601023 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงสาธารณโภคี.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข8 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601023 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงสาธารณโภคี

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงเวลานี้ชาวไทยจำนวนมาก ก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อร่วม พิธีถวายพระเพลิง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ชาวกองทัพธรรม เฉพาะผู้ที่มีรายชื่อเป็นผู้รับใช้ ก็จะไปร่วมทำงานแจกอาหาร ขนาดวันซ้อม คนก็ยังมากันมากมาย ไปรอกันเป็นวันๆ จนเป็นลมกัน เขามาวันซ้อม ก็เพราะคิดว่าวันจริง คงจะมาไม่ได้ คนที่เข้าใจเรื่องปฏิบัติบูชา ก็น่าจะเข้าใจกันว่า ทำอย่างไรจะช่วยประชาชน ที่มีหัวใจรักในหลวง ที่มากันเต็มที่ อาตมาว่า พวกเราเข้าใจเรื่อง ปฏิบัติบูชา อยู่แล้ว ก็น่าจะทำในสิ่งที่คิดว่า จะช่วยงานครั้งนี้ ของรัฐบาล ของในหลวงองค์ปัจจุบัน เราไปช่วยแขกพระราชา ทำอย่างไร ให้เขาไม่เดือดร้อนกัน คิดว่าน่าจะเป็น การปฏิบัติบูชา ที่มีผลสูง อยู่ที่สันติอโศก ก็คงจะมีเรื่องช่วยกันมากอยู่แล้ว ถ้าจะไปช่วยที่โรงบุญ ก็ต้องลงชื่อไว้แล้ว ต้องเป็นคนที่แข็งแรงด้วย แต่งานอื่น ก็คงจะมีได้ช่วยเหลือกันมาก ทุกวันนี้ในส่วนโลกวิทู โลกานุกัมปายะ ประชาชนรับรู้ได้ ทรงช่วยเหลือประชาชน มาตลอด 70 ปี โลกวิทู ในหลวงมีอยู่แล้ว แต่โลกุตระนั้น พ่อครูก็ต้องมาอธิบายให้คนเข้าใจว่า ในหลวงมีส่วนสำคัญ ในเนื้อหาโลกุตระ ที่เป็นส่วนสำคัญ ดูเหมือนว่าหลายคนก็มีความคิดตรงกันว่า ในหลวงตรัสว่า งานยังไม่เสร็จ ทำอย่างไรจะช่วยให้งานของในหลวงได้บรรลุผลสำเร็จ เรื่อง ศาสตร์พระราชา ก็เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันว่า จะช่วยกันทำอย่างไร ให้ประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองต่อไป พ่อครูว่า... เริ่มต้นจาก sms ไลน์ก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล 7) ตอน สายศรัทธากับสายปัญญาสู่การบรรลุ _ลอย แคนาดา เรื่อง ประวัติการตีความพระไตรปิฎก มีหลายคน

อ่านต่อ

บอกว่า ผู้ไม่เชื่อ เรื่องชาติก่อน ชาติหน้า เวรกรรมเก่าจากชาติก่อน ย่อมไม่ใช่ชาวพุทธ อันนี้ มีใครไปแก้พระไตรปิฎก ให้ผิดเพี้ยนหรือเปล่าครับ หรือเป็นการสอน เพื่อผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงด้วยปัญญา ในการเข้าใจในเรื่องขันธ์ ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาท สามารถเข้าถึงโดย ปฏิบัติด้วยศรัทธา ครับ พ่อครูว่า.. .ผู้ที่เชื่อว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ เข้าใจว่ามี ชาตินี้ ชาติหน้า ก็คือ ผู้มีปัญญา ส่วนนัยของ ศรัทธา และ ปัญญา นั้น ค่อนข้างสับสนกัน พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องของ ทักขิเนยบุคคล 7 สามเส้าแรก เป็น สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ เส้าต่อมา คือ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ ผู้ที่มีศรัทธาเป็นหลัก สัทธานุสารี ก็ต้องพยายามตามหาสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ จริงๆก็คือ ปัญญา ศรัทธานั้นยากจะเข้าใจ ศรัทธานี้ตามอย่างไร อย่างไรก็หนักไปทาง วิมุติ วิมุติ หรือ นิโรธ การดับสนิทหลุดพ้น ส่วนวิมุตินี้ หลุดพ้นด้วยการวาง ด้วยปัญญา วิมุติ นี้ สว่าง นิโรธ นี้ มืด ดับ ดำ วิมุตินี้สว่างว่าง สายศรัทธา หนักทางนิโรธ ไม่หนักทางวิมุติ สัทธานุสารี ก็ได้ สัทธาวิมุติ ส่วน ธัมมานุสารี ก็ได้ ทิฏฐิปัตตะ ไม่ดับไม่มืด ( ปัตตะ เป็น มรรค ปันนะ เป็น ผล ) ทิฏฐิปัตตะ เริ่มต้นเป็นผู้เข้าถึงความรู้ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ เริ่มต้นจะเข้าถึงความหลุดพ้นด้วย ทิฏฐิปัตตะ สายศรัทธา มีสัทธานุสารี สัทธาวิมุติ แล้วกายสักขี ได้องค์ประชุม รูปนาม ก็ยังไม่ครบถ้วนในความรู้ กายสักขี พระพุทธเจ้าสำทับว่า แม้จะหลุดพ้น แต่อย่างไรๆ แม้ทางรูปธรรมทางวัตถุนี้ ไม่เอา แต่จิตจะบรรลุไหม? จิตยังไม่ถึง กายสักขียังไม่ถึง ต้องเติมความรู้ปัญญาวิมุติ ให้ได้ กายสักขี จึงมีอาสวะบางอย่างดับได้ แต่ปัญญาวิมุติดับอาสวะสิ้น ส่วนจะถึง อุภโตภาควิมุติ ต้อง หมดสองอย่าง คือ อาสวะ และ อนุสัย ผู้ดับอาสวะ แล้ว จะไม่เกิดมาอีกได้ แม้จะเหลือเศษอีก ก็เป็น ชรตา ไม่มี อุปจยะ หรอก ไม่มีการเกิด ถ้า คุณ ไม่เติม สันตติ ให้อุปจยะอีก ชรตาก็มีแต่เสื่อมสูญ เป็นเอง ไม่มีพลังงาน Coefficient ให้มันเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างอาตมานี่ อาตมาหมดอายุขัย ไปตั้งแต่อายุ 72 ปี ทุกวันนี้ พยายามจะฝืน จะเติมอิทธิบาทให้ได้อีก เติมรอบหนึ่ง ก็ยังไม่พอใจ รอบนักษัตร 72 เติมอีก 12 ก็เป็น 84 มันก็จะคล่องขึ้น ไปถึง 96 แล้วจะหนัก ถ้า 96 นี้อาตมาไม่รอด ก็ไม่รอด แต่ถ้ารอด 96 อีกได้ จะไปถึง 108 ปี ตกลงจาก 72 ไปถึง 108 นี้จะอีก 3 นักษัตร จะขึ้นไปถึง 120 120 ยังไม่พอใจจะต้องไปถึง 132 แล้วจะเอาไปถึง 144 ถ้า 144 อาตมาจะอยู่ต่อไปอีกอย่างมากก็ 7 ปี เป็น 151 ปีก็ไปตาม momentum อาตมาไม่ฝืนแล้ว แต่ก็ต้องพากเพียรให้มี Coefficient อาตมาเชื่อ คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ว่าไม่น่าเชื่อนะ จะเพิ่มไปอีกสามนักษัตร อาตมาพยายามอยู่ ถ้าอาตมาพิสูจน์ได้นี่ คนจะเชื่อ ถ้าถึง 108 ปีนี้ ฆ้องไม่ต้องมีใครไปเคาะหรอก ของมันจะดังเอง เพราะตอนนี้สังคมโลกเข้าใจโลกุตรธรรมแล้ว ว่าคืออะไร โลกุตรธรรม คือมาหาทางหมด เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ จึงต้องมาหาทางนี้ ตอนนี้ ทุนนิยม ยังแข็ง เป็นปลายกรวย จนกว่าเขาจะชัดเจนยอมรับก้นกรวย ความคิดจะเข้าใจว่าคน 0 คือ คนไม่มีอะไรเลย ไม่เอาอะไรเลย หรือเชื่อพระเจ้า เชื่อบารมีจะมีสิ่งหนุนเนื่องเอง สายเจโต เชื่อพระเจ้า สายพุทธศาสนา เชื่อบารมี จะมีขึ้นมาเอง ไม่มีใครมองเห็นหรอก อย่างทุกวันนี้อาตมาไม่เรี่ยไร ไม่หาเงิน อาตมาใช้จุเหมือนกันนะ ไม่ใช่น้อย ทุกวันนี้ เพราะเราสะพัดออกไป ช่วยผู้อื่นทันที แล้วเราก่อร่างสร้างตัวด้วยนะ ดูสิว่าทุกวันนี้ เฮือนสวน ยังไม่เสร็จเลย จะ เป็นอาคารที่มีการเรียนการวิจัย มี การพาณิชย์ สะพัดออกไปสู่มวลชน แต่ตอนนี้เป็นโครงสร้างใหญ่ได้แล้ว เนื้อรายละเอียดที่ต้องเติม ก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ก็ค่อยๆเป็นไป อธิบายอีกส่วนหนึ่งขอให้ฟังดีๆ แม้แต่คนมาหากินอยู่ในราชธานีอโศก มาอาศัยที่นี่หากิน ยังมาอู้งาน อยู่ในที่นี่เลย เราก็เกรงใจ ไม่อยากพูด ให้กระทบกระเทือนใจ แต่มาอู้งาน กินไปวันหนึ่ง รัฐบาลก็ตั้งอัตราค่าแรง วันละสามร้อย สี่ร้อย ไปเรื่อย เขาก็มาทำงานก๊อกๆแก๊กๆ มาได้วันละสามสี่ร้อย เขาอู้งานนี้ เขาเลวลง เขาเป็นหนี้ เราก็ค่อยบอก เราไม่อยากรังแก อยากให้เจริญพัฒนา แต่ก็อย่ามาทำอย่างนี้ มันจะเป็นนิสัยเสีย อกุศลมากขึ้นนะ ไม่ใช่กุศลมากขึ้น ที่ได้มาเอาเปรียบได้เปรียบ มันก็แย่นะ นี่คือความซับซ้อน ว่ากันจริง เราก็อาศัยกัน แต่ว่าเขามาอาศัยเรา เขาก็ไม่ควรทำให้ตัวเองเสื่อม เราก็อาศัยเขา นี่คือภาวะซับซ้อน ที่ยากจะเข้าใจ สัทธานุสารี ได้วิมุติก็แบบเดา ส่วน ธัมมานุสารี สายปัญญาแท้ๆ พอได้ บรรลุขั้นที่สอง ก็ ทิฏฐิปัตตะ สว่างชัดเจน เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มั่ว พอ บรรลุอีกที ก็เป็นอรหันต์ ปัญญาวิมุติ ส่วน กายสักขี ยังไม่เรียกว่าอรหันต์ จะ ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะได้อรหันต์ ผู้ที่เป็นสายศรัทธา เจโต จะเดินไปตามทางเขา ส่วนสายปัญญา เริ่มด้วย ธัมมานุสารี แล้วเป็นทิฏฐิปัตตะ แล้วปัญญาวิมุติ ดับอาสวะได้ ดับอนุสัยได้ต่อไป นี่คือ 7 บุคคล สายแรก สัทธานุสารี สัทธาวิมุติ กายสักขี อีกสายหนึ่ง ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ พวกสัทธา ไปได้กายสักขี ก็จะช้ามีรูปธรรมเป็นสักขีพยาน แต่ก็เสพ วน ดีไม่ดี วนในอบาย อาตมาก็นึกถึง สายอ.มั่น มหาบัว ช้าอยู่อย่างนั้น ไม่รู้แม้แต่อบาย สิ่งเสพติดอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็นรสชาติ อย่างนั้นแหละช้า ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง มหาบัว ก็หลงว่าตนวิมุติหลุดพ้นอยู่นั้น ทั้งที่มีสิ่งเสพติดอบายอยู่ ใน 7 อาริยบุคคลนี้ จึงต้องเข้าใจถึงสภาวะ ของสายศรัทธากับปัญญา จะต้องเกื้อกูลกัน ปัญญาต้องอาศัยเจโตเกื้อกูล ศรัทธาต้องอาศัยปัญญา แต่โดยสัจจะแล้ว ปัญญาจะเร็วกว่าศรัทธา _สมถวิล บาลเวช กำลังฝึกเป็นคนจนผู้สุขสำราญ ด้วยการสละแรงกายแรงใจ ฝึกเป็นผู้ให้ ลดละกิเลสให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่สำนึกดี กลัวบาป ไม่เต็มร้อย ก็ยังบังอาจพูดถึงความไม่ดีคนอยู่บ้าง แล้วก็ตกใจตัวสั่น ...ชั่วแบบนี้ได้ยังไง หรือเสพความพอใจบางเรื่อง ทุกข์น่าดูสองคืน กว่าจะนอนได้ล้างละลง โอ้ยกิเลสมีเป็นแสนๆล้านๆ ก็จะฝึกต่อไปค่ะ พ่อครูว่า... อย่างพระพุทธเจ้านี้ บาปแม้น้อย อย่าทำเสียเลย การเสพความพอใจบางเรื่อง คือค่อนข้างจะละเลียด คุณสมถวิลนี่ ชื่อทางธรรมอะไรนะ? พอเจออย่างนี้ก็ทุกข์ ก็ค่อยๆทำไป กิเลสเป็นแสน เป็นล้าน ก็เอาไว้ก่อน เอาที่ต้องทำจัดกรอบปริเฉทก่อน ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล

_SMS วันที่ 22 ตุลาคม 2560 (วิถีอาริยธรรม บวรราชธานีอโศก) _6956 ขณะนี้มีพระ ที่จะทำให้ศาสนาผิดเพี้ยนไป ไม่มีพระผู้ใหญ่ ออกมาทำอะไรเลย แต่พ่อครูจะทำให้ศาสนาถูกตรง กลับต่อต้าน แปลกจริงแห่ะ ก ท ม ระดับ ท่านป อ ดูพ่อครูไม่ออกเชียวหรือ พ่อครูว่า... มีอยู่สององค์ ที่อาตมาชัดเจน สายปัญญาก็คือ ท่าน ปอ.ปยุตโต ส่วนทางสายเจโต คือสายท่านอัมพโร สงบสบาย ไม่รบเหมือนท่านปยุต คุณนี้ก็สงสัยว่า ระดับท่านป.อ. ก็เอาน่า มันมีเหตุปัจจัยหลายชนิด ถ้าท่านดูไม่ออก ตอนนี้ก็เจอล่ะสิ ตอนนี้ดูออก ตอนแรกท่านดูไม่ออก เขียนซัดอาตมาสามเล่ม ท้ายเล่มที่สามก็ห้อยไว้ว่า ยังมีอีก แต่ก็ไม่มีมาแสดงว่า ท่านก็ดูออก แต่ท่านยังไม่ปักใจเชื่อทันที แต่อาตมาว่าขนาดนี้ ก็พอใจแล้ว ก็ทำงานได้ ท่านก็ติดตาม ท่านก็ต้องระวังไว้ ไม่ระแวงก็ระวัง โพธิรักษ์อย่าพลาดนะ ท่านคอยระวังให้ก็ดีแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลักษณะของสังคมคนจนสาธารณโภคี มาสู่แบบคนจน แบบคนจน นี้ จะต้องชัดเจนว่า อย่างไรก็ต้องมาจน แต่กิเลสที่ยังมีอยู่ ก็แลบเลียว่า อยากได้อันนั้นอันนี้ อยากกินนั่นกินนี่บ้าง ก็ซับซ้อน ต้องชัดเจน ในหลักธรรมพระพุทธเจ้า ในสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 หรือโพชฌงค์ 7 เป็นตัวหลักของ โพธิปักขิยธรรม 37 หรือรวมมาใช้เป็นกรอบนอก เรียกไตรสิกขา=โพธิปักขิยธรรม 37 หรือซอยมาเป็น จรณะ 15 วิชชา 8 หรือมีวรรณะ 9 จะเป็นคนเลี้ยงง่ายพัฒนาให้เจริญง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) มาจบที่ไม่สะสม แต่วิริยารัมภะ มีความเพียรขยัน จนบางที over มันเพียรเกิน จะตายก่อน หลายทีอาตมาเป็น ก็ต้องให้ท่านทั้งหลายมาช่วย แบ่งเบาไป ไม่อย่างนั้น จะเอาทุกวัน ตอนนี้ต้องเจียมแก่ เอาแต่พอเหมาะ พอควร อัปปิจฉะ คือ กล้าจน น้อยลง แล้วน้อยก็พอ คือ สันตุฏฐิ ไม่ใช่เบียดเบียนตนเอง แล้วใจจะวิเวก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก (กิเลสสงบ) จบไปในตัว ปวิเวกคือ ทำความวิเวกทั้งสามได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อสังสัคคะ คือ ไม่เอาแล้วสวรรค์ สวรรค์คือตัวเก๊ ลดสวรรค์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายอสังสัคคะคือ หมดสวรรค์ แม้จนก็มีสวรรค์ แต่ไม่ติดยึด เป็นเครื่องอาศัย หรือเป็นวิสัย จนเป็นอนุสัย ก็ต้องเข้าใจ อาศัย วิสัย จนจบเป็น อนุสัย อาตมาโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้เท่านี้ ยังมีรู้มากกว่าอาตมาอีก ระดับ 8 9 แต่คุณก็รู้ไม่เท่าอาตมา ถ้ารู้เท่าก็มาช่วยกัน เป็นพี่เหนือกว่าอาตมา ก็มาช่วยกันอีก อาตมาไม่ติดยึด หากใครดีกว่าอาตมา เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะได้ช่วยกัน สังคมสาธารณโภคี เป็นสังคมเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดแล้ว มีสมบัติส่วนกลาง อาศัยกินใช้ในนี้ร่วมกัน ใครหยาบตะกละเกินขอบเขต ก็เอาออกไปที่อื่นเถอะ เราไม่ฆ่าแกงใครหรอก แต่กรุณาอย่ากวนกัน มันเป็นบาปของคุณ จะมีธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโม หเว รักติ ธรรมจารี จะจัดการพวกนี้ออกจะมีกำแพงไร้สภาพ ธัมมัญญารังสี เข้ามาไม่ได้หรอกพวกนี้จะร้อน เหมือนสีดากับทศกัณฑ์ สีดาแปลว่าเย็น แต่ทศกัณฐ์เข้าใกล้ไม่ได้ เพราะมันเลวไง ทศกัณฐ์กับสีดาเป็นพ่อกับลูก แล้วจะไปทำไม่ดีกับลูก ทศกัณฐ์ก็ยิ่งเป็นคนเลวๆ บารมีแห่งสัจจะ จึงกันให้ร้อน เข้าไปไม่ได้ พลังงานความร้อนเป็นพลังงานไม่มีตัวตน แต่คุณเข้าไม่ติด ยืนยันการเป็นเศรษฐกิจ “ สาธารณโภคี ” ได้แม้แต่ ในความเป็นเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ยึดตัวยึดตน สะสมของตัวของตนจัดจ้านอยู่ชัดๆในปัจจุบันสมัยนี้ ก็ยังสามารถมีสังคมชุมชน “สาธารณโภคี” ที่เกิดได้ เป็นได้จริงในโลก จึงเป็นปรากฏการณ์ ที่ประกอบด้วยคนพิเศษ ที่เป็นสังคมยอดเยี่ยมมหัศจรรย์ อันเป็นลักษณะสังคมจริง ที่ใครๆต่างก็สามารถสัมผัสได้ ยืนยันความจริงนี้ได้”(phenomenal) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ กล่าวคือ เป็นคนทำงานเลี้ยงชีพ โดยไม่มีลาภแลกลาภกันจริงๆ นั่นคือทุกคนทำงานฟรีอยู่ในชุมชนนั้น ซึ่งเท่ากับทำงานแล้ว เสียภาษีเข้าส่วนกลาง 100 % นั่นเอง คุณไม่มีบารมี ไปขอใช้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ใช้ ก็ต้องตามสัจจะว่า ถ้าเขาควรได้ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ เจ้าหน้าที่ก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณไม่ควรได้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ดี ก็จัดสรรเจ้าหน้าที่คนใหม่ไปทำ สัจจะจะยืนยันความจริง ให้พิสูจน์สัมผัสได้ สรุปแล้ว ในสังคมสาธารณโภคี จะอยู่อย่างกินใช้ส่วนกลาง แล้วจะคัดสรร หากคนมักมาก เกินกติกา ที่นี่ก็อยู่ไม่ได้ หากรุนแรงเกินขอบเขต ก็อยู่ไม่ได้ จะรุนแรงด้วยโกรธ หรือรุนแรงด้วยราคะ เกินเกณฑ์ เกณฑ์ชาวอโศก คือ หนึ่งไม่มีอบายมุข มีอนุโลมบันเทิงไหมมี แต่ไม่จัดจ้านเลย จืดๆ มีอร่อยไหม มี แต่จืดๆ รสจืดนี้ บริสุทธิ์นะ แต่คนจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ถ้ามีอุปาทาน ถ้าคนไม่มีอุปาทาน ก็ดื่มได้ปกติ จิตคนไม่ตรง ก็เป็นได้ทั้งสองด้าน ทั้งสภาวะและจิต สังคมสาธารณโภคีนั้น เป็นสังคมที่กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง เป็นสังคม ที่ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการก็ต้องการ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในโลก เป็นเอหิปัสสิโก เชิญให้มาพิสูจน์ได้ แม้จะยังไม่งามเท่าไหร่ เหมือนกับสาวน้อย ยังไม่เปล่งปลั่ง ดูน่าเอ็นดู ตามประสาโลกๆเขา แต่ยังไม่เปล่งปลั่งอะไร ก็ต้องรอจังหวะ แต่ก็เชิญเข้ามาให้ดูได้ มีรากฐาน ภายหน้าก็คงจะสวยอยู่ มีเค้า (โยมถามว่า เปล่งปลั่งเหมือนในยุคพระศรีอริยเมตไตรยหรือเปล่า) พระศรีอาริย์ เป็นอนาคตที่ดีกว่า เป็นพยัญชนะ เป็นฐานะที่ภายภาคหน้า ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ก็ค่อยศึกษาไป สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ฯลฯ กระทั่งคนในสังคมที่ต่างก็มีลาภโดยธรรม แล้วนำมารวมกันกินใช้ อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น “สาธารณโภคี” อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาติ เป็นต้น มีจิตเป็นตัวตัดสิน ควบคุม จัดการ มีธาตุรู้ประธานของแต่ละคน ของใครก็ทำเท่าที่ฐานตนเองได้ ก็ร่วมสร้างสรร เราก็อาศัยขัดเกลาตัวเอง พัฒนาตัวเอง แม้ในยุคทุนนิยม ที่สุดแสนสามานย์ ปัจจุบันนี้ ก็สามารถมีสังคมชุมชน ที่มีลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้ อาศัยบริโภค ในการดำเนินชีวิต เป็น “ สาธารณโภคี ” อันเป็น เศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุด ของสังคมมนุษยชาติ นี้ได้ เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในยุคนี้เป็นยุคของอิสระเสรีภาพ พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เป็น สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนใหญ่แล้ว มีอีกหลายประเทศ ที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น บรูไน เป็นต้น แต่บรูไน นี้รวยจริงๆ มีมากพอ มีเงินทอง มีทองดำ บ้านเมืองวังเวียงเขาเอาทองสร้างจริง เขาไม่มีการขโมย เกิดมาก็มีเงินเดือนแล้ว ไม่มีใครจะต้องไปทำชั่ว ไม่มีใครต้องมาแย่งชิง ปล้นจี้ ใครจะมานอกรีตไม่ได้ เพราะว่าวัตถุมีมากเกิน จึงดีได้ แต่ถ้ากระเบียดกระเสียร แย่งชิงกัน ก็ไม่รู้นะ ถ้าน้ำมันหมดมาเมื่อไหร่ ตอนนี้บรูไน มีประชากรไม่ถึง 1 ล้านคน มีแค่สี่แสนคน เพราะฉะนั้นในสภาวะ เศรษฐกิจที่หมุนเวียนอยู่ จึงไม่เดือดร้อนอะไร เป็นตัวอย่างในโลก ประมาทไม่ได้ เทียบ บรูไน เกาหลีเหนือ และ อเมริกา บรูไน ยังมีสมบัติพัสถานเยอะ เกาหลีเหนือ และอเมริกา บุญเก่าหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องแสดงอำนาจ บรูไนไม่ต้องแสดงพลังงานอำนาจอะไร เพราะทุกคนต้องใช้ทองดำ ฟอสซิล ไม่ต้องไปขูดรีดจากใคร เพราะเหลือพอ แต่ทองดำนี้ หมดก็ได้นะ เขาประเทศเล็ก แต่ทองดำ น้ำมัน มีเยอะ ก็เลยไปได้ แต่ตอนนี้ อเมริกา เล่นมายากล เอาดอลล่าร์ ค้ำประกันตน ทั้งที่ทองคำ ทองดำ ไม่มีแล้ว เกาหลีเหนือ ก็เหมือนกัน เกาหลีเหนือ ถึงเบ่งขี้แตก เอาอำนาจระเบิดขู่ฆ่า ขออภัย ยังเถื่อน แต่เขาก็จำเป็น ไม่อย่างนั้น เขาก็ต้องสลายความเป็นประเทศเกาหลีเหนือ กลับกลายเป็นเกาหลีใต้ ก็ไม่ยอมกัน ก็ทำไป จนกว่ามันจะจบ จนกว่าคุณจะต้องยอมเข้ารวมกับเกาหลีใต้ หรือไม่ก็ยอมสลายตัว เกาหลีใต้ ก็ไม่เอา ไปเป็นประชากรของจีนดีกว่า หรือมาเมืองไทยก็ได้ แต่ต้องเปลี่ยนนิสัยนะ นิสัยเก่าอย่างนั้น เราก็ไม่เอา มันเป็นสัจจะ มันจะเป็นจริงของมันเอง สรุปลงไปว่า ในยุคทุกวันนี้ประชาชนมีปัญญา มีความเข้าใจลึกซึ้ง ในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม ความเป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจการเมือง ก็เป็นวัฒนธรรมที่สรุปแล้ว ต้องไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ที่ให้ เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ให้ผู้อื่นได้ ไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว นั่นคือสูงสุด คนที่ไม่สะสม ไม่ต้องมีของตัวเอง มันก็คือ คนจน เป็นคนจน สรุปเป็นภาษาไทยง่ายๆ ในหลวงก็ใช้ภาษาไทยสบายๆ ว่า แบบคนจน คนก็งงมาตั้งนาน อาตมาก็พาทำ แล้วพวกเราก็มีบารมี มาเป็นคนจนได้ จนกระทั่งมาตั้งนามสกุลจนทั้งหลายอย่าง จนดีจริง จนอีหลีอีหลอ จนทุกชาติ นายศิลป์สร้าง จนทุกชาติ มันประทับใจภาษานี้ และจิตใจก็เป็นจริงตามนี้ เราไม่กลัวหรอก เราจะมาเป็นตระกูล “จน” นี่แหละ มันจริงใจ ลักษณะเศรษฐกิจ ที่จะมาเป็นแบบคนจน อย่างในหลวง ร.9 จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง ถ้าไปรวย ก็จะไปแย่งกัน ถ้ามาจนแล้ว ก็จะให้กันได้ ต้องสุจริตนะ ไม่ยักของใครมาให้นะ ต้องเป็นของที่คุณมีสิทธิที่จะให้เขานะ คุณจะให้อย่างทรมานตัวเอง ก็แล้วแต่คุณ ก็ไม่ต้องทรมานตัวเอง ให้พอดีที่จะให้เขาได้ จะให้เขาได้ ก็ต้องมีประสิทธิภาพ มีความขยัน เพียงพอ สร้างสรร เกินกิน ใช้ หากทำไม่พอกินใช้ ก็ตาย ถูกเขาบีบแน่นอน แต่ถ้าทำได้เกินกินเกินใช้ เขาก็ไม่ทำอะไรคุณ เพราะคุณมีประโยชน์ มีแต่สร้าง ถ้าเครื่องกลนี้มีประโยชน์ ทำงานได้ เขาก็ให้ทำต่อ แต่ถ้าเครื่องกลนี้ กินน้ำมันมาก แต่ไม่มีผลดีอะไร ไม่คุ้ม เขาก็หยุด ไม่ใช้เครื่องนี้ สรุปแล้ว คนที่เข้าใจด้วยปัญญา แล้วมีเลือดความเสียสละที่แท้จริง จึงอดทนได้ โดยเฉพาะสังคมนี้ มีปัญญาจริง ร่วมกันเป็นหมู่กลุ่ม แล้วกลุ่มนี้ จะมีพลังงาน สร้างสรรให้คนอื่นได้ เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง มีความจริงใจ ที่ตนเองกินอาศัย มีจุดพอ มันไม่เอามากกว่านี้ จริงๆ พอแล้ว ก็สมดุลด้วย สุขภาพร่างกาย ก็แข็งแรง จิตใจเบิกบาน สบาย ไม่ตะกละตะกราม อยู่กับหมู่ ก็อบอุ่น จบในตัว คนเรานี่ ก็มารวมกันอยู่ แล้วก็จะต้องฝึกฝน ให้บรรลุธรรม เป็นสังคมที่ต้องมี บ้าน วัด โรงเรียน มีคุณธรรม คือวัด มีสังคม คือบ้าน และมีการศึกษา คือโรงเรียน สามเส้า บวร จึงเป็นสิ่งที่ต้องขยายความ และพิสูจน์ความจริง ชาวอโศกมีสังคม (บ้าน) เป็นสังคมที่มีธรรมะ เป็นของพระพุทธเจ้า ใครจะไปเชื่อว่า พระพุทธเจ้าในความหมายของคุณ ศาสนาพุทธของคุณ พระพุทธเจ้าของคุณ เป็นอย่างไรก็ว่าไป ส่วนเราไม่เป๋ ไม่เป็นอื่นแล้ว อาตมาว่า ทิฏฐิที่มีนี้ สัมมา ส่วนคนอื่น จะเข้าใจอย่างอื่น ก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าคนละองค์กัน ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน ของคุณก็สร้างของคุณไป อาตมาก็สร้างของอาตมา สร้างดาวคนละดวง ไม่มีปัญหาอะไร เราก็สร้างไป อาตมามั่นใจอย่างนี้ ก็ต้องพิสูจน์กันไป แล้วมันก็ยังไม่ได้ดีเท่าไหร่ ยังไม่ได้มากเท่าไหร่ มันยังมีดีกว่านี้ ยังมีปริมาณมวลได้มากกว่านี้ จึงจะต้องสร้างขึ้น ให้มีปริมาณ และมวลมีคุณภาพ คุณธรรมสูงยิ่งกว่านี้ คุณธรรมที่สูงก็คือ ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่ช่วยผู้อื่น ประโยชน์ต่อผู้อื่น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) จะพิสูจน์อันนี้ต่อไปอีก จนอาตมามั่นใจที่จะบืนตาย(ไม่ยอมตายง่ายๆ) ตะเกียกตะกายไป ไม่ยอมไปกับพญามัจจุราช ไม่เอา ยังไม่ตาย ให้เหตุผลกับพญามัจจุราชว่า ไม่ได้ทำเพื่อเห็นแก่ตัวนะ พญามัจจุราช พิสูจน์แล้วเอง ทำเพื่อผู้อื่น เหนื่อยแสนเหนื่อย ก็ทำเพื่อผู้อื่น พากเพียรสร้างสรร เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อไป ยิ่งขึ้นๆ ไม่มีความโค้งงอ Boomerang ไม่มีองศา ตรงไป ตรงไปเลย ไม่เชื่อก็มาตรวจวัดดู ตรวจให้ดีนะ อย่ามาโกงอาตมา ตอนนี้พญามัจจุราช ก็ยอมฟัง ให้เอ็งพิสูจน์ไปดู ยังไม่เสียท่า ถ้าเสียท่าเมื่อไหร่ ระวัง พญามัจจุราชก็ต้องมีปัญญา ฉลาดเพียงพอ ที่จะซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกง ไม่คดโค้ง ไม่ผิดสัจจะ อาตมาจะไปกลัวทำไม อาตมาจะต้องไปเป็นเช่นนั้น ทุกวันนี้พูดจริงๆว่า อาตมาต้องพยายามทำตัวเองให้เป็น พญามัจจุราช พิพากษาตัวเอง สักวันหนึ่ง ก็จะเป็นได้ ตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆก่อน สรุปแล้ว อธิบายไปหาหยาบ เราก็อยู่กับดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็อยู่กับช่องว่าง อากาศ แล้วเอามาผสมผสาน โดยมีจิตเป็นประธาน ดินน้ำไฟลม อากาศ อากาศคือช่องว่าง ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ดินกับน้ำสองมวล มันไม่ชิดกันสนิทหรอก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ไม่มีสองแล้ว แต่ถ้ามีสอง ก็ต้องมีช่องว่างอยู่ ไม่กลมดิก ซ้อนกัน จึงต้องมีช่องว่าง เป็นความโอเวอร์แลป โดยรูปธรรม กับนามธรรม จะต้องมีความลงตัวไปตลอด อาตมาเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาแล้ว พวกเราเป็นชาวพุทธด้วยกัน ใครจะเข้าใจพระพุทธเจ้า ถูกต้องที่สุด สูงที่สุด ก็ต้องพยายามที่จะยืนยัน ผู้ที่ยังไม่สูง ก็ต้องพยายามศึกษา ต้องให้ตรง หากสัจจะที่ดีที่สุด สูงที่สุด สิ่งนี้ดีที่สุด แต่คุณก็ยังมาทำลาย คุณก็ได้บาป ก็จะเป็นวิบากของคุณไป คนที่มีปัญญาแล้ว ก็จะเว้นไว้ก่อน ไม่กล้า ไม่แน่ใจ ถ้าแน่ใจว่าดีจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เป็นดีจริง อันนี้จนดีจริง นายน้อย ร้อยแจ้ง เป็นคนตั้งนามสกุลว่า จนดีจริง ตอนแรกจะเอานามสกุล จนดี แต่ในประเทศไทยมีแล้ว จึงตั้งนามสกุลว่าจนดีจริง เป็นคนแรกคือ คุณน้อย ร้อยแจ้ง จนดีจริง มี 2 ความหมาย มรรคคือ ทำให้จน จนกว่าดีจริง กับจนแล้วดีจริง สรุปแล้วความจนนี้ยิ่งใหญ่ ความรวยนี้ ยิ่งแย่ ยิ่งไม่ไหว ยิ่งแย่ ยิ่งยักษ์ ยิ่งยาก คนที่ยังไม่เข้าใจ สร้างสังคมคนจนยังไม่ได้ คนจนที่เป็นคนจนมหัศจรรย์ จนอย่างไม่เบียดเบียนใคร จนอย่างอุดมสมบูรณ์ จนอย่างมีคุณค่าประโยชน์ต่อผู้อื่น ตลอดกาลนาน จนอย่างมีปัญญา มีญาณปัญญา และพลังแข็งแรง ไม่เปลี่ยนแปลง ใครพึ่งพาตนเองแล้ว มาช่วยกันให้คนอื่นพึ่งพาได้ด้วย เป็นสุดยอดคนจนมหัศจรรย์ จึงไม่ไปลำบากลำบน กับสิ่งที่กินใช้ ส่วนอะไรที่จะอาศัยขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเทคโนโลยี เราก็ทำเท่าที่เราจะขายสินค้า ผลผลิตเราได้พอมีเงินไปซื้อ เทคโนโลยีของคุณมาใช้ เราทำเองไม่ได้ อันไหนเราทำได้ ก็ทำเอง เราจะไม่ซื้ออาวุธไปทำร้ายคน ให้ฟรียังไม่เอาเลย เอามาทำไม พวกอาวุธยุทธภัณฑ์ เอามาก็ต้องเอามาฆ่าชีวิต เอาไปตัดพืชผัก ก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไรก็ได้นี่ มีดอะไรก็ได้ อย่างเก่งมีดพร้า ขวาน ก็ได้แล้ว ส่วนจะเป็นอาวุธที่พิสดารอะไร ไม่เอา ใครจะฆ่าเรา สุดท้ายจริงๆ เราก็ต้องยอม เพราะเราเข้าใจในเรื่องของพลังงาน แห่งวัฏจักร มันเป็นวิบาก ไม่จบอัตภาพ ใครทำเลวร้ายมา ก็มีเลวร้ายเป็นวิบาก ใครจะมาทำร้ายเรา เราไม่ทำร้ายตอบ วิบากร้ายก็เป็นของเขา เราไม่มีวิบากร้ายต่อ เราเชื่อว่าเกิดมาก็จะมีกุศลเพิ่มต่อไป แต่บุญนี้ ทำแล้วจบ มุ่งจัดการสิ่งที่เลวร้าย กายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะมโน เป็นประธานทุกอย่าง มโนที่ไม่ดี ก็เอาออก ส่วนวจีกับกายกรรม สลับไปมาได้ ใครจะสลับอย่างไร ก็เข้าใจให้ได้ ส่วนมโนนี้ แน่ใจว่าไม่ดีนะ น่าจะจัดการเลย มโนนี้รู้ยาก ละเอียด ไม่ใช่ของหยาบใหญ่ ของละเอียดเล็ก คนที่รู้จักมโนเป็นประธาน เป็นต้นทาง มโนปุพพังคมาธัมมา มโนมาก่อนอย่างอื่นเลย เราก็ทำได้ ในสังคมเรา อาตมายิ่งมั่นใจว่า จะเป็นสังคมคนจน ที่จะให้ผู้อื่นพึ่งพาได้ เป็นสังคมไม่เบียดเบียนใคร เป็นสังคมที่ใจพอ มันจึงเป็นความหมายของอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ หรือขยายเป็น มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) สุดท้ายไม่สะสม แล้วยอดขยัน ทำแต่สิ่งดี จึงเป็นพลังงานที่มีคุณค่า ประโยชน์ ตลอดกาลนาน ทรัพย์สินของแต่ละอัตภาพ แต่ละบุคคลคือ ความสามารถ สมรรถนะ กับความขยัน แล้วมีประธาน ประธานใช้ความสามารถสมรรถนะให้เผื่อพอ ขณะนี้ชาวอโศก ยังสร้างให้เหลือพอได้น้อย จนกว่าจะมีต้นทุน สามารถสร้างสรรเหลือเฟือ เผื่อพอ พวกเราก็จะมีเวลาเป่าขลุ่ย เพลงหนัง บนหลังควาย ตอนนี้ยังไม่ได้ เราต้องสร้างสรรเพิ่มขึ้น จนกว่าจะมีพลังงานเชิงกล พลังงานหมุนที่ส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน