610416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้า.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้า

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 16 เมษายน 2561 ปีนี้ ปีใหม่ไทยก็ผ่านไป เราก็ยังคงมาพัฒนาจิตวิญญาณกันต่อ ปัจฉาฯที่ดูแลสุขภาพบอกว่า เป็นปีที่พ่อครู ไม่ได้ใช้ยาปฏิชีวนะเลย เพราะทำท่าแค่เป็นหวัด แต่ก็ไม่เป็น ใช้วิธีการพักผ่อน และออกกำลังกาย ก็สามารถประคองให้วัย 84 ปีเข้มแข็งขึ้นมาได้ เราผ่านงานปลุกเสกครั้งที่ 42 งานตลาดอาริยะครั้งที่ 39 ปีนี้ รัฐบาลออกมาตรการเข้มงวดหลายอย่าง เมาแล้วขับ เอาโทษหนัก ไม่ใส่หมวกกันน็อค ก็เอาโทษหนัก มีอีกหลายข้อ ก็ทำให้อัตราการตายน้อยลงไป เป็นผลที่น่าพอใจ ถ้าปล่อยให้ทำอะไรตามใจเป็นไทยแท้ ก็ไม่ได้เรื่องอะไร แต่พอเข้มงวดขึ้น ก็ดีขึ้น สงกรานต์หากไปกินไปเที่ยวกัน สุดท้าย สาเหตุการตายก็คือ เมาสุรานั่นเอง ปีแล้วปีเล่า ส่วนพวกเราที่ทวนกระแส ก็มาหากำไรโดยการขาดทุน เราเปิดตลาดขาดทุนปีแล้วปีเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังไม่เห็นมีใครตาย แต่ที่เขาจะไปหากำไร ด้วยการไปกินไปเที่ยว ก็มีคนตายกันมาก ตอนนี้สงครามที่อเมริกายิงโทมาฮอว์กเป็นร้อยลูก ใส่ซีเรีย คนตายแค่ 3 คน สู้เที่ยวสงกรานต์เมืองไทยไม่ได้ คนตายเกือบ 200 คนแล้ว พ่อครูยังเน้นยืนยันในสัจจะ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็ไม่เห็นว่า เราลำบาก เดือดร้อนอะไร ทั้งที่ก่อนเปิดตลาด งบฯบ้านราชฯก็ติดลบด้วยซ้ำ เพราะว่ามีค่าใช้จ่ายสูง ในการเตรียมงาน เราก็ต้องใช้ค่าใช้จ่าย แต่เราเบากายเบาใจ เพราะเราได้ให้ ได้เสียสละ ได้ล้างความโลภ เราเห็นชาวบ้านนั่งรถมา ร้อนก็ร้อน อาคารใหญ่ก็อากาศร้อนมาก เห็นพ้องกันว่า คงจะต้องปลูกต้นไม้ให้มาก ความคิดในสมองพวกเรา มีแต่เราจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยลงอย่างไร ช่วยเหลือเขาได้มากขึ้นอย่างไร เราเอาของมาขาย เท่าไหร่ก็ไม่พอ อย่างเตา ไม้

อ่านต่อ

กวาด ฯลฯ สินค้าที่พวกเราเอามา เป็นสินค้าจำเป็นของชาวบ้านอย่างมาก เขาก็ยอมลำบาก ยอมร้อน มาเข้าแถวซื้อ จนบางคนเป็นลมกันเลย อาคารเนื้อที่ 11 ไร่ เราจึงดูแคบลงไปเลย คนขายก็มีกำลังใจ ที่ได้ช่วยเหลือประชาชน มีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ภูผาฟ้าน้ำ เอาเสื้อมาขาย มีสกรีนสโลแกน จนอย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ คนข้างนอกมาเห็นก็บอกว่า ใช่เขาเลย จนอย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ เขาก็ซื้อเอามาใส่เลย เพราะคิดว่าตรงกับเขาเลย พ่อครูว่า ดูต่อไปสักวันหนึ่ง คนจนจะเป็นเทรนด์ใหม่ ที่คนนิยม ถึงวันนั้น เราคงจะได้เห็นเมืองไทยพลิกโฉมกันเลยทีเดียว เพราะพ่อครูบอกว่า ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจทางคุณธรรม ไม่ใช่มหาอำนาจแบบ ใช้อาวุธโทมาฮอว์ก แต่เป็นมหาอำนาจที่ช่วยเหลือคนอื่น ประเทศอื่น

พ่อครูว่า... ดี เอาคำถาม sms ก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ความหลงกับสัญญาวิปลาส _สมณะพอจริงถามมา กิเลสโมหะ หลง 5 ใช้ภาษาบาลีแบบนี้ถูกไหมครับ 1.หลงลืม คือ มุฏฺฐสฺสติ(หลงลืมสติ) 2.หลงผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ(รู้ผิด เข้าใจผิด เห็นผิด) 3.หลงใหล คือ สัมโมหะ(หลงใหล) 4.หลงตัว คือ อัตตามานะ(ยึดตัวถือตนจนสำคัญผิดคิดว่าตนเองดีที่สุด) 5.หลงเหลือ คือ สอุปาทิเสส(ยังมีกิเลสบางอย่างหลงเหลืออยู่) ใช้ได้ไหมครับ อีกอย่าง หลงลืม กับ สัญญาวิปลาส เหมือน หรือต่างกันอย่างไร ครับ และที่หลงๆลืมๆ แบบได้หน้าลืมหลัง วางสิ่งของไว้ก็ลืมจำก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นกิเลสโมหะด้วยหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ก็ไม่ได้ดูละเอียดทีเดียว แต่ดูแล้วใช้ได้ คำว่า หลงลืม ก็ใช้คำว่า มุฏฺฐสฺสติ(หลงลืมสติ) ใช้ได้ หลงผิด มิจฉาทิฏฐิ(รู้ผิด เข้าใจผิด เห็นผิด) หลงใหล คือ สัมโมหะ(หลงใหล) หลงตัว คือ อัตตามานะ(ยึดตัวถือตนจนสำคัญผิดคิดว่าตนเองดีที่สุด) หลงเหลือ คือ สอุปาทิเสส(ยังมีกิเลสบางอย่างหลงเหลืออยู่)

ก็ใช้ได้หมด หรือ คำว่าหลงลืมจะใช้คำว่า สัญญาวิปลาส เหมือน หรือต่างกันอย่างไร สัญญาวิปลาสคือ ใช้สัญญาในชั่วระยะเวลานั้นๆ สัญญาเป็นเจตสิก ทำหน้าที่กำหนดรู้ แต่มันกำหนดรู้ผิดพลาดไป มันไม่ใช่ความหลงผิดทีเดียว แต่เป็นความหลงลืม ชั่วครั้งชั่วคราว เรื่องมันหลุดไป ลืมไป จะใช้คำว่าสัญญาวิปลาส กับความหลงลืมก็ได้ มันไม่ใช่ผิด แต่มันลืม หลงใหล คือสัมโมหะก็ได้ หลงตัว คือมานะ อติมานะก็ได้ หลงเหลือคือ สอุปาทิเสส ก็ได้เป็นคำไวยพจน์กัน

ถามว่าเป็นกิเลสไหม ก็เป็นส่วนที่ยังไม่บริบูรณ์ หลงลืม ถามว่าโมหะหรือไม่..ก็ไม่ทีเดียว บางทีก็ไม่ใช่ ถ้าหยาบๆแน่นอน ก็กิเลสแท้ๆ ถ้าไม่ได้หยาบ แต่เป็นชั่วครั้งชั่วคราว เป็นไปได้เพราะใช้พลังงานมาก มีเรื่องมาก ก็เข้าใจความหมายสภาวะ จริงๆแล้ว กำหนดหมายที่พยัญชนะ จะเอาสมบูรณ์แบบทีเดียว มันไม่สมบูรณ์หรอก ถ้าพูดละเอียดชัดๆแล้วมันไม่ได้หรอก ก็ค่อยๆติดตามกันไป ตอนนี้อาตมากำลังรีไรท์หนังสือคนจนที่มีแบบ ให้มันเสร็จ จะได้ส่งให้เขาจัดการและพิมพ์ออกมา จะได้ทันงานอโศกรำลึก บางสิ่งละเอียด ก็ไม่อยากทิ้งไป เดี๋ยวมันจะลืม จะได้ใช้ในอนาคตได้

อาตมาอ่านกวีของ อโศกสัมปวังโก เรื่องประชาธิปไตยไทยนิยม ….โดยองค์รวมเชียร์ท่านประยุทธ์ แต่ก็อย่าไปเชียร์จนสุด บางคนบอกว่าเชียร์หนักเข้า ก็เลยประชดเลย มันมากไป คนผีเข้าผีออกอย่างนี้มีเยอะเหมือนกัน ก็ระวัง ให้เหมาะควร พวกเรานี้ก็ส่งเสริม ยังไม่มีใครที่เห็นว่าเหมาะสมเท่า เป็นไปตามลำดับโรดแมป คิดว่าจะเป็นไปตามธรรม อาตมามั่นใจในภูมิปัญญาคนไทยที่ทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรแฝงด้วยลาภยศสรรเสริญ เป็นความบริสุทธิ์ ที่บริสุทธิ์มากทีเดียว ในจำนวนผู้ที่แสดงตัวออกมาทำงานการเมืองขณะนี้ ผู้เก่าเราก็พอรู้จัก ผู้ใหม่ก็ยังไม่แสดงฝีมือ ก็อย่าเพิ่งประมาทไปดูถูกเขา ก็แสดงจริงให้ดู แต่เราดูองค์ประกอบแล้ว ก็ตามเหตุปัจจัย

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 1 พ่อครูว่า... อาตมาก็ขอเข้าสู่เนื้อหาสาระของ ความเป็นประชาธิปไตย สังคมไทยกำลังเดินไปในพฤติกรรมการเมือง ให้ดำเนินไป อะไรไม่ชอบมาพากล เราก็ติง อะไรเป็นไปด้วยดี เราก็ส่งเสริม อันไหนไม่ไหวแล้ว ต้องเผชิญหน้ากัน ก็ต้องเผชิญหน้า ถึงขั้นจะต้องประท้วง ก็ต้องไปประท้วง ซึ่งจริงๆแล้ว อาตมาว่าเมืองไทยจะไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขารุนแรง เล่นกันหนักๆ ใช้ศัพท์ว่ายังไม่เจริญ ยังไม่ civilize เป็นเรื่องความรุนแรง จะเอาชนะคะคาน จัดจ้าน แพ้ไม่ได้ อัตตามานะยังสูงอยู่ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่ค่อยๆดำเนินไป ของเราจะเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลของโลกเขา

เรามาเข้าสู่เนื้อหาของประชาธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตย คำนี้เป็นคำกลางๆ ซึ่ง อธิปไตย มี 3 นัยใหญ่คือ โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย อธิปไตย คือพลัง คือแรง ถ้าเราเป็นพลังที่เป็นโลกาธิปไตย คือของข้างนอกรวมกันทั้งหมด เป็นพลังของภายนอก รวมคนอื่น รวมเราไปด้วยในนั้น พลังงานอันนี้ เราไม่ได้แยกส่วน ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ต้องมีเราเข้าไปร่วมด้วย ต้องเป็นธรรมะ 2 ขึ้นไป แต่ถ้ามีแต่เรา ไม่มีเขา ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า มีแต่เขา ไม่เหลือแม้แต่นามธรรมของเราสักนิดเดียว ไปเกี่ยวข้องเลย จึงไม่ต้องพูดถึงเลย อันนั้นไม่ใช่พุทธเลย พุทธจะต้องมีสองเสมอ อัตตาธิปไตย คือตัวเรา ก็สุดโต่งไป เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก อาตมากำลังขยายความ อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา มีนัยต่างจากปรมาตมัน ที่เป็น โอฬาริกอัตตา เป็นเทวนิยม เป็นปรมาตมัน ถ่ายเดียว ไม่มีมัชฌิมอัตตา หรืออรูปอัตตาเลย มีแต่โอฬาริกอัตตาถ่ายเดียวเลย เป็น God ไม่มีแม้แต่รูปร่าง ถ้าแสดงรูป แสดงว่าออกนอกรีต ของความเป็นพระเจ้าของเขา นัยนี้จึงมีแต่โอฬาริกอัตตา ใหญ่มาก เป็นปรมาตมัน ไม่มีอรูป หรือมโนมยอัตตา ไม่มีปลายหนึ่งเดียว ใหญ่ตลอดกาล ใหญ่นิรันดร ไม่มีการแวบอะไรเลย ซึ่งมันสุดๆ ของพุทธนี้ เอามาให้ผู้อื่นรับรู้ร่วมด้วย ต้องมีสิ่งที่สัมผัสร่วมรับรู้ด้วยกัน แม้จะเป็นนามธรรม ก็เป็นนามธรรมที่ถูกรู้ได้ ด้วยนามธรรมเหมือนกัน เป็นนามรูป ต้องรู้ได้ ถ้าสิ่งนั้นอย่างเดียวเลยมัน นามนาม ที่ไม่มีใครไปรู้ได้ด้วย ถ้าเป็นรูปรูป ก็มีแต่รูปที่ไม่มีนามไปร่วม ก็เป็นอุตุนิยามถ่ายเดียว แต่ถ้าพีชนิยาม ยังมีนาม มีอัตตาของมันบ้าง ก็ยาก และละเอียด

เข้ามาสู่ความเป็นโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ก็ขยาย อัตตา 3 หน่อยนึง ซึ่งมันจะเป็นความเป็นปรมาตมัน หรือปรมัตตา หรือมัชฌิมัตตา และอรูปอัตตา ก็มีสาม ต้น กลาง หยาบ ผู้สุดโต่งไป เป็นอรูปแท้ๆ มีแต่โอฬาริกอัตตา ไม่มี มโนมยอัตตา หรือมัชฌิมัตตา ไม่มีใครไปรู้มโนมยอัตตานี้ได้ มีสิ่งที่สำเร็จด้วยจิต ที่คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ แต่คนสมมุติเองถ่ายเดียว คนนับถือ God ที่ไม่มีตัวตนเลย ผู้นับถือนี้จึงมีแต่ มโนมยอัตตา ภายใน

ธรรมาธิปไตย หมายเอานามธรรมของประชาชนร่วมด้วย เป็นนามธรรมของตนเอง และผู้อื่น ที่เราเรียก จิต มโน วิญญาณ ต้องมีความรู้ในเรื่องวิญญาณ หรือมโน แล้วก็รวมกับผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเป็น 2 ผู้อื่นคือ ผู้ที่มีอธิปไตย เรียกว่า รัฐฏาธิปัตย์ เราก็ยกให้กับกษัตริย์ และ 2. รัฏฐาธิปัตย์ ก็คือประชาชน คือประชาธิปไตย หรือกษัตราธิปไตย ก็คือ กษัตริย์ กับ ประชาชน แล้วก็ วิญญาณ นี่ก็เป็น สามเส้า อาตมาพยายามอธิบาย ประชาธิปไตยสามเส้า ที่จะขยายความอยู่ทุกวันนี้ จะขยายความ ประชาธิปไตยขาเดียว ประชาธิปไตยสองขา หรือประชาธิปไตย 3 ขา เอาจิตวิญญาณมาร่วมด้วย คือกษัตริย์ กับประชาชน ต้องมีจิตร่วมด้วย ในฐานที่เข้าใจกันแล้ว ต้องให้ครบ 3 ขา ต้องมีวิญญาณร่วมด้วย เราลองมาฟังกวีล่าสุด ที่อาตมาพึ่งเสร็จ

ประชาธิปไตยสามเส้า

(1) ทุกชาติต่างเลือกเฟ้น ครรลอง

เป็นระบอบการปกครอง ประเทศไว้

การเมืองเศรษฐกิจสนอง ชนรัฐ ตนแฮ

โชค-เคราะห์ชาติใดได้ ต่างชั้นกันไฉน

(2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง

ปุถุชนหลงกันดัง พระเจ้า

ต่างสร้าง“ใส่ตน”หวัง เป็นใหญ่

ลาภยศยกย่องเย้า ยั่วให้ แรงคึก

(3) เชิญศึกษาเถิดถ้วน ตำรา

“ไทยนิยม”อย่างราชา รัชชเก้า

“อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้เลย

คือ“อธิปไตย”สามเส้า เทิดเกล้าคนสยาม

(4) ตรงตามสัจจะทั้ง ศาสตรา

หนึ่ง“กษัตริย์”-สอง“ประชา” ผนึกเข้า

ผนวกสามอีก“วิญญาณ์” “อำนาจร่วม” กันเฮย

ยอด“อธิปไตย” 3 เส้า จิตไซร้ เป็นประธาน

(5) ใช่พาล“รวบอำนาจ”ไว้ ใน“ตน”

สิทธิ์ประชาแต่ละคน มอบให้

แก่เราที่เขายล เขาชื่น ชมเอง

มิใช่เราอยากได้ แย่งยื้อ มาครอง

(6) ตามสัจต้อง“รับใช้.. ปวงชน”

แล้วประชาแต่ละคน จักให้

ลาภยศยกย่องขน มาข่ม ได้ฤา

หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ไซร้ วิศิษฏ์แท้ จึงจริง

(7) ยิ่งใครได้สัมผัสซึ้ง ตรึงใจ

ศาสตร์พระราชาไทย ที่เก้า

หา“ประชาธิปไตย”ใด ไป่เปรียบ ได้เลย

คือ“อธิปไตยสามเส้า” วิเศษไท้ ไทสยาม

“สไมย์ จำปาแพง” 16 เม.ย. 2561

[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 334 ประจำเดือนพฤษภาคม 2561]

ประชาธิปไตยสามเส้า เรียกอีกศัพท์หนึ่งว่า ราชประชาสมาสัย และคำว่าอำนาจร่วม ก็อย่างหนึ่ง และคำว่า ร่วมอำนาจ ก็อีกอย่างหนึ่ง ประชาธิปไตย มีประชาธิปไตย ขาเดียว สองขา สามขา พยายามให้เข้าใจองค์ประกอบ พฤติกรรม และความเป็นหมู่กลุ่ม ระบอบที่มันเกิด ประชาธิปไตยขาเดียว หมายถึงประชาธิปไตยที่ไม่ได้เรียนรู้ถึงวิญญาณ ไม่ได้มีบทศึกษา ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีอะไรสืบทอด ไม่มีสันตติวงศ์ มันเอาปัจจุบันของเขา เท่านั้นเอง เอาคนในปัจจุบัน ซึ่งทุกคนก็ต้องใช้โลกธรรม อย่างที่เห็นตัวอย่างในโลกเลย ประเทศไหนก็แล้วแต่ ที่เป็นประชาธิปไตย แบบเทวนิยม ไม่เข้าขั้นอเทวนิยม ก็เป็นประชาธิปไตยที่ขาดความเป็นจิตวิญญาณ โดยเฉพาะขาดความเป็นกษัตริย์ เป็นขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ เป็นประชาธิปไตยที่ขาดวิ่น ขาดมาก นอกจากไม่มีกษัตริย์แล้ว ขาดความสืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้ทฤษฎี เป็นระบบทางจิตวิญญาณเหมือนศาสนาพุทธ เรื่องจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้ถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน มีบัญญัติไว้ด้วย ขยายความถึง จิตนี้เป็นองค์รวม มวลพลังงาน ที่เรียกกันเต็มๆว่า วิญญาณ แต่ของเขาไปกันคนละอย่าง สัญญาคนละอย่าง กายก็คนละอย่าง ความเป็นสัตว์ ใน สัตตาวาส 9 เค้าไม่ได้เรียนรู้แยกกันเลยว่า สัตตาวาส 9 มันลึกซึ้งถึงวิญญาณ เป็นตัวประธานทุกอย่าง เพราะสัตตาวาส 9 หมายถึงโอปปาติกะสัตว์ สัตว์ในร่างนี้ แค่สัตตาวาสที่ 1 ซึ่ง แบ่งแยกเป็น มนุษย์ เทวดา ผีห่า ซาตาน หรือมาร หรือเทวดา จะเรียกพระพรหม หรือพระเจ้า ก็แล้วแต่ แล้วก็มีมนุษย์ ก็คือคน พวกกลางๆ มีร่าง มีจิต มีกาย รวมตัวกัน มีมหาภูตรูป และ อุปาทายรูป 24 เป็นรูปที่สัมผัสรู้ได้ เป็นอาการ เข้าใจอุปาทายรูป 24 อย่างที่เราเรียนกัน ศาสนาพุทธ ศึกษาได้ละเอียด แค่แยกเจตสิกออก วิญญาณ มี 3 เจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ที่จริงมีรูปขันธ์ด้วย แต่นามธรรมมี 3 อย่าง รวม รูป เวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็น วิญญาณ ต้องไปอ่านในหนังสือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก เป็นหนังสือเล่มแรกที่อาตมาเขียน เป็นหนังสือธรรมะเล่มสำคัญ เล่มแรก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ คิดว่าผู้สนใจอ่าน มีภูมิธรรม จะได้ประโยชน์มาก

เมื่อมาถึงประชาธิปไตย 2 ขา จะต้องมีกษัตริย์กับประชาชน ต่อมาพวกขาเดียว ก็มีแต่ประชาชน ไม่มีกษัตริย์ พวกสามเส้า มีวิญญาณ ก็เป็นประชาธิปไตยสามขา ก็ครบ ถ้าสามเส้าแล้ว จะเกิดวงวน เกิดการสังเคราะห์ สังขารของพลังงาน เป็นที่มีประธาน ถ้าอย่างแค่ทางด้านวัตถุธรรม พลังงานอันเป็นนิวเคลียส มันไม่มีประธาน ก็จะมีแต่บวกกับลบ สังขารกันอยู่ สังขารกันได้ ก็เป็นนิวเคลียส ซึ่งเป็นนิวเคลียร์ฟิวชัน ส่วนที่รวมตัวไม่ได้ ก็เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ถ้ารวมกันเป็นหมู่ ก็เป็น Fusion ถ้าไม่รวม แล้วกระจายออกเป็น Fission มันก็จะมีความสัมพันธ์ Relation ของมันเหลื่อม เป็นพลังงานแทรกซ้อน overlap กันอยู่ ไม่ตัดขาดทีเดียวหรอก ตั้งแต่พลังงานที่อยู่ไกล จนมาถึงพลังงานที่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้ตัดขาดจากกัน พลังงานที่มีพลังเข้าหาแก่น ก็เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ก็ไปไกล

ประชาธิปไตยที่เป็นขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ มีแต่ความเป็นประชาชน แล้วก็เลือกเอาประชาชน คนไหนขึ้นมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ บริหารเหมือนที่เป็นในโลกนี้ ก็ไม่มีระบบ ที่จะเชื่อมต่อ ที่จะถ่ายทอด ที่จะโยงใย สร้างสรรค์ สืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่คำนึงจิตวิญญาณ ใครมีพลังงานอำนาจที่จะใช้โลกธรรม ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จนคนอื่นเขายกให้ หาคะแนนเสียงได้ ผู้นั้นก็ได้ไป อย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียวนี้ เป็นทุนนิยม 100% ยังเป็นโลกธรรม ที่ใช้ลาภยศ ยกย่อง เชิดชูกัน อย่างที่จะใช้อำนาจ ทั้งยกย่องสูง และมีอำนาจสูงมาก ก็คือทางเกาหลีเหนือ ใช้อำนาจในการยกย่องสูง ลาภ ยศ เขาก็อวยกัน มีแผงยศชั้น ดาวทอง เต็มไปหมด เขามียศ กับสรรเสริญมาก แต่ลาภไม่มาก แต่ทางประชาธิปไตยขาเดียว อย่างเช่นอเมริกา ก็ใช้ลาภ กับยศตำแหน่ง สรรเสริญแทบจะไม่มี น้อยกว่า ส่วนทางด้านเกาหลีเหนือ ยศกับสรรเสริญสูง ครอบงำทางสรรเสริญ เอาสรรเสริญมาเป็นตัวอุปาทาน สร้างอิทธิพล ส่วนอเมริกานั้น ลาภ ใหญ่กว่ายศ อเมริกาจะไม่นั่งติดในยศศักดิ์เท่าไหร่ แม้แต่สรรเสริญเยินยอ ก็ไม่เท่าไหร่ เขาเอาลาภเป็นที่ 1 ยศเป็นที่ 2 ส่วนสรรเสริญมาทีหลัง ส่วนเกาหลีเหนือ สรรเสริญใหญ่กว่า ยศรองมา ลาภมีน้อย แทบไม่มีเลย ที่มี phenomenon จริง เอามายกตัวอย่างได้ ก็สะดวกหน่อย แต่เขาจะถือสา ก็แล้วแต่ หากเขารู้ว่า อาตมาพูดเหมือนดูถูก ก็ต้องชังอาตมา ก็ต้องรับวิบากไป แต่เราจะได้รับความรู้ ชัดเจน สรุปแล้ว ประชาธิปไตยสองขา ก็ต้องเข้าใจ ประชาธิปไตยสามขาที่มีวิญญาณ ในความหมายนัยละเอียด จิต มโน วิญญาณ อาตมาก็ยังไม่เก่ง ที่จะแยกให้พวกเราเข้าใจอย่างหมดความสงสัย คลางแคลง ยัง อาตมายังไม่มีภูมิจะแยกแยะได้ละเอียด วิญญาณ หมายถึงองค์รวมของจิตทั้งหมด เป็นรอบนอก กรอบใหญ่ ซึ่งมีนิยามว่า จะเกิดได้ ต้องมีทั้งภายนอก และภายใน วิญญาณล่องลอย ไม่มีแต่ภายนอก ไม่ใช่วิญญาณ อย่างภิกษุสาติ บอกว่า วิญญาณล่องลอย อย่างนั้นไม่ถูก วิญญาณต้องมีธรรมะ 2 พอได้สภาพรู้ภายใน ก็เรียกว่า จิต จิตนี่ บางทีไม่เรียกภายนอก แต่ วิญญาณ ต้องมีนิยาม กำหนดสำคัญเลยว่า ต้องมีภายนอก วิญญาณมีแต่ภายใน ไม่ใช่วิญญาณ ส่วน จิต นั้น เข้ามาองค์รวมภายใน แบ่งเป็น เจตสิก จนละเอียด ถ้าจะแยก จิต เจตสิก มโน มโน เป็นเรื่องลึกสุด เป็นภายในที่สุด ก็ขยายได้แค่นี้ก่อน ระหว่าง จิต มโน วิญญาณ ประชาธิปไตยที่ยังไม่มีสามเส้า สามขา อย่างที่ว่านี้ ก็ไม่สมบูรณ์ ในความเป็นมนุษย์โลก สามขา มีจิต วิญญาณ ก็ต้องมีวิธีการ มีระบบ อย่างศาสนาพุทธเรา มีทศพิธราชธรรม พระเจ้าแผ่นดินต้องมีกฎมณเฑียรบาล ต้องถ่ายทอด สืบทอด ในแต่ละชาติๆ ตายเกิดๆ สร้างบารมี ถ้าอยู่ดีๆ คนจะไปเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีทศพิธราชธรรมนั้น ไม่ธรรมดา พระเจ้าแผ่นดิน ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ร้าย ก็มีตัวอย่างของประวัติศาสตร์เยอะแยะ นอกจากร้ายแล้ว ก็ยังไม่เจริญ พูดชัดๆ ด้วยความเป็นวิชาการ คือเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ชั่ว ใช่ไหม ก็มีตัวอย่าง แต่เขามีบารมีโลกียะ มีกุศล จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อยู่ดีๆใครจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วิบากกรรมตนเอง เป็นเจ้าของ ถ้าคุณไม่มี ก็ไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีสิทธิ์ จะมีนัยได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องกรรมวิบากมาก ทีนี้เป็นกุศลได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่จิตใจยังไม่สูงเป็นโลกุตระ แม้จิตโลกียะ ก็ยังดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ดี กุศล ก็ไม่มีในจิต แต่เป็นคนมีบารมีทางโลกียะ อาจจะเป็นคุณธรรมทางทานมาก ได้ทาน และช่วยเหลือผู้อื่นมาก ก็เป็นกุศล กุศลโลกีย์ จะช่วยด้วยอะไร ก็แล้วแต่เถอะ บางทีก็เป็นพฤติกรรม หรือบางทีคนนี้จะถูกฆ่า ก็ยกไว้ ไม่ฆ่า เป็นต้น เช่น เป็นเจงกิสข่าน ก็เป็นกุศลทางโลกียะมากพอ ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่แม้กุศลที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีคุณงามความดี ก็ยังไม่ค่อยมี นอกจากไม่มีแล้ว ยังติดยึดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในกาม ในอัตตามานะก็ใหญ่อีกต่างหาก ก็มีได้ อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่แค่สายโลกีย์ ไม่ได้มีระบบการศึกษา ไม่ได้มีการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ ไม่ได้สร้างสรรอย่างเป็นระบบมา ก็ไม่เป็นส่ำ ไม่ได้สัดส่วน ที่ได้ตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ คำว่าตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ปหาราทสูตร นั้นสุดยอด จะได้สัดส่วนไปตามลำดับๆ อย่างเยี่ยมยอด เพราะฉะนั้น มาถึงคำว่า จะต้องสะสมบารมี มาตามลำดับ ก็ขอเข้าสู่การศึกษาธรรมะ ลำดับ จะเยี่ยมยอด ต้น กลาง ปลาย แบ่งเป็น 3 ขั้นต้องมี ศีล เป็นตัวต้น แล้วถึงจะสั่งสมบารมีขึ้นมา มีอธิจิต ที่เจริญที่ดี เราจะดีแค่โลกียะ ก็เป็นระบบได้ เพราะฉะนั้นศาสนาเทวนิยม ก็สร้างระบบโลกียะ สั่งสมเป็นคุณงามความดี ก็ทำไป ก็เก็บรายละเอียดของคุณงามความดี มีพลังงานทำคุณงามความดีมากขึ้นๆ แต่หากยังไม่เป็นระบบ เป็นระบบที่ยังไม่บริบูรณ์ ตรงที่ว่าไม่รู้ความเป็นจริงของจิต เจตสิก รูป นิพพาน อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศ ของอาการจิต แล้วมาเรียบเรียงตามลำดับไม่ได้ ไม่มีทฤษฎี ไม่มีหลักการ หลักการทฤษฎีเบื้องต้น ศีล เป็นเบื้องต้น แล้วศีลที่จะต้องเข้าใจในความหยาบ จะประกอบด้วย อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม และกรรม การกระทำ เพื่อให้เกิดผล ซึ่งผลนี้จะสั่งสมลง เป็นธรรมะ จะอยู่ในอัตภาพของแต่ละคน ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธนั้น มีทั้งโลกุตระ ซึ่งสะสมเป็นลำดับ ลำดับศีล สมาธิ ปัญญา หรือซอยละเอียด คืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สามเส้า ศีลข้อ 1 ก็เกี่ยวกับ สัตว์ในโลก สัตว์เซลล์เดียว สูงสุด สัตว์โอปปาติกะ ศีลข้อที่ 2 ก็เกี่ยวกับ อุตุนิยาม พีชนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งของวัตถุภายนอก มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นวัตถุ ศีลข้อ 1 เป็นจิตนิยาม ศีลข้อ 2 เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม ศีลข้อที่ 3 เป็นตัวเรา ต้องมี ผัสสะ ต้องเกี่ยวข้องกับภายนอก สัตว์เซลล์เดียว หรือสัตว์เซลล์ไม่มาก ก็จะไม่มีสมบูรณ์ด้วยปัญจสาขา ไม่สมบูรณ์ด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ลงลึกถึงสัตว์เดรัจฉาน ที่องคาพยพไม่สมบูรณ์แบบ ต้องไปสัตว์ที่มีปัญจสาขา ก็ยังเจริญมาเป็น เวไนยสัตว์ในขั้นโลกีย์ คือสัตว์ที่สอนได้ พอรู้เรื่องพอเป็นไป นกขุนทอง เขาก็สอนให้จำแล้วพูดได้ ปลาโลมา ก็สอนให้ทำอะไรได้อีกเยอะ ลิงค่างบ่างชะนี แม้แต่ช้างม้าวัวควาย ก็สอนให้ทำอะไรได้ เป็นเวไนยสัตว์ระดับหนึ่ง จนมาเป็นมนุษย์ ก็ซับซ้อน เป็นอเวไนยสัตว์ของคน สอนอย่างไร ก็ไม่รู้เรื่อง เป็นพาลไปอีกนาน จะวนเวียนสูงๆต่ำๆ ไปอีกนาน พวกเราพ้นจากโลกียะ เป็นในระดับเวไนยสัตว์แล้ว ยังเป็นสัตว์ที่สอนโลกุตรธรรมรู้เรื่อง จึงซ้อนขั้นอีก ไม่รู้เท่าไหร่ สามารถเรียนรู้ ความรู้โลกุตระ เริ่มต้นตั้งแต่ พระโสดาบัน มีอัญญธาตุ ที่สามารถจะรู้เรื่องของโลกุตระ เข้าใจโลกุตระได้ เป็นสัตว์ที่สอนได้ เป็นธาตุตัวแรก อัญญะ เป็นธาตุอื่น ที่ต่างจากโลกียะ โลกียะจะหมุนเวียนอีกเยอะ ไม่มีธาตุที่เป็นอัญญะ ที่แตกต่างจากเฉกะ หรือจิตวิญญาณที่เป็นโลกีย์ อัญญะ คือธาตุจิต ที่ต่างจากความรู้เดิม ที่ออกจากวัฏฏะของโลกียะ สามเส้าของโลกียะ หากไม่ออกมาเป็นพลังงานตัวที่ 4 5 6 7 8 9 อัญญะก็สั่งสมอัญญา เป็นตัวที่ 5 ตัวกลาง เป็นตัวที่จะเจริญเข้าหาวงใหม่ ของวัฏฏะ 5 นั้นเกินครึ่งของ 9 เกินครึ่งจาก 4 ออกมา ตัว 5 จะเป็นตัวที่เจริญขึ้นมา จะค่อยมีสภาวะธรรมที่เอาตัวเลขพวกนี้มาขยายสภาวะ พวกเราก็จะพอเข้าใจ

เอาที่เวทนา 108 ผู้ที่จะเข้าเกณฑ์ ของผู้ที่เรียกว่าเป็นอาริยะ มีอัญญธาตุแล้ว พอมีสองธาตุ สามธาตุ ก็เป็นอัญญา แล้วมาเป็นกัญญา คัญญา มาเป็น ฆัญญา มาเป็น จัญญา มาเป็น ชัญญา ส่วน ญัญญา ไม่ใช่ มาเป็นปัญญา ถัญญา มาเป็น มัญญา อะไรพวกนี้ ซึ่งก็ใช้พยัญชนะพวกนี้ ก็ไม่ลงละเอียด มันจะมากไป บางทีอาตมายังไม่เก่งพอจะเรียบเรียง ไม่ให้สับสน บางทีก็สับสนบ้าง แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้โมเม เพราะผู้ที่สร้างพยัญชนะขึ้นมา อาตมายังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหน เป็นผู้บัญญัติพยัญชนะ ก็ตอบไม่ได้ เราก็รับถ่ายทอด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมามหาจักรวาลนี้ นับไม่ถ้วน มีมากเท่ากับเม็ดกรวดในมหานที อาตมาไม่ริษยา ใครที่จะได้เกินมากกว่าอาตมา ขอให้จริงก็แล้วกัน ถ้าไม่จริงมาหลอก ก็เป็นบาป ถ้าเป็นจริง สอดคล้องกัน จะไม่ริษยากัน พระโพธิสัตว์จะไม่ริษยากันหรอก พระโพธิสัตว์ที่พอเป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้ว ไม่มีจิตที่เป็นริษยากัน ก็ตรวจจิตตัวเองให้ดีๆ จิตใจตัวเองยังมีริษยากัน ก็แสดงว่า ไม่เข้าข่ายของพระโพธิสัตว์ แม้แต่โพธิสัตว์น้อยๆ ก็ยังไม่เข้าข่าย โดยจริงแล้ว ธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม แม้แต่ผู้นั้นจะต่ำกว่าเรา แต่ถ้ามีธรรมะโลกุตระ ส่วนที่เรายังไม่มี ก็ยังอนุโมทนา สาธุ ยินดี ไม่ใช่จะไปริษยา ไม่ใช่ ฟังให้เข้าใจให้ชัดๆ อ่านอาการริษยาให้ออกนะ อาการ ลิงค นิมิต อาการริษยา เป็นอย่างไร พอรู้หน้าไหม ละเอียดนะ แต่อาตมาเชื่อว่าพวกคุณรู้นี้ ริษยาหยาบ ก็รู้กันมาเป็นลำดับ แต่ถ้าริษยา ในอุปกิเลส 16 จะเข้าใจได้มากขึ้น ถ้ามาขยาย มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ ไปเรื่อยๆ จนถึง มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นความละเอียดของอุปกิเลสไปตามลำดับ

มาเข้าสู่การเมือง การเมืองที่ไม่เป็นสามเส้า ไม่มีกษัตริย์ 2 ประชาชน 3 จิตวิญญาณ หากไม่เห็นความสำคัญของจิตวิญญาณ แม้จะมีกษัตริย์ ประชาชน ยกตัวอย่าง เช่น อังกฤษ ไม่รู้จักจิตเจตสิก ไม่ได้ศึกษานัยของพุทธ ที่พูดนี้ต้องขออภัยต่อทางยุโรป ที่เป็นเทวนิยม เขามีกษัตริย์ มีประชาชนด้วย แต่วิญญาณเขายังไม่มี เขายังไม่มีระบบ กฎมณเฑียรบาลของเขา ก็สืบทอดกษัตริย์ ทั้งอังกฤษและยุโรป เขาก็มีกษัตริย์ที่สืบทอด แม้แต่ในอินเดีย ก็มีทั้งลักษณะของโลกียะ และโลกุตระ ตอนนี้ก็ยังมีเชื้อของโลกุตระอยู่ แต่มีน้อยมาก เพราะเปอร์เซ็นต์ของพลเมืองเป็นพันล้าน มันมากไป หากคนโลกุตระนั้น อินเดียจะต้องมารวมกับไทย ไทยที่จะเอาโลกุตระไปในอินเดียนั้น ไลฟ์บอย ไม่มีท่าหรอก ต้องให้อินเดียมาเอาที่ไทย ต้องมาเอาโลกุตระที่ไทย เพราะโลกุตระไม่ได้มีแก่นแกนที่อินเดียแล้ว ตอนนี้ ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ได้ศึกษาจิตวิญญาณ อย่างมีระบบ มีทฤษฎี และมีหลักเกณฑ์ กฎมณเฑียรบาลนั้น ก็เป็นหลักเกณฑ์ เพื่อที่จะให้กษัตริย์ มีทั้งพฤติกรรม พระจริยวัตรต่างๆ พร้อมกันนั้น ต้องศึกษาทางธรรมะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเมืองไทยแล้ว กษัตริย์ของไทยก็เป็นพุทธมามกะ มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ในยุคสมเด็จพระนารายณ์ ตามที่เรากำลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ต่างชาติก็มีศาสนาคริสต์ จะพยายามให้พระนารายณ์มาเข้ารีตศาสนาคริสต์ แต่พระนารายณ์ก็ไม่ เพราะพระนารายณ์เป็นพระโพธิสัตว์ ..อย่าถามต่อ ไม่อธิบาย เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้พอมีหลักฐาน อ้างอิงยืนยัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน