610423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข30 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิต จนถึงเวทนาแท้ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1LDiaAlw18r1jduKHsc8et6mu0W75_Q7H-Xtn_y7fpSU

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ เป็นวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เมื่อวานนี้ เป็นวันสำคัญของโลกเป็น วันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก แต่ในเดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่มีวันสำคัญของพวกเขา มีวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ตอนนี้คนเอาใจใส่เรื่องสิ่งแวดล้อมกันมาก เพราะอากาศแปรปรวนมาก เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เราควรคิดคำนึงช่วยกันทำอย่างไร ให้สิ่งแวดล้อมโลกดีขึ้น ในวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสำคัญที่เราจะจัดงาน ครบรอบ 84 ปี พ่อครู และ 48 พรรษา ปีนี้ พวกเราหลายแห่งก็เข้ามาช่วยกันเตรียมงาน ตอนนี้มีพวกเราที่ชำนาญเรื่องเห็ด ก็จะมาปักหลักทำเห็ดตั้งแต่ตอนนี้เลย อากาศร้อนมาก พวกเราก็อดทน ช่วยกันทำงาน บางคนบอกว่า ชีวิตนี้ไม่อยากเกิดอีกเลย แต่การเกิดของเรานั้น ที่หมายแท้จริงคือ การไม่เกิดกิเลสอีก การถือศีลของพวกเราอาจจะได้แค่รูปแบบ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ว่าจิตใจไม่สอดคล้องกัน ไม่ฆ่าสัตว์ เอาแต่รูปแบบเป๊ะๆ แต่ความเอื้อเฟื้อ เมตตา ก็ไม่ค่อยมี ก็จะได้เพียงแต่รูปแบบที่รักษาไว้ ไม่ได้เข้ามารักษาจิตใจ ให้เป็นอธิจิต อธิปัญญา ให้กิเลสลดน้อยลงไปได้อย่างไร การฟังธรรมพ่อครูในแต่ละวัน จะช่วยเพิ่มความเข้าใจ เพิ่มความแยบคายในจิตให้ได้มากขึ้น อันเป็นส่วนสำคัญ ไม่อย่างนั้นเราอาจได้เพียงรูปแบบภายนอก ที่รักษาเอาไว้ แต่ไม่มีผลต่อการขัดเกลาชำระจิตใจ ให้เกิดความเอื้อเอ็นดู ได้เพียงพอ พ่อครูว่า... เอาวันนี้มีผู้เขียนมาถาม

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน อยากก้าวหน้าต้องละอัตตาแล้วให้หมู่พาทำ _เ

อ่านต่อ

กรียงไกร... แจ๊คหม่า สมคิด จะทำให้เกิด co efficience ของโลกียะ เป็นเวทนาเทียม ยกกำลังมากกว่า10 พุทธศาสนิกชนจะรับมืออย่างไร หากไม่เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นพุทธบริษัท แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อ เป็นความเชื่อมั่นในศีลได้อย่างไร ถ้าไม่ฟังสัทธรรมจากสยังอภิญญา พ่อครูว่า... ยกตัวอย่าง เป็นบุคคลสามเส้า พวกบุญนิยมเดินทางกัน แต่ไม่ต้องกังวล จะไม่ทันเขา สู้ไหวไหม ประเด็นนี้ อาตมาว่าอย่ากังวลว่า จะทันเขาไหม เรามาตั้งใจทำของเราเท่านั้น ไม่ต้องเสียแคลอรี่เลย ไหนว่าสิ่งที่เราทำนี้ ถูกตรงไหม ถ้าแน่ใจแล้ว อยู่กับหมู่ หมู่พาทำ จะเรียกว่าในชาวอโศก มีอาตมาเป็นผู้นำ แต่อาตมาก็ไม่ได้ยึด อย่างที่อาตมาพูด พูดไปแล้วอาตมาก็ทำแล้ว ทำอยู่ แต่ไม่ได้กังวลเรื่องเหล่านั้น มีแต่ตั้งใจรักษาพลังงาน รักษาแคลอรี่ของเราไป มันจะได้ประโยชน์ เพราะการก้าวหน้าของพลังงานทางจิต ทางกายของคน ทั้งรูป ทั้งนาม มันขึ้นอยู่กับตัวพลังงาน ตัวพลังงานมันชัดเจน แล้วเราก็จัดสรรให้มันสมดุล ให้เป็นพลังงานที่มีธรรมะ 2 ให้เป็นธรรมะ 1 ให้เป็นปฏิภาคทวีก้าวหน้าเจริญไปได้ ที่อาตมาพูดด้วยภาษาง่ายๆ หรือจะสูตร E=C(mc 2 +A) อย่างนั้นก็ได้ อาตมาว่า มาอยู่กับหมู่กลุ่ม ให้มาโดยอิสระเสรี แต่ถ้าคุณต้องการก้าวหน้าจริงๆ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เป็นความเจริญ บริบูรณ์เลย เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มันชัดเจนในตัวมันเอง อย่างนั้นอยู่แล้ว หากเราอยู่กับหมู่ เราถอดตัวตน ไม่มีอัตตาตัวเรา แล้วเราก็ตามหมู่ไป เราจะไปร่วมตรงไหน จริตเราจะเป็นเหตุ จริตเราไม่ค่อยลงตัว ไม่ชอบอันนี้เท่าไหร่ เราตามใจความชอบมากไป ก็ไม่ดี จึงจำเป็นต้องไม่ตามความชอบตัวเองเกินไป เอาสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยหมู่ ที่มีอะไรอย่างไร แบ่งเป็นสองให้ได้ 1. เรา 2.หมู่ นั่นก็เป็นสองแล้ว แต่เราเอาหมู่เป็นใหญ่ อย่าไปเอาเราเป็นใหญ่ ไม่ได้หมายถึงว่า เราไม่มีตัวตน จนไม่มีความคิดอ่านอะไรเลย ก็ไม่ใช่ ข้อสำคัญตัวตนของเรา ต้องสอนตัวเองว่า ตัวเราก็เท่านี้ ของเราเหมาะสมเท่าไหร่ เหมาะสมเท่านี้ เราก็ควรถ่อมตน อย่าไปอยากใหญ่โตอะไร ต้องจัดสรรตรวจสอบให้ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จัดระเบียบศีลให้แม่นตรงอยู่ในวงเล็ก พ่อครูว่า... อาตมากำลังเน้นขยายความ ให้รู้ว่าการกำหนดของศีล ตัวสำคัญ ศีล เป็นตัวกำหนดความเจริญของ อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เราต้องอยู่ในกรอบของศีล อย่าไปคิดว่า เราจะเอามากทีเดียวเยอะ ต้องมีศีลให้แม่น ให้ตรงคม หากเราคิดว่าเราบกพร่องอะไร คิดไม่ออก อย่างน้อยเราออกจากหลักเกณฑ์ใหญ่ไม่ได้เลย หลักเกณฑ์ก็คือ 1. เราสัมพันธ์กับสัตว์ กับคนในโลก 2. เราสัมพันธ์กับสิ่งของ สัตว์เป็นจิตนิยาม พืชเป็นพีชนิยาม ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จะไม่มีผลต่อวิบาก กำหนดรวมเป็นสอง เราเองต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้ 3. คือตาหูจมูกลิ้นกายทวารข้างนอกต้องสัมผัส กับ จิตของเรานี่ มันสัมพันธ์กันแล้ว สังเคราะห์ สังขาร เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมผัสนอกก่อน เราไปหลงเอร็ดอร่อย หยาบมากเราก็ลด เหลือกลาง เหลือน้อย ลดอย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ คือเราเองต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ไปเอาแต่คิดนึก ต้องมีสัมผัส ครบทวารนอก ทวารใน อ่านอาการใจ อาการ ลิงค นิมิต อาการคือการเคลื่อนไหว ต้องอ่านให้เป็น อ่านให้ออก สามสภาพ อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คือคำสอนคำอธิบาย คือความเข้าใจ แล้วสอบปฏิบัติตรวจสอบอาการ ทางกาย ทางใจของเรา ที่กำหนดว่า อันนี้ ขนาดนี้ ทำนิมิต ทำเครื่องหมายว่า เป็นอาการภายนอก อาการภายใน อาการทางตาหูจมูกลิ้นกาย หรืออาการทางใจ ที่มันเกิด เวทนา เป็นตัวหลักที่เราจะรู้ว่า มันปรุงแต่งจากสังขาร สัญญาเป็นตัวต้นทางของปัญญา ความรอบรู้ ก็อ่านอาการ มันสังขารอะไร แล้วสรุปผลให้ได้ เมื่อเราใช้ธาตุพลังงานทางจิตของเราทำงาน แล้วเราก็อ่านเวทนาไปตลอด สัญญาจะค่อยๆรู้ความจริง ตามความเป็นจริงไป ไม่ต้องไปเร่งอะไร สามารถรู้ ก็พยายามติดตาม ให้มันรู้ ไม่ใช่รู้แล้วก็นิ่ง แต่รู้ความเคลื่อนไหว ที่มันสังเคราะห์สังขารกัน รู้ทั้งผลเป็นสิ่งที่ตกตะกอน เป็นแกนหลัก มันเป็นพลังงานบวก พลังงานลบ ถ้าเราชัดในสภาวะ ตามที่อาตมาใช้ภาษาเหล่านี้ อ่านให้ตรงกับสภาวะ แล้วคุณก็ติดตามปฏิบัติไป โดยไม่ต้องเอาวงใหญ่ก่อน เอาวงเล็กก่อน ตามศีล จะเข้าใจคมชัดแม่นลึก รู้ลึกเป็นตัวอย่างของตัวเอง ที่จะไปเพิ่มเติมอธิศีลมากขึ้น ไปตามลำดับ แล้วก็ได้อธิจิตเจริญขึ้น ละลด ความยึดมั่นถือมั่นจางคลายลง คุณก็ทำได้อย่างชัดเจน มันก็จะเป็นการเรียนรู้ทั้งปฏิบัติจริง เรียนรู้แล้วเราก็มีการตรวจสอบ มีการขยายความ มีการติว มีการเช็คผล มีตัวอย่างทุกอย่าง อยู่ในวงของมิตรดี สหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่แหละ แล้วมันก็เป็นบวร ที่เรามีบ้านเป็นสังคม มีทั้งธรรมะ มีผู้สอน อธิบาย มีตัวอย่างนามธรรม ที่มันเป็นอยู่ในนี้ซึมซับ ออสโมซิส อยู่ในนี้ มีทั้งการศึกษา การศึกษา ก็มีทั้งการศึกษาที่เป็นโลกธรรม และการศึกษาโลกุตระ โดยมีหลักเกณฑ์ระบบ ระเบียบ เป้าหมาย ทิศทางเป็นบุญนิยม ทิศทางที่มีแต่เสียสละ ไม่เอาเปรียบใคร เป็นต้น อย่างน้อยเรามาอยู่กับหมู่นี้ ถ้าคุณอยู่ได้ จนไม่เกินเขต หากมารวนเกิน ศีลก็ไม่ไหว เขาก็ไม่ให้อยู่ มันเกิน แต่ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ไม่มีปัญหา อยู่ได้เพราะพวกเรามีเมตตา อภัย นอกจากตัวเราเอง ทนไม่ได้ ก็แน่นอน ก็ต้องจัดสรรวิบาก อยู่ภายนอก ศึกษาเก็บละเอียดไปตามภูมิ มันเป็นความจำเป็น ที่เราจะต้องออกไปเป็นหมาหัวเน่า หรือหมู่ไม่ให้อยู่ ถ้าเรายังมั่นใจว่า หมู่ไม่ให้อยู่ เราก็ทำอยู่ข้างนอก เพราะเรารู้ว่าถ้ามาแล้ว จะรวนหมู่

ประเทศไทยมีผล โลกุตระแท้จริง ยืนยันอย่างมั่นใจ ตามมิเตอร์ ตามมาตรวัดของอาตมา น่าไว้ใจ แต่ก็ไม่ได้ประมาท ถ้าเผื่อว่า ผู้บริหารโครงสร้างใหญ่ ท่านทำลับๆล่อๆ เราก็เตือนติง ให้ความเห็นใจบ้าง ถ้าถึงขั้นไม่ไหว ก็ต้องออกไปต่อต้าน ไปประท้วงอะไรอย่างนี้ ถึงขั้นนั้น เราก็คงต้องไป แต่ทำอย่างเราทำ ด้วยความสงบเรียบร้อย ด้วยการเสนอความรู้ เพื่อให้ท่านสะดุด เอาไปไตร่ตรอง ถ้าท่านดีอยู่แล้ว ก็เป็นความเจริญ แสดงผลให้ชัดเจน ตอนนี้มันก็เป็นความเจริญที่ดีขึ้นอยู่ ก็อนุโมทนาสาธุ

_คำถามเรื่อง กรรมกับกาละ ธรรมะที่ทรงไว้ด้วยกายหรือกรรมกับกาละ พ่อครูว่า... หากปรินิพพาน เป็นปริโยสาน อัตภาพเรายกเลิกไป กรรมที่เป็นอดีต ก็ยกเลิกไปด้วย ธรรมที่ทรงไว้ ก็ทรงอยู่ด้วยกาย หรือกรรมกับจิต ไปกับกาละ กาละในตัวเรา ก็หมดได้ แต่กาละในมหาจักรวาล ก็ดำเนินไป

_การศึกษาที่ไร้ความปรารถนา เป็นการผลาญความจำ อันนี้เป็นข้อความของ เลโอนาร์โด ดาวินชี พ่อครูว่า... การศึกษาที่ไร้เจตนา ไม่มีจุดมุ่งหมาย อย่างนี้ ทิศทางก็ไม่รู้ พลังงานที่จะช่วยตัวเอง เป็นตัวเร่งก็ไม่มี ถ้าไม่มีอย่างนี้ ดาวินซีบอกว่า เป็นการผลาญความจำ ความจำ หรือสัญญา เป็นคลังของทุกอย่าง ในอดีตก็มี มาทำงานอยู่ในอัตภาพ ปัจจุบันก็ทำงาน สัญญามีหน้าที่เป็นคลังความจำ กับเป็นการทำงานในปัจจุบัน กำหนดรู้ด้วย การศึกษาที่ไร้ความปรารถนา เป็นการผลาญความจำ เป็นการทำลายสมบัติที่มีก็ถูกต้อง

_การวางใจ ที่พ่อครูบอก ก่อนตาย ลูกทำโดยการทำจิตออกจากการรับรู้ทางร่างกาย หายใจเบาๆแผ่วๆ การหายใจ คือรับรู้แค่ลมหายใจ จะแยกลมหายใจออกจากร่างกาย ยังได้อย่างนั้น เป็นการทำถูกหรือเปล่า พ่อครูว่า... ได้ เป็นการสมถะ เป็นการฝึกให้หยุดเลย เป็นสมถะแท้ หายใจ ก็หายใจไป เป็นสภาพธรรมดาของชีวะ ที่มีปอดทำงาน เอาลมหายใจ เพื่อเอาออกซิเจนไปสูบฉีดโลหิตไปถึงสมอง แต่ว่ามันต้องทำให้ปัจจุบัน มีอัตราก้าวหน้าเป็นสัมประสิทธิ์ด้วย coefficient ให้ได้สัดส่วนพอเหมาะด้วย หากมันเกินไป ก็จะเป็นการทำลาย

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยโลกุตระสามเส้า พ่อครูว่า... เมืองไทยเรา สังคมสิ่งแวดล้อม เป็นโลกุตระแล้ว แม้ผู้หลงโลกียะ ทุนนิยม ก็ไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่าแกนหลัก เป็นโลกุตระแล้ว ไม่ได้แกล้งเสแสร้ง แต่เป็นจริงแล้ว หากใครมองออก ปรากฏการณ์ Bomb of love ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เป็นคุณค่าที่ท่านทรงงานมา เป็นปรากฏการณ์ ที่ท่านทรงงานมา 70 ปี ความรู้ลึกๆของจิตวิญญาณแต่ละคน จะเป็นตัวรู้ ตัวรู้ที่เป็นโลกุตระนั้น บังคับกันไม่ได้ โลกุตระนั้นบังคับไม่ได้ หากจิตใครไม่มีแล้ว จะไปบีบบี้อย่างไร ก็ไม่มีทางรู้ได้ เข้าใจไม่ได้หรอก มันเป็นคุณค่า เป็นสิ่งประเสริฐ วิเศษที่สุด พวกที่ไม่รู้จริงๆ ดีไม่ดีเข้าใจผิดด้วย ว่าเป็นสิ่งต่ำ พวกที่เข้าใจโลกุตระต่ำเท่าไหร่ ก็ยิ่งผิด แต่ผู้ที่รู้ว่าสูงแล้ว มันก็จะได้ ไม่ใช่เรื่องแกล้ง เสแสร้ง หรือเป็นแฟชั่นนิยม รสนิยม หรือค่านิยมของสังคม หมู่กลุ่มชักชวน ไม่ใช่ เพราะว่ามันเกิดที่เดียวพร้อมกัน เมื่อในหลวงสิ้นพระชนม์ มันเกิดเลย เป็นเรื่องสัจจ ะออกมาจากจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น ไม่ใช่โลกียะ นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันอีกอย่าง มันไม่ใช่โลกียะ เป็นเรื่องสวยงาม เป็นเรื่องหรูหรา ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องมักน้อยสันโดษ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แบบคนจน แบบรับใช้ประชาชน เสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างนี้ พูดยังไม่หมดนะ เป็นคุณสมบัติพิเศษ ที่ในหลวงทรงพระจริยวัตร มา 70 พรรษา ที่อาตมาพูดนี้ ยังน้อย ไม่ครบ แต่เจ้าของธาตุรู้แต่ละคน ย่อมรู้เอง เป็นอิสระเสรีภาพ ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น ไม่มีใครทำเป็นแบบแฟชั่น อาตมาก็ยังดัน ไม่ใช่ทุรดัน ดันทุรัง แต่เป็นสุรดัน ดันสุระ แต่ลึกๆเขารู้แล้ว ถ้าอาตมาทำนี้ เขาไม่เชื่อน้ำยา น้ำมนต์ จะไปนำเสนออย่างไร เขาก็ไม่เอาใจใส่ อาตมาไม่ได้น้อยใจ อัตราการก้าวหน้า ยังไม่คูณ ยังเป็นบวก อาตมายังหวังใจว่า ถ้าอาตมาอยู่ ก็จะทำไปด้วยกัน อาตมาจะยังไม่ตายง่ายๆ ถ้าไปถึงสอง หรือสามนักษัตร อาตมายื้อมาแล้ว 1 นักษัตร มันมีปฏิภาคทวี ถ้าต่อไป อาจบวกไปถึงคูณได้ ถ้านักษัตรที่สาม อาตมาว่าถ้าอายุ 108 ฉลุย ถ้าอาตมาไปได้อีก Coefficient จะสูงมาก เป็นมนุษย์แข็งแรงด้วยนะ ไม่ใช่เป็นมนุษย์ที่เสื่อม จะแปลกมากเลย อาตมาอายุ 108 ปี ถ้าไปถึง 144 ปี ก็อาจต้องหาม อาตมาไปหน่อยสิ แต่จะสดใส สรีระกายเท่านั้น แต่ใจมันดี กล้ามเนื้อสรีระ ไม่แข็งแรงแล้ว อย่างไรๆ รูปธรรมก็เสื่อมมากกว่านามธรรมแน่ พอเข้าใจนะ ที่อาตมาอธิบายนี้ พวกคุณฉลาดช่วยอาตมา อาตมาเก่งได้เท่านี้ เข้ามาสู่สภาพของการเมือง การเมืองทุกวันนี้ทางโลก อาตมาก็ชี้เหตุปัจจัยทางโลกมาเป็นองค์ประกอบที่ example เป็นตัวอย่าง ที่เป็นตัวที่เอามาใช้อธิบาย ประกอบ ก็คงพอจะอ่านออก พอจะเข้าใจได้โดยปริยาย ยกตัวอย่าง อเมริกา จีน รัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากบทบาททางภายนอก องค์ประกอบต่างๆ ทางรูปธรรม พอเข้าใจได้ ขอให้เรามั่นใจ เจตนารมณ์ของเราว่า เราเป็นผู้ที่เป็นประโยชน์ เราเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ที่เอาทุนของเรา ให้ไปได้ ไม่ใช่ไปเอาทุนของคนอื่น ทุนจริงของเรา ตั้งแต่ทุนที่เรามีเป็นวัตถุ จนถึงนามธรรม จนถึงความรู้ จนถึงจิตวิญญาณ ที่เสียสละอีก ก็ยิ่งเป็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีBoomerang ไม่มีเส้นโค้ง ที่งอมาให้แก่ตัวเอง ทำของเราให้ตรง อย่ามางอโค้ง บูมเมอแรงมาหาตัว เสียสละไป ซึ่งอาตมามั่นใจว่า อยู่กับหมู่กลุ่มนี้ คุณจะตรง อย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับตัวเองนี่ไม่ตาย เจริญน้อยเท่าไหร่ มันก็ไม่ตาย เขาไม่ปล่อยให้ตายง่ายๆหรอก ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ฝืนทนอย่างไร ก็ดำเนินไปได้อย่างดีสุด กำลังจะเป็นไป เราทำดีที่เรา มันจะเป็นการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือกลุ่มหมู่ ช่วยเหลือประเทศชาติ ช่วยเหลือไปถึงโลก ด้วยลักษณะที่แท้มันซ้อนลึก นี่เป็นสุดยอด Ultimate Absolute สิ่งที่สูงสุด ดีที่สุด เก่งที่สุดแล้ว ในพฤติกรรมของมนุษย์ อันนี้ เพราะฉะนั้น ร่วมกันทำสิ่งนี้ ขึ้นไปๆ เพื่อพิสูจน์ เรารับใช้ประชาชน เราเองพอกินพอใช้ ชีวิตของเรายังก้าวหน้าดี แข็งแรงดี ตลอดเวลาเลย สังเกตุอะไร ตัวเองมีข้อบกพร่อง ก็ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง หลายคนอาจไม่นึกคิดว่า เราจะอยู่ได้ในสังคมนี้ แต่อยู่ไป ทำถูกต้อง และดี จะเป็นจะได้เอง ก็ไม่ต้องเสียใจ แม้เราอยู่ไม่ได้นาน ก็ไม่เป็นไร อย่าไปเสียกำลังใจ เราจะรีบตายไปก่อน ก็ยังเหลืออีกหลายสิบปี เกิดมาอีกก็ยังทัน 20-30 ปี ก็ยังทันแน่นอน คุณไม่ต้องกลัวหรอก ทัน ไม่ต้องไปกังวลเลย เราทำให้จบ ก็ไม่จบมันก็น่าเสียดาย อย่างอสิตดาบส เปล่งกล่าวแล้วร้องไห้ พระพุทธเจ้าประสูติแล้ว แต่ตัวเองต้องตายก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ สิ่งนี้เป็นสิ่งซ้อนไม่ใช่เดา แต่มีความรู้ แล้วอธิบายได้ เป็นอจินไตยลึกซึ้ง ในเมืองไทยนี้ อาตมาก็พูดอย่างมั่นใจว่า เมืองไทยเป็นโลกุตระ เริ่มตั้งแต่ในหลวงร.9 ได้ทรงความสุดยอดของมวลมนุษยชาติ อาตมาก็ร่วมมา บารมีอาตมาปางนี้ ก็เป็นได้อย่างนี้ ก็พยายามทำทางนามธรรม ทางรูปธรรม ในหลวงก็แสดงก่อน คนรู้ได้ชัดเจนก่อน นามธรรมก็จะตามมา ในหลวงไม่ได้ออมมือ ท่านทรงมีพระวิริยะ อุตสาหะ ขยันจริงๆ ขยันแม้ท่านทรงประชวร ก็ทุ่มเท สุดยอดจริงๆ เพราะฉะนั้น ระมัดระวัง อย่าไปเอาอย่าง จนตัวเอง over ตัวเราก็เท่านี้ เราเอาอย่างนี้ เราตายนะ เกินตัวเราไม่ได้ เราตาย ใช้พลังงานเกิน ใช้ความอุตสาหะ วิริยะเกิน เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่พักเราไม่เพียร นี่คือสุดยอด เราข้ามโอฆสงสารได้ เป็นผู้พ้นฝั่งไปถึงนิพพาน เราไม่พัก เราไม่เพียร อนายูหัง อัปปัติฏฐัง 2 คำนี้ ลึกซึ้งมาก ท่านตรัสกับเทวดา คือจิตวิญญาณที่สูงส่งของตัวเอง ท่านก็ว่า เรา ไม่พัก อยู่ ( อัปปติฏฐัง ) เท่ากับยังเพียรต่อไป เรา ไม่เพียร อยู่ ( อนายูหัง ) เท่ากับพัก หรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ ข้ามโอฆสงสารได้ แล้ว ( โอฆมตรินติ ) เมื่อใดเรายัง พักอยู่ ( สันติฏฺฐามิ ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายัง เพียรอยู่ ( อายูหามิ ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 2) เราต้องจัดสรรความพักกับเพียรให้สมดุล แล้วจะเกิดสัมประสิทธิ์ อัตราก้าวหน้า อย่างพอเหมาะพอดี ปโหติ ในมรรคองค์ 8 มี สัมมาทิฏฐิ อย่างพอดี พอเหมาะ ก็จะเกิดสังกัปปะที่พอเหมาะพอดี เมื่อจัดสรรสังกัปปะให้พอเหมาะพอดี ก็จะเกิด วาจาที่พอเหมาะ แล้วจะเกิด กรรม 3 กัมมันตะ อันพอเหมาะ กัมมันตะจัดสรรได้พอเหมาะพอดี จึงเกิดอาชีพที่พอเหมาะ อาชีพที่พอเหมาะ จึงเกิดสติที่พอเหมาะ แล้วเกิดวายามะอันพอเหมาะ จึงเกิดสมาธิที่พอเหมาะ สมาธิที่เกิดพอเหมาะจึงเกิด สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ พอเหมาะตามลำดับ เรียกว่า สัมมัตตะ 10 หรือมหาจัตตารีสกสูตร คือ โลกียะ 20 โลกุตระ 20 ทั้งอนุโลม และปฏิโลม สิ่งเหล่านี้พวกเราโชคดีมาก ที่มีหลักฐาน ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า อาตมาจึงหยิบมาขยายความ พวกเรามีสภาวะจริง จึงเชื่อว่าเราปฏิบัติจริง ได้ผลของเราเอง อย่างท่านตรัสจึงเชื่อ เราไม่ได้เชื่อ เพราะเป็นคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้เชื่อ เพราะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ได้เชื่ออย่างไม่มีเหตุมีผล เชื่ออย่างหน้ามืดตามัว ก็ไม่ใช่ เราเชื่อเพราะเราปฏิบัติได้ผลจริงอย่างนี้ ก็เลยเชื่อ อาจารย์สอนมาอย่างนี้ เราก็ปฏิบัติได้ผลตรงกันอย่างนี้ สัจจะมีหนึ่งเดียว เราจึงเชื่อสิ่งนั้น แล้วก็มีเพิ่มขึ้นๆ ก็ยิ่งทำให้เราเชื่อมากขึ้น ไม่ได้เป็นการเชื่อที่กาลามสูตร 10 แต่เชื่อเพราะสิ่งนี้ปฏิบัติตาม เป็นกุศลจริงเราจึงเชื่อ เราก็ไม่ได้เชื่อตามอาจารย์ แต่มีธรรมะสอง ตามของอาจารย์ และตามของเรา เราทำแล้วเราได้ผลจริงจึงเชื่อ ความจริงต่างๆพวกนี้ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ 2 สภาพ ให้เป็นสภาพเดียว รวมลงกันเป็นอย่างเดียว ดีแล้ว เป็นตัวชี้ ยืนยันในโลก ว่าไทยเรามีสิ่งนี้ โดยเฉพาะเป็นโลกุตระ คนไหนจะมาขี้ตู่โมเมเอา ไม่มีทาง คุณจะเก่งในทางเอาพยัญชนะ โวหาร มาสร้างอย่างไรก็ตาม ก็เป็นของปลอม มันไม่ใช่ของแท้ ก็ไม่มีทาง ของจริงที่เราพากันทำ จึงไม่ต้องไปกังวล เป็นสัจจะสองที่รวมกันพอเหมาะพอดี ด้วยสัจจะที่เป็นหนึ่ง อันนี้แหละจะนำพาความจริงนี้ไปยืนยันต่อมนุษยชาติในโลก เขาก็จะยอมรับนับถือว่า อย่างนี้จริง แม้จะช้าจะเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับสัจธรรม ที่มันมีจริง ถ้ามันมีจริงหนึ่ง สองความต้องการของคนมีปัญญา ว่าเขาจะมาเอาโลกุตระ สองส่วนนี้มาประกอบกัน ก็จะรู้เอง เราบังคับไม่ได้ หนึ่งของเราเอง ก็ไม่รู้ว่าได้มากเท่าไหร่ เราก็รู้ของตัวเรา คนใกล้ชิดก็ยังรู้กันไม่หมดเลย อย่างไรแค่ไหน ธรรมะที่เป็นโลกุตระอย่างนี้ อาตมาก็เอาหลักเกณฑ์ สูตร ที่ควรขยายความให้เข้าใจว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตย ขยายความตั้งแต่ ประชาธิปไตย 1 ขา 2 ขา จนถึง จะเรียกสามขา หรือสามเส้า ซึ่งมีกษัตริย์ มีประชาชน มีจิตวิญญาณ สามเส้านี้ ประชาธิปไตยที่มีสามเส้า กษัตริย์ก็มีโลกุตระ ประชาชนก็มีเนื้อหา เข้าโลกุตระ ทางจิตวิญญาณมีจำนวนปริมาณ คุณภาพพอเป็นไป จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณเป็นตัวชี้บอกว่า มนุษย์พวกนี้ จิตวิญญาณเข้าขีดโลกุตระนะ เป็นประชาชนก็ตาม กษัตริย์นั้นแน่นอนอยู่แล้ว ประชาชนมีคุณสมบัติโลกุตระจิต หรือจิตวิญญาณเป็นโลกุตระ สามเส้านี้ จึงจะเกิดความเป็นจริง ที่สังเคราะห์เป็น cyclic order เป็นระบบระเบียบ ดำเนินไป จึงจะเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไประแวงว่า จะมีเศษของทุนนิยม มีเหตุปัจจัยคนนั้นคนนี้ มาร่วมแบ่ง จริงๆแล้ว ถ้าเราเสียสละ ถ้าเราเป็นผู้ได้ให้ แจ็คหม่าจะมาเอาเราก็ได้ให้ แต่ถ้าเราให้แจ็คหม่านี้ ไม่ได้หมายถึง เขาจะเอาไปเป็นของตัวเอง เอาไปเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แม้จะเป็นคนจีน ไม่ใช่ว่าจะเอาไปขูดรีดจากคนจีนอีก ไม่ได้ ตอนนี้เรายังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ว่า แจ็คหม่าจะมีอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เท่าที่อาตมาดูแล้ว ท่าทีแจ็คหม่า จะมีอะไรดีๆ ถ้าไม่เช่นนั้น เขาไม่เลือกประเทศไทย เพราะว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศรวย ประเทศอื่นรวยกว่าประเทศไทย มีเยอะ อย่างน้อยตอนนี้ เทียบประเทศไทยกับบรูไน หรือสิงคโปร์ แจ็คหม่าควรไปเอาที่บรูไน หรือสิงคโปร์ นี่ก็คือเครื่องชี้วัดว่า แจ็คหม่าไม่เอา สมบัติวัตถุบรูไน หรือสิงคโปร์ ก็เยอะกว่าไทยมากมาย เขาควรไปเอาที่โน่น นี่เป็นเครื่องชี้วัด จากภูมิธรรมอาตมา แล้วเอาไปอธิบายให้พวกเราฟัง เห็นสอดคล้อง กับอาตมาไหม?

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้ พ่อครูว่า... ศีล เป็นตัว กำหนด อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ คือจิตที่วิมุติไปตามลำดับ สูงสุดเป็น วิมุติ บริบูรณ์ ก็เรียกวิมุติ และ วิมุติญาณทัสสนะ ท่านแปลอธิมุติว่าจิตที่โน้มไปสู่ ที่สูงที่สุด สัมโพธิปรายนะ ถ้าเราสามารถกำหนดศีลไปตามลำดับ อย่าไปอวดดี เอาศีลมากๆ เอาศีลน้อยก่อน จนกว่าเราจะมีปัญญา ศีลเป็นต้นทาง เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 แล้วก็มีจิตหลงใหลรสพวกนี้ สมบูรณ์แล้ว ศีล 3 ข้อนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วก็ศึกษาชีวิตจริง ที่เราสัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของ ถนัดอะไร ก็ทำก่อน ถนัดทางของ ถนัดทางสัตว์ ถนัดที่ สัมผัส 5 แล้วก็อ่านได้ ยิ่งดีเลย ถ้าถึงขั้นรู้ทัน และรู้ดีในสัมผัส 5 นี่เป็นตัวเหตุแท้ จับสัมผัสแล้ว ก็เข้าหาโลกียรส กับโลกุตรรส โลกียรสก็เข้าหาโลกีย์ จัดจ้านมากขึ้น หากคุณสามารถชัดเจน อาการ ลิง นิมิต รู้จักอาการที่มันเสพ โดยเฉพาะเวทนา เวทนา 108 เริ่มจาก เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 นี่เป็นเวทนา 7 สังขยา เวทนา 2 คือ เวทนาทาง กายกับจิต เรียก กายิกเวทนา กับ เจตสิกเวทนา คำว่ากายหากเข้าใจหยาบๆว่า คือร่างกาย เจตสิกคือจิตใจ ก็ยังพอไหว สัมผัสภายนอก กับภายใน เกิดเป็น เวทนา 3 สุข ทุกข์ อุเบกขา อุเบกขาเป็นโลกีย์ก็ได้ ว่างๆ เซ็งๆ เบื่อๆ ได้ เกิดสภาพสามอย่างนี้ ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา เป็นฐานนิพพาน แต่ถ้าเป็นโลกียะ มันก็แค่พักยกหมุนเวียน ดีไม่ดีไม่พักยกเลย ต่อไปเรื่อยๆ กิเลสก็ยิ่งหนาและเร็ว แต่ถ้ารู้อุเบกขาโลกุตระ เนกขัมสิตอุเบกขา ต่างจาก เคหสิตอุเบกขา จะแยกได้ ต้องเกิดจากทวาร 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่มันเกิดพลังงาน ที่มันสุข มันทุกข์ หรือมันไม่สุขไม่ทุกข์ จากพลังงานที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ หกทวารนี้ สัมผัส สังเคราะห์กัน สังขารกัน จากรูป นาม เมื่อมันสัมผัสแล้ว เกิดสุขก็อ่านออก เกิดทุกข์ก็อ่านออก หรือ ไม่เกิดสุขหรือทุกข์ก็อ่านออก แล้วแยกได้ว่า อย่างเป็น เนกขัมสิตอุเบกขา ต่างจาก เคหสิตอุเบกขา แยกออกว่ามันต่างจากกันอย่างไร เป็นเวทนา ที่เป็น มโนปวิจาร 18 เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่สัมผัสแล้ว เกิดอาการ แม้แต่ในจิตเอง เป็นรูป อรูป ก็นับได้ 6 ทวาร มีหก ความรู้สึก มันก็เกิด เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ อีก 3 คุณเข้าใจ ทำอย่างนี้ เป็นเนกขัมมะ คุณก็สามารถ มีวิธีการอุบายโกศล มีวิธีปฏิบัติ ที่อาตมาสอนแล้วสอนอีก จึงสามารถทำเนกขัมมะในจิตได้ จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง คนที่จะแยกเคหสิตเวทนา มโนปวิจาร 18 กับเนกขัมสิตเวทนา มโนปวิจาร 18 คุณแยกความแตกต่างที่เป็นลิงคะ นี่คือข้อชี้บ่งว่า คนจะทำโลกุตระ หรือโลกียะได้ อยู่ที่มโนปวิจาร 18 คนไปนั่งหลับตา สะกดจิต ไม่ได้เรียนรู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่กระทบ เอาแต่อยู่ข้างใน ก็อยู่แต่ภูมิธรรมเก่าของคุณ ก็อาจจะทำให้กิเลสลด แล้วบางที สามารถทำให้กิเลสดับได้ ถึงขั้นอาสวะสิ้นได้ แต่แน่นอน ถอนถึงอนุสัยไม่ได้แน่ ผู้ที่สามารถเข้าใจอาการ ความแตกต่างเรียกว่า ลิงคะ นิมิต อุเทศ ของเคหสิตะ แล้วคุณก็มีเครื่องหมาย นิมิต ลักษณะอาการอย่างนี้ พฤติอย่างนี้ อันนี้แหละคุณก็หมายใจเอาเอง ทำเครื่องหมายสำคัญมั่นหมายเอาเอง ของใครๆ เรียกว่า สัญญาของตัวเอง คุณก็จะรู้สภาพอย่างนี้ว่า อย่างนี้คือ เคหสิตะ อย่างนี้ เนกขัมมะ คุณก็ทำได้ หากไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่มีองค์ประกอบบริบูรณ์ มโนปวิจาร 18 ไม่มีเนกขัมมะเคหสิตะ ตีทิ้งได้เลยว่า ไม่สามารถทำนิพพานให้ตัวเองได้ ไม่สามารถเป็นอรหันต์ได้ ผู้ที่อาสวะบางอย่างสิ้นได้ ก็ไม่ได้เป็นอรหันต์ เพราะว่าอรหันต์จะต้องเป็นผู้ที่มีอาสวะสิ้นทุกอย่าง เป็น ปัญญาวิมุติ ปัญญาต้องมีภายนอกด้วย ปัญญาแต่ภายในไม่ได้ เป็นได้แค่สัญญา เท่านั้น สัญญา มีแค่เศษวรรค มีแต่อัญญะ ที่มีแต่สัญญา ไม่มีปัญญา ไม่สามารถบรรลุเป็นอรหันต์ได้ ต้องมีธาตุรู้ถึงปัญญา ไม่ใช่แค่สัญญา หากไม่สามารถทำ เวทนาในเวทนา เป็นกรรมฐาน ไม่ใช่ไปทำ กสิณ 40 สะกดนิ่งให้จิตเป็นเครื่องเกาะ อย่างนั้นสมถะ ไม่มีวิปัสสนา ที่ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ หากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ทำงานไม่สมบูรณ์แบบ องค์ 6 ของปัญญาไม่เกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นคุณภาพของปัญญาที่เพิ่มขึ้น ปัญญามีธาตุรู้โลกุตระแล้ว ปัญญินทรีย์มีผลเพิ่ม จนสูงสุด ปัญญาพละ ต้องมีมัคคังคะ มีกรรมกิริยาต่างๆ ทำการงาน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน