610427_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนแบบโลกุตระเป็นเช่นนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
610427_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนแบบโลกุตระเป็นเช่นนี้ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=16XV0Li6Sji-UxyageIqrt3lokFwRS9DMJT7kLf-B01w
ดู youtube ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=IIB9My-o_YA สมณะเดินดินว่า… วันนี้ เป็นวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ทั่วโลกก็ยินดี ที่เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ จะได้มาปรองดองกัน เขาคงมีปฏิภาณว่า ถ้าจดจ้องจะถล่มกันด้วยปรมาณู ก็คงไม่ดี ทุกวันนี้โลกทั่วถึงกัน แค่ฟองสบู่เกิดในประเทศใด ประเทศอื่นก็มีผลกระทบ วันนี้ ทางบ้านราชฯก็ได้มีการประชุมเตรียมงานอโศกรำลึก ที่จะถึงนี้ ในวันที่ 5-10 มิถุนายน แต่พ่อครูจัดตารางก็วันที่ 6 - 10 แต่อาตมาเดาใจลูกๆว่า คงจะมาตั้งแต่วันที่ 5 กัน น่าจะมีพิธีกตัญญุตา ปฏิญาณตนต่อพ่อครู วันที่ 9 จะมีพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ อย่างที่พ่อครูให้ข้อสังเกตว่า วันอโศกรำลึกเป็นวันภายใน ก็มีคนนำเสนอกิจกรรมหลายอย่าง แต่ลงท้าย ได้ข้อสรุปว่า กิจกรรมที่จะทำนี้ ไม่ต้องรอถึงวันอโศกรำลึกหรอก กลับไปก็ทำกันเลย เน้นการแยกขยะ เน้นการบริโภคอาหารที่ไร้ผงชูรส และบริวาร เป็นต้น เอาไปปฏิบัติตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะมาร่วมกิจกรรมที่เป็นกุศล เป็นประโยชน์เต็มที่อย่างไร ความรู้สึกของอาตมาเอง ขนาดเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ก็ยังหันมาจับมือกัน ร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนากัน ชุมชนเราแต่ละแห่งๆ ที่เคยมีบาดหมาง ทุกวันนี้ไม่มีอาวุธปรมาณู แต่มี หอกปาก มีตะปูตรึงใจ ไม่มีใครมาตอกให้เรา แต่เราเองเอาไปตรึงใจไว้เอง เราน่าจะมาถอนออก แค่ทิฏฐิความเห็นไม่ตรงกัน ก็ประกาศเป็นศัตรูกันได้เลย ขนาดเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เขาถือศักดิ์ศรี มีอำนาจ เกาหลีเหนือมีบอดี้การ์ด ที่อารักขานายกฯคิมจองอึนมา ก็ทำให้เห็น
อ่านต่อ
ว่า บอดี้การ์ดแสดงพลังความเข้มแข็งเต็มที่ กล้องก็จับทุกกล้อง ปลูกต้นไม้ร่วมกัน กินอาหาร ก็มีสัญลักษณ์ความหมายเต็มไปหมด มีคนมองว่า แสดงพลังความเข้มแข็งได้ถึงปานนี้ แม้จะเป็นสัญลักษณ์ แต่เป็นการแสดงถึงความสามัคคี ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี สิ่งเหล่านี้ ที่ประชุมก็คิดว่า พวกเรา ทำอย่างไร เราถึงจะได้เข้ามาปลดปล่อยความยึดได้ เราชี้ขุมทรัพย์กันมานาน แต่งานนี้เรามาชี้ขุมทรัพย์ตัวเองกันดีไหม ทุกวันนี้เราใช้พลังงานมากมาย ในการปกป้องผลประโยชน์ของคนอื่น แต่กำลังของตัวเองน้อยมาก ที่จะไปคิดถึงกิเลสภายในตัวเอง ก็คงไม่สามารถทำให้เกิดความสงบได้ พระโสดาบัน ต้องพยายามหยุดคิด จะไปทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น รู้วิธีทำให้จิตใจตัวเองสงบจากกิเลสได้บ้าง แล้วก็พยายามทำ เราน่าจะรณรงค์ ในแต่ละชุมชน หันมาฟังธรรมกันมากขึ้น ดีไหม หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันเพิ่มขึ้น ดีไหม ลองปรึกษาหารือ หันหน้าพูดคุยกัน เหมือนเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ อโศกเหนือ อโศกใต้ ก็พัฒนาไปด้วยกัน น่าจะเป็นวาระที่ช่วยปฏิบัติบูชาแก่พ่อครู 84 ปี 48 พรรษา
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนแบบโลกุตระเป็นเช่นนี้ ตอน 1 พ่อครูว่า... ทุกคนมีความสามารถ แสดงความคิดเห็นได้ ตามสิทธิมนุษยชน อาตมาก็แสดงความเห็น ตามที่คิดว่า ควรจะแนะนำไป ซึ่งหลายคนฟังที่อาตมาพูด อาตมาเทศน์บรรยายแล้ว มันดูเหมือนฝันเฟื่อง เพ้อเจ้อ มีความคิดที่เป็นไปไม่ได้ มนุษยชาติจะเป็นอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ อย่างพระพุทธเจ้าบอกว่า พระอรหันต์ท่านก็ทำให้คนเป็นได้ อาตมามาพูดทุกวันนี้ พูดว่า คนมาอยู่ในระบบสาธารณโภคี ทำแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วจะเจริญ อาตมาไม่ได้พูดคนเดียว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้ ใครว่า ในหลวงร.9 ท่านตรัสไว้ เอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ท่านไม่ได้ตรัสในที่ลับนะ แต่ตรัสออกสู่สาธารณชน ทำให้เห็นความมั่นพระทัยของพระองค์เอง น้ำพระทัยของพระองค์เองด้วย เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่น่าจะได้มาคิดกันว่า ท่านเป็นในหลวง ทำไมท่านตรัสออกสาธารณะ เปิดเผยไปเลย ว่าต้องมาเป็นแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ซึ่งที่จริงในหลวงตรัส คนในประเทศไทย ผู้บริหารประเทศ หรือใครก็ตาม ที่เป็นนักวิชาการ อาตมาว่า ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ประเทศใดที่เขาจะคิดอย่างนี้ ซึ่งมันเป็น concept เป็นกระบวนทัศน์ paradigm แม้เป็น vision วิสัยทัศน์ เป็นความคิด หรือเป็นความเชื่อมั่นในความจริง หรือเป็นความเชื่อมั่นในความรู้ อาตมาพูดนี้ เป็นความเชื่อมั่นในความจริง อาตมาเชื่อว่า ในหลวงตรัส พระองค์เชื่อมั่นในความจริง ที่คนเราควรเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรามาเอาความจริงพูดกัน ในสังคมชุมชนชาวอโศก ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทุกวันนี้เท่านั้น เป็นมาตั้งแต่ก่อน จนถึงวันนี้แล้ว ยิ่งมาถึงวันนี้แล้วยิ่งชัดเจนลงตัว อย่างสังคมพวกเรา ลงตัวเรียบร้อย เป็นสังคมคนจน ตามที่ในหลวงตรัส เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เป็นสังคมที่มีความเชื่อมั่น ความจริงใจ ความเห็นจริงว่าเป็นความจริงที่ควรจะเป็น คนควรจะเป็นอย่างนี้ ระบบชีวิต สังคมควรจะเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ทำจริงๆ เป็นจริงๆ และเราก็จะพากันเป็นอย่างนี้ไป จนตายกันไป จนกว่าอาตมาตายจากไป พวกเราจะรักษาสภาพนี้ไปได้แค่ไหน อาตมาก็เชื่อว่า เราจะทำต่อ ซึ่งมันเป็นความประเสริฐ เป็นสิ่งที่ควรเป็น ความเป็นคนจน ความเป็นสังคมที่พอกินพอใช้ อยู่กันอย่างสามัคคี เอาหลักฐานจากพระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรื่อง วรรณะ 9 นี้ สาราณียธรรม 6 ก็ดี เป็นต้น วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เลี้ยงง่าย (สุภระ) คนเราควรปฏิบัติตนเป็นคนเลี้ยงง่าย สุภระ สุโปสะ ควรเป็นคน บำรุงง่าย เป็นคนที่พัฒนาให้เจริญง่าย เป็นคน มักน้อย คืออาตมาแปลว่ากล้าจน ชอบมีแต่น้อย ไม่ชอบมีมาก อาตมาก็แปลว่าชัดเจนคือ กล้าจน สันตุฏฐิ คือ พอ ใจพอ เขาไปเบี้ยวบาลีว่า ยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไปแปลว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ซึ่งอาตมาว่า เบี้ยวบาลีแน่นอน และก็ใจพอ มันไม่เอามากกว่านี้แล้ว จิตมันไม่ทำให้เกินกว่านี้ จิตไม่ต้องการอะไรเกินกว่านี้ แค่นี้ก็พอ จิตมันหยุด เรามีฐานะที่พึงเป็นขนาดนี้เราพอแล้ว นอกนั้นเราก็สร้างสรร แล้วก็ ขัดเกลา กิริยาการประพฤติของเราให้ดี แม้แต่เราคิด จิตใจเรามีกิเลส ทำให้เราปรุงแต่งไปในทางไม่ดี เราก็ขัดเกลาให้ดี ชำระกิเลสตนเอง ด้วยหลักเกณฑ์ ธูตะ หลักเกณฑ์แห่งศีลหลักเกณฑ์ในข้อปฏิบัติ เอาจริงเอาจัง เคร่งครัด ปฏิบัติกันจริงๆ ธูตะ จนมีความเลื่อมใส ในอาการที่ น่าเลื่อมใส จะเข้าใจจะมีปัญญารู้ว่าคนเรา คนนี้น่าเลื่อมใส คนนี้น่าเอาอย่าง มีอาการที่น่าประพฤติตาม มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีความคิด มีนิสัย มีท่าทีลีลา น่าเอาอย่าง ปาสาธิโก อปจยะ ไม่สะสม อันนี้ชัดเจนมากข้อที่ 8 ไม่สะสม เงินทองวัตถุข้าวของ ไม่สะสมกิเลส มีเท่าไหร่เอาออกทิ้งหมด วิริยารัมภะ เป็นผู้ ขยันอยู่เสมอ หรือปรารภความเพียร ไม่เป็นคนดูดาย ปล่อยเวลาไปยังไม่เข้าท่า แต่เป็นคนพากเพียรขยัน ทำสิ่งที่ควรทำ สร้างสิ่งควรสร้าง เวลาพักก็ควรพัก เวลาเพียรก็ควรเพียร แต่สังเกตุให้ดี มีมักน้อย ไม่สะสม ใจพอ เป็นสิ่งชี้บ่งว่า มนุษยชาติไม่ควรจะต้องมีจิตคิดรวย ไม่ควรมีจิตคิดโลภโมโทสันหอบมา 9 คำนี้ ท่านใช้ภาษาบาลีเรียกว่า วรรณะ แปลว่า ผู้มี class มีชั้นศักดิ์ชั้น เป็นคนชั้นสูง เป็นคน classic คือ The Classes เป็นวรรณะที่สูง คนจะเข้าใจความหมายที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่า เป็นคนชั้นสูง คนเจริญ คนประเสริฐเป็นคนชนิดนี้ ในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์ ที่อาตมายืนยัน ไม่ได้พูดเล่น แต่เป็นเรื่องสัจธรรม พระองค์ทรงพระจริยวัตร 70 พรรษา ด้วยหน้าที่ของกษัตริย์ ทรงบริหารมาด้วยความ ด้วยสิ่งที่พระองค์มี แต่ ข้าราชบริพาร ข้าราชการ ผู้บริหารต่างๆเข้าไม่ถึง concept นี้ เข้าไม่ถึงความมุ่งหมายพระเจตนา ความคิดของพระองค์ ก็เลยไม่ศึกษา ไม่พยายามเข้าใจ สังคมก็เลยไม่ได้บริหารแบบคนจน ไม่ได้เป็นคนขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เหมือนอย่างกับชาวอโศกเราเป็น ชาวอโศกเราบรรลุผล อาตมาทำงานมา 47 กว่าปี มีผลสำเร็จจริงจัง เป็นไปได้ ขอถามหน่อย พวกเรารู้สึกลำบากลำบนไหม เอาชีวิตมาทางนี้ ฐานะทางเก่าๆ ที่เคยแย่งชิง ล่า ลาภยศสรรเสริญกับเขา ไม่ใช่พวกเราสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ที่จะไปยื้อแย่งแข่งเอา ไปโลภโมโทสัน เอามาให้แก่ตน ไม่ใช่หรอก เราสามารถเอามาได้ แต่เราไม่ได้มีความโลภ แบบแต่ก่อนนั้น เราหยุดแล้ว เราเป็นคนมีความพอแล้ว เป็นคนเข้าใจแล้วว่าชีวิต มีขีดขั้นดำเนินไป เรามีที่พึ่งพาอาศัย เป็นกลุ่มหมู่สังคม อยู่กันอย่างมีระบบ การดำเนินชีวิต เป็นไปจนกระทั่งเราจะตายก็ไม่ต้องห่วงการตาย เจ็บป่วยก็ไม่ต้องกังวล มันเป็นหลักประกันของสังคม ที่อาตมาว่าชาวอโศกมีหลักประกันที่ดี เหนือชั้นกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคไหม ระบบชาวอโศก การพึ่งพาอาศัยการพึ่งพาด้านเจ็บป่วย เหนือชั้นกว่า 30 บาท รักษาทุกโรค (คุณชญาดาว่า ของพวกเรามีจิตวิญญาณ ห่วงใย เป็นพี่เป็นน้องกัน) มันมีการช่วยกันรักษา มีอาการสังวร อะไรกันมากกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ได้เปรียบนิดหน่อย ที่จริง หมอแสงนี้ แจกฟรีนะ ทางการเขาก็ไม่อยากให้ทำ ซึ่งอาตมาก็ยังนึกไม่ออกว่า ไปขัดขวางอะไรเขา รัฐบาลก็น่าจะส่งเสริม เห็นเอาไปตรวจว่า ไม่น่าจะเป็นพิษภัย แม้จะเช็คแล้วว่าไม่ใช่ แต่คนที่เขารักษาแล้วหาย หรือบรรเทา ก็มีแน่ ทำไมไม่พยายามทำวิจัย เรื่องนี้ รัฐบาลน่าจะวิจัย น่าจะต่อยอด มีคนคิดเช่นนี้น่าจะยินดีนะ สมณะเดินดินว่า... หมอกระแสหลัก เป็นห่วงว่า จะไม่ได้รับการรักษาที่ดีเพียงพอ หากไปทุ่มเทกับการรักษาทางนี้ พ่อครูว่า... เขารักษาฟรี ทำไมรัฐบาลไม่มีปัญญา ทำเหมือนเอกชน คือรัฐบาลควรส่งเสริม เพราะว่าที่เอื้อเฟื้อเจือจานกันอยู่บ้าง ก็เช็คกันแล้วว่า ไม่มีอันตรายอะไร ก็น่าจะดูแลกันส่งเสริมกัน คืออาตมาก็ยังคิด คนที่จะทำอะไรช่วยสังคมประเทศชาติ หรืออย่างนี้ช่วยสังคม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น อโศกเรานี่ เราช่วยสังคมที่ยืนยันชัดๆ คือเราช่วยทำโรงเรียนสอนเด็ก สอนเยาวชนให้มีการศึกษา ด้วยใจมุ่งมั่นจะช่วยรัฐบาล สอนเด็กให้มีความรู้ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการด้วย แล้วเราแถมเติมเพิ่มกว่านั้นด้วยที่สอน ให้เขาได้รับ สิ่งที่ควรได้รับ ความรู้ตามหลักสูตรรัฐบาล ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ละปี มาประเมินผลแล้ว ก็ไม่เห็นเราจะต่ำต้อยกว่าเกณฑ์ สรุปคือเราเอง เราก็ช่วยรัฐบาล พูดไปก็เหนียม เขาควรจะมาส่งเสริมช่วยเหลือ เพราะเราไม่ได้ทำโรงเรียนแบบการค้า ไม่ได้ทำแบบหาเงิน เหมือนเอกชนที่ไหนทำ ที่ทำอย่างนี้ เราทำมา เราเห็นอยู่แล้ว อย่างหมอแสงนี่ก็ช่วยสังคม ก็ไม่เห็นรัฐบาลจะไปช่วยส่งเสริมสนับสนุน เพื่อจะช่วยสังคมประเทศชาติ ถ้าหากรัฐบาลไปช่วยส่งเสริมคน ก็จะมีกำลังใจ ว่า รัฐบาลก็ส่งเสริมสนับสนุน แต่นี่ไม่นะ ไม่ใยดี ไม่เหลียวแล ดีไม่ดีหมั่นไส้ด้วย อาตมาว่าจิตเป็นอย่างไร ความรู้สึกลึกๆกันนี้เป็นอย่างไร มันดูแล้วตลก
มาพูดถึง จุดสำคัญที่พระพุทธเจ้า หรือในหลวงมีแนวคิด แม้แต่อาตมาทำงานมาตลอด ก็มีแนวคิดให้สังคมเป็นแบบคนจน พูดแล้วคนฟังที่บ้านก็อาจว่า อะไรให้คนมาเป็นสังคมคนจน มันเป็นแนวคิดไม่ได้แหวกแนวบ้าบออะไร เป็นแนวคิดที่เห็นควรจริงๆเลย เป็นแต่เพียงว่า เป็นคนจนที่พิเศษ เป็นคนจนด้วยจิตใจ ที่มีปัญญาเข้าใจว่า เรามาเป็นคนจนอย่างพอใจ ด้วยความสมัครใจตั้งใจมาเป็นคนจนให้ได้ ใจเราพอไม่มักมากกว่านี้ แต่มีวิริยารัมภะ มีความขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ ไม่สะสมกอบโกยแล้ว เป็นคนปฏิบัติตนขัดเกลาตนเอง พากเพียรที่จะมีศีลมีธรรม ลดละกิเลส เป็นอรหันต์ได้ เป็นผู้ที่เจริญ ที่ประเสริฐ ที่แท้จริง ในหลักเกณฑ์ของวรรณะ 9 สาราณิยธรรม 6 มีผลคือเกิดบุคคลที่มี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วมีชีวิต ที่มีลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา ก็เอามารวมเป็นส่วนกลาง สาธารณโภคี ข้อที่ 5 ก็ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา นี่เป็นผล ผลที่เกิด สาราณิยธรรม 6 นี้ได้ เพราะ ปฏิบัติประพฤติตามพระพุทธเจ้าแล้วจิตใจก็มี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 282-283) จะเห็นได้ว่าสังคมชาวอโศก ไม่มีทะเลาะวิวาทกัน มีแย้งกัน ว่ากันพอสมควร รู้จักตัดสินกันไป สามัคคียะ อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง สามัคคีเป็นปึกแผ่น เป็นเอกีภาวะ ชาวอโศกนี้เป็นปึกแผ่น เป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียว รวมแล้ว พฤติกรรมต่างๆร่วมกันอยู่ ทำให้อยู่กันอย่างมีความควบแน่น แบบนี้ เป็นสังคมที่ ถ้าเป็นการบริหาร ก็เรียกว่า เป็นประเทศที่ถ้ามีคุณสมบัตินี้ทั้งประเทศ ประเทศนี้ เป็นประเทศที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าอยู่กันอย่างนี้ ไม่มีใครจะมาตีแตก เป็นประเทศที่ เอกีภาวะ ไม่มีใครตีแตก เป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐ ที่ยิ่งใหญ่ มันควบแน่น มีการรวมกันอย่างแน่น ทำมาหากิน อยู่กันอย่างมีจิตวิญญาณ สัมพันธ์ ซึ่งรวมทั้ง กายวาจาใจ ที่เป็นจริง สุดยอดของคุณสมบัติ ของมนุษยชาติ คุณสมบัติของสังคมในโลก ซึ่งอาตมาพาทำแล้ว บรรลุผลสำเร็จตามควร ถ้าเผื่อว่าผู้บริหารประเทศ เข้าใจและเห็นว่า อ๋อ หลักการ หลักทฤษฎี วิธีการใดๆก็แล้วแต่ หากเอามาประพฤติปฏิบัติ เอามาประกาศให้เข้าใจ และปฏิบัติให้มันเกิดผล มันจะได้ผลประโยชน์อย่างนี้ จริงๆแล้วไม่ใช่ของใคร เป็นของพระพุทธเจ้า คนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน 95% ก็น่าจะเอาไปใช้ แต่อาตมารู้ว่า ทำไมเขาไม่เอาไปใช้ ก็คือเขาไม่มีความรู้ แม้แต่เถรสมาคม ก็ไม่ได้มีอย่างนี้เลย ไม่ได้เป็นสังคมวรรณะ 9 นี้เลย เขาเป็นนั้น ลิบลับจากอย่างที่ว่านี้เลย ไกลลิบเลย ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า น่าเสียดายศาสนาพุทธ ทั้งๆที่โลกก็บอกว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มันไม่มีคุณลักษณะประเสริฐ ที่เป็นโลกุตรธรรม น่าเสียดายไหม? อาตมาว่าอาตมาพูดนี้ เป็นเรื่องจริง แม้เราพยายามมาฟื้น โลกุตรธรรม ขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ทางพุทธกระแสหลัก ไม่รู้สีรู้สา ไม่เห็นตื่นเต้น ตื่นตัว ดีไม่ดี รู้สึกว่านี่ไม่ใช่พุทธซะอีก เดี๋ยวนี้ยังเบา แต่ก่อนนี้ ตั้งแต่เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว โอ้โห จะเอาชาวอโศก จะเอาโพธิรักษ์ให้ตายเลย แต่โพธิรักษ์ เหมือนแมว 9 ชีวิต หนังเหนียว ไม่ตายง่ายๆ และไม่หยุดเผยแพร่ ประกาศ อธิบาย บรรยายอยู่ตลอด ทั้งพูดและเขียน พามาประพฤติปฏิบัติ ไม่หยุดยั้ง เศรษฐกิจที่ดีคือ คนในสังคมประเทศนั้น จะต้องร่ำรวยมากๆ ถึงขั้นเป็นที่ 1 ของโลก นับว่าคนนั้นสังคมนั้น ประเทศนั้น มีเศรษฐกิจดีที่สุด นี่เป็น Concept ของคนทั้งโลก เป็น paradigm เป็น vision ก็แล้วแต่ อย่างนี้ทั้งนั้น เขาก็พยายามทำตามแนวคิดนี้ อย่างจริงจัง ซึ่งอาตมาว่า มันเป็นความคิดที่ตื้นเขิน เป็นความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นจริงที่ประเสริฐ น่าสงสารมนุษยชาติ ที่ถูกต้องนั้น ถูกต้องที่สุดเลย สังคมหรือประเทศ ที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก จะเป็นสังคม หรือประเทศของคนจน ขอยืนยันเลย ที่ในหลวงร.9 ตรัสนั้น จริงที่สุด ขอยืนยัน จริงที่สุด ไม่ใช่เรื่องพูดเรื่องหลักลอย แต่เป็นเรื่องจริงที่สุด เศรษฐกิจดีที่สุดนั้น อยู่ที่ประเทศของคนจน แต่เป็นคนจนที่พิเศษ จะมีความเป็นอยู่ มีการกินการอยู่ อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่สะสม เป็นคนจนที่อยู่ดีกินดี แต่ไม่สะสมไว้ เป็นคนรวย หรือเป็นสังคมรวย เป็นประเทศที่รวย ไม่ จะเป็นคนจนเป็นสังคมคนจน เป็นประเทศจน จะไม่ทำตนเป็นคนรวย จะไม่ทำสังคมให้รวย จะไม่ทำประเทศให้รวย จะอยู่อย่างคนจน สังคมคนจน ประเทศที่จน แต่ไม่ยากจน จนอย่างสุขสบาย เบิกบานใจ มีอยู่มีกินมีใช้ ไม่ทุกข์ยากเลย แต่ไม่สะสมให้รวย มีให้สะสมให้รวยได้ไหม ...มี แต่ไม่! มี มีให้สะสมให้รวย แต่ไม่ทำ เราสะพัดออก เพราะชีวิตที่เป็นอยู่นั้น มีสุขสำราญเบิกบานใจ มี วรรณะ 9 หรือมี สาราณิยธรรม 6 เป็นต้น คนสังคมประเทศ เช่นนี้แหละ ที่มีเศรษฐกิจดี อยู่ดีกินดี มีความสุขสำราญ เบิกบานใจ อบอุ่น สุขสบาย จึงไม่จำเป็นต้องรวย ถ้าคนตั้งใจพยายาม อุตสาหะ อยากรวยนี่มันเมื่อยนะ ต้องกระเหี้ยนกระหือรือ มีทุกข์ แต่นี่เรารู้ดีแล้ว ไม่ต้องไปกระเหี้ยนกระหือรือ แต่เราไม่ดูดาย เฉื่อยแฉะ ไม่เอาถ่าน ไม่ใช่ เราก็วิริยารัมภะ ขยัน อุตสาหะ หมั่นเพียร แต่ไม่ไปมีความกระเหี้ยนกระหือรือ ต้องพยายามเข้าไปยื้อแย่งอะไร ไม่ไปทำแบบนั้น เพราะว่า การทำตนให้รวย ทำสังคมให้รวย ทำประเทศให้รวยนั้น คนอื่นก็ขาดแคลน ถ้าเราทำได้ ใช่ไหม? เราทำตนให้รวย ทำสังคมให้รวย ทำประเทศให้รวย คนอื่นก็ขาดแคลน ประเทศอื่นก็จะจน ก็แย่งชิงกัน ก็เป็นทุกข์ จึงไม่สมควรจะทำเช่นนั้นเลย อาตมาพูดไปนี้ เป็นการเห็น และอ่านความจริง เป็นการพูดความจริง เป็นการยืนยันความจริง ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในหลวงร.9 ของไทย จึงตรัสว่า ต้องอยู่กันอย่างแบบคนจน ต้องอยู่กันอย่าง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อย่างจริงนะ ไม่ใช่ตรัสอย่างเล่นๆ เละเทะ ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เลย ซึ่งในโลกนี้อาตมาคิดว่า จะมีคนเดียว ที่เป็นเบอร์ 1 ของประเทศ จะพูดแบบนี้ ตรัสแบบนี้ มีคนเดียวกระมังในโลกนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อไหร่ มาแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ที่จะมาตรัสแบบนี้ พูดแบบนี้ สมณะเดินดินว่า... มีคานธีพูด ว่า จะไม่พาประเทศไปรวย ในส่วนตัวนั้นมีสมบัติส่วนตัว ที่เราไม่ได้ใช้ ก็เป็นการลักขโมยอย่างหนึ่ง พ่อครูว่า... อย่างนี้ไม่มีปัญหาหรอก อยู่อย่างจนไปจนกระทั่งตายเลย ชีวิตมีประโยชน์คุ้มค่าด้วย ไม่เห็นจะต้องสะสมอะไรมากมาย คนที่จะต้องสะสม ให้ตนเองร่ำรวย อย่างนั้นสิ อาตมาว่าน่าคิด เราไปทำอย่างนี้ทำไม เราสะสมให้ตนเองรวย เกินเรากินใช้ ตั้งเยอะแยะ อย่างพวกคุณเจริญ ดีไม่ดี อาชีพเป็นพิษภัยมอมเมาต่อสังคมโลก ทำไมไม่รู้ผลเสีย แห่งการกระทำของตัวเองต่อสังคม แค่นี้เขาเข้าใจไม่ได้ อาตมาก็ว่า เอ๊ อาตมาไม่ใช่คนเฉลียวฉลาดอะไรเกินการ ทำไมอาตมามองเข้าใจ แต่ทำไมพวกที่เขากอบโกย ดูดไม่รู้จักจบ จักพอ ทำไมไม่รู้อย่างนี้ ไม่ทำอย่างนี้ เขาคิดอย่างไร อาตมาคิดไม่ออก ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น คุณตอบได้ไหม? อย่างโดนัลทรัมป์ แสดงออกอย่างนี้ได้ ประเทศชาติเขา ก็ปล่อยให้คนอย่างนี้ เป็นเบอร์ 1 ประเทศ อาตมาก็ว่าน่าสงสาร ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร พูดอย่างเป็นวิชาการ ความรู้นะ ว่ามันน่าจะเอาไปศึกษา เอาไปคิด ว่ามันเป็นอย่างไร คิดดูว่า จะมองดูนะ โดนัลด์ทรัมป์ บริหารประเทศมากี่ปีแล้วนะ เขาจะได้อยู่บริหารครบสมัยไหมนะ เขาเรียกว่า มี Impeachment มันจะเกิดเหตุการณ์นี้ไหม Impeachment คือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอาออกกลางคัน บริหารประเทศไม่ครบสมัย เขาจะเกิดไหม อาตมาไม่รู้ ถ้าเผื่อว่าอเมริกา ให้โดนัลด์ทรัมป์บริหารอยู่จนครบสมัย 4 ปี อาตมาก็ว่าประชากรอเมริกา เป็นอย่างนี้ บ่มีไก๊อะไรเลยนะ อันนี้เป็นปรากฏการณ์จริงของมนุษยชาติ ที่เอามาเป็นตัวอย่างนะ มาเป็นเครื่องยืนยันประกอบว่า มีเป็นจริง อย่างนี้ อาตมาก็เข้าสู่เนื้อหาของความเป็นจริง แนวลึกว่า ทำไมอาตมาถึงยืนยันว่า เศรษฐกิจทำไมต้องเป็นเศรษฐกิจแบบคนจน เศรษฐกิจที่ดีต้องเป็นสังคมคนจน ถึงจะดี เพราะการเป็นสังคมคนจน ที่ไม่ได้ยากจน เป็นสังคมคนจน เพราะไม่สะสม กักตุน กอบโกยให้แก่ตัวเอง เป็นของเรามากมาย แต่ไม่ใช่สังคมที่ไม่พึ่งพาตัวเอง ไม่มีความรู้ความสามารถ แต่เป็นสังคมที่มีความรู้ ความสามารถ ขยันหมั่นเพียร มีแรงงาน มีความรู้ มีกรรมกิริยาที่ดี แต่ไม่ไปแลกเอารายได้ ไม่ไปใช้แรงงานไปดูดดึง ไปแลกเอาสิ่งที่ได้เปรียบ หรือเอาสิ่งที่ควรจะแลกกลับคืนมามากมาย ทำได้ สร้างสรรได้ ก็เอาไปแจกจ่าย สะพัด ไปเกื้อกูล เผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นเขา เราก็จะเป็นคนไม่รวย เป็นคนไม่มีมาก แต่ก็อยู่ได้ อยู่ดี เป็นชีวิตที่อยู่ได้ อยู่ดี ถ้าแนวคิดอย่างนี้มี Concept อย่างนี้ มีกระบวนทัศน์อย่างนี้ จริงๆ ประเทศที่มีแนวคิดอย่างนี้ สังคมโลก จะอยู่เป็นสุขมาก จะเป็นพี่เป็นน้อง มีความเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน ทั่วโลก จะไม่มีสงคราม ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีการเดือดร้อน วุ่นวาย เหมือนอย่างชาวอโศกเรานี้ เราไม่ไปทะเลาะเบาะแว้งกับใครเขา เกื้อกูลเขาได้ ก็ช่วยเหลือเขา อย่างที่อาตมาพาทำอยู่นี้ พวกเรามันเหลือเฟือ ทำโรงเรือนให้เขามาขายของ เป็นอาคารที่อยู่ในหมู่บ้าน ไม่ได้อยู่ในตัวจังหวัด อยู่ในเมือง อะไรมากมายนัก อาตมาก็ไม่มีปัญญา มีที่ดินในเมือง มากขนาดนี้ แล้วไปสร้างอาคารอย่างนี้ ได้แค่นี้ แสดงออกถึงน้ำใจ ความเป็นจริง ความจริงใจ ว่าเป็นอย่างไร เป็นอาคารที่ให้มาขาย มาใช้มาเป็นประโยชน์กัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทางการค้าขาย มาอาศัย หรือจะใช้ในทางการ ส่วนเอกชนก็ตาม มานำเสนอว่า จะขอใช้ประโยชน์ด้านนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นครั้งคราว หรือเป็นระยะ อย่างนั้นอย่างนี้ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นที่อาศัยหากิน กอบโกยเฉยๆ ถ้าเห็นว่าพฤติกรรมของคุณได้ ตนเองอาศัยใช้สอยกินอยู่ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก อาตมาขออนุญาตให้ใช้เลย เราทำสังคมหมู่บ้าน ให้เป็นหมู่บ้านที่น่าจะเป็นที่พักผ่อน มันน่าจะมาเดินมาพักอาศัยได้ ทำให้บรรยากาศเป็นที่ร่มเย็น เป็นที่น่าพึ่งพา มีน้ำให้อาบ มีน้ำให้เล่น มีต้นไม้ให้พัก มีก้อนหินก้อนดิน ที่มนุษยชาติจะได้ใช้ ไม่เหมือนสวนสนุกทีเดียว แต่เป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจ มีเด็กๆมาใช้บริการ อาตมาว่ายินดี ให้ผู้ใหญ่มาใช้บริการ แต่อาตมาว่า ผู้ใหญ่เขายังเหนียมๆ ไม่กล้ามาใช้บริการ เห็นเด็กๆมาอาศัย อาตมาก็ว่า ให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ มาอาศัยพักผ่อน เหมือนกับรัฐบาลที่จะสร้างสวนสาธารณะพักผ่อน เราก็เป็นหมู่บ้าน ที่จะมาพักผ่อนอาศัยได้ หากจะมาค้าขายก็มี 4 ห้าม 3 ต้อง อยู่ในเกณฑ์ก็มาใช้พื้นที่นี้ บริเวณนี้ หมู่บ้านนี้ได้ เพราะว่าทำให้ผู้อื่นได้พักพิงอาศัย ไม่ได้ทำเพื่อหาชื่อเสียง หารายได้แฝงอะไร รายได้ตรงๆ ก็ไม่มี ยิ่งแฝง ยิ่งไม่มี ยินดีต้อนรับ อย่างลำธารเรา หรือน้ำตก ผู้ใหญ่จะมาอาบเย็นสบาย อาตมาก็อนุโมทนาสาธุ ไม่ใช่มีแต่เด็กๆมา ก็ได้ สมณะเดินดินว่า... เรามีมาก ก็ยิ่งให้ ยิ่งอุดมสมบูรณ์ เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า คนในโลกนี้ ต้องเอามาให้มาก เอามาอย่างซับซ้อน หลายชั้น กับทฤษฎีที่พ่อครูนำมาให้พวกเราใช้ ระหว่างชมพูทวีป กับกาฬทวีป อย่างไหนจะเจริญกว่ากัน พ่อครูว่า... ความคิด หรือว่าความเห็น ความเชื่อ ที่อาตมาพูดไป มันเป็นความคิด ความเห็น ที่ประเสริฐ น่าจะเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็บริหาร และทำอย่างนี้ อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัส อย่างนี้มันถูกแล้ว อาตมาว่า ถ้าผู้บริหารรัฐบาลประเทศเข้าใจคอนเซ็ปต์ แล้วเอาความคิดอันนี้ เอาความประพฤติอันนี้ มาวางแผน พัฒนาประเทศชาติ แล้วก็ทำให้มันเกิดผลจริงๆ อัพเดทกัน อย่างอาตมาพาทำ เป็นรัฐอิสระเสรี ไม่ใช่บังคับ ผู้บริหารที่จะทำ เหมือนอาตมา ไม่ได้บังคับพวกคุณ ประเทศชาติก็ไม่ต้องบังคับ มีทฤษฎีหลักเกณฑ์ ที่จะต้องมาทำ ที่จะมีบ้างก็คือ ต้องเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐาน เช่นว่า จะต้องมี ศีล นะ จะต้องไม่มีพฤติกรรมชั้นต่ำ เป็นอบายมุข ไม่ต้องถึงขั้นมากินมังสวิรัติก็ได้ เอาแค่ไม่ต้องมีอบายมุข มีศีล 5 กัน อาตมาว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนะ หรือนักกฎหมายจะไปทำศีล 5 ให้หย่อนกว่าศีล 5 หน่อยก็ได้ ย่อยลงไป แล้วเอามาใช้เข้าใจที่จะ Apply ศีล 5 ให้เอามาปฏิบัติก็น่าจะเข้าท่าน่าจะดี แต่นี่ไม่มีแนวคิดที่จะให้มันเป็นเช่นนี้เลย อาตมาถึงเห็นว่า ทิศทางที่ จะทำให้คนมาประเสริฐ มาเจริญขึ้น มันเป็นไปแบบโลกีย์ โลกทั้งโลกพากันเสื่อมต่ำหมด มันเป็นทุนนิยมสามานย์ มันรุนแรง ซ่อนเร้น ไม่ใช่รุนแรงเท่านั้นเอง อย่านึกว่า มันไม่มีความรุนแรงนะ โลกทุกวันนี้ มีความรุนแรงแบบซ่อนเร้น เท่านั้นเอง มีเล่ห์เหลี่ยม มีวิธีการ ที่นึกว่าเจริญ วิธีการที่มีเครื่องมือ เทคโนโลยี อย่างที่เป็น อย่างเช่นแจ็คหม่า เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อสังคมมาก ถ้ามีคนทำอย่างแจ็คมานี้ขึ้นมาอีกสักร้อยคน แล้วมีผลอย่างแจ็คมาร้อยคน คิดดูสิ เศรษฐกิจ สังคม จะเป็นอย่างไร ก็จะเกิดคนที่ดูดรายได้อย่างแจ็คหม่า ทำได้อย่างนี้ ร้อยคนเท่านั้นแหละ สังคมโลกจะเป็นอย่างไร แจ็คหม่านี้ รวยเท่าไหร่กัน มีหุ้นอยู่เท่าไหร่ อย่างหุ้นนี้ เป็นวิธีคิดที่ซับซ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive