601018 พ่อครูให้สัมภาษณ์ น.ส.ทิพย์ธิดา นศ.ป.โท ม.จุฬาฯ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข27 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601018 พ่อครู ให้สัมภาษณ์ น.ส.ทิพย์ธิดา นศ.ป.โท ม.จุฬาฯ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมของพ่อครู น.ส.ทิพย์ธิดาว่า….กราบนมัสการพ่อครูโพธิรักษ์ค่ะ หนู น.ส.ทิพย์ธิดา สุธาพร นิสิตจากคณะเศรษฐศาสตร์ และท่านอ.ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ วันนี้มีสิ่งที่อยากจะถาม อยากถามว่า ความคิดเห็นพ่อครู เรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทรัพยากร อยากทราบปรัชญา ด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ของราชธานีอโศก ในความคิดของพ่อครู เป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า… สำคัญมาก ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม สิงห์สาราสัตว์ ที่อยู่ร่วมกับเรา เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติที่สำคัญมาก ตั้งแต่ที่สัมผัสด้วยประสาทของคนไม่ได้ กับที่เราสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็น แสง เสียง กลิ่น รส เป็นวัตถุสิ่งของ คนต้องอาศัยธรรมชาติ อาตมาถึงเน้น ไปอยู่ที่ไหน ก็สร้างธรรมชาติ มีต้นหมากรากไม้ ภูเขา พื้นดิน เหตุ ปัจจัยธรรมชาติ พยายาม ที่มันเล็กก็ทำอย่างเล็ก ที่มันโตก็ทำอย่างโตหน่อย มีผลต่อ ความเป็นอยู่ของเรา เราอยู่ตรงนี้ จะต้องมีสิ่งแวดล้อม ที่เป็นธรรมชาติครบครัน เป็น cyclic สัมพันธ์กัน สรุปก็คือ เห็นความสำคัญมาก จะเห็นได้ว่า ทุกแห่ง ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานทาง ศาสนา ทางธรรมะ อาตมาต้องดูแล ภูมิทัศน์ ภูมิประเทศ ทุกที่ สถานที่ที่ทำ ปฐมอโศก เป็นท้องนาเน่าแห้ง ก็ถมดิน ปรุงดินขึ้นไป ไปดู เดี๋ยวนี้เป็นธรรมชาติ เป็นป่าหมด มีน้ำตก เป็นน้ำตกที่สร้างขึ้นมา เขาไม่เชื่อแล้วว่า เป็นน้ำตกที่สร้างด้วยมือคน ที่นี่แต่ก่อนก็เป็นพื้นที่มันร้าง เป็นพุ่มไม้ เป็นท้องนาเก่าๆ คนเลิก ไม่อยู่แล้ว เราก็มาบุกเบิก มาสร้าง และทำขึ้นมาตั้งแต่ พศ. 2537 ที่ไหนก็เหมือนกัน ทุกที่ที่ชาวอโศกจะสร้างธรรมชาติให้ครบครัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน วิถีการใช

อ่านต่อ

้ธรรมชาติของอโศก น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...แล้ววิถีการใช้ธรรมชาติของชาวอโศกเป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... ต้องใช้อย่างเคารพ ต้องใช้อย่างเข้าใจ ธรรมชาติเขาให้เรา ให้เรามา เราก็ต้องเคารพ ช่วยเขา ไม่ใช่ไปทำปู้ยี่ปู้ยำ ต้องเข้าใจ ธรรมชาติของธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า ที่นี่จะแตกต่างจากรีสอร์ท ที่เขาทำแบบแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ ที่นี่จะปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ร่วง แล้วก็หมักจนเน่า มันจะมีแบคทีเรีย เราจะไม่ปล่อยไปถึงขั้นเป็นป่า เราก็เข้าใจ ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ทำอย่างไรจะให้พอดี ที่จะเป็นวงจรธรรมชาติ ที่มันจะช่วยตัวเองได้ มีน้ำตก มันก็จะแตกตัว มีออกซิเจน ตลอดเวลา คนเขาก็บอกว่า ทำทำไม มันเปลืองตังค์ คุณไม่เห็นประโยชน์ก็แล้วแต่ แต่เราเห็นประโยชน์ อย่างน้อย คนก็เห็นสวยงาม อยากเล่นน้ำตก น้ำไหล แต่จริงๆมันได้กว่ามากกว่านั้น คือได้ความเป็นธรรมชาติ น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...อยากทราบว่า ความพอดีของพ่อครู คนในชุมชนจะมีส่วน ร่วมอย่างไรบ้าง พ่อครูว่า... คนในชุมชนชาวอโศก ได้รับการศึกษา ได้เข้าใจ ที่จะมา อยู่กับธรรมชาติ จะต้องช่วยกัน สร้างธรรมชาติ ไม่ทำลายธรรมชาติ เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นชุมชน คนทุกคน จะอยู่ร่วมกัน และช่วยกันปรับปรุง เขาจะเข้าใจธรรมชาติ โดยสัญชาตญาณของสัตว์หรือคน จะว่าไปแล้ว คนเมืองจะไม่ค่อยเข้าใจ ธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา ออกจากความเป็นจริงไป แต่จริงๆแล้ว ลึกๆ ในสัญชาตญาณนั้นมี ก็จะค่อยๆเข้าใจ สัญชาตญาณเก่า มันจะขึ้นมา จะทำความเข้าใจง่าย เราบอก แนะนิดหน่อย ก็เข้าใจ ที่นี่ ถ้าเข้ามา ถ้าเห็นภาพเก่าๆที่ถ่ายไว้ มันไม่มีต้นหมากรากไม้ใหญ่ มันจะเป็น ต้นไม้ที่ขึ้นตามที่ร้าง เป็นป่าท่ามเท่านั้นเอง ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ต้น ไม่มีแล้ว มีแต่ไม้ล้มลุก เข้ามาก็หัวแดงร้อนหมดเลย ไม่มีร่มเงา เราก็มาฟื้นคืนธรรมชาติมาก อย่างลำธาร เรา ก็สร้างขึ้นมา

น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...เริ่มต้นจากความไม่มีต้นไม้ ไม่มีอะไร พ่อครูเริ่มจาก ทำอะไรก่อน เกี่ยวกับธรรมชาติ พ่อครูว่า... ก็ต้องให้มีน้ำก่อน ที่นี่ดีอย่าง อาตมาเลือกที่นี่ ประวัติติดแม่น้ำมูล มีบุ่ง มีลำห้วย สมัยก่อนก็มีอยู่แล้ว เราก็ได้อาศัย แต่เราก็พยายาม ทำให้มันกระจาย น้ำจะได้ไหลไปทั่ว เราปลูกต้นไม้ ทำแม่น้ำ มีหิน มีดิน ที่จะให้สมบูรณ์ ไม่ได้เจตนาจะทำเหมือนรีสอร์ท น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...อยากทราบว่าบุ่ง กับแม่น้ำ ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า.. . บุ่ง คือ ส่วน แยกจากแม่น้ำ ออกมาเป็นสาขาเล็กของแม่น้ำ บางทีก็เป็น บุ่งใหญ่ บางทีก็เป็นบุ่งเล็ก ถ้าบุ่ง ยังมีเชื่อมต่อแม่น้ำ แต่ถ้า บึง นี้ ไม่เชื่อมกับแม่น้ำ แล้ว จนเป็น บวก (บวกควาย คือ แอ่งน้ำเล็กๆ ที่ควายชอบนอน) ก็มี ความตื้นจนเป็นโคลนตม แล้ว ควายจะชอบไปนอน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจพอเพียงสำคัญอย่างไรต่อชุมชนอโศก น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...อยากจะถามเกี่ยวกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำคัญอย่างไร กับชุมชน พ่อครูว่า… มีความสำคัญมาก เป็นคำตรัสของในหลวง ที่เลือกภาษา หรือคำ มาบัญญัติเรียก เป็น เศรษฐกิจพอเพียง เรื่องของความพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้ มันอยู่ที่คำว่า พอ สำคัญอยู่ที่คำว่า พอ คำว่า พอ นี่ มีความลึกซึ้งมาก ในภาษาบาลีภาษาของพระพุทธเจ้าคือ สันโดษ สันโดษ ไม่ใช่โดดเดี่ยว นะ คนไปเข้าใจ ใครโดดเดี่ยว อ้างว้าง แต่ที่นี่ สันโดษคือ อบอุ่น สังคมพอเพียง สังคมชาวอโศก เป็นสังคมที่มีสันโดษ เป็นสังคมที่มีความอบอุ่น ทุกคนอยู่ในนั้น สันโดษแปลว่า ใจพอ จิตใจ ไม่มีความโลภมาก ไม่ตะกละ เรื่องเอาเปรียบนี่ เลิกเลย จิตใจเอาเปรียบ แบบทุนนิยมสามานย์ ไม่มี ในภาษาของพระพุทธเจ้ามี อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ อัปปิจฉะ แปลว่า มักน้อย หรือ กล้าจน คนที่มีจิตใจจะเจริญขึ้นจริงๆ จะกล้าจน ไม่เอาไว้มาก แต่ สร้างสรรมาก ในคำสอนพระพุทธเจ้า บอกว่า คนมักน้อย กล้าจน จะทำแต่พอกินใช้แล้วพอ ไม่ใช่ แต่มี วิริยารัมภะ แปลว่า ปรารภความเพียร ขยันเสมอ ในหลวงนำคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ แต่ของพระพุทธเจ้า คลุมไว้ต้น กลาง ปลาย ปลายสุดของสังคมของพระพุทธเจ้า คือ สาธารณโภคี คือ ทุกคน ทำงานฟรี ไม่มีรายได้ ทำได้ ทุกอย่างเอาเข้ากองกลางหมด เลย เป็นสังคมที่เลิศยอด ยิ่งกว่าสังคมใด ชาวอโศก เอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาเป็น phenomenal เป็นสิ่งที่ทำได้จริง ปรากฏผลสำเร็จ เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ทุกคนก็จะสังวร ไม่โลภมาก เอาแต่ได้ ทำได้ก็เอามารวมกับส่วนกลาง เราจึงมีจิตใจที่มีคุณธรรม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โลภมาก แต่สร้างสรรเยอะ มันก็เลยกินใช้น้อย ส่วนเหลือแต่ละคน เอามารวมกัน ก็เลยมีส่วน เหลือส่วนเกินกองกลางเยอะ แล้วเราไม่สะสม แล้วเรายัง สังคหะ เผื่อแผ่ผู้อื่น เราเสียสละ ในหลวงตรัสว่า เราเสียนี่แหละคือ เราได้ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เสีย นี่คือ เราเสียสละ นี่แหละ คือเราได้ คนใดที่อยู่ในฐานะเสียสละ คนนั้นคือ คนได้ตลอดเวลา ได้คุณธรรม ได้เป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ เป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียน ใคร ไม่เป็นภาระ กับใคร เป็นผู้ที่ช่วยมนุษย์ ช่วยโลก ด้วย สุดประเสริฐเลย นี่คือ ลักษณะของ เศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่ต้นเลย มีความไม่เห็นแก่ตัว มีความสร้างสรรค์ อาตมาเอามาประยุกต์ เป็น หลักบุญนิยม มี 4 ขั้น ขั้นที่ 1 คือ ถ้าเราสร้างสรรค์ มีผลผลิตของเราแล้ว เราจะให้แก่ใครไป หรือขาย เรามีเหลือจะขาย ก็ต้องขายให้ต่ำ โดยเฉพาะ อย่างน้อย ต่ำกว่าราคาตลาด เป็นเกณฑ์ ใครขายได้ต่ำกว่าได้มาก คือความเจริญของเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม ขายเท่าทุน ได้เป็น ขั้นที่ 2 ก็เจริญขึ้นอีก ขายต่ำกว่าทุน ได้เจริญขึ้นเป็น ขั้นที่ 3 แจกฟรี เลยเป็น ขั้นที่ 4 เราก็ทำมาตลอดเวลา เรามีหลักการในการจำหน่ายจ่ายแจก สี่ขั้นนี้ เราจึงเจริญขึ้น เรื่อยๆ คือความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลดลง ไม่ต้องสะสม ยิ่งมาเกิดจิตสาธารณะโภคี ส่วนตัวไม่ต้องสะสม มีส่วนกลางกินใช้อยู่แล้ว ทุกคนไม่มาขี้เกียจ ทุกคนมาสร้างสรร เสียสละ มีผลผลิต ส่วนตัวกินน้อยใช้น้อย แต่ไม่ให้เสียร่างกายนะ ร่างกายต้องแข็งแรง ดีด้วย มีโรคน้อยด้วย โลกที่มีมากเกินนั้น เป็นโทษไปเสียด้วยซ้ำ แต่นี่เรารู้จักพอ เลยสมดุล หรือพอดี พอเพียง สมบูรณ์พอเพียง หลักการที่ในหลวงตรัส เป็นคำใหญ่คำกว้าง ที่รวมความรู้ไว้ ถ้าศึกษาให้ดี ก็จะพบว่า เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง สำหรับสังคมเล็ก กลาง ใหญ่ ปัญหามันเกิดจากความแตกต่างความต้องการของคน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ศาสตร์พระราชากับการพัฒนา สิ่งแวดล้อม น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...มีคนพูดถึง ศาสตร์ของพระราชา เกี่ยวกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน และที่นี่ท่านให้ความสำคัญแค่ไหน กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และเกิดความยั่งยืน พ่อครูว่า... ทั้งธรรมชาติของสิ่งที่เป็นวัตถุ พืชพันธุ์ ธัญญาหาร ดินน้ำไฟลม และ ธรรมชาติของคน ธรรมชาติของคนที่จะอาศัยอยู่ร่วมกัน ในภูมิประเทศ ที่มีพฤติกรรม นิสัยใจคอของคนด้วย เมื่อเราอยู่ตรงไหน มีสิ่งแวดล้อมไหน มีคนที่มีใจพอ สิ่งเหล่านี้รวมกันแล้ว เราจะต้องเข้าใจกัน ศึกษากัน เข้าใจแม้ว่า ที่นี่มีคนที่มีนิสัยใจคออย่างไร ทีนี้ชาวอโศก เราพยายามสร้างคน ให้มีลักษณะ คุณสมบัติ ตามหลักพระพุทธเจ้า คือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ศึกษาถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิแล้ว จิตใจจะไม่เห็นแก่ตัว และไม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่ว่า ไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยเฉย แต่มันจะช่วยคนอื่นได้ด้วย มีสมรรถนะ มีความแข็งแรง มีความสร้างสรร ช่วยเหลือผู้อื่นได้ เรามาอยู่นี่ เราก็ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี เราไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วย พวกสัตว์มีพิษมัน ก็จะหนีไปเสียส่วนมาก ศาสตร์พระราชา คือ ต้องมา เอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราเอามาออกอากาศทุกวัน แต่คนเข้าไม่ถึงที่ท่านตรัส ทุกวันนี้ สังคมเขากลัวความจน ประเทศต้องไม่จน แต่ในหลวงท่านตรัสว่า เอาแบบคนจน ร่ำรวยแบบเขาที่จะก้าวหน้า แต่เป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว ในหลวงท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มีภูมิธรรม แต่คนมีแต่โลกียธรรม เข้าไม่ถึงโลกุตรธรรม ของท่าน คนที่พูดกัน ไม่เข้าถึงศาสตร์พระราชาเท่าไหร่หรอก ไม่เข้าถึงโลกุตรธรรม คือความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่มีกิเลส ความช่วยเหลือมนุษยชาติอย่างไม่เห็นแก่ตัว นี่คือศาสตร์พระราชาที่แท้จริง ประเทศไทยสังคมไทยลึกๆ เข้าใจโลกุตรธรรม เพราะเป็นเมืองพุทธ ตั้งแต่เริ่มสร้าง ประเทศมาถึงวันนี้ มีเนื้อแท้ของโลกุตรธรรมอยู่แล้ว ทีนี้ในหลวงทรงพระจริยวัตร เป็นโลกุตรธรรมมาตลอด 70 พรรษา แม้สามัญสำนึกคนก็รับได้ เพราะฉะนั้น เมื่อในหลวงทำงานจนกระทั่งท่านสวรรคต คนก็เรียกร้อง ร่ำร้อง เสียดายท่าน เพราะว่าแม้แต่ข้าราชบริพารข้าราชการ แม้แต่สังคมของศาสนาพุทธ กระแสหลัก ก็ไม่ได้มีหรอก โลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นความต้องการ โลกุตรธรรมของ ชาวไทยนั้น ลึกๆมี ก็เลยโหยหาในหลวง แล้วแสดงออก เป็น Bomb of love ที่สนามหลวง เพราะเสียดายโลกุตรธรรม ตอนนี้ไม่มีในหลวงแสดงโลกุตรธรรมแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน บุญนิยมคืออย่างไร น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...บุญนิยม คืออย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาตั้ง บุญนิยม อาตมาเจตนาตั้งมาเพื่อให้ opposite กับ ทุนนิยม เลย น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...อยากให้ขยายความใน ความเป็นบุญนิยม ของชาวอโศก พ่อครูว่า… ถ้าเข้าใจ ทุนนิยมสามานย์ บุญนิยมคือ opposite กับทุนนิยม เลย ถ้าทุนนิยมมันแรง bomb ของเราก็แรง ถ้าทุนนิยมไม่แรง bomb เราก็ลดลง หากไม่มีทุนนิยม ก็อยู่กันอย่างอนุโลมกันได้ แต่ถ้าทุนนิยมจัดจ้านอยู่ เข้ามา ที่นี่ไม่ติดหรอก เราไม่มีรั้วกั้นนะ แต่ต้องคอยไล่วัวควายอยู่เรื่อยเลย เราอยู่สบาย คนทุนนิยมแรงจัด ไม่ค่อยกล้ามาหรอก นี่คือปาฏิหาริย์ของธรรมะ ธรรมย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม ธัมโมหเวรักขติ ธัมมะจาริง น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...ถ้าอย่างนั้นบุญนิยมที่ชาวอโศกปฏิบัติ ถ้าออกไปนอกชุมชน เป็นไปได้ไหม พ่อครูว่า... เป็นไปได้ เพราะอย่างน้อย บุญนิยม ก็เกื้อกูลคนอื่น ยกตัวอย่างเรา จัดรูปธรรม งานตลาดอาริยะ จัดขึ้นมาทีไรประชาชนมาอุดหนุนกันแน่นเลย จนเราเหนื่อย จัดที ตั้งเต็นท์ที หนัก เลยก่อสร้างอาคารใหญ่ๆ สิบกว่าไร่ คนเข้ามาเต็มเลย ยังมีเต๊นท์ ข้างๆอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจบุญนิยม คำว่า บุญ คือ การชำระกิเลส คนเข้าใจเพี้ยน จากคำว่าบุญกับกุศล กุศล นี่เป็นคุณธรรมที่ทำ และ เป็นสมบัติติดตัว สะสมให้มากขึ้นได้ เป็นคุณงามความดี ส่วนบุญนั้นเป็นวิบัติ บุญคืออาวุธตัดกิเลส ใครสามารถสร้างพฤติกรรม ของเราที่เป็น กายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะ มโนกรรม สร้างให้เป็นพลังงาน ของมโน เป็น ไฟฌาน หรือ ไฟบุญ ไฟเหล่านี้จะ กำจัดไฟ ราคะ โทสะ โมหะ กำจัด ไฟกิเลส ที่ เป็นธาตุร้อน เป็นอุณหธาตุ แต่ฌานหรือบุญ ที่เราประกอบใน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้สัดส่วน เป็นฌานหรือ ไฟกองใหญ่ ที่มีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ทำลาย ไฟราคะ โทสะ โมหะได้ มันมีประสิทธิภาพ อย่างนั้นจริงๆ ใครศึกษาธรรมะได้ผลแล้ว เราก็สร้างไฟบุญ ประกอบด้วย ในปัจจุบันเรียกว่า ฌาน ในปัจจุบัน จะมีประสิทธิภาพ อุณหธาตุทำลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ คุณเจอะหน้าไฟราคะ โทสะ โมหะ ก็เอาไฟฌานไปทำลายไฟกิเลสเหล่านี้ได้เลย บุญนิยม จึงเป็น ทฤษฎีที่สร้าง ไฟ ลดความเห็นแก่ตัว คือ ไฟราคะโทสะโมหะ เป็นแกนของศาสนาเลย มีผลแล้ว ก็เป็นบุญนิยม ที่ ทำลายทุนนิยม พวกทุนนิยมนี้หน้าเลือด เห็นแก่ได้ ราคะ โลภะ หรือไม่ได้ก็โทสะ เหมือนที่เขากำลังจะยิงระเบิดปรมาณูใส่กัน เอาอาวุธมาแทนเขี้ยวเล็บ แย่งชิง

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ภาวะโลกร้อนกับชาวอโศก น.ส.ทิพย์ธิดาว่า...ถ้าท่ามกลางภาวะโลกร้อน ชาวอโศกมีแนวทางอย่างไร ในการดำรงชีวิต พ่อครูว่า... ชาวอโศกนี่แหละ เป็นผู้ที่ลดความร้อนของโลก ที่เขาทำให้เกิดพลังงาน เรือนกระจก Green House effect อโศกนี่แหละ เป็นผู้ที่ทำให้เย็นมากที่สุดเลย ลดภาวะโลกร้อนได้มาก เพราะเราไม่เร่งพลังงานจี๋จ๋า รีบร้อนด้วยพลังงานราคะโทสะ โมหะ หากไปเร่งร้อนให้ได้สมใจราคะโทสะโมหะ ทุกอย่างจะหมุนเร็ว เพื่อให้ได้ตาม ความต้องการ จะรอบสูง มันก็จะเกิดภาวะความร้อน ที่นี้ ทางนี้ก็ลด มันก็เกิดภาวะความเย็น ที่ว่าภาษาลดภาวะโลกร้อน อโศกจึงเจาะหัวใจภาวะโลกร้อน เลย อ.ปรีชา ว่า...อบายมุข ทำให้โลกร้อน พ่อครูว่า... อบายมุข เป็น หัวหน้าของภาวะโลกร้อน เลย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหน ก็ตีกันที่นั่น เป็นต้น แต่เราลดต้นเหตุโลกร้อน เลยมาขาดทุน เหมือนในหลวงท่านตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พวกนักเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่า พูดอย่างนี้อย่างไร ในหลวงก็ว่า ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแหละ สมณะเดินดินว่า... ในหลวงตรัสว่า เราไม่ต้องการประเทศที่ก้าวหน้าอย่างนั้น การก้าวหน้าอย่างนั้น มีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว ทุกวันนี้ดูอย่างอเมริกา ญี่ปุ่นมีหนี้สิน ล้นพ้นตัว ตัวเลขของคนไทย บอกว่ามีหนี้ครัวเรือน 3 แสนบาทต่อครัวเรือน ทั้งที่คนไทย พยายามอยากจะรวย แต่ทำไมยิ่งอยากจะรวยเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีหนี้สินมากเท่านั้น พ่อครูว่า... ถามจริงว่า รู้ความจริงไหมว่า อเมริกาเป็นประเทศ ที่ร่ำรวยหรือว่า เป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด อเมริกาเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด โดยเฉพาะพิมพ์กระดาษเปล่าเป็น ดอลล่าร์ออกไป ถ้าแต่ละประเทศเอากระดาษดอลล่านั้น กลับคืนไปให้อเมริกา อเมริกา เขาจะมีอะไรกลับคืนมาให้แก่ประเทศอื่นๆไม่พอหรอก ทุกวันนี้ เป็นมายาของการสร้าง ธนบัตรของอเมริกา มันไม่มีทองอะไรรองรับเลย แล้วโลกก็ยังจำนวนอยู่อย่างนั้น นี่คือสิ่ง ที่โลกตกต่ำ ไม่มีอำนาจที่จะสู้ นี่คืออำนาจผียักษ์มารของโลก น.ส.ทิพย์ธิดา...ในชาวอโศกนี้อยู่อย่างบุญนิยมได้ ถ้าอย่างหนูอยู่กับข้างนอก เราจะใช้ชีวิตอย่างไรกับพวกทุนนิยม พ่อครูว่า... ก็ต้องศึกษาฝึกฝนตนเองให้รู้ว่า สถานที่ๆควรอยู่ร่วม พระพุทธเจ้าเรียกว่า สัปปายะ 4 1.สถานที่สัปปายะ 2.บุคคลสัปปายะ 3.อาหารสัปปายะ(อาหารคืออาหาร 4) 4.ธรรมะสัปปายะ ถ้าใครมาอาศัยในหมู่บ้านราชธานีอโศก อาหารการกินนี่ กินไปได้อย่างสมบูรณ์เลย เพราะว่าอาหารการกินของที่นี่อุดมสมบูรณ์ เหลือเฟือ เมื่อปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วไม่ตายเพราะกินเลย อยู่ในนี้ไม่อดตายแน่ บุคคลสัปปายะ คนในนี้ไม่หน้าเลือด ไม่เป็นทุนนิยมเห็นแก่ตัวแน่นอน คุณต้องมี ปัญญารู้ว่า สถานที่ บุคคล อาหาร จิตวิญญาณ แบบไหนที่ควรร่วมอยู่ หลักเกณฑ์ที่นี่ง่ายๆคือ ถือศีล 5 ละอบายมุข กินมังสวิรัติ ตายเราก็เผาให้ แต่คนข้างนอกตายแล้ว ทรมานลูกหลาน จัดงานศพเสียเงินมากเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ กับปรัชญาธรรมชาติ น.ส.ทิพย์ธิดา... เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ กับปรัชญาธรรมชาติ เกี่ยวข้องกันอย่างไร พ่อครูว่า... พุทธนั้น อยู่รวมกับธรรมชาติได้อย่างดี ไม่ก่อความเดือดร้อนกันและกัน ของเรานี่ คนข้างนอกเข้าใจไม่ได้ กรณี ชาวอโศกไม่เลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หมาแมว ก็ตามแต่ พวกสัตว์อื่น งูหรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย เราไม่เลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่เราไม่มีเมตตา ถ้าจะพูดจริงๆคือ คนเลี้ยงสัตว์ คือคนโง่ สัตว์มันก็ต้องอยู่ตามสัญชาตญาณมัน แต่เรามาเลี้ยงมัน ก็เสียสัญชาตญาณสัตว์หมดเลย อ้างว่าเอามันมาฝึกใช้งาน ทำประโยชน์ แต่แมวนี่ เอามาทำไม อาตมาเห็นม้าที่เขาใช้งานมันหนัก อาตมาเห็นม้าลำปางลากรถม้า มันก็มีครอบตาไว้ พอม้าที่มันไม่ดีแล้ว ขามันเสีย ก็หมดท่าเลย คนก็สงสารมัน รักษาก็ยากก็ต้องฆ่ามัน ไม่งั้น ก็ทรมาน คนเราเห็นแก่ตัวมากเลย เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ รู้จักธรรมชาติ รู้จักดินน้ำไฟลม ที่ร่วมกับสัตว์กับมนุษย์ แล้วก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า ธรรมชาติให้สมดุล อยู่อย่างให้มีประโยชน์ แก่กันและกัน เราต้องมีประโยชน์ แก่ดิน แก่น้ำ แก่สัตว์ ยิ่งกับมนุษย์ด้วยกันเอง ถ้าเรามีประโยชน์ต่อทุกอย่าง ไม่ไปทำร้ายสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะคน เราเป็นผู้รับใช้ทุกอย่าง นี่แหละ คือสุดยอด แห่งเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ คือ ผู้รับใช้ ไม่ใช่ผู้มาเอาเปรียบ ทุกสิ่งอย่าง สรุปจบ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ สมณะเดินดินว่า... ในศาสนาพระพุทธเจ้า ห้ามภิกษุไปทำลายต้นไม้ ไม่ให้ทำลายที่อยู่ของสัตว์ กุฏิที่อยู่ก็หลังเล็ก มีขนาดจำกัด เพื่อไม่ให้หรูหรา ทำลาย ทรัพยากร และผ้าก็ให้ใช้สามผืน พ่อครูว่า… เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่สุดยอดคือ เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี มี หรม. ครน. เกิดความทำลายน้อย และมีประโยชน์มาก ความทำลาย ความสูญเสียก็น้อย แล้วสะพัดให้ทั่วถึงแก่คนที่ควรให้ จะมีความจริงใจซื่อสัตย์ และมีความรู้ว่า คนไหนควรจะให้ได้ ในสังคมมี เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการ คนไร้สมรรถนะ คนปัญญาอ่อน ห้าอย่างนี้ เราต้องช่วยเขา ลักษณะของ 5 อย่างนี้เราต้องช่วยเขา แต่ในโลกนี้มี 2 คนที่ไม่ควรจะ ช่วยเหลือ แล้วควรจะปราบ คือคนขี้เกียจ กับคนขี้โกง เศรษฐศาสตร์ทะลุหลักก็คือ เครื่องพยายามปราบคนขี้โกง กับคนขี้เกียจ แล้วช่วย คนอีกห้าประเภทที่ว่าแล้ว นอกนั้นสอนให้คนเลี้ยงตัวเองรอด มีค่าที่ตนทำแล้ว ไม่เบียดเบียนใคร มีสิ่งที่ทำออกมาคุ้มกินใช้ของตน หลักเศรษฐศาสตร์ของพุทธ ที่สำคัญคือ 1. อย่าเป็นหนี้ 2. ทำให้พอกินพอใช้ 3. ทำให้มากให้เหลือ 4. แจกจ่ายส่วนเหลือ สะพัดแก่คนผู้สมควรจะให้ ลึกลงไป พระพุทธเจ้าสอนถึงเรื่อง วิบาก คนที่มีวิบาก เกิดมาเป็นคนพึ่งตนเองไม่ ได้ ยิ่งในโลกทุนนิยม ก็แย่งชิงกันมาก เราก็ควรช่วยคนไปตามลำดับ หากเรามีมากพอ แจกจ่ายได้ ก็คือ งานของผู้บริหารประเทศ ดูแลคุ้มครองประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบไหน ระบอบคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย สมบูรณาญา -สิทธิราชย์ ก็ล้วนแต่ต้องการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความสร้างสรรค์ ยุคนี้ แม้ไม่ใช่ยุคทาสแล้ว แต่คนก็เป็นทาสของทุนนิยม ให้เขาใช้อยู่ทุกวัน ศึกษาให้ดีแล้ว จะไม่เป็นคนใช้ของระบบทุนนิยม พวกคุณจบด็อกเตอร์ไป ก็รับใช้นายทุน นอกจากคุณจะ เป็นนายทุนเสียเอง เท่านั้น ถ้าไม่เป็นนายทุนเสียเอง คุณก็ต้อง เป็นคนใช้นายทุน เรียนสูงเท่าไหร่ ก็เป็นคนใช้นายทุน เรียนไปทำไม เรียนไปรับใช้นายทุน พวกเราอยู่ที่นี่เรียนจบดอกเตอร์ แต่ไม่ได้ไปรับใช้นายทุน ทำงานรับใช้สังคม ประเทศชาติไป ถ้าไปให้ราคาเขาที่หลอกล่อ นายทุนเขาจะให้ตนเองเสียเปรียบ ได้อย่างไร ก็ต้องเอาเปรียบคน สมณะเดินดินว่า... สาธารณโภคี เป็นพ่อของคอมมูน เพราะทำงานแล้วเสียสละ เข้ากองกลางหมด พ่อครูว่า... ที่นี่ก็เหมือนคอมมูน แต่ไม่ได้บังคับ ทุกคนเต็มใจ เสียสละทำงาน เอาเข้ากองคลังร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำได้เท่าไหร่ ก็เข้ากองกลางหมด เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้ว ไม่ได้บังคับ แบบคอมมิวนิสต์ คุณจะเข้ามา ก็เข้ามา หากไม่เข้ามา ก็ไม่ได้บังคับ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร น.ส.ทิพย์ธิดา ...ชุมชน สีเขียว ชุมชนเข้มแข็ง ควรมีลักษณะอย่างไร พ่อครูว่า... จะเรียกว่า ชุมชนสีเขียว ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนบุญนิยม ชุมชนพอเพียง ก็เหมือนกัน ด้วยความหมายของ เฉดสีเขียว เป็นความเย็น สีแดงเป็นความร้อน ถ้าสีเหลืองนี้ มันไม่มีพลัง ใน greenนี้ มีพลัง มีเหลืองอยู่ เฉด green นี้มีเย็น และ มีพลัง เขาถึงเอา green มาใช้เป็นความหมายดีสุด มันมาจาก สามแม่สี green เป็นแม่สีที่ควรใช้เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับคนที่สุด ถ้าแดงนี้ร้อนไป ถ้าเหลืองนี้อ่อนไป ไม่มีพลัง ถ้า green นี้ไปหาโทนเย็น คือน้ำเงิน น.ส.ทิพย์ธิดาว่า… กิจกรรมที่ทุกคนต้องทำเกี่ยวกับ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ให้พ่อครูยกตัวอย่าง พ่อครูว่า... เอาอโศกนี่ไปดูเลย คือ อโศกจะเข้าใจสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ไฟ ลม ต้นหมากรากไม้ เราก็จัดสัดส่วน นา สวน ไร่ ธรรมชาติ เราก็จัดสัดส่วนให้ดี เราต้อง อาศัยมีให้ครบ เมื่อครบเราก็สบาย ต้องมีความรู้ให้ครบส่วนด้วย อย่างต้นไม้แบบนี้ ไม่เอาไว้กิน แต่เอาไว้อาศัย ถ้าต้นไหนเป็นพิษ เราก็อย่าให้เกิด ยกตัวอย่างในพื้นที่ชุมชนอโศก เดือดร้อนสุดคือ ต้นไมยราพย์ยักษ์ มันขึ้นเก่ง แข็งแรง น้ำท่วมก็ไม่ตาย แดดร้อนก็ไม่ตาย แพร่กระจายไวด้วย หนามแหลมยาวด้วย วัว ควาย ไม่กล้าเข้า มันไม่กินด้วย มันเป็นธรรมชาติ ในที่นี้จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนวัดที่อื่น ไม่มีการเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว สัตว์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คนเราจะเอามาเลี้ยง พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้ใน จุลศีลเลย อย่าไปยุ่ง มันก็มีวิบากของมัน เช่น งูกำลังกินเขียด เราจะไม่ให้มันกินเขียด จะบ้าหรือ มันก็เป็นอาหาร ของมัน จะให้มันกินขี้ได้อย่างไร เสือมันกินเนื้อ จะให้มันกินพืชก็ไม่ได้ แต่มีจรเข้กินเจอยู่ ตัวหนึ่ง แต่เราก็รู้ธรรมชาติของมัน รู้จักธรรมชาติ สัตว์ ต้นไม้ ดินน้ำไฟลม ชาวอโศกจัดสรร สิ่งแวดล้อมให้ได้สัปปายะ สมณะเดินดินว่า... ที่นี่พ่อครูให้ชื่อว่า บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ พ่อครูว่า... ที่นี่ไม่มีหินมาก เราก็เลยหาหินมาเพิ่ม แต่ก่อนต้นไม้ก็ไม่มี มีแต่แดดกับหิน แต่ทุกวันนี้หิน มีต้นมอส อาตมามาแรกๆ ว่าทำอย่างไรหินเราจะมีมอส แต่ทุกวันนี้มีได้ สมณะเดินดินว่า… ที่ดินย่านนี้ เป็นที่ดินรกร้าง คนมาอยู่ เขาว่าเป็นคนบ้า บางปีน้ำท่วมสูงสามเมตร บางปีเข้าไปในศาลา สถิติกรมชลฯ 60 ปีท่วม 60 ครั้ง ไม่มีใครมาอยู่ แต่เรามาอยู่จนเจริญ มาถึงปัจจุบัน มีคนมาเที่ยวน้ำตก ที่นี่ถามชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ทราบว่าที่นี่มีน้ำตกด้วย น.ส.ทิพย์ธิดา… เรื่องน้ำท่วมที่นี่แก้ปัญหาอย่างไร พ่อครูว่า... เราก็มีเรือ เรามีเรือเล็กใหญ่ ไม่ได้ย้ายคนไปไหน อยู่บนเรือกัน สร้างบ้านเรือ วิ่งไปไหนไม่ค่อยได้มากหรอก เราพยายามปลุกชีพแม่น้ำ เรือให้ใช้ จราจรทางน้ำกัน เราก็พยายามทำ เรามีแม่น้ำมูนที่ใสสะอาดดี สมณะเดินดินว่า... น้ำท่วมพัดพาตะกอนดินที่มีฮิวมัสต์มาให้ เรา มีดินที่อุดมสมบูรณ์ดี พ่อครูว่า... น้ำท่วมก็ท่วมไป เอาฮิวมัสต์มาให้เรา พอหน้าแล้งเราก็ปลูกผักได้ดี สมณะเดินดินว่า... ชาวประมงเห็นประโยชน์ของแม่น้ำ แค่จับปลา แต่ชาวพุทธจะเห็น ว่าแม่น้ำมีประโยชน์อีกมากมาย ถ้าไม่มีคนเข้าใจเรื่องศีลเรื่องธรรมะ มองไม่เห็นประโยชน์ แม้แต่ชาวเขื่อนปากมูล ก็จะเอาแต่จับปลา น.ส.ทิพย์ธิดา...จบคำถามแล้วค่ะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน