601022_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงตถตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
601022_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงตถตา
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก เข้าสู่เดือนสิบสอง น้ำก็นองทั่วประเทศ คนก็ลุ้นกันว่า ที่ไหนน้ำจะท่วม คนก็ไปดู พระราชพิธีซ้อมถวายพระเพลิง ในหลวงรัชกาลที่ 9 กันเนืองแน่น ก็มีข่าวมรณานุสติ โยมบุญเสริม อายุ 78 ปี เป็นแม่ของปู้ กับ แก้วขวัญผ่อง แม่เขาตาย จะไปเผาที่ปฐมอโศก ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ใครจะไปร่วมงานด้วยก็ได้ ตอนนี้ก็กำลังยุ่งกับงานเจกัน วันนี้พ่อครูก็คงแสดงธรรมเกี่ยวกับเรื่อง ความจน พ่อครูว่า ความจน เป็นคำที่เยี่ยมยอด เป็นคำที่ประเสริฐที่สุดแล้ว คนจนอย่างมหัศจรรย์ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ คนยิ่งอยากรวย ก็ยิ่งเป็นหนี้ แต่มีคนกลุ่มเล็กๆ ที่อยากจน แต่อุดมสมบูรณ์ เป็นเรื่องที่กลับกันมาก คนที่อยากจะไปรวย อยากจะได้มีอะไรมากๆ จะได้มีความเจริญมากขึ้น แต่มันกลับกัน กลับเป็นหนี้มากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น มีปัญหามากขึ้น ทำลายสิ่งแวดล้อม สังคม ทำลายทุกอย่างเลย แต่ความจน หรือแบบคนจน ที่ในหลวงพาทำ กลับทำให้ คนอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นอยู่ผาสุก ชาวอโศกก็ทำตาม ก็เลยมีความเป็นอยู่ผาสุก ดูตามลูกมะละกอ ลูกฟักที่นี่ได้ งานเทศกาลกินเจ ที่ราชธานีอโศก อุทยานบุญนิยม ก็ใช้พืชผักไร้สารพิษ กันเสียส่วนมาก ทำกันจนเมื่อย บางคนเสียน้ำตา เพราะว่าเมื่อยจัด คนก็มาสนับสนุนเต็มที่ เพราะเราขายถูก ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ อีกประเด็นหนึ่ง ที่ภันเตติกขะ ฝากไว้ในไลน์ว่า การทำงานกับผู้คน เราไม่ควรจะใช้อภิสิทธิ์ แม้จะมีอภิสิทธิ์ เพราะว่าตอนนี้ มีทีวี 3 ช่อง ที่ถูกระงับการออกอากาศ เพราะว่าไปทำผิดกฏ ในกรณีถ่ายทอดสด การซ้อมพิธีถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องขออภัยพวกชาวอุทยานบุญนิยม ที่สร้างเวทีเสร็จไปแล้ว คิดว่า
อ่านต่อ
พ่อครูจะไปเทศน์ไหม แต่ก็ขึ้นอยู่กับความไม่เที่ยง ตกลงตอน 9 โมง พ่อครูก็ไม่ได้ใช้เวที แต่ว่าบ่าย 3 โมง พ่อท่านจะไปใช้เวที ในการพบกับศิษย์เก่า ตอน 6 โมงเย็น ก็จะมีการไปจัดรายการ พุทธชีวศิลป์ที่นั้นด้วย พ่อครูว่า... ตอบคุณสุชาดาเสียก่อน สุดชดา....ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่าสิ่งที่ดิฉันเข้าใจผิดถูกประการใด ระหว่างแม่เลี้ยง กับแม่นมค่ะ แม่เลี้ยงจะปากเปียกปากแฉะมากกว่าจะ ดูแลใกล้ชิดน้อยกว่า แม่นมอยู่ใกล้ แม่เลี้ยงจะเจ็บมากกว่าแม่นม แต่จะเข้มแข็งใช่ไหม? แม่นมจะค่อยๆแทรกยาให้ จะใจดีนำหน้ากว่า ช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนที่ขาด อย่างรู้เหมาะ รู้ควร และจำเป็นไหม? ที่แม่นมจะเป็นเจโต แม่เลี้ยงเป็นสายปัญญา? ปัญญาจะเป็นแม่นมได้ไหมคะ? พ่อครูว่า... ใช่ แน่นอน หวดแล้วหวดอีก ทำให้เข้มแข็ง แต่ก็อย่าไปแยกหน้าที่ท่าน ให้ต่างจากของพระพุทธเจ้าเลย แม่นมก็มีหน้าที่ให้นม แม่เลี้ยงก็เลี้ยงไปให้ดี ตบซ้ายตบขวาให้เข้าที่เข้าทาง อยู่อย่างนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนที่ถึงตถตา มาเข้าสู่ความจริง ความจริงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เรื่องที่เราจะมาทำให้สังคม เป็น สังคมคนจน มันมีหลักคิดที่ว่า ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจได้ว่า ในโลกในสังคม ที่ไหนก็แล้วแต่ จะมีทรัพย์สมบัติ ทรัพยากรจำนวนจำกัดเท่านี้ เมื่อมีสิ่งที่จำกัดจำนวนหนึ่ง เมื่อมีคนร่วมกันเข้าไปอยู่ แยกง่ายๆว่า คนรวยกับคนจน 2 อย่าง ถ้าคนรวยก็มีเจตนา จะรวยรวยๆ รวยมันก็ต้องดูดเอากอง 1 กองเดียวจำกัดนี้ มาเป็นของตัวเองให้มากๆ เมื่อคนรวยเอามาได้มาก คนที่เหลือ ก็จนหมดสิ ทีนี้ความจริงของคน คนมักจะต้องขาดแคลน แต่ก็ต้องการความจำเป็น มีความจำเป็นจริงๆ แต่คนรวยนั้นรวยอย่างหน้ามืด และอำมหิต ใครจะเป็นจะตายก็ช่าง กูเอาอย่างเดียว มันก็เจ๊งสิ มันก็ไปไม่ได้ ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคนใด ที่สามารถเข้าใจอันนี้ได้จริงๆ ต้องทำตนเอง ให้ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่ต้องการมาก จิตประพฤติปฏิบัติ ให้มีคุณธรรมแบบนี้ อย่างที่กล่าวได้จริงๆ ความเป็นจริงแล้ว ถ้า คนรวยไม่มีปฏิภาณ ปัญญา แล้วเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มากๆ แน่นอน โลภเอามาๆ ดีไม่ดี ตนเองเก่ง มีความรู้ ความสามารถ ดึงเอามาหมด ก็เป็นความเห็นแก่ตัวที่เลวร้าย สังคมมันเดือดร้อน เพราะคนๆนี้ คนอย่างนี้ ถ้าประพฤติอย่างที่ว่านี้ คนที่จะรวยๆๆ แล้ว โลภโมโทสัน เอามาให้แก่ตัวเองมากๆ ถ้าประพฤติแบบนี้ เขาเรียกว่าชั่ว เขาเรียกว่าเลวร้าย เป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้ารู้ความจริงเช่นนี้ ก็ต้องมาล้างความเห็นแก่ตัว ออกจากตัวเอง พยายามลด อย่าให้เป็นอย่างนี้สิ ก็รู้อยู่ มีปฏิภาณ เพราะคนเราจริงๆแล้ว มันไม่กินใช้ส่วนตัวมากเท่าไรนักหรอก แม้จะพยายาม ตะกรุมตะกราม ไปเพิ่มให้ตัวเองมากๆ มันก็ไม่เท่าไหร่หรอก มันเหลือเฟือ สมบัติในโลกนี้ ดูดเอามาให้แก่ตัวเอง มาก จนกระทั่งเหลือเฟือ จนกระทั่งเกิน แล้วก็ไป สะสม กักตุน อีก เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีภูมิธรรม ก็มีจำนวนมาก คนเหล่านั้น จะต้องพยายามที่ จะเอามาให้ได้ จะต้องมีความคิดอยากได้ เอามาให้กับตัวเอง ยังเห็นแก่ตัว มันมีมากอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถ ที่จะลดความเห็นแก่ตัวได้แล้ว ไม่มีตัวตนได้แล้ว จึงต้องพยายามที่จะช่วยคน สั่งสอนแนะนำ พากันปฏิบัติ ให้ลดความเห็นแก่ตัวได้จริง จึงเป็นงานหนัก งานยิ่งใหญ่ วิธีทำถ้าจะ บังคับกดขี่ให้ทำ มันก็ไม่เต็มใจทำ มันได้ชั่วคราว แล้วคนกดข่ม กดขี่เขา มันก็ต้องหมดแรง ได้สักเวลาหนึ่ง ไม่หมดแรงก็ตาย ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน ถึงไม่มีทางเลือกอื่นเลย ที่จะดีไปกว่า การให้เขาเข้าใจเอง ให้แต่ละคนเข้าใจเองว่า มันดี มันเห็นแก่ตัว เอามาให้แก่ตัวเองมาก มันไม่ดี การจะลดกิเลส ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ให้มักมากนั้น กิเลสมันสามารถลดได้จริงๆ สามารถฆ่ากิเลสทำลายกิเลส ได้จริงๆ ผู้ที่เป็นไปได้แล้ว เป็นจริง เป็นความจริง ที่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน ถาวร นิจจัง ทุวัง สัสสตัง เป็นไปได้อย่างนั้น ตลอดกาล ไม่เปลี่ยนแปลงเลย อะไรจะมาหักล้าง ก็ไม่ได้ อสังหิรัง ไม่กลับกำเริบอีกเลย เป็นอย่างนั้นตลอดกาลนาน นี่เป็นสัจจะที่พิสูจน์จริงแล้ว จนไม่ต้องพิสูจน์อีก เป็น Axiom พิสูจน์ได้แล้ว คนเป็นเช่นนั้นได้ เป็นสภาพนั้นได้ เป็นสัจจะ ที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก เป็นความจริงในตัวมันเองเลย เป็นกฎเกณฑ์ หลักการ ที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้หรอก ทุกคนนอกจากคนที่โง่เง่าจะไม่รู้ แต่คนที่มีปัญญาพอสมควร ไม่ต้องฉลาดมาก จะยอมรับความจริงอันนี้เลย ความจริงที่ว่านี้คุณสมบัติที่ว่านี้ เป็นไปได้แล้ว สุดยอด สมณะฟ้าไทว่า... จะเข้ากับภาษาบาลีว่า ตถตาไหม? พ่อครูว่า... ได้ คือ axiom คือตถตา เป็นเช่นนั้นได้แล้ว อย่างถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ของพระพุทธเจ้าสุดยอด axiom สุดยอด ตถตา จนเป็น ตถาคตา เลย คนไม่เข้าใจความจริงเช่นนี้ ก็จะเดาไม่ออก นึกไม่ถึงว่ามันเป็นลักษณะอย่างไร เป็นความจน หรือคนจนแบบนี้ มันจะอยู่เป็นสุขหรือ มันจะมีคุณค่าประโยชน์หรือ จะเอาอะไรไปช่วยเขาหรือ เอาประเด็นนี้ คนจนนี้ ไม่มีสมบัติ หรือมีสมบัติน้อย แล้วจะเอาอะไรไปช่วยเขา สิ่งที่คนจนที่มี เป็นของตัวเองในตัวเอง ก็คือ ความรู้ ความสามารถ กับ ความขยัน และ ความมีน้ำใจ มีความเป็นพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างแท้จริง เป็นจิตลักษณะนี้ อย่างแท้จริง จึงเอาความรู้ กับความสามารถนี้แหละ ไปให้ผู้อื่น สร้างให้แก่ผู้อื่น จะสร้างอะไร สร้างตั้งแต่ของกินของใช้ ไม่สร้างสิ่งที่มอมเมา ไม่สร้างสิ่งที่เป็นพิษ ที่จะเลว อะไรเลวร้ายไร้สาระ สร้างแต่สิ่งมีสาระ มีปัญญาความเฉลียวฉลาด รู้ว่านี่มันเป็นพิษภัย อันนี้เป็นสิ่งมอมเมา อันนี้ไม่เข้าท่า อันนี้เข้าท่า ก็สร้างสิ่งที่ดี ที่เข้าท่า เป็นสัจจะเลย เพราะฉะนั้นเราจะมีการสร้าง ก็ ต้องรู้ด้วยปัญญาว่า ควรสร้างอะไร และเป็นคนมีความขยัน แถมมีน้ำใจ และแถมอีก เป็นคนกินน้อย ใช้น้อย เป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย พอของตนเอง พอแล้วจบ ไม่มาก พอดีๆ เป็นคนรู้จักความพอดี จึงเป็นประโยชน์คุณค่ารวม อยู่ในคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวที่ว่านี้ จริงๆ นี่เป็นสัจจะที่รู้ และ ฝึกฝนตนเอง ให้เป็นคนเช่นนี้ได้ จนเป็นความจริง เป็นตถตา axiom เป็น axiomatic มันเป็นที่แน่ชัด ในตัวของมันเอง มันรู้ มันจบ มันไม่มีอะไรดุ๊กดิ๊ก อีกแล้ว สมบูรณ์ทั้งรู้ทั้งเป็น และทำได้อย่างไม่สงสัย ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้แล้ว มันสูงสุดแล้ว supreme truth เป็นความจริงสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งสุดยอดแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ คนทั่วไป นี้ ไม่ใช่จะเข้าถึงความจริงได้ง่ายๆ ไม่เชื่อเลยว่า จะเป็นจริงในคนส่วนใหญ่ พอจะใช้ปฏิภาณปัญญารู้เข้าใจได้ แต่เขาไม่เชื่อว่า จะเป็นไปได้ มีด้วยหรือ คนจะไม่เห็นความเห็นแก่ตัวเลย เป็นคนไม่กลัวเลยว่า ถ้าไม่มีตัวตนแล้ว จะอยู่อย่างไร อันนี้ต้องขยายความ คนจนชนิดนี้ จะ อยู่คนเดียวไม่ได้ อยู่คนเดียวตาย อยู่คนเดียวไม่พอ อยู่คนเดียวจะเหงา ไม่อบอุ่น แล้วไม่เป็นไปได้ด้วย แม้จะทำกินใช้เองได้ แต่ก็ว้าเหว่ เหงา ไม่ได้เรื่องหรอก ทำไปก็เบื่อ เซ็ง ตายดีกว่า สุดท้ายมันไปไหนไม่รอดหรอก คนเดียว มันไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ให้เห็นประโยชน์คุ้มค่า ที่จะช่วยเหลือกันได้ มันไม่มีประโยชน์ รู้สึกไม่มีค่าอะไร จะ ต้องอยู่กับคนหมู่มาก เพราะว่า เราจะเป็นคนที่ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก)เป็นความสุดยอดประเสริฐดีงาม นี่เป็นความจริงที่ มนุษยชาติสามารถทำให้ตนเอง เป็นเช่นนั้น คนที่มีปฏิภาณ ปัญญา รู้แล้วจะไม่มีใครปฏิเสธความจริงนี้ได้ แล้วจะเป็นคนชนิดนี้ ได้อย่างไร ที่จะมีความจริงดังที่ว่านี้ เป็นได้ในตัวเอง จนสำเร็จจริง successfull มันก็ต้องมีวิธีการ มีวิถีการยังชีพแบบนี้ มันมีของจริงที่เป็นจริงอยู่ได้ เป็นคนจนที่ คนชนิดนี้ เป็น Poverty classic หรือ Subsistence classic มาพิสูจน์ได้เลย ผู้ที่ใฝ่ใจศึกษา มายืนยันพิสูจน์ เป็นความ poor but happy ความจนมี 2 แบบ ความจนที่ใช้ไม่ได้ กับ ความจนที่ประเสริฐ ความจนอย่างประเสริฐนั้น เป็นความจน อัปปิจฉะ เป็นผู้มักน้อย อย่างมีปัญญา มีชั้นวรรณะ เป็น the classes ส่วนคนจนที่ไม่ได้เรื่อง ท่านเรียกว่า ทลิทโท เป็นความจนที่ไร้สาระ โง่เง่า เป็นความจนที่เป็นภัย เป็นความจนแบบโลกีย์ แต่ คนจน ที่เป็นหนึ่ง โลกุตระ คือคนจนอย่าง อัปปิจฉะ เป็นภาษาบัญญัติไว้ เป็น axiom เป็นความจริงสองนัย ความจนที่ไม่ได้เรื่อง เป็นการทำลาย เป็นภาระ เป็นตัวร้ายของสังคมเลย เขาเป็นก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร นอกจากเราจะพยายามช่วยกัน โดยปฏิภาณ ปัญญาแล้ว คนชั่วมันก็อยากเป็นคนดี โดยสามัญสำนึก คนชั่วก็อยากเป็นคนดี ถ้าคนชั่วอยากเป็นคนชั่ว ก็ตัดหาง ปล่อยลงนรกไป มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็ต้องตัดหางปล่อยไปลงนรกไป ในสามัญสำนึกจริงๆ คนชั่วนี้มีน้อย คนชั่วที่ไม่อยากดี มันมีไม่มากหรอก พวกนี้ก็ต้องปล่อยอยู่ลงนรกไป ธรรมดาสามัญ ถ้าเราชั่ว เราก็อยากดี ส่วนคนที่อยากจะชั่วตลอดไป ก็ปล่อยให้ลงนรกอเวจีไป พวกนี้คนพิสดาร ไม่เหมือนสามัญสำนึก แล้วพวกนี้ อาจจะรวมตัวกัน ถ้ามีคนดีที่แข็งแรง มีความไม่ย่อท้อ ไม่กลัวคนชั่ว เอ็งชั่ว ก็ต้องพยายามช่วยให้ดี ให้ได้ โดยไม่ไปทำร้ายคนชั่วหรอก สุดท้ายจริงๆ ถ้าเราทำอย่างบริสุทธิ์ใจ เต็มที่ อาจจะต้องใช้เวลา จะใช้เวลาอย่างไร สักวันหนึ่ง มันก็ต้องดีขึ้น คนชั่วพวกนี้ ส่วนคนชั่วที่มันไม่อยากจะเป็นคนดีเลย จะต้องเป็นคนชั่วตลอดกาล และนาน พวกนี้ตัดออกไปเลย ยุคนี้ เป็นยุคที่เลวร้าย ใกล้จะถึงกลียุคแล้ว ก็ยังช่วยคนได้อยู่เลย เหนื่อยมาก ก็ไม่เป็นไร ตายเป็นตาย ตายแล้วก็เกิดมาทำต่อ อาตมาว่า อาตมาทำนี่มีผล มีอัตราการก้าวหน้า ที่ก้าวหน้า ปฏิภาคทวี ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าทำไปแล้ว ยิ่งจะเสื่อมลงมากกว่า จะดีขึ้น ก็ไม่ใช่ มีอัตราการก้าวหน้าที่เป็นปฏิภาคทวีขึ้นโดยเรื่อย เท่าที่เห็น ถึงไม่สิ้นหวังที่จะทำ อย่างน้อยอาตมา เป็นพระโพธิสัตว์ ในยุคศาสนาพระสมณโคดม รับผิดชอบหน้าที่ ที่สำคัญมากเลย ในอนาคตอาตมาก็ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นได้ หรือไม่เป็น ไม่สำคัญ แต่มีหน้าที่ ที่จะต้องทำ ให้ศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ไปถึง 5000 ปี อันนี้ต้องทำเท่านั้น เป็นหน้าที่ ส่วนมันจะต่อไป ได้มากกว่านี้ เจริญกว่านั้น ก็เป็นผลพลอยได้ จะตายแล้ว จะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ถ้าพวกเราช่วยกันได้ดี จนกระทั่งอาตมาไม่ต้องเกิดแล้ว อาตมาไม่ต้องมาเกิด ศาสนานี้ ก็จะไปครบห้าพันปี คนที่เข้าใจแล้ว ว่าการเกิดมาเป็นคน จะต้องไปให้สุด เป็นคนที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด มีค่าที่สุด มันจะเป็นอย่างไร เกิดมาเป็นคนได้แล้ว แล้วมันก็มีฐาน ฐานะที่เราไม่ตกต่ำแล้ว แล้วมันจะไปถอยทำไม สมณะฟ้าไทว่า... ทำแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ ตายแล้วก็เกิดมาทำใหม่ ผมตามดู พระมหากษัตริย์ที่ได้มาทำงาน พระนารายณ์ท่านวางแผนไว้ บอกว่าถ้าทำแบบท่านนี้ กรุงศรีอยุธยาจะไม่แตกเด็ดขาดตลอดกาลนาน แต่คนชั่วก็มาทำให้แตก พ่อครูว่า... จริงๆ เมื่อได้อัตภาพมาเป็นคน มันไม่มีอะไรสนุกเท่านี้หรอก ไปสนุกในอบายมุข โลกีย์ ไร้สาระ แต่สนุกแบบนี้สนุก เป็นสุดยอดสาระ ของโลกความเป็นมนุษย์ อันนี้มันน่าท้าทายให้มาทำ มีนักคิด นักอะไรต่างๆนานา โดยเฉพาะ นักวิชาการของโลก เขา มากมาย อาตมาไม่ใช่นักการศึกษาเท่าไหร่ ก็ไม่ค่อยได้ดู ได้รู้เท่าไหร่ แต่ก็ดูเจ้าหนึ่ง สองเจ้า ก็น่าสงสาร เพราะว่า คิดมากเหลือเกิน ไม่สรุปลงเป็นชิ้น เป็นอัน เมื่อไหร่จะสรุปให้ตัวเอง เป็นสาระได้ เป็นชิ้นเป็นอัน แทนที่จะไปรู้มากมาย นี่แหละคือ โลกจินตา ไม่มีจบหรอก ความคิดของโลกแบบนี้ มันไม่จบ เป็นอจินไตย บานไปเรื่อยๆ มันบานจน หลอกตัวเอง อันนี้ก็รู้ไป รู้ไป รู้ไป จนวนมา เป็นของเก่า ก็ลืมหมดแล้ว นึกว่าเป็นของใหม่ ก็รู้ไปอีก เราก็นึกว่าเป็นของใหม่ๆๆๆ ก็กลับมาวนอยู่ที่เก่า อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสว่าเปิดตำราไป หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย บอกว่าอนาคตยังมีอยู่นะ ก็เปิดใหม่อีก อยู่ที่หน้าแรกใหม่ ก็อันเก่า วนอยู่ที่เก่า ได้หัวลืมหาง สมณะฟ้าไทว่า... มันเหมือนกิเลสที่เราเสร็จแล้ว เราก็ไปเสพกันใหม่อีก วนกลับไปอันเก่า ก็นึกว่าเป็นอันใหม่ พ่อครูว่า... เขาจึงได้พยายามกัน แม้แต่คำว่า เศรษฐกิจ เขาก็จะไปหาเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจแบบใหม่ หา การเมืองแบบใหม่ หา เสรีนิยมแบบใหม่ มันมีแล้วอันใหม่น่ะ อันใหม่คืออะไร? ก็คืออันเก๊าเก่า ที่คุณได้จริงแล้วลืมไปแล้ว มันเคยมีมาแล้ว แต่ว่าลืมกัน เท่านั้นเอง โลกนี้มันซ้ำๆ วนเวียนซ้ำซาก อยู่ในยุคไหนก็แล้วแต่ มันก็วนเวียนมา ในกรอบที่จะวนเวียน อยู่แค่นั้นแหละ มันจะมีแค่ของแต่ละยุค แต่ละกัปป์ มันจะเป็นเหตุปัจจัย ที่มีวัตถุสิ่งแวดล้อม มีผู้คน มีความต้องการ อยู่ในแต่ละยุคสมัย มันก็มีเท่านี้ อันเหมาะสมของมัน เช่น ในโลกนี้ มีทองคำอยู่เท่านี้ ไม่มากกว่านี้แล้ว มันก็แย่งกัน แจกกันในโลกนี้ ไม่มากกว่านี้แล้ว ก็แย่งกันเท่าที่มีเท่านี้ เสร็จแล้วก็เป็นสมบัติผลัดกันชม นึกว่ามีมากกองใหญ่ ก็กองเท่าเก่านั่นแหละ เป็นสมบัติผลัดกันชม พอเราหยุดแย่งแล้ว เราไม่ใช้ทองคำเลย ก็ไม่เห็นจะมีปัญหา เรารู้จักปัจจัยที่สำคัญกว่า เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นสิ่งที่อาศัย ปัจจัย 4 เราทำอันนี้ก็พอแล้ว นอกนั้นจะเพิ่มเติมอะไรอีก ถ้าเกิดว่าเพิ่มเติมขึ้น ถ้ามันไม่พอ อย่างน้อยปัจจัย 4 ต้องพึ่งตัวเองให้รอด สิ่งอื่นมากกว่านั้น เพื่อให้เสริมการสร้างสรรค์ให้ทวีขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ช่วยคนอื่นได้ เพื่อที่จะเหลือเกินสิ่งที่เรากิน เราใช้ เราจะต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องช่วย ต้องมีเครื่องเทคนิคอะไร ที่จะพัฒนาได้มากกว่านี้ เราก็ทำ ทำเพื่อผู้อื่น ถ้าไม่ต้องใช้เทคนิค มีความสามารถของเรานี่แหละ กับดินน้ำไฟลม พลังงาน ความรู้ ทำกินรอด ทำกิน ทำใช้ อยู่รอด เหนือกว่าสัตว์ สัตว์มันต้องอาศัยธรรมชาติจริงๆ มันสร้างและคิดไม่เป็นไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่คนนี้รู้หมดเลย มีอุปกรณ์อะไรบ้าง ประกอบด้วยอะไรบ้าง รู้หมดเลย จับธาตุอะไรมาผสมกัน ทำได้จริงๆ ทำให้มันสดขึ้นมา เป็นชีวะ ทำปฏิกิริยา จนเกิดได้ สำหรับขั้น พีชะ แต่จะให้มันสดขึ้นมา จนเป็นขั้นสัตว์นั้นยาก เพราะสัตว์มีเวทนา แต่พืชนี้ breed ได้แล้ว เป็นพีชะ สัตว์จะต้องมีเชื้อของไข่ และเชื้อตัวผู้ ถึงจะได้ แต่พืชนี้ เอาธาตุ อุตุนิยาม มาผสมให้ได้สัดส่วน แล้ว spark เข้าเนื้อกัน เป็นชีวะ เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว แต่จะทำให้เกิดเวทนา เกิดเป็นวิญญาณอย่างนั้น ยังไม่ง่าย เป็นพีชะนี้ เขาพอทำได้แล้ว ใครเคยได้ยินว่า มีไข่เทียม
มีความเจริญ ที่เขาใช้คำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง เขาพยายามแยกเป็น 4 ของ การเมืองแบบใหม่ (New Politics) ได้แก่ 1. ความ ยั่งยืนทางนิเวศ (Ecological Sustainability) 2. ความ ยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) 3. ความ สุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ (Economic Welfare) 4. เศรษฐกิจพอเพียง ( sufficiency Economic) เขาถือว่าเป็น เสรีนิยมชนิดใหม่ เรากำลังชี้ให้เห็นว่า เสรีนิยมนี้ คือของคนที่เข้ามาสู่ความจน มาสู่ความพอ ความมักน้อย มีน้อยลงกว่านี้ได้ ก็ดี ดีอย่างไม่ทรมานตนเองนะ ตนเองอยู่แข็งแรง สุขสำราญดี เป็นคนจนอย่างนี้ มีความเจริญ ทำให้ตนเองกินใช้เพียงพอ แล้วทำได้มากโดยไม่เอาไปหากำไรจากผู้อื่น แต่เอาไปแจกจ่ายให้ผู้อื่น จึง เป็นคนจนที่มีสมรรถนะ ใน สังคมคนจน ที่ได้กล่าวคร่าวๆนี้ มันจะเกิดสภาพทับทวี มีความรู้ ความสามารถ อยู่กันเป็นหมู่มวล มารวมตัวกันเป็นหมู่มวลชุมชน เป็นหมู่บ้าน เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด หรือเป็นเครือแห ที่เชื่อมสัมพันธ์กันอยู่ในโลกในสังคม มี ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา มีความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ และจุดหมายปลายทางอันเดียวกัน สอดคล้องกัน ส่งเสริมกัน ช่วยกันทำ เป็นสุดยอดของความรู้ และเป็นสุดยอดของความจริง ที่ได้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา สรุปแล้ว คนเหล่านี้รวมตัวกัน ก็จะมีมวลของผลผลิต แล้วมีน้ำใจ เห็นแก่ตัวน้อย หรือไม่เห็นแก่ตัวเลย เมื่อมีผลผลิตมาก ก็จะสะพัด เศรษฐกิจ หรือ เศรษฐศาสตร์ คือนักสะพัด เศรษฐศาสตร์ที่เจริญ ก็คือตัวเอง พึ่งตนเองรอด และอยู่ได้ มีเหลือ มีผลผลิตส่วนได้ ส่วนเกินที่สุจริต ส่วนเกินเหลือ เอาไปแจกจ่ายผู้อื่น ได้ แจกจ่าย ก็ไม่ได้เอาเปรียบ หรือไปค้ากำไรมาก มีแต่ขาดทุนให้ เพราะเชื่อมั่นในตัวเอง และบุคคลที่สามารถสร้างได้เหลือ และเกิน อยู่ตลอดเวลา ค่าเฉลี่ยนั้น ใกล้จะเจ็บป่วยไร้สมรรถนะลงไป ก็มีตัวแทน มีผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เผื่อพอเหลือเกินในนี้ แล้วมีตัวตาย ตัวแทน มีอัตราก้าวหน้าของตัวตายตัวแทน มีการเพิ่มขึ้นของตัวบุคคล และสมรรถภาพ ถ้าเข้าใจพอแล้ว คนที่มีลักษณะดังกล่าว จึงอยู่อย่างขาดทุน เป็นสังคมขาดทุนให้แก่คนอื่น เป็นคนที่ตัวเองขาดทุนให้แก่คนอื่น เป็นสังคมที่ขาดทุนให้แก่คนอื่น เพราะตัวเองพอกินพอใช้เหลือแล้ว จะไปเอามาเพิ่มทำไม ขนาดขาดทุนนี่นะ ยังเพิ่มการขาดทุน เพิ่มเจริญทางขาดทุนยิ่งขึ้นๆ ได้อีก นี่คือการทวนกระแสที่ซับซ้อน ยิ่งขาดทุนยิ่งๆขึ้นๆ ยิ่งสูง เพราะว่า ความสูงของคน ชนิดนี้ จะสูง เพราะว่า ตนเองขาดทุนได้มากขึ้น ขาดทุนได้ดียิ่งขึ้น ขาดทุนได้ดีขึ้น คิดค่าเฉลี่ยการเสียแล้ว เป็นค่ารวมค่าเฉลี่ยองค์รวม ที่คิดค่า GDP แล้วยิ่งเจริญ เจริญเพราะตนเองลดน้อยลง แล้วให้ผู้อื่นได้มากขึ้นนี่คือ GDP ชนิดใหม่ GDP แบบเดิมนั้น ตัวเองจะต้องได้มากขึ้นดูดได้มากขึ้น กอบโกยเป็นนายทุนได้มากขึ้น ตรงข้ามกันเลยทวนกระแสกันเลย สัจจะที่ว่านี้เป็นคนจนแบบใหม่ เป็น เสรีนิยมแบบใหม่ เป็น ปัญญานิยมแบบใหม่ เป็นปัญญานิยมที่ไม่เหมือนความคิดแบบเดิม แบบความคิดเก่าแล้ว เป็นผู้ที่มีสตางค์น้อย แปลภาษาอังกฤษเขาเรียกสตางค์ว่า penni คนมีสตางค์น้อยจึงเรียกว่า pennilist จึงเป็นคนจน แต่เป็นคนจนชนิดใหม่ neo pennilist คนที่มีสตางค์น้อยเรียกว่า poorman เป็นคนมีสตางค์น้อย แต่เป็นคนที่ช่วยคนอื่น เป็นคนจนที่ช่วยคนรวย เพราะว่าคนรวยนั้นตะกละไม่เสร็จ ก็ให้มันรวยให้เสร็จ เราทำให้ พวกเราไม่มีปัญหาทำให้เหลือเฟืออยากรวย รวยไป เมื่อไหร่จะรวยเสร็จ เมื่อไหร่จะรู้สักทีว่า แบกหนักหนาสาหัส กลัวจะสูญจะพร่องมันทุกข์จะตายชัก ก็ไม่เป็นไรให้รวยให้เข็ด คงจะเข็ดสักชาติหนึ่ง คือผู้ที่คิดได้อย่างที่อาตมาพูด ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก คนที่จะเจริญได้ แต่ก็จะมีคนที่ไม่เจริญเลย ก็จะยิ่งกิเลสหนาขึ้น ก็วิบากมาก แต่คนที่พัฒนาขึ้น เจริญขึ้นนั้น มีได้ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เมื่อพัฒนาขึ้นเจริญขึ้นว่า ไม่ได้สิ้นหวัง ไม่ได้เป็นโมฆะ ไม่ได้เป็นหมันอะไร ก็สามารถสร้างสรรได้ ไม่ถือว่าเสียของ ไม่ถือว่าสูญเปล่า แค่นี้ก็คุ้มแล้ว อาตมาว่า เกิดมาในชาตินี้ ช่วยเหลือพวกเราได้เท่านี้ ตายก็คุ้มแล้ว อัตราก้าวหน้าปฏิภาคทวี ที่เป็นการพาณิชย์แบบใหม่ ที่เรียกว่า การพาณิชย์แบบบุญนิยม การค้าขายขาดทุนของเรานี้ เรายิ่งทำการค้านี้ ยิ่งได้ตัดกิเลส สำหรับผู้มีกิเลส อยากจะเสียสละให้แก่สังคมได้เท่าไหร่โดยไม่ run shot ไม่ขาดตอน ไม่กู้หนี้ยืมสินใคร เราก็ทำได้อยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรายิ่งทำก็ยิ่งขาดทุนให้แก่สังคม ก็ยังอยู่ได้ดี ยิ่งหมุนได้ดี สมรรถนะของเราก็สูงขึ้น เราจะมีผลผลิตเมื่อไหร่ ให้แก่สังคมก็ไม่คุ้ม เขาได้ไปอาศัยใช้กิน อย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาไปเป็นกระดาษหลอก เหมือนเงินดอลล่าร์ มันไม่มีค่าแล้ว เอาไปคืน เขาก็ตายทั้งเป็นเลยนะ อเมริกา ในโลกขณะนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การค้าที่เลวร้ายที่สุดคือค้าอาวุธ คนที่ไปเอาแรงงาน ความรู้ ความคิด ไปสร้างสิ่งที่ไร้สาระ อะไรก็ไม่เลวร้ายเท่ากับอาวุธ นอกจากไร้สาระ แล้วก็ทำลายร้ายแรงด้วย เพราะอาวุธที่ว่านี้ มันไม่ได้สร้างเอามาเพื่อฆ่าสัตว์ อาวุธที่สร้างขึ้นมา เพื่อฆ่าคน อาวุธที่ขายกันราคาแพงๆ คนสร้างสู้ไม่ได้เท่า มีประสิทธิภาพ ทำลายได้เลวร้ายที่สุด มันเอาไว้ฆ่าคนนะ ตอนนี้เกาหลีเหนือ ยังไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต กับผู้ที่ต้องรักษาอำนาจ ยิ่งใหญ่ก็คืออเมริกา แล้วเอาไปเอามา สองคนนี้ฟังไม่รู้เรื่องทั้งคู่ อวิชชาทั้งคู่ จะแย่งชิงกันเป็นใหญ่ อำนาจทางอาวุธ ที่ไปฆ่ากัน ตัวเล็กก็จะเบ่งว่า อาวุธข้าเก่งกว่าเอ็ง อเมริกา ข้าครองมาเก่า เอ็งจะมาแย่งตำแหน่งไม่ได้นะ อาตมาก็ว่า ลิเกบทนี้ เรื่องนี้ ดูไปเถอะ จะเห็นความชัดเจนว่า เมื่อไหร่มนุษยชาติ จะได้ตื่นตัวเลิกสิ่งเหล่านี้ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งที่เป็น พาณิชย์ที่เลว อาวุธขึ้นอันดับหนึ่ง สัตถวณิชชา เป็นมิจฉาชีพอันดับหนึ่ง ที่อย่าไปสร้างกันเลยในโลก ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 2 อย่าเอาของคนอื่น สิ่งของเลวร้ายที่สุด คืออาวุธฆ่าคน ส่วนสิ่งเลวร้ายนำหน้าอาวุธคือ ชีวิต ใครที่ค้าขายเป็น มิจฉาวณิชชา เอา สัตถวณิชชา มา อันดับหนึ่ง สัตวณิชชา เป็นอันดับสอง ส่วนอาวุธนี้อันดับหนึ่งมาตลอดกาลนาน ไม่ตกอันดับ ส่วนสัตว์นั้นเป็นอันดับสอง แต่ถ้าเผื่อว่าจะเป็นคนที่จะช่วยเหลือ ก็ต้องช่วยชีวิตสัตว์อันดับหนึ่ง ส่วนอาวุธนั้นฆ่าชีวิตสัตว์ คน ได้ เพราะฉะนั้นจึงสลับซับซ้อนกันไปตลอดเวลา ระหว่างสัตว์กับอาวุธ แต่แท้จริงแล้ว ถ้าไม่มีความรู้แล้ว อาวุธของสัตว์ ก็คือเขี้ยวเล็บ และพิษ มีพิษที่เป็นทั้งน้ำ และแก๊ส มันจะพ่นออกเป็นพิษ เป็นน้ำกับแก๊ส เป็นดินก็ได้ อย่างเม่นมีพิษเป็นขน ก็ได้หรือว่าสัตว์บางชนิด เหล็กไน ผึ้ง ต่อ
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน พิสูจน์สัจจะของกรรมจนถึงที่สุด ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ว่าจะในโลกยุคไหน ก็เป็นจริง แม้จะในโลกลูกเล็ก ก็มีความจริงของกรอบลูกเล็ก โลกลูกใหญ่ ก็ขยายออกมา สรุปแล้วมี นิยาม 5 นี้เท่านั้น อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม กรรมนิยาม นั้นรู้จักกรรม กาย วาจา ใจ ของจริงของมนุษยชาติ ที่เอามาใช้มาศึกษาได้ทันที เอามาพิสูจน์ว่า เป็นความจริงได้ทันที เรียกว่า กรรม ส่วนที่เอามาใช้ไม่ได้ทันที เรียกว่า God บอกว่าเก่ง แล้วอยู่ไหน เอามาใช้ทันทีไม่ได้ คุณต้องช่วยตนเองก่อนแล้ว God จะช่วย พอมาถึงตรงนี้แล้ว ตีกินนี่ พระเจ้าบอก ช่วยก่อนสิ แล้วเราจะได้ช่วย แต่นี่ของพระพุทธเจ้าบอกว่า เอากรรมเลย เอาตัวจริงเลย ทำกรรมของใครของมัน อันนี้พิสูจน์ได้ เป็นได้ เห็นได้ สัมผัสได้ ยืนยันกันและกันได้ เป็นสัจจะที่ครอบคลุมความจริงอย่างชัดเจนกว่า สิ่งที่เป็นสัจจะ ที่ครอบคลุมความจริง เมื่อชัดเจนได้ เราไม่ลบหลู่ แม้จะคุยว่า GOD สร้างโลก และจักรวาลได้ แต่เราก็ไม่ได้อยู่ทั้งจักรวาล เราอยู่แค่ในโลกนี้ก็พอแล้ว เราจะอยู่ 100 ปี แค่นี้ก็เหลือแหล่ จะอยู่นานกว่านั้น ก็แล้วแต่ ก็จะขยายขึ้นไป แต่ตอนนี้พิสูจน์เช่นนี้ชัดๆ คนตอนนี้อยู่เกินร้อยปี ก็เก่งแล้ว ถ้าดีแล้วจะอยู่ต่อไปก็ได้ แต่ถ้าเลวแล้ว อยู่ในวินาท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive