610504_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

610504_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1KCHvhHn27K6FIffJQ8B1RFuferHp6ryhMIFTOFlmR1M

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ เป็นวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ในช่วงนี้ ในประเทศไทย ก็มีการตื่นตัวในเรื่องของ การเตรียมตัวเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ มีวาทกรรมที่เรียกว่า ดูด นักการเมือง คนก็เปรียบเทียบเหมือนกับรถดูดส้วม บางคน ที่พูดเช่นนี้ออกมา ก็บางทีแล้วไม่น่าจะพูดเช่นนี้ได้ เมื่อพิเคราะห์แล้วคงจะมีความไม่ชอบใจปนอยู่ด้วย เพราะเขาไม่ได้อ่านเวทนา ไม่สามารถล้างเวทนาได้ เมื่อไม่ชอบใจ ก็จะสรรหาคำพูด ที่มายิงให้เข้าเป้า ทะลุหัวใจได้อย่างไร ออกมา ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ก็ติดตามมา นักปฏิบัติธรรมที่ไม่อ่านเวทนาก็จะทำให้เขาเป็นคนน่าเวทนา ซึ่งพูดไปกลางๆ ไม่ได้เจาะจงบุคคลใด มีโศลกว่า อย่าเผลอใจ อย่าห่างใจ เมื่อผัสสะเกิดขึ้น ต้องระวังอารมณ์ ที่กระทบใจว่า มีความชอบใจ ไม่ชอบใจ อะไรเกิดขึ้น ให้เรารู้เท่าทัน อนิจจัง หากเราดูหนังจีน ฮ่องเต้ก็มี 2 อารมณ์นี้แหละ เดี๋ยวก็เอาไปประหาร เวลาพูดต้องกระแทกอารมณ์ แสดงให้เหนือกว่าเขา คำว่าเอาไปประหารนี้ ได้ยินจนชินหู วันคืนที่ผ่านไป เราควรต้องมาเรียนรู้ว่า เราจะทำอย่างไร ให้เรียนรู้เท่าทันอารมณ์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นมา ดีที่พ่อครูได้พยายามมาบอก มาให้เรารู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ ก็ขออาราธนาพ่อครูครับ พ่อครูว่า... ก็บอกกล่าวให้พวกเรารู้ ผู้ที่ทำ โครงการค้นหาพระโสดาบัน ตั้งแต่ต้น ก็ดี ทำกันเป็นกิจลักษณะ ก็ขอความร่วมมือ กราบเรียนนักบวชทุกฐานะ และเจริญธรรมชาวชุมชนทุกท่าน เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2561 พ่อครูครบรอบ 84 ปี บวชมา 48 พรรษา อยากให้ช

อ่านต่อ

าวชุมชน จัดกระบวนการกลุ่ม เรียนรู้ตรวจสอบตามแบบสอบถามที่ส่งมานี้ กรุณาถ่ายคลิปวิดีโอให้ด้วย ขอความกรุณาส่งแบบสอบถาม ก่อนเดือนมิถุนายน 2561 และขอเรียนเชิญทุกท่าน เข้าร่วมประชุมกำหนดทิศทาง การขับเคลื่อน โครงการค้นหาพระโสดาบันในตนของชาวอโศก อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับงานวิจัย ที่จะนำเสนอในระดับสากล ต่อไป ในวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เวลา 13 นาฬิกา ที่เฮือนศูนย์สูญ อย่างเช่นหมดปัญหาแล้ว มีแต่ปัญญาเต็มแล้ว นี่คือ ศูนย์สูญ สุดท้ายนี้หวังว่า คงได้รับความร่วมมือจากลูกอโศกทุกท่าน ติดต่อ 086 4701770

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสตรภาคปฏิบัติสู่ความพ้นโลกและอัตตา พ่อครูว่า... ตอนนี้เข้ามาสู่เรื่องของธรรมะ ที่เราจะได้พูดกันไป ก่อนจะได้พูดธรรมะ อาตมาก็จะเข้าสู่เรื่องของสังคม การเมือง เศรษฐกิจก่อน ท่านเดินดินเกริ่นถึง อะไรที่ฝุ่นตลบกันหลายเรื่อง คนก็อย่างนี้แหละ มีปัญหาเพราะไม่มีปัญญา คนที่มีปัญญาเพราะหมดปัญหา ผู้มีปัญหาก็ยังไม่หมดปัญหา ผู้ใดไม่มีปัญหาในชีวิตเลย ก็มีอยู่สามอย่าง 1. ผู้ที่ idiot Moron เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เพราะไม่รู้เรื่อง คนไม่เต็ม 2. ผู้ที่บรรลุสูงสุด 3. ผู้ที่ไม่มีปัญหาอย่างโง่ๆ นึกว่าตัวเองมีปัญญา แต่ปัญญาเหล่านั้น อวิชชาทั้งนั้น ดีไม่ดี หลงว่าเป็น ปัญญา แต่ที่จริง เฉโก (คือความฉลาดของปุถุชนทั้งหมด) ส่วนปัญญา คือความฉลาดของอาริยบุคคล เป็นของพุทธศาสนา แต่เอาปัญญาไปใช้แทนเฉโกไปหมด แล้วไม่เรียกเฉโกกัน หาว่าด่าเสียอีก หากบอกว่าคุณเฉโกจังเลย ที่จริงเขาชมนะ อาจฉลาดอย่างสุจริต รวยในลาภยศสรรเสริญ ฉลาดทางโลกีย์ด้วยนะ เขาก็ชมกัน แต่ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ความจริงของภาษาที่สื่อสภาวะ มันเพี้ยนไปหมดแล้ว ก็เลยเอาปัญญาไปเรียกความฉลาด เละไปหมด ทำให้คำว่าปัญญาเละไปด้วย เหมือนกับคำว่าบุญ ก็เอาไปเป็นคำว่ากุศล เป็นสมบัติ คำว่าบุญจึงเละไปด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องยาก เพราะธรรมะพระพุทธเจ้านั้น 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พระไตรปิฎฏ เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นบัณฑิตผู้ที่มีปัญญา จนหมดปัญหา มีแต่ปัญญาเต็ม ผู้หมดปัญญา ไม่มีปัญญา ก็คือไม่ต้องใช้ปัญญาแล้ว มันมีปัญญาสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องใช้ปัญญาอีกแล้ว อะไรมาก็รู้หมด ตอบได้หมด เป็นคนมีปัญญา พระพุทธเจ้านั้นถือว่า เป็นผู้ที่มีปัญญาอย่างที่ไม่ต้องมีปัญญา รู้หมด รู้อะไร ท่านรู้โลก รู้อัตตา รู้โลก รู้อัตตา ก็เลยไม่มีปัญหา 1. โลก คือองค์รวมของข้างนอกด้วย ความเป็นโลกด้วยวัตถุ มันก็เป็นของมัน มันไม่มีปัญหา ไม่มีปัญญาอะไร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน แต่ความเป็นโลก ที่จะต้องพูดถึง ความเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้จะต้องรู้โลก โลกวิทู เพราะว่าโลกมันต้องเกี่ยวกับตัวเรา เราเป็นคนมีธาตุรู้แล้ว สัมพันธ์กับโลก สัมพันธ์กันมา ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ ยุคต่างๆ ดินน้ำไฟลม เป็นพืชทั้งหลาย ปรุงแต่งกันมาอาศัยกันมา อีกเยอะแยะในเรื่องโลก คือทั้งหมด ทั้งหมดที่ปรุงแต่งกัน เรียกว่าโลก 2. อัตตา คือจิตของเรา โดยที่เราไม่รู้มัน แล้วเราก็ไปยึดมั่นถือมั่น ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นไปตามเรื่อง พอคนที่จบ มีปัญญารู้จักอัตตา ไม่เอาความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา เลือกเป็นว่า อันไหนดี มันเกิดมันทรงอยู่ มันเป็นธรรมะ มันอาศัย มันยังไม่สูญสิ้น แม้เป็นผู้ที่บรรลุแล้ว เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้ารู้หมดแล้ว แจ้งโลก แจ้งอัตตา หมดแล้ว ท่านก็อยู่กับโลกกับอัตตา โดยที่ไม่มีปัญหา โดยที่มีปัญญาอย่างเดียว จัดการให้พอเหมาะพอสมไป จึงอยู่อย่างช่วยโลก โลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์โลก เป็นประโยชน์ต่อโลก พาโลกให้เป็นสุข พหุชนสุขายะ ซึ่งอาตมาเองอาตมาว่า เราเกิดมาเป็นคน อย่างอาตมาเกิดมาเป็นคน ตั้งแต่รู้ตัว เกิดมาเป็นคนว่าจะต้องเป็นทำไม ชีวิตจะเป็นอยู่ทำไม อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งพูดไปหมดแล้ว ผ่านอรหันต์มาจนทุกวันนี้ ที่ยังเกิดอยู่ เป็นคน ไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสานไป เป็นที่สุด เลิกจบไปเลย ยังไม่ทำให้แก่ตัวเอง เพราะยังตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ ตั้งจิตที่จะปฏิบัติตนให้ถึงที่สุดของความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนที่สูงสุดได้ เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เกิดแล้ว บำเพ็ญไปจะให้เป็นคนที่มีปัญญา มีสัมมาสัมโพธิญาณสูงสุด ของศาสนาพุทธเราเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเวียนตายเวียนเกิด อย่างนี้ไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน เวียนตายเวียนเกิด เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตว์ภูมิ ต่อไปเรื่อยๆ อาตมาก็พูดความจริงว่า เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนที่ไม่รู้ก็หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม หาว่าบ้าบอ เพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย มันก็น่าเห็นใจเขา ก็ว่าไป อาตมาก็มีหน้าที่พูดความจริง อธิบายความจริง อันเป็นความรู้และความจริง ให้ใครๆก็แล้วแต่ มีหน้าที่ 1. ตนเองต้องบำเพ็ญไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีปัญญารู้สูงสุด เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ 2. ต้องเกิดมาทำงานในหน้าที่ของคน อาตมาพูดค้างไว้ว่า เกิดมาเป็นคนทำไม เกิดมาเป็นคน เป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ เกิดมาเป็นคน เป็นสัตว์โลกที่มีประโยชน์ ไม่มีโทษเลย จริงๆ มีแต่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ ไม่ทำความเป็นโทษภัยกับใคร นั่นคือการเกิดเป็นคน แต่ถ้าเป็นคนที่อวิชชา คนที่ยังไม่มีปัญญา ก็ยังเป็นโทษภัยแก่มวลมนุษย์ แก่ตนเองด้วยอยู่ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เกิดมาเป็นคนนี้ จะมาหาลาภให้แก่ตนเอง ก็เป็นโทษ เป็นภัยแก่ตนเอง และผู้อื่น หายศ สรรเสริญ สุข ก็ยังมีโทษมีภัยให้แก่ตัวเอง และผู้อื่น ผู้ยังแสวงหาโลกธรรม ก็ยังมีโทษภัยแก่ผู้อื่น ผู้ไม่แสวงหาแล้ว ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่เป็นโทษภัยแก่ตน และผู้อื่น อันนี้อาตมารู้ตัวตนเอง เป็นปัจจัตตัง ว่าอาตมาเป็นคนที่ไม่แสวงหา ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็มีชีวิตไป มีไปทำไม 1. บอกแล้ว อาตมาจะต้องศึกษาเป็นพระโพธิสัตว์ไปถึงสัมมาสัมโพธิญาณ 2. เพื่อทำประโยชน์ สืบทอดศาสนา สืบทอดความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ไป งานนี้งานหลัก งานนี้งานประเสริฐสุด เพราะฉะนั้น จะให้อาตมาไปทำงานหาลาภ ยศ สรรเสริญ อาตมาไม่เอาแล้ว ให้ตายดีกว่า ไปแย่งลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข ของคน ให้ไปทำอย่างนั้นกับให้ตาย ตายดีกว่า ไม่เอา มันไม่เห็นจะต้องทำไปทำไม ทุกวันนี้อยู่ได้อย่างไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขอะไรหรอก สบายๆ ไม่สุข คนที่ยังสุขอยู่ ก็คือทุกข์อยู่ เพราะว่า สุขกับทุกข์ เป็นของคู่ สุขเป็นของเท็จ สุขขัลลิกะ ถ้าทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ก็ยังเป็นความลำบากแก่ตัวเองอยู่ อัตตกิลมถะ ผู้ใดยังไม่ทำลายความยึดอัตตา ก็ยังลำบากอยู่ทั้งนั้น ก็ยังไม่รู้จักโลก รู้จักอัตตา คนก็ยากจะเข้าใจ ความรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ได้เสื่อมไปมากมาย เขาไม่รู้เรื่องแล้ว ก็เลยพูดกับหมู่คนที่พอรับรู้กันได้ เข้าใจกันได้ อาตมาไม่เป็นหมัน ไม่สูญเปล่า แสดงธรรมะก็ยังมีผู้ได้รับประโยชน์ ได้รับฟังบ้าง ไม่ใช่พูดไปคนก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครรับได้เลย ก็ไม่ใช่ ยังมีอยู่ ยังมีผู้คอยรับฟังธรรมะอาตมาอยู่ โดยแอบฟังอยู่ข้างเขาสิเนรุ ก็มี อาตมาทำงาน ก็เหมือนพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เหมือนที่ไปเทศน์โปรดมารดาที่ดาวดึงส์ แล้วพระสารีบุตรก็แอบอยู่ตีนเขาสิเนรุ เก็บเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้แก่พระมารดา นี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง ซับซ้อนมาก เป็นธรรมะ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่ทีนี้ คนไปรู้แบบเป็นเรื่องราว รูปร่างพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปดาวดึงส์ เป็นภพ ชาติ วิมาน แล้วไปสอนพระมารดาที่เป็นตัวเป็นตนอยู่บนโน้น แล้วพระสารีบุตรก็แอบฟัง ที่จริงก็คือ ผู้ที่อยากได้สาระของพระพุทธเจ้า อยากได้แก่นแท้ แก่นเนื้อ ธรรมะพระพุทธเจ้า ก็จะต้องตั้งใจเข้าใกล้ เงี่ยโสตสดับเสมอ นั่นแหละคือแอบฟัง เสมอ ตั้งใจแล้ว ก็พยายามที่จะรู้ความจริง รู้ธรรม ะรู้ความรู้ ให้หมด คำว่าพระพุทธเจ้าสอนพระมารดา มารดาคือผู้ที่ทำให้เกิด ความหมายทางโลกก็คือ ตัวตนบุคคลเราเขา นั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ ปรมัตถ์นั้นมารดาคือจอมมายา เป็นนักเล่นกล ผู้ที่จะเป็นนักเล่นกลชั้นสูง จะมีเดี๋ยวไม่มี จะเกิดเดี๋ยวไม่เกิด ปุ๊บปั๊บๆเลย เป็นนักมายากล ทำตายทำเกิดได้อย่างคนอื่นไม่รู้เท่า ไม่รู้ทัน ท่านทำตาย ทำเกิดเองได้ อย่างสมบูรณ์ เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็เกิด ผู้ที่เป็นอมตะ ไม่เกิดไม่ตายแล้ว ก็เกิด ก็ตายได้เลย แต่ในเมื่อตนเองยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้นั้นก็จะต้องมาแจกแจง ความตาย ความเกิด เอา มูลสูตร มาขยายความดู 1. มี ฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มี ผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มี เวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มี สมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มี สติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มี ปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มี วิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มี อมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มี นิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58) อาตมานี้ทำเกิดทำตายก็ได้ อาตมาเป็นจอมมายา สิริมหามายา คือฉายาของแม่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เรา เป็นพ่อ สารีบุตร โมคคัลลานะ เป็นแม่ คือ ผู้ที่ต้องร่วมกันเอาธรรมะให้แก่ลูก ช่วยกันพ่อแม่ทำให้เกิดลูก เป็นธรรมะ พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม หรือผู้ที่จะสืบทอด ให้เกิดธรรมะ เป็นแม่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นภิกษุสาวกทั้งหลายแหล่ แม้จะเป็นฆราวาสก็ตาม ฆราวาส ผู้ที่เป็นพระโสดาบันเรียกว่า สมณะ จะเรียกภิกษุ ก็ยังไม่ใช่ ต้องมาบวช แต่ฆราวาสไม่ได้ทำพิธีบวช จะเอาบาตรไปบิณฑบาตไม่ได้ ก็ไม่เรียกภิกขุ แต่เป็นสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 สมณะที่ 1 พระโสดาบัน สมณะที่ 2 พระสกิทาคามี สมณะที่ 3 พระอนาคามี สมณะที่ 4 พระอรหันต์ ผู้เป็นภิกขุ แต่ไม่เป็นสมณะเลย ก็เยอะ เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก เป็นฆราวาส เป็นสมณะได้ ชาวอโศกเราเป็นต้น ฆราวาสก็เป็นสมณะได้ ด้วยความจริง ด้วยสัจจะ บรรลุจริงของตนๆ ผู้ที่มาเป็นชาวอโศกนั้น มาด้วยตนเองทั้งนั้น ด้วยความยินดี มาด้วยมูลคือเค้า เป็นความยินดี มาด้วยความอิสระเอง ไม่มีใครมาบังคับ ไม่มีใครหว่านล้อม ปอกลอก มาเอง มีความยินดีเป็นเค้าเป็นมูล มาในที่นี้ ก็ต้องมามีการทำใจในใจ มนสิการ คุณจะมีการเกิดได้เป็นสัมภวะ คุณมาที่นี่เพื่อจะเกิด อาตมาเป็นพ่อ สมณะสิกขมาตุเป็นแม่ เพื่อจะทำให้เกิดพระธรรม มีพระพุทธ มีพระธรรม มีความรู้ พุทธธรรม แล้วก็จะเกิดสงฆ์ สมณะที่ 1 2 3 4 จะเกิดผู้บรรลุเป็นพระอาริยะ ระดับ 1 2 3 4 พวกคุณมาที่นี่ เพื่อมนสิการ แล้วก็ทำการเกิดให้แก่ตน คุณมาที่นี่คุณมาเพื่อจะเกิด ไม่ใช่มาเพื่อเอาลาภ ยศ สรรเสริญ มาเล่นมาหัว เอาชีวิตอยู่แบบโลกๆเท่านั้น แต่ความเป็นโลก ที่จะต้องมีการงานอาชีพ มีอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คุณก็ต้องมีเป็นธรรมดา ก็ทำให้เป็นสัมมา เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในปัญญาข้อที่ 5 ของพระโสดาบัน ก็มาอยู่กับสหธัมมิก ศึกษาเพ่งเพียร ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา การงานของสหธัมมิก เราก็ช่วยกันไป ก็มีปัญญา มีความรู้ อยู่ร่วมกันอย่างนี้แหละ ทำงานไปเลี้ยงตนเองไปรอด อาตมาเห็นว่า พวกเรามาที่นี่ มาเรียนรู้ การมนสิการ ทำใจในใจ แล้วก็พาให้ทำได้ จึงมีสมณะที่ 1 2 3 4 ได้ ถ้าทำใจในใจไม่เป็น ไม่มีการเกิด สมณะ 1 2 3 4 ที่แดนเกิดของจิต คุณต้องรู้ หทยรูปที่จิต เป็นสัมภวะ โดยรู้ รูป 28 อุปาทายรูป 24 อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความจนกระทั่งละเอียดมากมาย จนผู้ที่เรียนเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์มา เขาก็หาว่าโพธิรักษ์เอาอะไรมาพูดนักหนา เขาไม่ได้เรียนอย่างอาตมา เขาเรียนท่องพยัญชนะ เป็นหมวดหมู่ แล้วเอาไปสอบ ก็ต้องตอบให้ตรงอย่างที่เขามีคำตอบ ได้เป็นบัณฑิต แต่อาตมาไม่ได้ให้มาเรียนแบบนั้น เขาสอบก็ได้เป็นยศ เป็นสมเด็จไป หรือไม่ก็เรียนปฏิบัติออกนอกรีต หลับตาเก่ง เป็นพระกรรมฐาน เป็นพระธุดงค์ไป ศาสนาพุทธไม่มีการธุดงค์ เคร่งธุดงควัตร เป็นความเคร่ง อย่างพระมหากัสสปะ ซึ่งทำมาไม่รู้กี่ชาติ เป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่องที่เกิน เป็นอัตตกิลมถะ แต่ก็ไม่เข้าใจกัน อาตมาก็มาพูดความจริง ว่าไม่ต้องไปหลงอะไรมากมาย อย่างนั้นหรอก ทำเกินไม่ได้เรื่องอะไร แต่คนไม่เข้าใจ ก็นึกว่าสุดยอด ทุกวันนี้ พูดไปแล้วมันไปทำลายที่เขาเชื่อถือ ที่เขาเข้าใจกัน คุณฆ่ากิเลสตาย ก็เป็นพระอาริยบุคคล ฆ่ากิเลสตายหมด ก็เป็นพระอรหันต์ จากการทำใจในใจ แล้วปฏิบัติ จะต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะ ไม่เป็นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการเป็นนั่งหลับตานั้น มันไม่มีผัสสะทั้ง 5 มีแต่อยู่ในใจๆ มันออกนอกรีต ออกนอกคำสอนของพระพุทธเจ้าเยอะแยะ มีพระสูตรบอกไว้ตั้งมากมาย ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีทางปฏิบัติเป็นกรรมฐาน แต่น่าสงสารทุกวันนี้ เป็นนั่งหลับตากันเต็มบ้านเต็มเมือง ถือว่าเป็นพระปฏิบัติกัน นั่งหลับตาแล้วได้อันนั้นอันนี้ เป็นวิมาน เก่งรู้หมด เป็นพระอรหันต์กันหมด นั่นไม่มีหรอก นั่งหลับตาว่าบรรลุอรหันต์นั้น ไม่มี มีแต่ลืมตาแล้วรู้ ปฏิบัติทุกอย่าง เป็นโลก เป็นอัตตา ที่สำเร็จทุกอย่างจึงจะเป็นอรหันต์ อรหันต์ยังลืมตา ไม่เป็นผู้ลึกลับ ยิ่งไปหลับตา ยิ่งเป็นผู้ลึกลับ รโห หรือ รหัส อรหันต์ คือ ผู้ที่หมดความลึกลับ แล้ว อรหะ +อันตะ คือ ไม่ลึกลับ จนถึงที่สุดแล้ว ไม่ลึกลับในอัตตาสูงสุด เป็น อรหัตตา ผัสสะ เป็นสมุทัย ในภาคปฏิบัติ ของมูลสูตร ไม่ใช่ สมุทัยในทุกข์อริยสัจ เพราะฉะนั้นหากไม่มีผัสสะ ไม่เป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติ ได้ผล ไม่ว่าจะสำนักไหนในโลก ชาวพุทธทั้งโลก ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย จึงเกิดเวทนา เป็นที่ประชุมลง แล้วจึงจะมีสมาธิเป็นประมุข ประชุมลงเป็นสมาธิ เพราะเรียนรู้เวทนา 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 เรียนรู้ อันนี้เป็นโลกโลกียะ เป็น เคหสิตตะ อันนี้เป็นโลกุตระ เป็น เนกขัมมะ ก็ทำให้เป็นอรหันต์ไปเป็นลำดับ ทำให้จิตเป็นเนกขัมมะ จิตลดอัตตา ลดกิเลสไป จนกระทั่งบริบูรณ์ ก็หยั่งลงที่เวทนา สั่งสมเป็นสมาธิ เป็นประมุขเป็นหัวหน้า จิตจบ บริบูรณ์ เป็นสมาธิสมบูรณ์ สมาธิของพระพุทธเจ้า จึงต้องมีเวทนาเป็นผัสสะ สมาธิหลับตา ไม่มีผัสสะเป็นเหตุ นั้นเป็นสมาธินอกรีตของศาสนาพุทธ ฟังบ้าง ฟังแล้วเอาไปสำเหนียกศึกษา แล้วเอาไปแก้ไข อย่าไปเสียเวลาอีกหลาย ไม่รู้กี่ชาติแล้ว อาตมาพูดไป อย่างไรก็ไม่เข้าหูเขา มันเป็นวิบากนะ ฟังไม่เข้า ไม่รู้เรื่อง ไม่เอา มันไม่ใช่สิ่งที่เขายึดมั่นถือมั่น เขาว่าจะต้องนั่งหลับตา เลยปิดประตูรู้เลย มันน่าสงสาร ผู้ใดที่รู้จักตื่น ชาคริยานุโยคะ ว่า อย่างที่โพธิรักษ์พูดให้ใหม่ แปลกนะ พูดโยงใยบาลี อย่างกับผู้ที่ไปเรียนจบเปรียญ 18 (จบเปรียญ 9 สองครั้ง ) อาตมาก็ว่ากันไป มีสติ เป็นอำนาจ อธิปไตย มีตื่นรู้ ผู้มีสติเต็ม สัมผัสอะไร ก็รู้อยู่ เพราะมีปัญญา เป็นคู่ช่วยมีสติปัญญา มีสติกับปัญญา เป็นธรรมะคู่ยิ่งใหญ่ มีทั้งอธิปไตย มีทั้งอุตระ มีทั้งความอยู่เหนือ ที่เป็นเรื่องได้สาระ ได้วิมุติ หลุดพ้นโลก ไม่เป็นทาสโลก อัตตาที่ตนก็ไม่เป็นทาส อัตตาตนเอง ไม่ใช่ไม่รู้ในอัตตา จมในอัตตา เป็นผู้ที่รู้แจ้งความเป็นโลก และอัตตา โลกที่หยาบสุด เราเรียกว่า กามโลก และต่อมาก็ รูปโลก หมดกามข้างนอกหมดแล้ว อยู่เหนือแล้ว เป็นผู้ที่มีอำนาจ มีสติอยู่เหนือมันแล้ว อยู่เหนือกาม ก็อยู่กับกาม อยู่กับโลก กามโลก โดยมันไม่ทำให้เราตกเป็นทาส หรือลำบาก ไปทุกข์กับมันอีก อยู่อย่างสบาย จึงเป็นผู้ที่ได้ความหลุดพ้นจากโลก จากอัตตา เป็นวิมุติ แก่นสารสาระ ทุกอย่างเราอยู่เหนือแล้ว ก็เป็นอมตะบุคคล ผู้ที่เกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ ตายไปแล้ว ไม่เกิดก็ได้ ตายแล้วจะเกิดก็ได้ เป็นนักมายากลเรียกว่า สิริมหามายา เป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา เป็นผู้ที่ถือว่า เป็น มาตา คือแม่ เราถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ เป็นผู้ที่เป็นต้นเชื้อ คู่กับแม่ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เป็นแม่ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ ก็จะต้องมาให้เกิดลูก สืบทอดลูก อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่สืบสาระของพระพุทธเจ้าต่อ ความไม่เกิด ไม่ตาย ความเกิด ความตาย ทั้งเกิดก็ได้ ตายก็ได้ เหมือนคนตลบตะแลง เหมือนคนเล่นกล มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เดี๋ยวก็มีเหตุมา ก็หายไปแล้ว อย่างนี้ เขาก็หาว่าอาตมากลับไปกลับมา พวกนี้ก็เป็นนักข่าวเรื่อง เป็นกองบรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนนี่ ถ้าไม่มีอะไร เอามาให้เขียนเป็นเรื่อง ก็เป็นนักประพันธ์ นักเขียนเรื่องไม่ได้ พวกนี้จึงเป็นพวก นักหาเรื่อง อาตมาก็เป็นนักหาเรื่อง ให้คุณไปคิดพิจารณาได้ความรู้ จนได้รู้ได้สัมผัสจริง หากเอาแต่นั่งหลับตา ก็ไม่ได้สัมผัสจริง ศาสนาพุทธจะต้องมีเรื่อง ให้คุณได้เรื่องไปแล้ว เอาให้คุณไปปฏิบัติจนจบเรื่อง จนบรรลุในเรื่องนั้น จนชัดเจน เต็มเรื่อง มีแต่เรื่องที่สมบูรณ์แบบ มีแต่เรื่อง ที่เป็นอรหันต์แล้ว อาตมาใช้ภาษาไทยอธิบาย สภาวธรรมไป พูดตามความรู้ความเข้าใจของอาตมาเอง เอาสภาวะมาฉีกหน้า ให้เห็น มาอธิบายช้างว่า ตรงนี้ งวง งา หาง ขา เล็บ ตัว สารพัด อันนี้คือ ขี้มัน สมณะเดินดินว่า... เคยได้ฟังพ่อท่านเล่าเรื่อง พ่อครูเขียนบรรยาย เมืองตรังน่าเที่ยวอะไรมากมาย แต่สุดท้ายบรรยายว่า...เสียดายจังตรังเอ๋ย ไม่เคยไป พ่อครูว่า... เมืองตรังเขามีสมาคม อาตมาก็เป็นโฆษกให้ชมรมเขา เขาก็จัดงานที่สวนลุมฯ อาตมาเป็นโฆษก ก็ต้องพูดเกี่ยวกับตรัง อาตมาก็ไปศึกษา ตรังเป็นอย่างไร ก็ไปได้หนังสือ สส.บุญช่วย อาตมาได้เขียนในหนังสือที่ระลึก บรรยายความน่าไปของเมืองตรัง แต่สุดท้ายก็เขียนว่า เสียดายจังตรังเอ๋ย ไม่เคยไป..แต่ตอนนี้เคยไปแล้ว มีทะเลธรรมที่ตรัง

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า.. เข้าเรื่อง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ชุมชนชาวอโศกทุกที่ เป็นชุมชนที่บรรลุเศรษฐกิจสมบูรณ์ เศรษฐศาสตร์สมบูรณ์ เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ถึงขั้นสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่อาตมาพูด ไม่รู้ว่านักเศรษฐศาสตร์เรียนดอกเตอร์มา ไม่รู้กี่ใบ เขาฟังแล้วจะgetบ้างไหม พระพุทธเจ้านั้น เศรษฐศาสตร์ของท่าน เป็นความสูงสุด เป็นเศรษฐศาสตร์ สาธารณโภคี สูงกว่าคอมมิวนิสต์ สูงกว่าประชาธิปไตย และแน่นอนสูงกว่าเผด็จการ เสฏฐะ แปลว่าความเจริญ ทำให้มันพัฒนาการ ขึ้นไปสู่ความเป็นมนุษย์ ที่ควรเป็น มีเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ มีสิ่งที่ยังชีพ มีสิ่งที่ประพฤติอยู่ ไม่เป็นโทษเป็นภัย เป็นแต่ประโยชน์ให้มีความสุข ไม่มีความทุกข์ นี่คือ เศรษฐศาสตร์ อาตมาเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์นะ เลขที่เท่าไหร่ ไม่รู้แล้ว ตำราพระพุทธเจ้านั้น เศรษฐศาสตร์สูงสุด คือได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา แล้วเอามาเป็นสาธารณโภคี เป็นของส่วนกลาง ในเศรษฐกิจแต่ละประเทศ เขาก็จะต้องคำนึงถึงส่วนกลาง เผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็รีดมาจากประชาชน ถึงขั้นริบหมดเลย ก็เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านมีสิทธิ์ จะริบเอาสมบัติของใครมาเป็นของตนก็ได้ ถือว่าท่านเป็นเจ้าของสมบัติ ต่อมาเป็นประชาธิปไตย พยายามให้ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของ ระบบทาสก็ลดลงๆ จนกระทั่งประชาธิปไตย อิสระเสรีภาพมาก ผู้มีอำนาจทางทุน ที่จะกอบโกย เอาลาภมาให้เป็นของตัวเยอะ ในระบบนายทุน ก็เลยเกิดระบบคอมมิวนิสต์ ที่ทำลายนายทุน ให้เอามาแชร์ให้แก่ประชาชนคนอื่นได้บ้าง ก็เกิดลัทธินี้ขึ้นมา วิธีทำก็คือ เป็นเศรษฐศาสตร์ทั้งนั้น แบ่งให้กับส่วนกลาง แบ่งออกไปให้มีกิน มีใช้ทั่วถึง โดย 1. มีของส่วนกลาง 2. ประชาชนมีส่วนในสิ่งเหล่านั้น แบ่งมาเป็นของตัวเองอยู่ที่บ้านมีที่ของตัวเองจดทะเบียนไว้ หรือไม่จดก็ตามแต่โดยปริยายก็ตามใจ ก็มีของตนกับของส่วนกลาง พระพุทธเจ้าท่านสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ สอนจนกระทั่ง ของๆตนกับของส่วนกลาง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย ชาวอโศก เราทำได้สมบูรณ์แบบ สูงกว่าประชาธิปไตย สูงกว่าคอมมิวนิสต์ สูงกว่าเผด็จการ สุดยอด นี่คือ เศรษฐศาสตร์สุดยอด ใครจะรู้บ้างไหม นักเศรษฐศาสตร์ที่จบด็อกเตอร์มา post-Doctor มากี่ใบก็ตาม จะรู้จักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าไหม ของส่วนกลาง เป็นสาธารณโภคี และทุกคนมีสิทธิ์ กินใช้ร่วมกัน ด้วยจิตใจของแต่ละคน เป็นจิตใจที่ไม่มีตัวตน ไม่ถือเป็นของตัวของตน แล้วเราก็ร่วมกินร่วมใช้ ร่วมสร้างมาใส่ส่วนกลาง ที่นี่ร่วมสร้าง ทำ ผลิต เสร็จแล้วก็เข้าส่วนกลาง ไม่เอาเป็นของตัวเองเลย เป็นความสำเร็จสูงสุด คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ ประชาธิปไตยก็สู้ไม่ได้ เป็นของส่วนกลางที่สุดยอด ของพระพุทธเจ้า ของส่วนตนก็อยู่ในนี้ อาศัยกินใช้อย่างเป็นสุข ช่วยกันสร้างช่วยกันทำ อุดมสมบูรณ์ ไม่เอาพลังงานไปใช้ในเรื่องไม่เข้าท่าเสียเปล่า 1. เอาไปใช้ในทางอบายปรุงแต่ง เสียเวลา ทุนรอน แรงงานไปกับอบาย เลิก ไปทางโลภก็ตาม รสก็ตาม ไปปรุงแต่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ ให้แก่ตัวเอง ก็ไม่ทำ เรามีตัวอย่างของชาวอโศก ไม่ได้ใช้เวลาแรงงานทุนรอน ไปสร้างให้ได้ลาภกับตัวเอง ได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสแก่ตัวเอง ไม่เอา ชาวอโศกจึงหมด โลกกามก็หมด โลกของสิ่งที่เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขแบบโลกีย์ ไม่มี อยู่อย่างสุขสบาย จึงเป็นโลกแห่งอาริยะ เป็นโลกของแดนศิวิไลซ์สูงสุด อาตมาพูดไป คนก็จะหมั่นไส้ได้ อาตมาไม่มีเครดิต หากผู้ที่มีตำแหน่งทางศาสนา เป็นใหญ่ เป็นสมเด็จ มาพูดอย่างอาตมา คนจะขึ้นเยอะเลย พูดเหมือนอาตมารับรอง คนจะรู้จักธรรมะพระพุทธเจ้ามากขึ้น แต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้พูดอย่างอาตมา ท่านก็พูดไป ตามเรื่องตามราวถือว่าท่านถูกต้องของท่าน ในการมีเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้ที่บรรลุเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านั้น อาตมาก็พยายามย้ำ พูดแล้วพูดอีกว่า เศรษฐกิจที่สุดยอดจบแล้ว ชาวอโศกนั้นทุกวันนี้ อาตมาสบายมากเลย ไม่ต้องรบกวนใจอะไร เข้าใจกันหมดแล้ว อธิบาย และปฏิบัติ ให้ประพฤติจริง ก็เลยเป็นเรื่องของความประพฤติ จึงเป็นสังคม บวร เป็นสังคมบ้านวัดโรงเรียน ที่มีครบ มีสังคมหมู่บ้าน แล้วก็มีธรรมะขั้นโลกุตระ เป็นธรรมะที่บรรลุสูงสุด อยู่ในนี้จริง ทุกคนรู้ธรรมะ และประพฤติธรรมะ แล้วก็ยังมีการสอนการเรียนกัน เป็นโรงเรียน สืบทอดการศึกษา ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ตลอดเวลา ครบหมด นี่คือชาวอโศก ที่สมบูรณ์ทุกอย่าง ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจของชาวอโศก จึงสบายมาก ก็อยากให้ท่านดร.สมคิด มาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจ แล้วเอาไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ให้แก่สังคมประเทศ การแก้เศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศ แก้แบบไหน แก้อย่างที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทำ แก้แบบคนจน แก้แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ต้องแก้แบบนั้นแล้ว จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบ เหมือนกั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน