610509_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
610509_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน 1 อ่านทั้งหมดที่หรือดาวโหลดเอกสารที่… HYPERLINK "https://drive.google.com/open?id=1JiJ7OdmkEprj-M8VMwphf3jOr_7vDE53Sx7mFWUn5Zw" https://drive.google.com/open?id=1JiJ7OdmkEprj-M8VMwphf3jOr_7vDE53Sx7mFWUn5Zw สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เราเข้าใกล้งานอโศกรำลึก เราก็จะมีการบูชา การบูชาก็มีทั้งอามิสบูชา และปฏิบัติบูชา แต่พระพุทธเจ้าสรรเสริญปฏิบัติบูชา เราจะได้ปฏิบัติบูชาต่อพระพุทธเจ้า และพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่ได้นำอาริยคุณ ให้เกิดขึ้นแก่พวกเรา การปฏิบัติบูชา ถือว่าเป็นการบูชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่ควรจะเป็นการบูชาเพียงวันเดียว ในวันอโศกรำลึก แต่ควรเป็นการปฏิบัติบูชาที่ได้ทำตลอดไป ทั้งชาตินี้ และชาติต่อๆไป สิ่งที่พ่อครูทำให้พวกเรานั้น มันนับวันไม่ได้ เป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้สร้างให้พวกเรา เป็นคนโลกโลกุตระ เราจึงควรมาคบกับท่านให้บริบูรณ์ ก็คือ มาแล้ว ตั้งใจทำใจสดับฟังธรรมให้ได้ครบ ไม่มีติดขัด ทำใจให้พร้อม รับฟังคำสอนของท่าน ให้ชัดเจน ตั้งใจฟังธรรมให้บริบูรณ์ ก็จะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ เราก็จะได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำใจในใจของตัวเองได้ถูกต้อง เราเสพกามมานานแล้ว ปล่อยเนื้อปล่อยตัวมายาวนาน แสดงอัตตาตัวตนมายาวนาน วันนี้ได้เข้าใจ ก็ทำใจในใจ เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ก็เลยต้องตั้งศีลให้แก่ตัวเอง เราก็จะมีการสำรวมอินทรีย์ของเรา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของศีล ที่เราตั้งไว้ กำหนดขอบเขตเอาไว้ เราก็จะมี สุจริต 3 ที่จะไปปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ได้ จัดการกับเวทนาเทียม ให้เหลือแต่เวทนาแท้ ชำระกิเลสในปัจจุบันให้ได้ นั่นคือการปฏิบัติ โพชฌงค์ 7 ทำได้ก็จะเป็นวิชชา และวิมุตติให้แก่ตัวเอง เป็นการปฏิบัติไปตามลำดับ นี่ค
อ่านต่อ
ือการปฏิบัติบูชาที่แท้จริง เราไม่ต้องรอวันไหน แต่ทำในขณะนี้ เวลานี้ วันนี้เลย นี่คือการปฏิบัติบูชาที่แท้จริง และยิ่งทำไปตลอด ต่อเนื่องยาวนาน จนเราเป็นได้ตัวจริงของเรา พ่อครูว่า… SMS 6 พฤษภาคม 2561
_8498... ตีความเสียใหม่ว่า ถ้านิ่งนี่ไม่ดี นิ่งจะทำให้เสียหายมากเสียตำลึงทองเลย พ่อครูว่า... การนิ่งก็เป็นกรรมกิริยาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ถ้าจะต้องทำ ก็ต้องทำ อยู่ที่ความควร หรือไม่ควร เป็นไปตามสิ่งที่ควร
_ครูวินัย จาก ชลบุรี สงสัยถามมา... "ฟังพ่อท่าน เอาสระมาอธิบาย อะกับอุ ผสมกันเป็นโอ ....อะไรทำนองนี้ ผมฟังๆ เกิดสงสัยครับว่าท่านมาเทศน์อธิบายทำไม เพื่ออะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้ธรรมะ(ลดละกิเลส) แล้วทำไมพ่อท่านต้องเอายากๆมาสอนทั่วๆไป คนฟังสาธารณะ หากจะอธิบายภายในด้วยกันก็ปิดห้องไม่ต้องถ่ายทอดไปเลย ขอพระคุณท่าน ช่วยอธิบายชี้แนะด้วยครับ ผมฟังใน YouTube ถ้าเจอคำอธิบายเหล่านี้ผมต้องเลื่อนหนีไปเลยครับ....สมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีนะภาษาเหล่านี้ ภาษาไทย มาทีหลังสมัยพุทธกาล...ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมาย ครับสาธารณะ คนวงกว้าง เสียโอกาส มากเลย" พ่อครูว่า… ก็ขออภัย ทำให้เกิดแค่หงุดหงิดนะ คงไม่ถึงกับโกรธเคือง คือยุคนี้ เป็นยุคปลายของความเสื่อม แล้วขาดแคลนความจริง ที่จะต้องต่อไปถึงห้าพันปี เราก็พูดไปกันแล้ว หากไม่มีอาตมามาเกิด แล้วนำเอาความรู้โลกุตรธรรมมาต่อ คุณวินัยจะว่า โลกุตรธรรมจะต่อไปได้ไหม เพราะตอนนี้มันเสื่อมไปหมดแล้ว มีแต่ศาสนาสวดมนต์พิธีกรรมไป ไม่มีอะไรก็นั่งสวดมนต์กัน อย่างนี้แสดงว่าคุณเอาแต่โลกียธรรม ไม่เอาโลกุตรธรรมที่ยาก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34) ต้องมีผู้มาต่อเชื้ออันนั้น คิดเอาเองไม่ได้ พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของธรรมะ เป็นธรรมะสามี ท่านมีความสูงส่ง ไม่มีใครไล่ทัน ทิ้งช่วงกับพระโพธิสัตว์ ไปไกลแต่ละระดับ พระโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็มี ต้องเป็นระดับที่ 9 เท่านั้น จึงเป็นพระพุทธเจ้า ระดับสัมมาสัมพุทธะ ระดับที่ 10 เป็นความสูญ จะเลิกไป ทิ้งแล้วจบ ถ้าจะเรียกว่าเต็ม ก็คือเต็ม จะเรียกว่าจบก็คือจบ เป็น axiom แล้ว นัตถิอุปมา อาตมาทำงานนี้ เป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องตื้น ท่านฟ้าไทก็อธิบายอย่างที่ท่านฟ้าไทมี ก็ต่อเชื่อม ไม่ให้ขาด ก็คุณก็อย่าเพิ่งเห็นแก่ตัวเอง ที่จะได้เท่านั้น ให้คนอื่นได้บ้าง ถ้าคุณเองไม่ต้องการ ก็ไม่เอาอยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายอะไรหรอก ขออภัยที่อาตมาจะใช้ช่องทางนี้เพื่อคนอื่นบ้าง เป็นแต่เพียงว่า จะไม่ให้มีอยู่ในโลกเลยหรือ พวกอาตมาขออาศัยบ้าง อย่างไรๆ พวกอาตมา ก็เป็นส่วนน้อยอยู่แล้ว คนที่เห็นว่าเป็นสาระนั้นมีไม่มากหรอก ซึ่งเท่านี้ก็สำคัญ อาตมาเห็นชัดเจนว่า ถ้าอาตมาไม่มาต่อศาสนาพุทธ มันก็สูญไปแล้ว เนื้อหาสาระมันไม่มีแล้ว มีแต่ในเดรัจฉานวิชา มีแต่สวดมนต์ บานทะโร่ไปหมดแล้ว ขออภัยว่าไปก็เหมือนกระทบคนอื่น ที่เขามีศักดิ์ศรียศชั้นมากกว่าอาตมาเยอะแยะ เขามีโลกธรรมสูง อาตมาไม่มีโลกธรรมอย่างเขาเลย สรุปอีกที ขอโอกาสหน่อยนะ หากคุณไม่ชอบใจ ก็ผ่านไป
SMS วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 (สมณะ สิกขมาตุ สันติอโศก) _ถาวร ทิพย์โชติ... คนที่กินเนื้อสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ ผลร้ายตามมา ร่างกายย่อยยาก ป่วยง่าย และไม่สบายกาย-ใจเกิดปัญญาเฉโก (เชาวน์ปัญญา หรือ ปัญญาโลกีย์) แต่ถ้าไม่เบียดเบียนสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ ทำให้ศีลข้อหนึ่งเต็มสมบูรณ์ มีแนวโน้มเกิดญาณปัญญา(ปัญญาโลกุตระ) ผมเข้าใจได้ถูกตรงหรือไม่เพียงใดครับ.. เกณฑ์ตรวจสอบความเป็นพระโสดาบัน น่าสนใจ ผมขอรับทางไปรษณีย์ จะสะดวกไหมครับ พ่อครูว่า... ได้สิ เราอยากให้คนสนใจอยู่แล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 สู่โลกโลกุตระ _บ้านเล็กเมืองน้อย...บ้านราชนี้ดี อยู่แล้วจน มาจนได้ เพราะยินยอม ยอมได้ เพราะไม่ชอบแย่ง ไม่แย่ง เพราะรู้จักพอ พอได้ เพราะมีศีล เชื่อมั่นในศีล เพราะได้ฟังสัทธรรมจากสมณพราหมณา ผู้มีสยัง อภิญญา พ่อครูว่า... มาจนได้ นี้ มีสองแบบ คือมาจนได้ คือมาถึงจนได้ หรือมาแล้วก็มาทำตนเป็นคนจนได้ นี่ภาษาไทย มีหลายมิติ ดีมาก ศีลนี้แหละ จะเป็นข้อปฏิบัติกำจัดตัวตนไปทีละตัวตน เป็นลำดับ ก็จะหมดตัวตนในที่สุด สยังอภิญญา เพื่อความรู้ยิ่งในตัวเอง อาตมาก็ประกาศว่า อาตมาคือคนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 เอามายืนยันเลยว่า นี่คืออาตมา อาตมาอ้างตัวเองขนาดนั้น ไม่ได้อ้างเพราะสาเฐยจิต แต่อ้างเพื่อยืนยัน เป็นสิ่งอ้างอิง ยืนยันเป็นหลักฐาน มีคำตรัสของพระพุทธเจ้า และอาตมามายืนยันว่า อาตมามีอภิญญา เป็นความรู้ยิ่งต่างๆ ที่อธิบายสาระสัจจะของพระพุทธเจ้า อาตมาก็อธิบายผู้มีปัญญาฟังก็เข้าใจชัดเจน แล้วเอามาปฏิบัติตาม ก็ได้ผลตามด้วย ได้มา จนกระทั่งได้อย่างที่เรียกว่า ไม่น่าเชื่อว่ามันจะได้ขนาดนี้ เป็นอาริยบุคคล ถึงขั้น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เราก็ได้ อย่างน้อยอรหัตตผลเป็นลำดับ อรหัตตผล ของโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อาตมาก็ไม่พูดต่อ เพราะอาตมาแค่นิยตโพธิสัตว์ ใครที่สูงกว่าอาตมา ก็มาพูดต่อ ยืนยันในสภาวะ และพยัญชนะทุกอย่าง แม้แต่โพธิสัตว์ 9 ระดับ ถึงสัมมาสัมพุทธะ 10 ระดับ ก็ไม่มีใครมาบัญญัติ อาตมานี่แหละบัญญัติ ไม่ได้เห็นใครบัญญัติไว้นะ แต่ก็น่าจะมี พระอรรถกถาจารย์ที่ใหญ่กว่าอาตมาก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่มันจะเหลือไหม มีสิ่งเหล่านั้น เหลือมาอ้างอิงยืนยันไหม เมื่อมันไม่มี ก็เอาสิ่งที่มี สิ่งที่มีคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส อาตมาก็หยิบมายืนยันแม้แต่สัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาอธิบายตั้งแต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ทุกอย่างกรรมพาเป็นไป กัมมโยนิ เป็นตัวกลางของ กรรม 5 กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ คุณต้องอาศัยกรรมของตนเอง คุณไม่มีนิ้ว จะเอานิ้วที่ไหนมาใช้ ไม่มีตา จะเอาตาที่ไหนมาใช้ คุณมีอะไรก็ได้อาศัยอันนั้น เป็นของของตนได้อาศัย เป็นโลกียะ คุณก็ต้องอาศัย แค่คุณมีเป็นของโลกียะ คุณจะเอาโลกุตระมาอาศัย ได้อย่างไร แต่โลกุตระนั้น ท่านจะอาศัยโลกียะได้ แต่ท่านอาศัยแต่กุศลเท่านั้น สิ่งที่เป็นอกุศล ท่านไม่อาศัย ไม่ต้อง แต่ก็อาศัยเหมือนกัน อาศัยอกุศลเพื่อว่า เพื่อเป็นตัวยืนยันว่า อย่าไปเอาอย่าง อย่าไปทำตามอย่าไปเป็นอย่างนั้น ไม่เอา เท่านั้นเอง อาศัยเป็นเครื่องเปรียบเทียบเท่านั้น ในธรรมะก็เป็นสัจจะอย่างนี้ตลอด 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257)
เมื่อกี้นี้ท่านฟ้าไทพูดถึงว่า จะมีการจัดงานบูชา ที่อาตมามีสิ่งที่ได้ทำมา เป็นประโยชน์ให้ ก็เลยระลึกถึงบุญคุณ เรียกเป็นภาษาไทยว่า คือคุณที่ได้ทำให้แก่คนที่ได้รับ ภาษาไทยคือบุญคุณ จริงๆแล้ว ก็ไม่ตรงทั้งหมด บุญนั้นสูงเกินไป บุญไม่ใช่กุศล บุญเป็นของตัวเองคนเดียว ทำให้คนอื่น มีที่คนอื่นไม่ได้ ทำของตัวเองเสร็จแล้ว จบของตัวเอง มีที่ใคร คนอื่นไม่ได้ เป็น เอกังเสนะ ถ่ายเดียว ไม่มีสองถ่าย อย่างเดียวทำหน้าที่จบแล้ว ก็ไม่มีเลย จากปัจจุบันแล้ว บุญไม่เกิด ไม่มี เกิดในขณะสร้างในปัจจุบัน บัดเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ สัมปติ ปรุงแต่งเป็นพลังงานบุญ ทำสำเร็จ หรือไม่สำเร็จก็แล้วแต่ ผ่านปัจจุบันนั้นไป บุญก็หมด หายไป เป็นพลังงานที่ใช้ สร้างเสร็จ ก็หายไป ไม่มีที่เก็บ เก็บไม่ได้ พลังงานอื่นยังสามารถมีที่เก็บ สะสมไว้ใช้ แต่บุญนี่ไม่มีอุปกรณ์อะไร ที่จะมาสะสมเก็บไว้ ไม่มี ไม่มีที่อะไรจะเก็บสะสมใส่ไว้ ภาชนะเกินปัจจุบันนี้ ไม่มี สร้างขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น ผู้สามารถสร้างพลังงานนี้ได้ จึงได้ จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ที่คุณจะสร้างพลังงานบุญ ทำบุญขึ้นมา จะเรียกว่าบุญ หรือฌาน ก็ได้ เป็นพลังงาน พลังงานที่มันจะทำงาน ฌานเป็นมรรค บุญเป็นผล ถ้าทำพลังงานที่เป็นฌาน จัดการกำจัดไฟราคะโทสะโมหะ มันจัดการเสร็จ ก็สำเร็จหน้าที่บุญ ต้องมีสิ่งที่เกิดให้ไปจัดการ คือฌาน ผู้สร้างบุญคือสร้างฌาน เผากิเลสให้หายไป เหลือแต่จิตที่สะอาด จิตเป็นสิ่งมีสิ่งเป็นจิตเป็นกุศล สะอาดขึ้น ตกผลึก สั่งสม ลงเป็นจิต ตั้งมั่นขึ้น แข็งแรงขึ้น เป็นกอบเป็นกองขึ้น เรียกว่าเป็นสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ ต้องรู้ขณะใดที่เป็นฌาน เหลี่ยมใดเป็นบุญ ต้องรู้ฌาน รู้บุญ มันคนละเหลี่ยมกัน ไม่ใช่มิติเดียว ที่ต้องมีการบูชาด้วยอามิสนั้น มีทั้งบูชาด้วยรูปแบบ สิ่งของ มีองค์ประกอบ มีของประกอบ มีเวลาจัดองค์ประกอบมากมาย เสียข้าวเสียของ ทำเข้าไป ใส่เข้าไป ยิ่งบูชากัน ยิ่งใหญ่ ยิ่งมีความสูญเสียกันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจะเอาแต่บูชานี้ คนที่เห็นแล้วมองประเด็นเรื่องการสูญเสีย ก็บอกว่าบูชาไปทำไม เอาแต่ปฏิบัติอย่างเดียว ไม่ได้หรือ? แหม! ไม่เข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณ ที่คนเราจะต้องเคารพบูชา แล้วก็ส่งเสริม ชวนกันมาแล้ว ระลึกถึงคนที่มีบุญคุณ คนที่มีคุณค่า ถ้าไม่เช่นนั้น มันจะสูญหายไปเร็วกว่าที่ควร หรือไม่เหลืออะไรเลย ยิ่งไม่ต้องบูชา ไม่ต้องเคารพใคร ก็ของฟรี ธรรมะก็เป็นของฟรี คุณถือว่าเป็นของฟรี ก็ไม่เอาอะไรตอบแทน แสดงธรรมบอกว่า ไม่ต้องการอะไรตอบแทน แล้วจะเอาอะไรตอบแทน คุณบูชา แต่อาตมาก็ไม่ได้เอาของคุณนะ แต่มันแสดงถึงน้ำใจ พวกคุณที่มีกตัญญุตา มีการรู้คุณคน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้คุณคนนี้ มันร้ายเลวกว่าเดรัจฉาน เพราะฉะนั้นคนนี้แหละ จะเป็นผู้ชื่อว่ารู้คุณคน คุณคือสิ่งที่ไม่ใช่โทษ เพราะฉะนั้นจะมีคนเอาสิ่งที่ดีที่สุด ถึงขั้นสัมมาสัมโพธิญาณ เอามาประกาศ เอามาช่วยสอน ตั้งแต่เริ่มต้น อาริยคุณ โสดาบัน สกิทาคามี ไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่เหนือโลกียะ เป็นโลกุตรธรรม แม้หนึ่งจุด ก็มีไปอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ใช่สาธารณะทั่วไปของปุถุชน มันเป็นเรื่องเฉพาะของอาริยชน ไม่ใช่เรื่องสาธารณะของปุถุชน ปุถุชนนั้นไม่มีทางรู้หรอก จนกว่าจะได้พลังงาน ที่มันข้ามขีด เรียกว่าข้ามโคตรภู มาเป็นพลังงาน อัญญะ พลังงานอื่น พลังงานที่ไม่ใช่พลังงานโลกียะ อย่างที่พูดแล้วพูดอีก ยกตัวอย่างเป็นตัวบุคคล อัญญาโกณฑัญญะ มีพลังงานนี้ใส่จิต พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อัญญาสิ วตโภ โกญทัญโญ โกณฑัญญะมีพลังงานนี้แล้ว ตัวอื่น ที่ไม่ใช่โลกียะ เพิ่งเริ่มเป็นคนแรกที่ได้ ท่านก็อุทานเลย วตโภ โกญทัญโญ คือ พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว วต เริ่มตั้ง เริ่มหยั่งลง เริ่มมีขึ้น ในจิตมนุษย์ โภ คือความเจริญ เกิดขึ้นแล้ว อุบัติขึ้นที่จิตของอัญญาโกณฑัญญะแล้ว พระพุทธเจ้าทำงานนี้ มันแสนยากที่จะสถาปนาจิตโลกุตระ ลงไปในมนุษย์ แต่นี่มันสถาปนาได้ เริ่มต้นได้ หนึ่ง มันก็จะต้องต่อ อัญญะมาเป็นอัญญา คือพหูพจน์ ก็กลายเป็นธาตุรู้ของจิตนิยาม เป็นความรู้ยิ่งของโลกอื่น ที่ไม่ใช่โลกโลกียะเก่า เป็นโลกใหม่ เป็นมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่มนุษย์ดาวดวงเดิม จึงเรียกว่า อยัง โลโก อันนี้เป็นโลกอื่น ปโร โลโก แยกโลกกันให้ชัดลึก แยกดาวคนละดวง อันนี้มันเป็นดาวโลกุตระ ไม่ใช่ดาวโลกียะ ไม่ได้มาพูดเล่น อาตมามีภูมิรู้สิ่งนี้ อาตมามีโลกุตระ ก็เอามาทำงาน แล้วมีคนรับได้ อาตมาไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้าหรอก ว่าคนไหนเป็นคนรับได้คนแรก อาตมาก็ไม่รู้ได้ แต่ประกาศมา ก็มีคนมารวมกัน ได้เป็นอาริยบุคคล เป็นโลกุตรธรรม สังคมคนอาริยะ จนเดี๋ยวนี้กล้าขึ้นบนหลังคาว่า แผ่นดินพุทธ ใส่เข้าไปอย่างมั่นใจ ซึ่งก็เคยเล่าว่า แต่ก่อน คำว่าแผ่นดินพุทธ ตั้งใจจะตั้งขึ้นที่ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรก มันก็ไม่ลงตัว ไม่สำเร็จ เป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำใส่ เราเรียงหินที่อ่างลงหิน ในวันที่ทางกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กำลังปฏิวัติกันใหญ่ ทางคุณจำลองอยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็สร้างอ่างลงหินที่ปฐมอโศก ทางเราก็สร้างธรรมะ เป็นอจินไตย ต้องควบคู่กัน ไม่พูดมากกว่านี้ ทุกอย่างก็มีคู่กันอย่างนี้ สรุปแล้ว การบูชาเป็นคุณธรรมขั้นสูง ทุกวันนี้เรารู้บุญคุณของพระพุทธเจ้า รู้บุญคุณของพระอาริยะ ที่ท่านสืบทอดมา ก็เลยรู้บุญคุณของท่าน ก็เลยสืบทอดนำธรรมะของพระพุทธเจ้า มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งมันโรยราอ่อนแรง เหลือเชื้อน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังทำให้ฟื้นขึ้นมา มีสัจธรรมมีตัวบุคคลยืนยัน ยืนยันได้ อาตมากล้าพูดตรงๆเลย พวกคุณจะยืนยันกับอาตมา อาตมามั่นใจว่า พวกคุณมาหลอกอาตมาไม่ได้หรอก หลอกอาตมาไม่สำเร็จหรอก แม้จะหลอกสำเร็จ เหลือแต่อาตมาคนเดียว อาตมาก็จะยังทำอยู่ สมณะฟ้าไทว่า... ขออยู่กับพ่อครูดีกว่าครับ พ่อครูว่า... อยู่ไป ก็จะจู้จี้จุกจิกอย่างนี้นะ จะเหมือนกับพระสุภัททะไหม ? ก็คุณวินัย ก็ถ้าคุณไม่เอา คุณก็ผ่านไปก็แล้วกัน ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าคุณเห็นว่าน่าจะเอาบ้างก็มาเอา แต่ไม่มีปัญหานะ คุณเอาหรือไม่เอา ก็ยังมาตอแยกับอาตมา ก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ถือสาหรอก อาตมาว่าดีด้วยซ้ำ คุณตอแยอาตมาก็ดี ดีกว่าพรหมทัณฑ์ เหมือนอาตมาไม่มีอยู่ในโลก พรหมทัณฑ์ คือ การลงโทษที่สูงที่สุดของศาสนาพุทธ รองจากปาราชิก ปาราชิกนี้ หากเขาเข้ามาในเขตที่เราเทศน์อยู่นั้น ก็ต้องหยุดเทศน์ ไม่ให้ธรรมะ ปิดกั้นไม่ให้ได้ธรรมะเลย เท่าที่จะปิดกั้นได้ ส่วนตัวคุณปาราชิก จะไปแสวงหาเอาเอง ก็แล้วแต่เขาเอง แต่ถ้าเรารู้ว่า คุณจะมาเอาเหมือนเป็นไส้ศึก เราก็ไม่ให้ นี่คือปาราชิก ต้องลงโทษกันถึงขนาดนั้น เดี๋ยวนี้มันผิดเพี้ยนไป ปาราชิกก็อยู่ด้วยกัน กอดคอกัน ซูเอี๋ยกัน พวกปาราชิกก็อยู่ด้วยกันถึงต้องประกาศนานาสังวาส อยู่กับเขาไม่ได้ อยู่กับหมู่ใหญ่ไม่ได้ อยู่ไม่กี่ปี ก็ประกาศออกมาตอนปี 2518 อาตมาบวชปี 2513 สรุปให้คุณวินัยอีกว่า โลกนี้ต้องมีทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ต้องมีธรรมะ 2 คุณจะเอาแต่เดี่ยวๆ ไม่เห็นแก่ใคร เห็นแก่ตัว เอาแต่ประเด็นตัวเองเท่านั้น ประเด็นของคนอื่น ไม่อภัย ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เกื้อกูล ไม่ให้คนอื่นได้ประโยชน์บ้าง เอาแต่ประโยชน์ตนอย่างเดียว มันแคบไป มันไม่เจริญง่ายหรอก ถ้าคุณมีใจเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างหน่อย ทำใจให้เหมือนกับ ความรัก 10 มิติ ที่อาตมาได้เขียนไว้แล้ว ที่แคบสุดเมถุนนิยม เหลือแต่แค่สองเรา มันแคบเกินไป หรือแม้แต่เผื่อแผ่กว้างมาถึง ปิตุปุตานิยม พ่อแม่ลูก ก็กว้างเท่านี้ ไม่เอาญาติอื่นๆเลย เห็นแก่แค่เท่านี้ ในโลกนี้มีแค่ 3 พ่อแม่ลูก ความรักแค่นี้ ก็แคบจัง ต้องเผื่อแผ่ไปถึงญาติ เป็นญาตินิยม ความรัก 10 มิติบรรยายไปตั้งแต่พ.ศ. 2517 สองกัณฑ์ บรรยายอย่างสดๆ ไม่ได้เรียบเรียงมาก่อน เลยเอาของเก่ามาบรรยาย คนก็เอาบันทึกนั้นมารวบรวมเป็นหนังสือ อาตมาก็เรียบเรียงใหม่อีก เรียบเรียงทั้งแบบที่เป็นภาษาพูด และแบบภาษาเขียน เป็นสองฉบับ งานบูชา ต้องมีไปตามสมมติสัจจะของโลก ถ้าไม่มี ไปไม่รอด ต้องมีทั้ง ปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะ ทั้ง 2 อย่างจึงต้องมีการปรุงแต่ง อย่างสร้างสรร ถ้าเดี่ยวๆ ศาสนาพุทธไม่ส่งเสริม เดี่ยวๆเดียวๆ อยู่ไปไม่มีทางเจริญ เจริญได้ ก็เท่าที่คุณมี คุณไม่มี 2 คุณคนเดียว คุณไม่มีสอง ก็ได้เท่าที่คุณมี เพราะจะไปเอาอย่างอื่นไม่ได้ ยิ่งคุณเป็นโลกียะก็ไม่มีสิทธิ์เป็นโลกุตระเลย วนอยู่ในโลกตัวเอง ฟุ้งซ่านอยู่ในตัวของคุณเอง คุณจำเป็นต้องมีโลกุตรบุคคล ต้องมีผู้ที่เป็นอาริยะ เป็นโลกุตรบุคคล มาเชื่อมเชื้อ ซึ่งศาสนาพุทธนั้น คุณจะเป็นพระพุทธเจ้าเองเลย ไม่ยอมรับเลย ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสายอเทวนิยม จะต้องมีสอง แล้วทำสองให้เป็นหนึ่ง อเทวะแปลว่าไม่สอง คือ ศาสนาที่รู้จัก 2 แต่ไม่ทำ 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้ แต่อยู่กับ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกัน กับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เล่ม 10 ข้อ 60 ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง อย่างยิ่งใหญ่ เอกัคคตา ทำให้ยิ่งใหญ่ได้ เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เอกธรรม ทำให้ยิ่งใหญ่ นั่งหลับตาทำให้จิตเป็นหนึ่ง ไม่ใช่ เอกัคคตาจิต แต่เป็นเอกธรรม สะกดจิตให้เป็นหนึ่งได้ ต้องให้เห็นลิงคะคือความต่าง ถ้าไม่เห็นความต่าง ก็แยกไม่ออก ยิ่งหากไม่ฟัง ไม่รับอย่างอื่นเลย ก็วนอยู่ในโลกของคุณ เหมือนกบในกะลาครอบ ก็อยู่แต่ในกะลาเท่านั้น เพราะคุณไม่ไปรับอันอื่นเลย ศาสนาพุทธจึงบอกว่า บรรลุธรรมโดยไม่มีสัตบุรุษ ไม่พบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงบอก ท่านเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นต้นทาง ต้นธรรม ต้นแบบ ซึ่งก่อนจะเป็นต้นแบบ ท่านก็พบกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาเหมือนกัน แต่เมื่อค้นหาพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ พระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็อ้างถึงพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ยิ่งผู้ใดมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกได้ก็ยิ่งรู้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอจินไตย ที่พูดกันแล้ว ไม่สามารถตามด้วยการเดา หรือคาดคะเน ต้องมามีเชื้อเอง เป็นเชื้อโลกุตรธรรมเอง คุณจะรู้ได้เป็นปัจจัตลักษณ์ เป็นลักษณะแท้ด้วยตัวเองดูเอง ของตัวเอง เป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ มันต้องรู้ด้วยจิตของตัวเองเป็น นั่นแหละจึงจะเป็นของแท้ กว่าจะได้คุณจะต้องรับจากสัตบุรุษ คุณจะไปเป็นพระพุทธเจ้าเอง อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มันจะเป็นไปได้อย่างไร มันออกจากกรอบโลกียะไม่ได้ ได้แต่วนอยู่ใน 1 2 3 ไป 4 ก็ยังไม่ออกเลย แล้วมันจะไปเอาอะไรมา จะไปเป็น 5 เป็น 6 เป็นสองเส้า ก็ไม่ชัด ต้อง 7 นิยตะ จึงจะเป็นของแท้ แต่ในโสดาบันก็มีนิยตะ 3 4 เมื่อตัวที่ 3 เป็นของแท้ของตัวเอง โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ ก็อยู่ในวงนี้ หากออกนอกแล้ว ก็ดึงเข้ามาได้ ยึกยักแล้ว เอาเข้ามาได้ คืออวินิปาตธรรม ถ้าหากออกไปแล้วก็ไม่กลับมา อันนี้ก็ไม่ใช่โสดาปันนะ หากจิตเป็นอัญญธาตุไม่ตกต่ำกว่านี้ มีแต่จะสูงขึ้น จนไม่ตกต่ำ แน่นอน เป็นสัมโพธิปรายนะ อาจจะนานสำหรับบางคน คนที่นานมาก คือผู้ที่ติดเชิงรัก อย่างนางวิสาขา เป็นต้น จมอยู่กับความชอบความรัก วัฏฏภิรตโสดาฯ หลงในวัฏฏะแห่งความยินดี จมอยู่นานจนกระทั่งยังไม่เกิดเลย จนป่านนี้ นางวิสาขา เพราะต้องผ่านยุคของพระพุทธเจ้าองค์นี้ไป อีกหลายยุค นางวิสาขาก็ยังไม่เกิด ยังแช่อยู่ในภพที่ตนเอง วัฏฏะที่ตัวเองเสพติด จะเรียกอันนี้ว่า เป็นความยินดี ความชอบใจ สบายใจ ก็ได้เป็นสวรรค์ก็ได้ แต่จมในนั้น เขาไปถึงไหน เป็นอรหันต์กันไปหมดแล้ว นางวิสาขาก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เป็นตัวอย่าง ในพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มี หนึ่งรูปคือ นางวิสาขา ที่เป็นพระโสดาบัน วัฏฏภิรตโสดาบัน สิ่งเหล่านี้อาตมาหยิบมาพูดอธิบาย แม้กระทั่งตอนนี้ ที่อธิบายถึงขั้น สิริมหามายา เป็นเรื่องที่เป็นการเกิดการตาย ขั้นที่ยากมากที่จะเข้าใจ มันเป็นเรื่องเหมือนมายา แต่เป็นมายา ขั้นสิริมหา แล้วพวกเราฟังแล้วก็จะค่อยเข้าใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 1 พ่อครูว่า... อาตมาจะเริ่มวันนี้ก็แล้วกัน เริ่มเอาคนจนที่มีแบบ จนกว่าจะถึงงานอโศกรำลึก ก็จะต่อ ฟังสารบัญก่อนนะ สารบัญ (1) “ แบบคนจน ”...ที่มาของเรื่อง คำว่าแบบคนจน เป็นศัพท์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส ก็คือเอาจากแบบคนจน ที่ในหลวงตรัสนี่แหละ อาตมาพูดมานี้ มีสิ่งอ้างอิงเป็นหลักฐาน หากพูดโดยไม่มีสิ่งอ้างอิง เป็นหลักฐาน คนก็เชื่อยาก และคนที่น่านับถือ อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ยิ่งอ้างของท่าน ก็ยิ่งดี เป็นประโยชน์ ผู้ฟังก็จะได้ เข้าใจได้ด้วย (2) ล้มเหลว เพราะทุ่มเท เร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! อันนี้เป็นประโยคที่ในหลวงตรัสไม่ใช่ของอาตมานะ การจะไปเร่งให้เศรษฐกิจ เจริญรวดเร็ว ทุ่มเทเร่งใหญ่ เลยก็ล้มเหลว มันต้องได้เท่าที่ไปตามเหตุปัจจัย ไปตามขั้นตอน ไปทำเร่ง เป็นอภิชปา ความต้องการล้ำหน้า เกินกว่าความเป็นจริง ก็เสียผล เหมือนพวกนักคิดสมัยใหม่ วางแผน 5 ปี จะได้ผลดังนี้ มีเหตุผลหลักฐานของโครงการ 5 ปีจะได้ผลอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ทำ แต่มันไม่ได้ตามเหตุปัจจัย ไม่ได้ผล แต่เป้าหมายบอกว่าจะได้ผลเท่านี้ ก็โมเมสิ เอาแพะมาชนแกะ เอามาผสม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายปีที่ 5 และมีแต่ของลวง เหลวเละ เป็นเช่นนี้แหละ พวกวิธีการของทุนนิยมสมัยใหม่ คาดว่าผลจะได้ตามนี้ เร่งผลเลิศไว้ ดีดลูกคิดในรางแก้วไว้ เสร็จแล้ว ทำแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัย เข้าไปตั้งผลเลิศเอาไว้ก่อน ซึ่งศาสนาพุทธไม่ทำ เป็นแต่เพียงเข้าใจก้าวหน้าไปหน่อย ถ้าเราจะมีหนึ่งบวกหนึ่ง มันจะได้ 2 ขอรู้ 2 เป็นล้ำหน้าไว้หน่อย คุณรู้แล้วก็หันมาทำ 1 อีกหนึ่งนี้มันเป็นหนึ่งจริงไหม มันมีเหตุปัจจัยที่จะเป็นหนึ่งไหม ถ้าทำ 1 ที่จะได้เหตุปัจจัยนี้ คุณไม่ต้องคิดถึง 2 หรอก ถ้าทำเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง หนึ่งที่จะทำนี่แหละ 2 มันจะเกิดเอง โดยไม่ต้องไปคาด พอรู้ตัวก็เป็น 2 แล้ว หรือก็ทำ 3 ทำ 4 ต่อ ทำที่เหตุ ศาสนาพุทธจึงทำเหตุเท่านั้น และผลจะตามมา ไม่ต้องไปคำนึงถึงผล ผลเป็นสิ่งที่เกิดตามเหตุ (3) สำเร็จได้เพราะ.. “ ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ ” นี่ก็ของในหลวง พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นลำดับ อันน่าอัศจรรย์ ทำตามเหตุปัจจัย 1 2 3 4 ไป ไม่ใช่เอาอะไรมาผสม เละไปหมด (4) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….? (5) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “ พอมี พอกิน ” อโศกทุกวันนี้พอมีพอกิน เหลือก็สะพัดออกให้คนอื่น ไม่ได้เอาไปค้ากำไร (6) ต้องทำ“ แบบคนจน ”! (7) “ ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา ” “Our loss is our gain” (8) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” ของในหลวงถึงข้อนี้ (9) สังคมจะล้มเหลว หรือจะเจริญสำเร็จ เพราะ... (10) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามคำตรัส ผู้ที่มีความรู้โลกุตระ จะไม่กลัวจน เป็นอนาคามี ก็เป็นผู้ที่ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชาน ไม่ต้องสะสม ทรัพย์ศฤงคาร (11) คนจนอุดมสมบูรณ์ สุขสำราญเบิกบานใจ (12) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจน ด้วย“ปัญญา” พวกเชน จนจริงๆ ไม่มีผ้าสักผืน มีแต่ภาชนะใส่อาหารใส่น้ำ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive