไม่เอามันไว้แล้ว มันก็จะไม่โง่ ก็เลยไม่อยากไม่โง่ ก็อยากโง่ พูดไปแล้วคนเรานี่มันนะ สันตาปทุกข์ เป็นทุกข์ที่เร่าร้อน ราคะ โทสะ โมหะ เป็นไฟ เป็นอุณหธาตุ อีกอันหนึ่ง เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้ แก้ไขได้ ทุกข์จากความคับแค้นใจ จากกิเลส นี้เลี่ยงได้ ทำให้หายไปได้ สหคตทุกข์ เป็นทุกข์เพราะว่า ไปวุ่นวาย ยุ่งยาก อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นเรื่องหลอก ที่จริงแล้ว มันก็เป็นของธรรมดา อยู่กับเรา มีก็ทำกับมันไป ไม่มีก็ไม่ต้องทำ ทำเพราะที่มันมี ไม่เห็นจะต้องทุกข์อะไรกับมัน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันจะต้องมี มันเป็นโลกียะ เป็นธรรมดา ธรรมชาติ แต่เราไปติดยึดจะต้องได้ต้องมี ต้องเป็น ไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็น ก็ทุกข์ หากจะมี จะเป็น ก็ทุกข์ คือไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร มีอยู่อย่างนี้ ก็เท่านี้ ถ้าไม่มีเลย ก็ไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์ มันมีก็อาศัยพอสมควร ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ต้องไปเดือดร้อน ดิ้นรนอะไร สบายมาก ปกติ หายห่วง จริงๆ วิวาทมูลกทุกข์ เป็นอันที่ 4 ที่เลี่ยงได้ คือทุกข์จากวิวาทะเป็นเหตุ ไปเที่ยวได้ทะเลาะวิวาทกับคนนั้น คนนี้ อาตมาชีวิตชาตินี้ออกมาทำงานด้านศาสนา อาตมาไม่ทะเลาะกับใคร แต่อาตมาว่าใคร ด่าใคร ก็ไม่ได้ทะเลาะ จริง เถรสมาคม ชวนอาตมาทะเลาะ อาตมาว่าไม่ทะเลาะ แต่เขาบอกว่า ไม่ทะเลาะไม่ได้ เขาก็เลยฟ้องศาล ลากอาตมาไปทะเลาะด้วยไม่ได้ ก็ให้อำนาจศาลสั่ง แน่จริง ก็ไม่ต้องไปอาศัยศาลสิ จริง เราเป็นหมู่เล็ก หมู่น้อย ก็จริงเราไม่กลัวหรอก เพราะเราไม่ทะเลาะด้วย คุณจะมาชวนทะเลาะ เราก็เลี่ยงไป ถือว่าเราเลี่ยงได้ เพราะเราเป็นยอดจอมยุทธ ถ้าเขาจะมาจัดการเรา เราก็หายตัว เราทำตัวว่างปั๊บเลย หรือไม่ก็ใช้วรยุทธ ความเร็ว นินจา หายวับ อันนี้เป็นยอดหนังกังฟูเลยนะ ของพระพุทธเจ้านี้ทำได้ แต่เขาไม่แน่จริง เขาเล่นเอากฎหมายประเทศมาจับเรา แล้วเอากฎหมาย ที่ไม่ใช่บัญญัติพระพุทธเจ้า คือกฎหมายที่ออกเอง กฎหมายของสงฆ์ 2505 มาจับอาตมา เอาข้อที่มาจับคือ คำที่บัญญัติเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ที่จริงแล้ว เป็นโมฆะ แต่เขาก็ถือใช้ ข้อนั้นก็คือมาตรา 18 บอกว่าให้สังฆราชสั่ง ให้อาตมาสึกภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกภายใน 7 วันก็จะจับขึ้นศาล นี่ก็คือ ไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้า จับไม่ได้ อาตมาไม่มีความผิดถึงขั้น 1.ปาราชิก 2. ไม่ได้ผิดใน 11 อย่างที่ห้ามบวช อาตมาก็ไม่เปล่งกล่าวสึก และเขาบอกว่า ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็ผิดกฎหมาย แด่พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ให้ภิกษุ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้ทิ้งบ้านช่อง เรือนชาน ออกมาแล้ว โภคขันธาปหายะ อย่างนี้ก็ขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า เราไม่เอาด้วย เขาทำผิดธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ไม่ละอาย ผลแห่งบาป จึงตกอยู่กับมหาเถรสมาคมได้เลย ตอนนี้ จัดการตัวเอง ก็ไม่ได้ จัดการกับวงการของตัวเอง ก็ไม่ได้ เพราะมันเน่าไปทั้งหมด ทั้งตัวใหญ่ ตัวน้อย รัฐบาลฆราวาส ก็ต้องเข้าไปช่วยกัน มันหมดทางแล้ว จะต้องจัดการ หากไม่จัดการแล้ว ในประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธเป็น 95% ก็ล้มเหลวไปเลย ทั้งประเทศ เพราะว่าศาสนามันได้ผิดเพี้ยนไป อาศัยไม่ได้ เพราะมันผิดมันเสียหาย มันพาเสื่อม มันเป็นของเน่าแล้ว จะเอาของเน่าของเหม็น มาเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่กินได้อย่างไร จึงจะต้องชำระ ปฏิรูปศาสนา อย่างยิ่ง ตอนนี้ ถ้าธรรมะนี้ ไม่แก้ไข ประเทศไทยไปไม่ได้ ก็จะเน่าอยู่อย่างนี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่ทับถมสังคม ก็จะมีแต่วุ่นวายเดือดร้อน มีแต่อกุศลกรรม เกือบเต็มสังคม ประเทศชาติ ขณะนี้ วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์ที่ขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน มันก็มี แต่ไม่ได้ออกนอกจากคำสอนพระพุทธเจ้าที่ได้สอนไว้เลย ผู้ที่พ้นทุกข์แล้ว ก็จะกลายเป็น คนไม่สุข ขอยืมภาษามาใช้ว่าสุข ที่จริงแล้วสุขมันไม่มี สุข แปลว่า ว่างจากสุข จากทุกข์ คำว่าสุขที่ได้บำเรอตัณหาตัวเอง ถือว่าเป็นอารมณ์เก๊ ที่คนโลกีย์อาศัย คำว่าสุขนั้นที่จริงใน ปรมังสุขัง คือ ยิ่งกว่าสุข เป็นนัตถิอุปมา คือไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ แต่ก็ขอยืมคำมาใช้ อาริยะหลุดพ้นจากความสุขที่เก๊ จาก พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนเป็น อรหันต์ ก็จะพบว่าความสุขนั้นไม่มี มีแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าไปเรียกว่าสุขเมื่อไหร่ ก็เป็นของเก๊ทั้งนั้น ถ้าเรียกถูกก็คือ มันจริง เป็นสัจจะ ผู้ประเสริฐ ผู้ที่ฉลาด ผู้ที่เป็นอาริยะ จะเข้าใจว่า อันนี้เองหรือ หาเหตุมา ดับความทุกข์ให้หมด ความสุขก็เกิด ก็จบ นิพพานังปรมังสุขัง ของอรหันต์นั้น มัน ยิ่งกว่าสุข ที่คนโลกเข้าใจ ไม่ใช่ความสุขที่โลกเขามีกัน อันนี้แหละที่ยาก เพราะว่าต้องอาศัยพยัญชนะ มาเรียกลำลอง สำหรับคนโง่ ต้องอาศัยความรู้ว่าอันนี้มันสุข ยิ่งกว่าชั้นที่เป็นโลกีย์ ดับโลกีย์ไปทีละโลก คือ อบายมุข กามคุณ โลกธรรม อัตตา ดับได้แล้ว เราก็สุขสำราญเบิกบานใจ ไปตลอดกาล ไม่ออกไปจาก ความสุขสำราญเบิกบานใจนี้ ไปตลอดกาล จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีไม่มีอะไรมาหักล้างได้ มีอะไรมากระทบ ก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับผู้ใหญ่จับหัวเด็กไว้ เด็กก็ชกไม่ถึง ชกลมไปเรื่อย ดิ้นไป เตะถีบชกอย่างไร ก็ไม่ถึงผู้ใหญ่ มันเป็นความสุขที่ไม่มีทุกข์อะไรมาอีก จึงเรียกว่ายิ่งกว่าสุข ไม่ใช่เป็นสภาพที่บำบัดพิเศษไปชั่วคราว เป็นสุขเก๊ๆลำลอง ไม่ใช่ สุขอัลลิกะ ไม่ใช่ พยัญชนะตัวที่ว่า สุขัลลิกะ อาตมาแปลว่า สุขเท็จ สุขไม่จริง พูดให้ชัดคือ สุขตอแหล ชัดดีกว่าเท็จ หรือเก๊ เป็นความสุขที่โกหก มันก็ยังไม่สะใจเท่ากับสุขตอแหล พูดไปก็ซ้ำวนอย่างนี้ 40-50 ปีมาแล้ว ถ้าคนเป็นอรหันต์แล้ว บรรยายความเป็นอรหันต์ไป ขออภัยพูดไป ไม่ได้บรรยายไปผิดไปจาก ความเป็นจริงของอาตมาเอง บรรยายได้อย่างสบายๆ ง่ายๆ ว่า ความสุขของเรา เป็น ความสุขสำราญเบิกบานใจ อย่างนี้ ขอยืมภาษามาเรียก ที่จริงแล้ว มันยิ่งกว่านั้น เปรียบเทียบกับโลกีย์ไม่ได้ นัตถิอุปมา เป็น Axiom มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมันมันจบในตัว เป็น Truth ที่สมบูรณ์แบบแล้ว ผู้ได้ผู้มีผู้เป็นแล้ว ใครจะพูดอย่างไรก็ไม่มีปัญหา Axiom อรหันต์คือ Axiomist อาตมาพูดมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีก ช่วยพูดหน่อย มันจบแล้ว สมณะเดินดินว่า... มันหมดแล้วจะกระจ่างกว่านี้ไปอย่างไรอีก เพราะว่าสภาวะ พ่อครูมีวิญญาณแห่งความเป็นครูจริงๆ พูดแล้วพูดอีก ให้ชัดเจนให้ได้มากที่สุด เท่าที่พวกเราจะกระจ่างได้ เราก็มาไล่ดูว่า พ่อครูใช้คำว่าสุขตอแหล เราก็เลิกละมา แต่ก่อน เราอยู่กับโลกตอแหลอะไร พ่อครูว่า... เราไม่ตอแหล ไม่มีเล่ห์อะไรกับใครอีก

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อาริยคุณจากโสดาบันจนถึงพระโพธิสัตว์ พ่อครูว่า... อาตมาพูด ทุกวันนี้อยู่กับฐานของความจริง ที่มันเป็นความจน จนที่พวกเราเป็นไปได้แล้ว อาตมาพาพวกเรามาจนสำเร็จแล้ว ชุมชนของพวกเรา เป็น ชุมชนคนจน อันมีปัญญา ความฉลาด ที่อยู่กับความจน อย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติ เป็นคุณธรรม เป็นสาระทักษะ ที่มนุษย์ในโลก ทุกโลก ทุกสังคม ทุกมนุษย์ ต้องการ เราชาวอโศกได้แล้ว ที่จริงอาตมาเอง พูดใหญ่ อยากจะประกาศไปทั่วโลกว่า ท่านทั้งหลาย ที่แย่งแสวงหากันอยู่ ไม่ว่าประเทศไหนชาติไหนในโลก ต้องการอันนี้ ขอยืนยันว่า คุณต้องการอาการอย่างนี้ ของตัวตนมนุษย์ และร่วมกันในสังคมมนุษย์ เป็นสังคมกลุ่มใดก็แล้วแต่ ของเราเรียกว่า สังคมกลุ่มชาวอโศก นี่แหละ อย่างนี้แหละ มาดูเถิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า เริ่มต้นได้นี้ เรียกว่า ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าขึ้นสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลก คือโสดาปัตติผล โสดาบันน่ะ เราจะมีความรู้สึกอย่างนี้ จะมีอาการทางจิต เรียกว่าอารมณ์ ความรู้สึก เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน โสดาบันมีจิตที่ไม่ทุกข์ หลุดพ้นจาก แค่โลกอบาย อบายมุข ในโลก เรียกว่าต่ำที่สุดของโลก เช่น โลกแห่งการพนัน การละเล่น บันเทิงเริงรมย์ การกีฬา เที่ยวกลางคืน คบมิตรชั่ว โลกไหน สังคมไหน ศาสนาไหน เหมือนกันหมด คนเขาติดเขาหลง อันนี้หยาบต่ำที่สุดแล้ว อบายมุข 6 คนไทยยังโง่งมงาย ได้บำเรออาการ เล่นการพนัน คบมิตรชั่ว เที่ยวกลางคืน เกียจคร้านการทำงาน เล่นกีฬา ใครก็แล้วแต่ ศาสนาไหนก็แล้วแต่ ที่ยังติดอยู่ก็คือ เป็นอบายมุขชั้นต่ำ เราเรียนรู้แล้วก็อย่าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวาย อย่าไปเป็นกับโลกเขาที่มี เพราะฉะนั้นโลกก็จะมีอย่างนี้ มันจะมี คาสิโน ลาสเวกัส หรือว่า มาเก๊า หรือว่าเป็นทั้งประเทศเลย โมนาโคที่เลี้ยงประเทศด้วยการพนัน ด้วยอบายมุข คนเขาก็หลงอันนี้ แผ่นดินที่มีอบายมุข ข้อที่ 1 เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้ที่เป็นแล้ว จะไปประเทศ ที่มีบ่อน การพนันเหล่านี้ ก็ไม่เกี่ยวไม่ยุ่ง จะอยู่ประเทศไหน จะอยู่แดนไหน ก็แล้วแต่ จะมีอิสระอย่างนี้ จิตอยู่เหนือ ไม่ติด ถ้ามีอำนาจมีอธิปไตย สิ่งเหล่านี้ ครอบงำจิตเราไม่ได้แล้ว จิตเรามีปัญญาเหนือสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งชั้นต่ำ อบายอย่างนี้ ก็รู้ได้ แต่อบายมุขที่โกงแสนล้าน ได้เงินจากการโกง แล้วเอาไปใส่แบงค์ ออกดอกออกผลให้ตัวเองใช้ อย่างที่ทักษิณทำ สุดยอดอภิมหาบรมอบายมุข เขาไม่เข้าใจ แล้วเขาก็ชื่นใจ ในนรกอบายมุข เขาได้อยู่ตลอดเวลา ดอกเบี้ยทบต้น ระดับยกกำลัง แก่เขาตลอดเวลา ได้ดอกเบี้ยไปใช้เป็นอำนาจเงิน หว่านไป มันทบต้นยิ่งกว่าระดับยกกำลัง จึงเป็นบาป เป็นหนี้ของเขา ขอยกตัวอย่างตัวตนบุคคลตัวจริง อย่างคุณทักษิณ ใช้เงินที่เป็นเงินทุจริต เอาไปเป็นระบบทุนนิยม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน