601020_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศาสตร์พระราชาเพื่อพ้นความเป็นสัตว์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601020_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศาสตร์พระราชาเพื่อพ้นความเป็นสัตว์

สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็น วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็บอกว่า เตรียมรับลมหนาวได้แล้ว ในภาวะที่ฝนจะไป หนาวจะมา ดูเหมือนว่าพ่อครูก็จะทำหนังสือพิเศษที่จะแจกในงานมหาปวารณา แต่ดูเหมือนว่า เล่มนั้นยังช้าไป จะมีเล่มที่ออกมาก่อนอีก พ่อครูเร่งเครื่องแล้ว ก็ยังมีเล่มพิเศษอีก เนื้อหาจะสัมพันธ์อย่างยิ่ง กับที่พ่อครูบอกว่า เป็นความจนมหัศจรรย์ ความจนอันประเสริฐ เป็นสิ่งที่น่าจะประกาศออกไป มีสิ่งที่น่าจะตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า พอดีมีข่าว คนพูดถึงภาวะหนี้ครัวเรือน ของคนไทย คนไทยนั้นอยากจะรวยกันทุกคน รัฐบาลก็จะพาคนรวย แต่ดูเหมือนว่า อยากจะรวยเท่าไหร่ หนี้ครัวเรือนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว 2.9 แสนบาทต่อครัวเรือน คือหนี้ของคนไทย แต่ละครัวเรือน ทำไมจะพากันรวย แต่หนี้สินกลับเพิ่มขึ้น ไปดูสถิติ แต่ดูหนี้สินแต่ละประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด คืออเมริกา รองลง มาเป็นฝรั่งเศส สเปน เป็นมหาอำนาจที่ใหญ่ทั้งนั้นเลย ที่ว่าร่ำรวย กลับมีหนี้สินมากกว่าเพื่อนเลย เป็นโอกาสที่พระพุทธศาสนา จะมาประกาศทางรอดของมนุษยชาติ ยิ่งรวย ยิ่งจะมีหนี้สิน คนเราก็อยากจะรวย ก็จะต้องมีความโลภ เป็นตัวนำความโลภ ก็จะทำให้บานปลายออกไป มีร้อย ก็อยากจะได้พัน มีพันก็อยากจะได้หมื่น มีหมื่นก็อยากจะได้แสน มีแสนก็อยากจะได้ล้าน ทำให้เกิดความเดือดร้อนทุกข์เข็ญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสุดท้าย แล้วต่างคนต่างเป็นทาสของความโลภ ในหลวงก็ให้มาเน้นการบริหารแบบคนจน ไม่อยากจะก้าวหน้าแบบนั้น เพราะก้าวหน้าแบบนั้น คือความถอยหลังอย่างน่ากลัว มีหนังสือที่เขาทำออกมา คือหนังสือ the vision เป็นวิสัยทัศน์ของในหลวง พ่อครูคงต้อง เร

อ่านต่อ

่งในการประกาศว่า มาอยู่แบบคนจนดีอย่างไร พ่อครูว่า... ก่อนอื่น ก็ทักทายกับ sms ก่อน _สงกรานต์ สติมา.... เมื่อ 2-3วันก่อน ได้ยินพ่อครูเทศน์เรื่อง Soft แต่มี Hard ในตัว ทำให้ผมคิดเรื่องภาษาในทางรัฐศาสตร์ ใช้คำว่า Soft Power และ Hard Power น่าจะสอดคล้องกับที่พ่อท่านเทศน์ ทางการเมือง Hard Powerคือกฎหมาย Soft Power คือวัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ พุทธศาสนา Hard Powerคือพระวินัย Soft Powerคือ ศีล/ธรรม ในอโศก Hard Power คือกฎระเบียบ Soft Power คือวัฒนธรรมชุมชน /องค์กร คำสอนพ่อท่าน ใช่ไหมครับ? ซึ่งผมเชื่อว่า Hard Power และSoft Power ต้องสมดุลกัน สังคมจึงไปได้ สรุปว่า ที่พ่อท่านเน้นคือ ทำให้ Soft แต่มีพลัง หรือ Soft Power เช่นที่ในหลวง ร.9 ใช้เป็นหลัก พ่อครูว่า... ใช่ คือคำสอนอาตมา แต่ต้องมา balance ระหว่าง Soft Power และ Hard Power ต้องใช้ สัปปุริสธรรม 7 ใช้ได้เสมอ ยิ่งผนวก มหาปเทส 4 ยิ่งเยี่ยมยอดเลย ถ้าเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ใช้ได้ แต่อาตมาก็ระวังในการใช้ ถ้าใช้ไม่ระวังก็ตาย อย่างเขียด เหยียดขาตายได้

_SMS วันที่ 17 ตุลาคม 2560 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรสันติอโศก) _จากเฟซบุ๊ก _ฮวก พรชัย · ได้ฟังแล้วเข้าใจความจนโลกุตระชัดเจนเพิ่มขึ้นครับ สอดคล้องและขยายสิ่งที่พ่อครูได้บรรยายไว้ ขอบคุณมากครับ _อุมาพร มาลัยขวัญ... น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ จำได้เมื่อครั้ง...เข้ามาอโศกใหม่ๆ ฟังธรรมพ่อครูยังไม่เข้าใจ… หากแต่พ่อครูเกริ่นกล่าวเรื่องใด...พวกเราก็ปฏิบัติตามเช่น..การระดมหุ้นเพื่อจัดทำร้านพลังบุญ....ลูกๆก็ให้ความร่วมมือกัน ...... ณ.ปัจจุบัน ร้านพลังบุญเป็นนวัตกรรมบุญนิยม ที่เห็นเป็นรูปธรรม อย่างเด่นชัด...รวมถึงนวัตกรรมอื่นๆอีกมากมาย... กราบขอบพระคุณพ่อครูที่นำพา...บุญนิยมให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ค่ะ... แก่นนวน/อาวาสถานแก่นอโศก

_SMS วันที่ 18 ตุลาคม 2560 _4155 กราบขออภัยค่ะ สอนให้เป็นคนจน แล้วจะเอาเงินที่ไหน มาซื้อของใส่บาตรคะ หรือพระไม่ต้องกินคะ พ่อครูว่า... อาตมาพูดตอนนี้ ก็ยังไม่จบหรอก ติดตามฟังเอาแล้วกัน มันไม่ใช่ง่าย หรอก แต่มันเป็นเรื่องเป็นไปได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ติดตามดีๆ แล้วจะรู้สึกว่าเป็นไปได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ มาอยู่ในชุมชนชาวอโศกเสียบ้างสิ มาอยู่แล้วจะเข้าใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ศาสตร์พระราชา เริ่มต้นตรงนี้ก่อน หนี้สินของต่างประเทศมากขึ้นๆ เมื่อกี้นี้ท่านเดินดินเกริ่นไว้ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตอนนี้ อาตมาก็เคยพูดหลายที อเมริกา นี่ เป็นหนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดเลย ทุกวันนี้ หนี้อยู่ที่แบงค์ดอลล่าร์ พิมพ์แบงค์ดอลล่าร์อย่างคะนอง เป็นกระดาษที่ออกไปทั่วโลก แล้วไม่คิดค่าต่ำๆด้วย เท่ากับไทย 30 กว่าบาทต่อดอลล่าร์ คะนองมาก อวดดี พิมพ์กระดาษเป็นธนบัตรไป ธนบัตรนี้เท่ากับใบกู้ ไปอยู่ที่ใดเท่ากับ คนให้เงินกู้เขาไว้ ใครมีดอลล่าร์อยู่ในมือ เท่ากับเจ้าหนี้อเมริกา เป็นใบตั๋วสัญญาว่าคุณต้องจ่ายคืนนะ เอาไปคืนเขาเดี๋ยวนี้ คงพอหมุนได้ แต่ถ้าทั่วโลกเอาไปดอลลาร์ไปคืนอเมริกา เอาทองคำคืนมา เขาก็ไม่มีทองคำ พิมพ์แบงค์มาโดยไม่มีทองคำค้ำประกัน ในโลกเขาถือว่าทองคำนี้เป็นวัสดุที่จำกัดในโลก จะไปขุดมาได้คงไม่เท่าไหร่ แล้วก็มีจำกัดเท่านี้ เป็นโลหะที่ดีที่สุด แจ๋วที่สุดหายากที่สุด ในบรรดาโลหะ การที่พฤติกรรมชีวิตของอเมริกา เป็นชีวิตที่หน้าใหญ่ใจโต กินหรูหรา กินแหลก ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาสนาพุทธสอนไว้เลย แล้วทุกวันนี้ก็เห็นผล คนที่เข้าใจก็ จะเข้าใจ บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ อเมริกาเลยทำตัวเป็นชาวโลก อยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่เป็นเจ้าโลก ก็อยู่ไม่ได้ ก่อนจะได้อธิบาย ก็ขออ่าน ศาสตร์พระราชา กวี 2 บท

ศาสตร์พระราชา(2) “ทำ”ตามคำพ่อสอน เรา“เสีย”นั่นแหละเรา“ได้”

(1) “คนจน” ของพุทธนั้น ไม่ทุกข์ “ปรมสุข” เหนือกว่าสุข วิเศษซ้ำ คำตรัส พระประมุข นวราชย์ แห่งไทย โปรดสดับ รับฟังย้ำ อีกแม้ เคยยิน (2) เป็นศิลป์ เป็นศาสตร์ล้ำ ของพุทธ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด วิศิษฏ์แล้ ไทยเป็นพุทธ มีวุฒิ ในเลือด ไทยเลย ไทยเกิดพร้อม พุทธแท้ แต่ต้น ตลอดมา (3) ธรรมดา ย่อมเสื่อมบ้าง อย่าถือ เร่งวิมุติ เราร่วมมือ หลุดพ้น ด้วยศาสตร์พระราชคือ พรพิเศษ แท้แล แล้วช่วยกัน วิวัฒน์ค้น ทิฏฐิถ้วนสัมมา (4) ไทยพึ่งพา ศาสตร์นี้ ลึกสุด แต่ดึกดำบรรพ์ ดุจ เลือดเนื้อ โลกุตระ นี่หละ“จุด- ยืน”พุทธ นิรันดร์แฮ อย่าปล่อยผิด ลามเรื้อ ชาติสิ้นไทยมลาย (5) ไทยมากหลาย พบแล้ว ชัดนัก รักระเบิด ลั่นคึกคัก สักขิแล้ ไทยแสดงออก ประจักษ์ รักแก่น พุทธเฮย อุตตริมนุสสธรรมแท้ พ่อได้ ทรงพลี (6) พ่อมี จริยวัตรถ้วน ตรึงตรา เพราะพ่อรักปวงประชา ใช่มั้ย? ทรงกิจ เพื่อใคร..หา? เจ็ดสิบ ปีโห! ปฏิเสธสิ..มิฉั้ย! ตอบได้ พูดเลย (7) เฉลยศาสตร์ พระราชย์นี้ พุทธ พิสุทธิ์ อธิปัตย์ ขั้นโลกุตร์ ลึกล้น ซึ่งไทยต่างชัด วิมุติ ภูวนาถ แท้แล “ขานรับ” จึ่งท่วมท้น ระเบิดให้โลกเห็น.

“สไมย์ จำปาแพง” 1 ต.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ ๓328 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2560 ]

(1) “คนจน” ของพุทธนั้น ไม่ทุกข์ “ปรมสุข” เหนือกว่าสุข วิเศษซ้ำ คำตรัส พระประมุข นวราชย์ แห่งไทย โปรดสดับ รับฟังย้ำ อีกแม้ เคยยิน เขาไปแปล ปรมสุข ว่า สุขอย่างยิ่ง ก็เลยเข้าใจว่า มีความสุขอย่างล้น เหลือเฟือ ซึ่งมันไม่ใช่โลกุตระ ปรมสุข เป็นของโลกุตระ กลับทวนกระแส คือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ อย่างเนียนลึกซึ้ง มีความว่าง อทุกขมสุข อุเบกขา ที่มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสรา มีความ บริสุทธิ์ ที่ทำงานได้อย่างชำนาญ เกี่ยวข้องกับบุคคลได้ ก็สะอาด บริสุทธิ์ มุทุ คือจิตยิ่งมีประสิทธิภาพสูงสุด เก่งขึ้น ยอดเยี่ยมขึ้น ตลอดเวลา เป็นจิตวิเศษ ยิ่งเก่งในการที่จะไม่ต้องทนกับการทดสอบสัมผัส ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขกระทบแล้ว ไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่หวั่นไหว จิตกลับจะยิ่ง มีเมตตาซ้อนอีก ยิ่งช่วยเหลือ เกื้อกูล เผื่อแผ่ ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเขา เป็นปฏิกิริยาซับซ้อน ตลอดเวลา เขายิ่งร้าย เรายิ่งดีๆ ซับซ้อนตลอด จิต มุทุ ธาตุนี้ แปลว่า จิตแววไว ไม่ได้อ่อนแอปวกเปียก แต่แข็งแรง อย่างกับอะไรดี เป็นจิตใจที่แข็งแรง ประเสริฐ เชี่ยวชาญพิเศษ อ่อนโยน จิตที่ยิ่งสุภาพ มีความเมตตา จึงทำงานได้ เป็น กัมมัญญา เป็นการงานที่เหมาะสม เขาแปลกันว่า เป็นการงานที่ประมาณแล้ว มีสัปปุริสธรรม 7 ได้สัดส่วนไม่มากไป ไม่น้อยไป พอเหมาะ เป็นผลงานที่สมดุล เป็นผลงานที่ เป็นประโยชน์สูง ประหยัดสุด เรียกว่ากัมมัญญา ปภัสรา จะทำงานอย่างไร จิตใจก็สดใส ผ่องแผ้ว ไม่มีโศกเศร้า นี่คือ ปรมังสุขัง (2) เป็นศิลป์ เป็นศาสตร์ล้ำ ของพุทธ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด วิศิษฏ์แล้ ไทยเป็นพุทธ มีวุฒิ ในเลือด ไทยเลย ไทยเกิดพร้อม พุทธแท้ แต่ต้น ตลอดมา คำตรัสของในหลวง เป็นศาสตร์ เป็นศิลป์ แต่คำว่า ศิลปะ ถูกคนปู้ยี่ปู้ยำ หลงอัตลักษณ์กันไปใหญ่ ซึ่งผิด แท้จริงแล้ว ศิลปะนั้น เป็นศาสตร์ และศิลป์ ของพุทธ (3) ธรรมดาย่อม เสื่อมบ้าง อย่าถือ เร่งวิมุติ เราร่วมมือ หลุดพ้น ด้วยศาสตร์ พระราชคือ พรพิเศษ แท้แล แล้วช่วยกัน วิวัฒน์ค้น ทิฏฐิถ้วนสัมมา

(4) ไทยพึ่งพา ศาสตร์นี้ ลึกสุด แต่ดึกดำบรรพ์ ดุจ เลือดเนื้อ โลกุตระ นี่หละ“จุด- ยืน”พุทธ นิรันดร์แฮ อย่าปล่อยผิด ลามเรื้อ ชาติสิ้น ไทยมลาย อนุสัยมีทั้งดีและไม่ดี ธาตุจิตดี อนุสัยก็ดี ธาตุจิตชั่ว อนุสัยก็ชั่ว เราต้องดึงออกมาวิเคราะห์ ว่าส่วนไหนดี หรือร้าย ก็ต้องรู้กำจัดแต่สิ่งร้าย อนุ แปลว่า เล็ก สย คือ เรา คืออันที่เล็กละเอียดมากแล้ว (5) ไทยมากหลาย พบแล้ว ชัดนัก รักระเบิดลั่น คึกคัก สักขิแล้ ไทยแสดงออก ประจักษ์ รักแก่น พุทธเฮย อุตตริมนุสสธรรม แท้ พ่อได้ ทรงพลี

(6) พ่อมี จริยวัตรถ้วน ตรึงตรา เพราะพ่อ รักปวงประชา ใช่มั้ย? ทรงกิจ เพื่อใคร..หา? เจ็ดสิบ ปีโห! ปฏิเสธสิ..มิฉั้ย! ตอบได้ พูดเลย

(7) เฉลยศาสตร์ พระราชย์นี้ พุทธพิสุทธิ์ อธิปัตย์ขั้น โลกุตร์ ลึกล้น ซึ่งไทยต่าง ชัดวิมุติ ภูวนาถ แท้แล “ขานรับ” จึ่งท่วมท้น ระเบิดให้โลกเห็น.

ศาสตร์พระราชา(3) “ทำ”ตามคำพ่อสอน เรา“เสีย”นั่นแหละเรา“ได้”

(1) นฤมิต นฤนาทนี้ สนั่นลือ โลกฤา พระจริยวัตร ระบือ กึกก้อง ห้าธันว์ ทั่วไทยคือ วันพ่อ ปสูติแฮ พอสิบสาม ตุลฯต้อง แทบสิ้น ใจสยาม (2) ถามใคร มิพักต้อง ถามไทย ไทยแทบ จะขาดใจ ทุกผู้ พ่อพรากสุด ขานไข คำโศก เพราะจิตไทย ลึกรู้ ราชย์เก้า ธำรง (3) ทรงกรำ แจกทรัพย์แท้ โลกุตระ ธรรมเฮย ด้วยกิจ พระอุตสาหะ ไป่ท้อ เจ็ดสิบพรรษ อาริยะ ทรงตลอด มาแล สุดยาก อย่างไรก้อ มุ่งสร้างสัจธรรม (๔) ทุกคำ ทุกกิจน้อม เกล้ารับ ทูนเทอญ ประเสริฐสุด กว่าทรัพย์ วิเศษฟ้า ทุกถ้วนพบ ครบสดับ ปฏิบัติ วิศิษฏ์เลย ใครฉลาด รู้ไขว่คว้า ย่อมได้ วิสุทธิ์ธรรม (5) ทุกกรรมโลกุตร์ ล้วน ทรงกิจ พระเอย เช่น“ขาดทุน” เต็มจิต นั่นแล้ เป็น“กำไร” ทุกชนิด คือสละ แลนา ซึ่งชัด สัจจะแท้ พ่อได้ ทรงพลี (6) ไทยมีธาตุ แห่งเชื้อ พุทธธรรม จึ่งชัด โลกุตร์จำ อดีตได้ กรรมพันธุ์ ชาติพันธุ์สัม- พันธ์ส่ง ทอดมา สืบธาตุพุทธ เวี่ยไว้ คู่ไท้ ไทยสยาม (7) ยามนี้ ยุคนี้พุทธ สุทธิสิทธิ์ “เศรษฐกิจพอเพียง” พิศ เพริศฟ้า ชาติไทยคือ ที่สถิต นาม-รูป พุทธเฮย “รูป”กษัตริย์ ชัดยิ่งท้า พิสูจน์พร้อม “นาม”สนอง?

“สไมย์ จำปาแพง” 12 ต.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 329 ประจำเดือนธันวาคม 2560 ]

พ่อครูว่า... มันเป็น ความจริง ที่ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว เป็นความจริงในตัวของมันเอง Axiom เป็นสัจธรรมเป็น truth ถาวรเลย เป็นที่ยอมรับกันเลย ตัวเองไม่ต้องพิสูจน์หรอก แล้ว เป็น Axiom แล้ว คนอื่นจะมาพิสูจน์ให้ คนไม่ยอมรับ ก็คือคน nonsense ก็แรงกว่า innocent หน่อย เป็นคนที่ไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องปล่อยเขาเป็นธรรมดา คนไม่รู้จัก axiom คือคนที่ไม่อาจจะรู้ความจริงนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว เขามองไม่ออก เข้าใจไม่ได้ แล้วอาจบอกว่า พูดอะไรบ้าบ้าบอๆ อาจจะเห็นว่าไร้สาระ เห็นว่าอะไรก็ไม่รู้ ไร้สาระ ไม่เข้าเรื่อง บ้าๆบอๆ ก็น่าเห็นใจ อาตมาไม่ได้โกรธเคือง สำหรับผู้ที่เห็นเช่นนั้น เขาอาจมีจิตเคือง ดูถูก บางคนอาจมีโกรธ เพราะพูดแล้ว โดนกิเลสเขา คนจน มันเป็น คนจนที่มีสมรรถนะ มีปัญญา มีความขยัน แต่คนจนที่ขี้เกียจ ต่อให้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ก็หามไปทิ้งน้ำก็แล้วกัน คนที่ขี้เกียจนี้ ไม่มีปัญญาหรอก แต่เป็นคนมี เฉโก คนที่มีปัญญา แล้วก็เป็นคนจน คนจนที่มีปัญญา จะไม่ใช่คนที่มี เฉโก หรือเฉกะ(เอกพจน์) เฉกตาเป็นคำนาม แต่ว่าความฉลาดของชาวโลกียะ ฉลาด รวยเละ ฉลาดทุจริตเก่ง ในการหาเงินด้วยความทุจริต ไม่มีใครว่าได้ คนโลกๆเห็นด้วยมากเลย เขาก็ได้ออกดอกออกผล รวยไม่รู้จบสิ้น เพิ่มเข้ามาๆ คนอื่นก็ขาดแคลนไป คนนี้ใจดำ อำมหิต เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่สิ้นสุด คนแบบนี้คือ คนทำลายสังคม เป็นคนรวยที่ไม่จบสิ้น ไม่สิ้นสุด เป็นคนรวยที่ไม่มีพอ เป็นคนรวยที่เลวร้ายที่สุด อำมหิตที่สุด เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่ลดราวาศอก ยิ่งคนรวย ที่ถือโอกาส เช่น ในประเทศไทยมีกฎหมาย ที่จะขายสารมอมเมาได้ ก็อาศัยกฎหมายที่ประเทศอนุโลม ไปสร้างมาขาย ประเทศที่ยังด้อยพัฒนาอยู่ ก็จะปล่อย ให้ขายสารพิษสารมอมเมาได้ ประเทศที่เจริญจะไม่ปล่อยให้ขายสิ่งเหล่านี้ ถือโอกาสการ อนุโลมเหล่านี้ ทำสารพิษสารมอมออกมาขายจนตัวเองรวยเละ แต่ตัวเองก็ไม่กินไม่เสพ สิ่งนั้นนะ ความรู้ทั่วไปของคนในสังคม ไม่ค่อยเข้าใจ axiom ไม่เข้าใจสัจธรรมชั้นสูง โลกุตระ ตอนนี้โลกุตรธรรมเป็นสัจธรรม axiom ในหลวงได้ทรงออกมา เป็นพระจริยวัตร สร้างดินน้ำลมไฟ ให้เกิดประโยชน์ทั่วประเทศ คนจึงได้เห็นชัด ว่าพระวิริยะอุตสาหะ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นพระเจ้าแผ่นดินแท้ๆ คนถึงได้เคารพบูชา เทิดทูนในความหนักเหนื่อยของท่าน เป็น axiom ที่จะปฏิเสธไม่ได้ คนตาบอดเห็นได้ ใช้สำนวนอย่างนี้ คนตาบอดออกมาร้องเพลง มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว axiomatic เป็นความจริงในตัวมันเอง เป็นที่แน่แท้ ในตัวมันเอง แต่คนทั่วไปหรือ ส่วนใหญ่ ตอนนี้ คนในประเทศไทย รู้ได้เยอะแล้ว เพราะว่าเป็นชมพูทวีป จึงมีคนรู้จัก axiom อันนี้แล้ว เพราะว่ามีในเลือดเนื้อ วิญญาณ มีของจริง มีรูปธรรม นามธรรม เป็นคู่ต้องมี ธรรมะ 2 มีแต่นามอย่างเดียวไม่เกิดปฏิกิริยา axiomatic อะไรก็ตาม ในโลกของความเป็นมนุษย์ ที่มีธาตุรู้ จะต้องมีสภาวะรูปนาม หรือสภาวะคู่เสมอ ถ้ามีเดี่ยวๆ จะไปไม่รอด เหมือนอย่างที่อาตมาได้อธิบาย ประชาธิปไตยขาเดียว คือประชาธิปไตยที่ไม่เต็มเต็ง คนมองเผินว่า เป็นสุดยอด มีอิสระเสรีภาพ แต่ไม่ใช่ ซึ่งมันผิด มันต้องมีธาตุคู่ของความเป็นสัตว์โลก มีวิญญาณ มีนามรูป มีวัตถุกับจิตใจ ไม่ใช่อุตุนิยาม ไม่ใช่เรื่องของวัตถุ ไม่ใช่แค่เรื่อง พีชนิยาม พืช ที่เป็นพลังงานชีวะ แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึก รัก ชัง พยาบาท ดูดดึงอันอื่นไว้นะ แต่ดูดเฉพาะตัวเอง มีสามเส้าในวงของตนเอง รู้จักตัวเอง สร้างตัวเอง สังเคราะห์ตัวเอง พัฒนาตัวเอง ให้เป็นชีวะ มีอัตโนมัติในตัวเอง แต่ไม่ไประรานอันอื่น อันอื่นมารังแก ก็ยังยอมเลย แต่ตนเองไม่รังแกใคร พลังงานพีชนิยาม จึง เป็นพลังงานแห่งตัวตนที่สมบูรณ์สุด ในศาสนาพุทธ จึงรู้จัก อุตุนิยาม เป็นพลังงาน สองเส้า ไม่เกิดพีชะ ไม่มีตัวเองสมบูรณ์ แต่เป็นสามเส้า ของพลังงานในตัวเอง มีประธาน แต่เป็นประธานที่ไม่มีชีวะ เป็นพลังงานแม่เหล็ก แสง เสียง ไฟฟ้า เป็นวัตถุ แม้จะมีพลังงานมากมายระดับพระอาทิตย์ แต่ก็ ยังไม่ใช่ชีวะ ศาสนาพุทธได้แยกแยะไว้ชัด อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม กรรม คือ Activity ที่สร้างกับทุกชนิด ร่วมกับ วัตถุ กับ พืช กับ มนุษย์ จะรู้จักขนาดว่า จะทำกับเขา อย่างพอดี ไม่โหดเหี้ยม โหดร้าย มีความปรารถนาดี แม้แต่ดินน้ำไฟลม อุตุนิยามก็จะทำให้ดี ไม่ให้เน่าเสีย ไม่ให้สกปรก ช่วยดินน้ำไฟลม แต่ก็เอาไว้ช่วยระดับล่างสุด พืชก็ระดับรองมา สัตว์ก็ช่วยก่อน มนุษย์ก็ช่วยกัน สัตว์มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณสูง ก็จะต้องช่วยกันเองเป็นการรู้จัก level adaptation ที่จะไล่ระดับ ต้น กลาง ปลายน้ำ ได้อย่างชัด เป็นความรู้ ที่ร่วมกับสังคม ร่วมกับโลก ร่วมกับทุกอย่าง ถ้าเอาแต่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ใคร ก็เป็นพีชะ ไม่เบียดเบียนใครเลย เป็นความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าที่คิดเอาเองไม่ได้ ศาสนาพุทธสามารถจัดการพลังงานเหล่านี้ เอามาใช้ มาใช้เป็นปริเฉท เป็นส่วนๆ เอากรอบขนาดอุตุ ขนาดพีชะ ขนาดสัตว์ ที่จะเอามาใช้ได้ เป็นสัตว์ที่เป็นกัลยาณสัตว์ หรือคนก็เป็นกัลยาณคน เอาคนดีมาใช้ ถ้าไม่ดี ก็ให้เป็นวิบากไป เราไม่ไปร่วมวิบากร้าย กับใครเลย เราทำแค่กับคนวิบากดี งานก็เยอะแล้ว สัตว์ร้ายคนร้ายก็ไม่ต้อง ไปทำวิบากกับเขา ไม่ต้องไปทำอะไรๆเขาเลย เราจะเกี่ยวข้องกับ วัตถุ พืช สัตว์ อย่างไร สัตว์ที่เป็นสัตว์ร้าย จนกระทั่งเป็นสัตว์ที่ดี จนเป็นสัตว์โลกุตระคือ เป็นผู้ที่ หมดความเป็นสัตว์แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตว์ที่หมดความเป็นสัตว์ ขอพูดถึงสัตว์ ที่หมดความเป็นสัตว์แล้ว ความเป็นสัตว์พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอาไว้มี 9 อย่าง สัตตาวาส 9 คือความเป็นสัตว์ทั้ง 9 ลักษณะ ซึ่งเป็นสัตว์จริงๆ เป็นสัตว์ที่มีเวทนา มีวิญญาณ มีความพยาบาท มีความโกรธแค้น มีความรักอันดูดดื่ม รักกันจนตาบอดก็ได้ งมงายก็ได้ รักที่เลยเถิด เป็นพิษเป็นภัย หรือโกรธอย่างเลยเถิด เป็นพิษเป็นภัย ดูดเอาไว้คือรัก จะ ต้องรู้ความเป็นสัตว์ด้วยกาย และสัญญา ชาวพุทธที่จะไปนิพพาน หากไม่รู้จักกายด้วยสัมมาทิฏฐิ ก็เลิกเลย แม้แต่สัญญา ก็ไม่รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ สัญญา คือ เจตสิกมีหน้าที่ จำ กับ กำหนดรู้ มีสองหน้าที่ หากไม่รู้ กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ จะไม่รู้จักสัตว์ ที่ต้องมีธรรมะสอง ต้อง มีรูปกับนาม มี กายกับจิต กายนี้ เน้นข้างนอก แต่ขาดจิตไม่ได้ ในความเป็นสัตว์แล้ว กายขาดจิตไม่ได้ ไม่ใช่พีชนิยามนะ ถ้าขาดจิต คุณเหลือชีวะอยู่เป็นแค่พีชะ ก็ทำงานไม่เหมือนจิต จิตขาด กายไม่ได้ พีชะไม่เรียกกาย ข้างนอก ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่กาย เช่นลูกฟักนี้ ไม่ใช่กายของฟัก การเข้าใจกาย จะเข้าใจไม่ง่ายหรอก กายเรียก กับสัตว์ขึ้นไปเท่านั้น พระอาริยะจะพ้นความเป็นสัตว์ ไปตามลำดับ แต่พระอรหันต์ ไม่มีความเป็นสัตว์แล้ว กาย คือองค์ประกอบข้างนอกกับจิตนิยาม ขาดกันไม่ได้ ขาดกันไม่ครบถ้วน หากใคร ขาดกาย ไม่รู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางตรัสรู้ กายข้างนอก แสดงออกอย่างมีรูปธรรม คุณก็ไม่รู้ แต่คนไม่รู้จักกาย เอาแต่จิต ไม่เอาข้างนอก ก็เลยไม่รู้จักกาย คนที่สอนสุดโต่ง เอาแต่จิตไม่เอากาย ก็คือไม่รู้ว่าตนเอง แสดงสัตว์นรกเท่าไหร่ ข้างนอกจะแสดงตนเป็น ลิง กระทิง สิงสาราสัตว์ เป็นเหี้ย อย่างที่เขาเขียนรูป เป็นศิลปะ สารพัดสัตว์ เขาบอกว่าคนเหล่านี้ อยู่กันเต็มสภาเลย สำเนียงการพูด ที่เขาเจตนาพูด ที่เพื่อหลอกล้วงตับกินไส้เขา หรือคำพูดคิด เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ก็เป็นคำที่เลือกเฟ้น ยิ่งเลือกมาแต่งกวี คือวาทิตะ โดยตรง เป็นร้อยกรอง ไม่ใช่ร้อยแก้ว เพื่อเลือกใช้มาให้เหมาะสม กับหน้าที่องค์ประกอบ ผู้ใดไม่รู้จักข้างนอก วาจา และกาย เป็นข้างนอก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เกิดมาจากภายใน แต่ถ้าวจีสังขาร ยังไม่ใช่ข้างนอก วจีสังขาร คือข้างใน เป็นนาม หากเป็น นามธรรม พูดออกมาเป็นคำพูดแล้ว จึงจะเป็นภายนอก เป็น วจีวิญญัติ วจีสังขารยังไม่เป็น วจีวิญญัติ วจีสังขารเป็นมโนวิญญัติ

สัตตาวาส 9 1. สัตว์บางพวก มี กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า ผู้ไม่รู้จักกาย จะไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ เรียกว่ามนุษย์ อันนี้เรียกว่า เทวดา อันนี้เรียกว่า สัตว์นรก กาย องค์รวมแสดงออกถึงรูปนาม ประกอบกันแล้ว เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์นรก ถ้าเป็น สัตว์นรก ก็ชั่ว เป็น เทวดา ก็ดี ถ้าประกอบกันเป็นเทวดาก็ดี ถ้าอยู่ในระหว่าง กลางค่อนไปทางดี ก็เรียกว่า มนุสโส แต่ถ้าค่อนไปทางไม่ดีคือ อมนุษย์ เริ่มอมนุษย์ หนึ่งหน่วย สองหน่วย สามหน่วย มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นมนุษย์คือกลางๆ และโน้มมาหาความสูงส่ง เป็นมนุสโส แต่ถ้าไปหาความต่าง ไปหาสัตว์นรก ไม่ใช่มนุษย์ แล้ว รูปนามจะเสื่อมไปหาสัตว์นรก เราจะรู้กายของมนุษย์ ก็คือ กายกลางๆ กายองค์ประกอบ ของรูปนามกลางๆ ของมนุษย์ คนเป็นมนุษย์คือ คนกลางๆ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว แม้จะรู้ดีชั่ว แต่มีมิจฉาทิฐิว่า การไม่เข้าข้างใคร คืออยู่เฉยๆ ดีเขาก็ทำไป ชั่วเขาก็ทำไป เราก็อยู่เฉยๆ นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ความเป็นกลางไม่เข้าข้างคนดี ไม่เข้าข้างใคร เป็นมิจฉาทิฐิ ความเป็นกลาง ต้องเข้าข้างคนดี ต้องช่วยคนดี อย่าไปเข้าข้างคนชั่ว เราเป็นคนแล้ว เป็นมนุษย์แล้ว ต้องไปรวมกับมนุษย์ หรือร่วมกับคนดี อย่าไปรวมกับคนพาล มีคนบอกว่า อยู่เฉยๆ คือเข้าข้างคนชั่ว ให้คนชั่วทำหน้าที่เต็มที่ คนชั่วคือ พวกที่แรง เกินความเป็นกลาง โดยไม่รู้ว่าแรงคืออะไร แต่ถ้าคนดีแล้ว จะรู้ว่าแรงคืออะไร แล้วจะเป็นกลาง ถ้าเป็นความแรงที่ไปทาง ไม่ดีไม่เอา นี่คือคนที่มีปัญญา รู้แนวโน้ม เรียกว่า อธิโมกข์ อธิมุตโต จะรู้จักพลังงาน ที่โน้มไปทางไหน สรุปแล้ว คนที่จะรู้จักต้องประกอบรูปนาม ว่าอย่างนี้คือ มนุษย์ อย่างนี้คือเอียง ไปข้างต่ำแล้ว เป็นสัตว์นรก อย่างนี้เอียงไปทางสูง สูงต้องอธิบาย สูงอย่างโลกีย์เรียกว่า เทวดาโลกีย์ เทวดาก็ยังแยก ไปอีกสามเทวดา 1.สมมติเทพ 2.อุบัติเทพ 3.วิสุทธิเทพ คืออรหันต์ ยกไว้ สมมุติเทพ อุปัติเทพ คือคนดีทั้งคู่ แต่สมมุตินั้น อยู่ในโลกที่มีความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน สูงขึ้น แล้วต่ำลง เพราะไม่ออกนอกไปจากกรอบของความสูงต่ำ อยู่ในวงวัฏฏะ จะสูงสุดเท่าไหร่ ก็ต้องลงต่ำ คุณจะต้องพัฒนาเป็นพลังงาน ที่ไม่ติดยึดในความดีงาม ความสูงต่ำ ไม่ติดยึดในความดีความชั่ว แต่รู้จัก ความชั่ว ความดี ช่วยคนดี ให้ดียิ่งขี้น แล้วช่วยคนชั่ว ให้ดีได้ แต่ไม่ได้ช่วยคนชั่วให้ชั่วขึ้น แม้แต่อุตุ ก็มีพลังงานบวกและลบ และมีประธาน แต่ไม่มีอุปาทาน แต่มันจะมี พลังงาน รู้ความควร และไม่ควร เพื่อตัวเองอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยว ก็เอาออก เอาแต่ตัวตนของข้า ส่วนจิตนี้มีพลังงานรู้อย่างอื่น หรือช่วยกำจัดอย่างอื่น ดูวิธีการ ไม่ไปทำร้ายเขา นี่คือผู้รู้ดีแล้ว แต่ผู้ที่ไม่รู้ดี ก็จะไปทำลายอย่างอื่น จนเป็นวิบาก สรุปว่า จะแยก เทวดาโลกีย์ เทวดาโลกุตระ แต่สัตว์นรกนั้นไม่เอาเลย เทวดาโลกีย์ คือ เทวดาที่เอาแต่โลกีย์ ไม่ลดกิเลส ได้ ดีสูงสุดแล้วก็ตกต่ำ มีดีมีชั่วปนกันไป ไม่ออกนอกกรอบโลก เมื่อเริ่มรู้ว่ายึดดีชั่ว ก็เป็นอัตตา ไม่ออกจากพลังงานเดิม ก็ต้องรู้ว่า ไม่ทำชั่ว แล้วช่วยแต่ดี ส่งเสริมแต่ดี แต่ไม่ฆ่าแกง ชั่ว กำจัดอย่างไม่สร้างวิบาก ไม่ไปสร้างพยาบาท หรือกาม ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ก็มีพยาบาทแล้ว หลายเซลล์ก็ยิ่งมีพยาบาทหนัก กว่าจะมาเป็นอาริยะก็นานมาก อย่าไปทำให้จิตนิยามนี้มีวิบาก ให้มันถือพยาบาท เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว ตอนนี้เข้ามาหามังสวิรัติ เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว จึงต้องหวังประโยชน์ เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เมื่อเริ่มรู้ว่า มีความเป็นสัตว์ แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว ก็อย่าไปก่อพยาบาท ไม่ฆ่าแกงเขาเลย ปล่อยเขาไปตามวิบาก สัตว์เซลล์เดียวนี้ อาจจะไปเจริญ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วคุณจะรู้ได้หรือ คุณพยากรณ์ได้หรือ พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ พยากรณ์สัตว์เซลล์เดียวนี้ ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาพยากรณ์ มันยังไม่มีวิบากให้พยากรณ์ กว่าจะพยากรณ์ได้ พระพุทธเจ้าพยากรณ์ได้ว่า คนนี้จะตกนรก หรือขึ้นสวรรค์ คนนี้จะเป็นพระอริยะระดับไหน ก็ต้องมีน้ำหนัก เนื้อหาของพลังงาน ธาตุอาริยะของผู้นี้ เพียงพอ มีวิญญัติเคลื่อนไหว ให้รู้ได้พอเพียง จึงจะสามารถ พยากรณ์ได้ ไม่ใช่ว่าพยากรณ์ได้ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าหลายชาติ แต่ไม่มีหรอก เพราะว่าพระพุทธเจ้า เป็นได้สมัยเดียว ชาติเดียว ต้องมีพลังงานที่ถึง ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้จริงๆ และต้องมีพลังงาน ที่จะมาเป็นปฏิปักษ์ เบาบางลง ปลอดโปร่ง อย่างนั้นแหละ รอดตัวไป แต่ถ้าท่านจะรีไทร์ก่อน ก็อย่าไปอวดรู้แทนท่าน มันเป็นพุทธวิสัย สมณะเดินดินว่า... โพธิสัตว์ที่ต่ำกว่าระดับ 7 ยังมีคนทำได้หรือ พ่อครูว่า... ไม่มีใครทำนายได้หรอก เป็นระยะที่ห่าง เหมือนกับเด็ก ที่แขนสั้นแล้ว ผู้ใหญ่กดหัวไว้ ซึ่งเด็กก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครทำร้ายได้ อสังหิรัง นอกจากตัวเอง จะตัดสินใจออกไปเอง จนกว่าจะเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ มีความตรัสรู้ได้เหมือน พระพุทธเจ้า แต่ไม่ประ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน