610422_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610422_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=10yBgrZmb5z9dOKtXWnRKm1YpNA5dWRpI-PYdfP0vw2k ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1oce-mutK6K163GtRfNUg5D_RPKdi7mzU ดูยูทิวป์ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=0ARMUvAxf8s
สมณะฟ้าไทว่า... วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ที่ราชธานีอโศก มีคนมาซื้อปุ๋ยกันมาก เพราะฤดูการทำกสิกรรม ทำนา ในย่านนี้ก็จะมาซื้อกันที่นี่ ที่กทม.ตอนนี้ฉลอง รัตนโกสินทร์ศก 236 ปี แต่กิจของชาวอโศก ก็มีหน้าที่ศึกษาพระธรรม ให้เกิดการลดละกิเลส เป็นการทำบุญที่จะทำลายล้างกิเลส ศาสนาพุทธที่ไม่ใช่พุทธแท้ จะบอกว่าให้ไปสวรรค์ แต่มาที่อโศก บอกว่าทำบุญคือ การทำลาย ละล้างสวรรค์ ให้สวรรค์หมดไป ตราบใดที่ต้องการสวรรค์ ก็จะมีนรกคู่กัน พ่อครูว่า... ก่อนจะเข้าสู่ธรรมะลึกๆ ถึงขนาดสวรรค์ก็ไม่เอา ก็พูดเรื่องการเมืองก่อน
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 3 พ่อครูว่า... การเมืองกำลังเข้าไคล จะเข้าสู่ความสุกงอม ยังไม่สุกนะ แต่มันกำลังห่าม เข้าไคล แก่จัด บ่มได้ กำลังเข้าที่ เพราะฉะนั้นก็ช่วยกัน มีอะไรแนะนำ เสนอความเห็น จะได้เป็นข้อมูล เพื่อจะเอาไปใช้ตัดสิน ขออ่าน บทความของ คุณดังนั้น วิมุตินิยม ...ในหนังสือเราคิดอะไร กองทัพธรรมไม่นำสู้ในรัฐสภา ในขณะที่พรรคกำลังแจ้งเกิดใหม่มากหลาย เพื่อโจนเข้าสู่สงครามแย่งชิงอำนาจรัฐ ในฤดูเลือกตั้งที่จะเปิดฉากขึ้นอีกไม่นานนัก สำหรับพรรคเพื่อฟ้าดิน ตีทะเบียนเรียบร้อย อยู่ในทำเนียบ 1 ใน 10 พรรคแรก ตั้งท่าจะเป็นพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ เช่น ลงเลือกตั้งโดยไม่มีหาเส
อ่านต่อ
ียง การหาเสียงเป็นการตลาด โฆษณาชวนเชื่อเพื่อค้าขายของทุนนิยม ทุนหนาก็สามารถเอาเปรียบเหนือคู่แข่งคนจน ๆ ทั้งเปิดช่องให้เกิดการซื้อเสียงอุตลุด มโหฬารโดยตรงหรืออ้อม ๆ ดังที่เป็นปัญหามาตลอด พ่อครูถึงฟันธงเด็ดขาด ประชาธิปไตยต้องไม่หาเสียง....! คสช. กกต. จะมีปัญญาฟังรู้เรื่องสัจจะนี้บ้างไหมเนี่ย... อาจจะล้ำหน้า เกินภูมิไปหน่อยมัง ฐานยังฉลาดน้อยอยู่เป็นธรรมดา ไม่ว่ากัน อย่างงั้นรึเปล่าเนาะ? ยิ่งเสี่ยงให้หาเสียง ยิ่งเกิดปัญหาซื้อเสียง แก้ไม่ตกยกใหญ่ ขืนเลือกตั้งมั่วส่งเดชเสร็จ ๆ กันไป ไม่ทันได้คนดี ๆ ขึ้นมารับใช้อำนาจ ตามศาสตร์พระราชาแล้วละก็.... กลัว คสช.ปฏิวัติเสียของ ต้องไปโดดแม่น้ำโขง คงยุ่งตายหะ ซ้ำซาก ไม่สนุกแน่ๆ พับแผ่เถอะ! ฝันร้ายนี้ผู้น้อยฟุ้งซ่าน อธิษฐานอย่าให้เป็นจริงเลยคร้าบทั่น! อนึ่ง พรรคเพื่อฟ้าดินยังฝันเฟื่องสำคัญอีกว่า จะมีคนลงเลือกตั้งต่อเมื่อ ผู้คนในเขตนั้น ๆ ครึ่งหนึ่งขึ้นไป เรียกร้องส่งเสียงมาเชิญ พรรคถึงค่อยส่งสมัคร ตั้งท่าปานนั้นแน่ะ... ถึงวันนี้ พ่อครูผู้นำกองทัพธรรมประกาศลั่นเฉยเลย ไม่นำพาพรรคเพื่อฟ้าดินเดินหน้าใดๆ โดยยุติบทบาทการเมืองพรรคภาครัฐสภาทันที ท่ามกลางกระแสตื่นตัวเตรียมรับเลือกตั้ง!
ทำการเมืองได้ขาดทุน เป็นกำไร ปุถุชนมักเข้าใจการเมืองเรื่องโลกีย์ ยื้อแย่ง แก่งชิงอำนาจกับผลประโยชน์ นักเลือกตั้งต่างพาวุ่นวาย ทำการเมืองน้ำเน่าดังกล่าว ด้วยเล่ห์อุบายวิชามาร หมายมั่นปั้นมือ เพื่อถือครองอำนาจรัฐ คำว่า การเมือง เลยกลายเป็นคำเสีย ทั้งพระที่ขาดสัมมาทิฐิ ทั้งนักการเมืองมิจฉาทิฐิ อวิชชา ต่างสำคัญผิดว่า ธรรมะอย่าไปยุ่งการเมืองเลย เดี๋ยวเสียคนหมด ส่วนนักการเมืองน้ำเน่าชอบกันธรรมะไปไกล ๆ จะได้งาบลื่นคอหอย กองทัพธรรมเข้าไปทำงานการเมืองให้หายเน่าฉาวเหม็นเป็นตัวอย่างพลเมืองดี ตั้งแต่สมัยกลุ่มรวมพลัง ครั้งพลตรีจำลองศรีเมือง เป็นผู้ว่า กทม. พากรุงเทพฯ เมืองสะอาดขึ้นผิดหูผิดตา ผู้คนศรัทธามหาจำลอง คนจริง มือสะอาด ซื่อสัตย์ เสียสละ กระบี่มื้อเดียว น่าเสียดาย ท่านมหาจำลองไปไม่ถึงดวงดาว คราวก้าวกระโดดจากผู้ว่า กทม.ไป หมายฝันการเมืองระดับชาติ พ่อครูต้องตกกระไดพลอยโจน ไปช่วยด้วย แต่ลุงคงจะยังศรัทธาพ่อครูน้อยไป ปัญญาไม่พอ เลยเชื่อแบบที่ทำไป ที่เกิดอุปสรรค เพราะพลพรรคคนดี ๆ ยังน้อยเกินกับงานใหญ่ ประกอบกับคู่ต่อสู้เสือ สิงห์ กระทิง แรด รอบทิศ คนอิจฉาพรรคพลังธรรม จะเป็นดาวเด่น จำเป็นต้องสกัดสุดฤทธิ์ ขืนปล่อยให้ขึ้นไปเป็นรัฐบาล คณะสงฆ์มหาเถรสมาคมต้องกระเทือน ลัทธิสันติอโศกจะยิ่งแพร่หลาย กรณีสันติอโศก ถึงเกิดขึ้นเพื่อปราบขบถศาสนา ถือเป็นลัทธิเสี้ยนหนาม จำต้องกำจัดให้พ้นภัย พ่อครูพาสู้อดทน ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา เสียสละจนมหาชนเห็นประจักษ์แจ้งขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก้าวเข้ามาต่อสู้การเมืองระดับชาติ ออกหน้าร่วมกับพันธมิตรฯ มาถึงสุดท้าย กปปส. สามารถใช้สันติ อหิงสา อโหสิ เอาชนะขับไล่รัฐบาลขี้โกง ได้ตั้งสี่รัฐบาล มาถึงรายยิ่งลักษณ์ยอดยื้อ จนไปต่อกันไม่เป็น คสช.ต้องเป่าคาถา ยึดอำนาจ ค่อยจบข่าว ได้คืนความสุข ให้ประเทศมีวันนี้ได้ พ่อครูพาเสียสละ แม้ชีวิตเลือดเนื้อ เรี่ยวแรงกำลังทรัพย์ โดยไม่เอาอะไรกลับคืน คือถือขาดทุนเป็นกำไร ตั้งแต่ต้น ตลอดมา ถึงวันนี้ เป็นที่ไว้วางใจ เชื่อถือมากขึ้นไม่น้อยเลยว่า อโศกเราไม่เข้าไปยื้อแย่งอำนาจ หรือผล-ประโยชน์จากใคร ในเมื่อเราพออยู่พอกิน จนเหลือ ต้องแบ่งปัน ขายต่ำกว่าทุน หรือแจกฟรี เป็นต้น ยิ่งพ่อครูประกาศสละพรรคเพื่อฟ้าดิน ใครที่กลัวเราเป็นคู่แข่ง แย่งอำนาจในสภา หายห่วงได้เลย?! ทำดีเพื่อบ้านเมือง ไยมีเรื่องต้องโทษสาหัส?! เป็นที่ทราบชัดกันดีอยู่ก่อนแล้วว่า กรณีปฏิบัติการ ประท้วงขับไล่สี่ห้ารัฐบาลที่ผ่านมา ย่อมต้องเกิดละเมิดกฎหมาย ในการปิดถนน บุกรุกสถานราชการ จนเป็นคดีความตามหลัง ให้ต้องโทษส่วนตัว บางคดีถึงที่สุดแล้วด้วย ประเด็นแหลมคม สำคัญยิ่งยวดนี้ ควรจะร่วมกันพินิจพิเคราะห์ เจาะลึกอย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง ระหว่างความยุติธรรมทางกฎหมาย ย้อนแย้งกับความยุติธรรม ทำดีเสียสละเสี่ยงชีวิตเพื่อสังคม ไฉนไม่ไปด้วยกัน ได้อย่างไรล่ะ..... คดีที่เกิดกับผู้ประท้วง ตั้งแต่พวกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนถึงคณะ กปปส.ก็ตามที ฝ่ายโจทก์ต้องทำหน้าที่ เป็นตัวแทนรัฐบาล คู่กรณี กับฝ่ายประท้วงไล่ตะเพิด การตั้งข้อหากล่าวโทษ ย่อมเกิดอคติจากอิทธิพลรัฐบาลบีบบี้โดยตรงโดยอ้อมกี่มากน้อยรึเปล่า ครั้นคดีความขึ้นสู่กระบวนยุติธรรม จนถึงชั้นศาล มิติผิดถูกทางกฎหมายบัญญัติ ควรเชื่อมโยงวัฒนธรรมประเพณี จารีตนิยมตลอดประเด็นยุติธรรมทางสังคม ตื้นลึกมากน้อยอย่างไรไฉนบ้าง... งานประท้วงรัฐบาลเผด็จโกง โดยสันติอหิงสาอโหสิ ย่อมเกิดผลประจักษ์แจ้ง เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองประชาธิปไตยอย่างขนานใหญ่ ได้งดงามไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ประเทศค่อยดีขึ้นตามลำดับ นับเป็นผลพวงการประท้วงสำคัญยิ่งยอดเดชะบุญ คสช.รับช่วงไม้ต่อ สามารถคืนความสุขสังคมสงบเย็น ยั่งยืนเรียบร้อยมาได้อย่างน่าพอใจ ด้วยเหตุนี้ ขณะที่เหล่าแกนนำพวกจิตอาสาแนวหน้า ทำหน้าที่พลเมืองดี ทำคุณเพื่อแผ่นดินแท้ ๆ ไม่ได้เห็นแก่ตัวแม้แต่นิดเดียว หลายคนต้องรับเคราะห์กรรม ติดคุกอยู่แล้วด้วย จะทำยังไงกันดีต่อเอ่ย...... แน่นอน สังคมจะทนดูดาย ปล่อยตามยถากรรม ตัวใครตัวมัน ไม่มีวันแล้งน้ำใจปานนั้นเด็ดขาด พ่อครูสมณะโพธิรักษ์หยิบยกประเด็น ให้เห็นความไม่ชอบมาพากล การเอาเรื่องฟ้องร้องเกิดในยุคสมัยรัฐบาลโดนไล่ตะเพิด ถึงวันฟ้าเปิด ยังจะเอาเรื่องเก่าเข้าข้างรัฐบาลโคตรโกงต่อยาวยืดเป็นคุ้งแคว มันใช่เหรอ....?! คดีความการต่อสู้ทางการเมือง เป็นเรื่องอาญาที่แตกต่างอย่างสำคัญ ผิดสามัญ เกี่ยวพันมหาชน ประโยชน์สาธารณะ เพื่อบ้านเมือง รัฐศาสตร์น่าจะต้องใช้ จนมีผู้เสนอ คสช.ให้จัดการนิรโทษกรรม แยกแยะโทษานุโทษ อย่าชักช้า....!! พวกมากลากไป ใช่เสียงสวรรค์ พอเอ่ยถึงประชาธิปไตย มักจะสำคัญเสียงข้างมากเป็นสรณะ โดยเฉพาะวงการเมืองรัฐสภา พรรคไหน ๆ ต่างหมายมั่นปั้นมือ ให้ได้ยึดที่นั่งข้างมาก ไม่ได้ลำพังพรรคเดียวก็รวมหัวเกาะกลุ่ม ให้ได้กุมเสียงข้างมาก เท่าที่จะมากได้ เพื่อมีอำนาจต่อรองสูง ๆ น่าจะโทษภูมิปัญญาอ่อนด้อย ในทางประชาธิปไตยเป็นแน่ อย่างที่เห็นการเมืองไทยล้มเหลวมาตลอด เพราะคลั่งไคล้ประชาธิปไตยจนเลยเถิด ถึงเกิดประชาธิปไตยซื้อเสียง ซื้อพรรคเล็ก รวมหัวสำเร็จเผด็จการรัฐสภา สามารถเผด็จโกงโคตร ๆ เคยฟังพ่อครูว่าประชาธิปไตย เหมาะสมเฉพาะหมู่พระอรหันต์ ยิ่งสังคมพวกกิเลสหนา ขืนรวมหัวทำบ้าบอได้เสรี มีหรือจะไม่พัง คำพังเพยยังประชดพวกมากลากไป แม้พวกมากชนะก็อย่าชะล่าใจ แต่เรายังมีหลักซ้อนอีกว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียว ฉะนั้น น่าจะเรียนรู้ตามพระบรมครูตรัสว่า สภาใดไร้สัตบุรุษ สภานั้นไม่ใช่สภา เชิญฟังชัด ๆ ต่อให้ได้พวกท่วมท้นขนาดไหน เกิดขาดปราชญ์ ฉลาดภูมิธรรม นำสัมมาทิฐิดีพอ ย่อมเสี่ยงสูงนัก อธิปไตยสาม ตามเป็นไปไทยนิยม เป็นกุศลล้นเหลือ เมื่อศึกษาวิถีพุทธแท้ ๆ ดีกว่าตามแห่หลงตำราฝรั่งห่างชั้น อย่างเช่น 1. อัตตาธิปไตย หมายถึงทำตัวเองให้มีอำนาจเป็นใหญ่เหนือกิเลส เพื่อชำระตนให้บริสุทธิ์ถึงวิสุทธิ์วิมุติสุดวิเศษ 2. โลกาธิปไตย คือให้พึ่งพาศรัทธาหมู่บัณฑิต เพื่อสร้างอิทธิพลจูงใจ ให้เราแต่ละคนเปลี่ยนแปลงปรับแต่ง แก้ไขตัวเองให้สะอาดสว่างสงบ สลายอัตตา มานะทิฐิ ให้เป็นหนึ่งเดียวกับมวลหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อันเป็นทั้งหมดของวิถีพุทธ นั่นเอง สมัยใหม่จะให้ยึดถือประชาธิปไตย ก็ต้องถือเอาเฉพาะมวลประชา คงมั่นศีล แม่นภูมิธรรม เป็นสรณะหลัก ตัวตั้งนำสำคัญ แทนที่จะถือเอาเพียงปริมาณมวลชน มันคนละเรื่อง 3. ธรรมาธิปไตย คือให้ยึดมั่นหลักศีล ถือธรรมเป็นสำคัญ เพื่อสมาทานในการปฏิบัติตัดทอนสักกายทิฐิ นิวรณ์ จนหมดวิจิกิจฉาตามลำดับ สามอธิปไตยของพุทธ ใช่จะเข้าใจง่ายทีเดียวนัก ออกจะลึกซึ้ง จึงมุ่งนำพาคนทุ่มโถมศรัทธาอำนาจฝ่ายสูง เพื่อจูงใจมนุษยชาติ ให้หลุดพ้นจากทาสอำนาจฝ่ายต่ำ การทำอธิปไตยสามให้เกิดธรรมฤทธิ์ เป็นตัวสัมประสิทธิ์ ช่วยเร่งอัตราก้าวหน้าอันสำคัญ ที่จะยกระดับชีวิต จิตวิญญาณสูงขึ้น ขั้นโลกุตระ จึงไม่ธรรมดา ข้อนี้น่าจะชัดเจนว่า มันคนละเรื่องกับอธิปไตยที่เข้าใจกันดาษดื่น เฉพาะอย่างยิ่งหลักประชาธิปไตยในหมู่ชาวพุทธเรา เคารพนับถือหมู่สงฆ์สาวกเป็นที่พึ่ง ย่อมพากันศรัทธาบูชาพระสุปฏิปันโน ผู้ทรงศีลสะอาด มักน้อยสันโดษเพื่อเจริญรอยตามภูมิ ถึงไม่ประหลาดที่บรรพบุรุษต่างมีภูมิปัญญา คุ้นเคยดำเนินชีวิตตามรอย ไม่ห่างไกลวัฒนธรรมพระอยู่เป็นพื้น นี่คือตัวอย่างการถือประโยชน์ ประชาธิปไตยทางสังคม และเศรษฐกิจ อันน่าเชิดชูบูชา นำพาปฏิบัติให้จริงจังทั่วถึง เช่นเดียวกับศาสตร์พระราชา อีกหนึ่งแบบอย่างฉลาดใช้อธิปไตย เช่น ผู้นำคสช. ไม่ใช่แค่ใช้ความสงบสยบความรุนแรง จนสามารถคืนความสงบสุขแก่บ้านเมือง ตั้งแต่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาเท่านั้น แรกๆ เรื่องยุ่งเหยิงเยอะกระมัง พล.อ.ประยุทธ์มักอารมณ์หงุดหงิด หัวเสียบ่อย เมื่อโดนนักข่าวจี้นั่นโน่นนี่เชิงไม่ยักเกรงใจ ท่านพอรู้จุดอ่อนไหวนี้ จึงมีสติเพียรปรับตัวแก้ไข จนเป็นคนใจเย็นนุ่มนวลมากขึ้น ในเวลาไม่สู้นาน สมเป็นผู้ใหญ่ ไม่หลงยึดศักดิ์ศรี มีอัตตา ใครอย่าแตะ น่านับถือคนซื่อตรง กล้าธรรม จริงจัง จริงใจ เช่นนี้ ยิ่งผ่านมาเข้าปีที่สี่มีผลงาน เห็นฝีมือเข้าตาดีเหนือชั้นกว่าใคร ๆ มองไม่เห็นหน้าไหน น่าไว้วางใจเท่า อย่างหน้าเก่าเหม็นขี้หน้า ชวนเบื่อทั้งนั้น ถึงน่าให้โอกาสท่านประยุทธ์อีกซักตั้งปะไร ไม่เสี่ยงถึงไหนดอก ยิ่งฟังพ่อครู ผู้นำกองทัพธรรม แม้หนุนหน้าหนุนหลังเต็มที่ ก็มีแต่ว่าขืนเป๋นอกแถว พ่อครูจะกลับลำนำทัพขับไล่อีกหน อธิปไตยได้จากงานรับใช้สังคม โลกของการเมือง มักเป็นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ ที่ต้องยื้อแย่ง จนวุ่นวายกลายเป็นสงคราม ชวนน่าเบื่อ โดยไม่เห็นทางออกจากวังวนนี้ได้ ต่อให้เจตนาแสนดี เสียสละ แต่เมื่อตั้งเป้าสู่อำนาจรัฐ ค่อยมีปัญญา จัดการนั่นโน่นนี่่ สู้แบบนี้ต้องชนอุปสรรค หนักสาหัส เหลือกำลัง ตั้งแต่ต้น อย่างเหมาเจ๋อตุงต้องฆ่าคนมโหฬาร มันไม่น่าเอาตามด้วย แทนที่หักหาญโหด ๆ สู้สันติวิธี ค่อยเป็นไปดีกว่า แม้กระนั้นจะเล่นเช่นพลังธรรมใหม่ ฝันบรรเจิด ทางเลือกใหม่ หมายยึดอำนาจรัฐ ด้วยเสียงประชาชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ตั้งต้นพรรคเล็กไปสู่พรรคใหญ่ ไปคิดตามโลกสวย ไม่รู้จะโดนหักอกเมื่อไหร่ คือต้องฝ่าด่านสกัดรอบทิศ ตลอดแก่งแย่ง หาเสียง สร้างภาพ ยิ่งพรรคคนจน จะเอาอะไรไปสู้คู่แข่ง ทุนนิยม เจ้าเงินทุ่ม อนึ่ง ขณะพรรคเล็ก คนไม่เด่น ไม่ดัง ไม่ทันมีอำนาจ อาจรักกันดี เกิดเป็นพรรคใหญ่วันหน้า ใครรับประกันว่าจะไม่ฟัดกันเอง แบบประชาธิปัตย์ หม่อมเสนีย์ในอดีต ตาฤๅษีเลี้ยงลิง หรือใครยิ่งดังเพื่อนมักแยกวง ทุกวันนี้ฟัาเปิด เกิดแสงสว่างปลายอุโมงค์ ทางเลือกใหม่แท้ๆ ท้าทายลองเบิ่งตาชัด ๆ พระเจ้าอยู่หัวองค์ภูมิพลฯ ทรงทำประชาธิปไตยให้เห็นโทนโท่ ทุกลมหายใจเข้าออกคือ ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ไฉนมองข้ามไปถึงไหนๆ ไยเพ้อฝันทำไมกะอำนาจรัฐ!? รัชกาลที่ 9 ทรงพึ่งตนเอง ไม่รอรัฐบาลเจ้ามือ อำนาจรัฐ ทรงงานจัดหนักเพื่อให้ได้ขาดทุนเป็นกำไร กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแผ่นดิน จนสิ้นพระชนม์แล้ว พระบารมีถึงค่อยปรากฏการณ์ประจักษ์แจ้งแห่งไทย ไกลทั่วโลก อธิปไตยนี้ไซร้ จักได้แต่ใดมา เพิ่งได้ยินพ่อครูไขประเด็น เป็นบุญหูทะลุบางอ้อว่า อธิปไตยจะได้รับต่อเมื่อประชาชนเขายกมอบให้เองจริง ๆ แทนที่จะหลงกระเหี้ยนกระหือ ยื้อแย่ง แทบล้มประดาตาย นั่นคือไม่ต้องมัวรอได้อำนาจรัฐ ค่อยมีปัญญา ตั้งต้นทำการเมือง อย่าฉลาดน้อยปานนั้นดีไหม ทั้งนี้และทั้งนั้น ชาวอโศกทำการเมืองเรื่องเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยสำเร็จ เช่นเดียวกับศาสตร์พระราชา เชิญตามมาดูไป คือทำแบบคนจน พึ่งตนเอง กล้าขาดทุนเป็นกำไร ได้บุญกรรมตัดกิเลสไม่เอาเกินทุนเป็นกำไร กลัวบาปกรรมครับ พ่อครูลาโรงพรรคเพื่อฟ้าดิน หันมาปักหลัก พักผ่อน เป็นพรรคอ่อนน้อมถ่อมตนแบบคนจน ๆเป็นคนรับใช้ ด้วยเมตตาผ่อนประสาน อะลุ่มอล่วย ช่วยงานการเมืองประชาธิปไตยนอกสภา โดยพึ่งพาสมัครสมานผสมผสานใช้ประโยชน์อธิปไตยให้สมดุล ทั้งประชาธิปไตยเสรีนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ แม้เผด็จการโดยประมาณ พอเหมาะเจาะตามหลักสัปปุริสธรรม ลึกซึ้ง ถ้วนรอบ ยิ่งกว่าแค่รู้เรารู้เขายังไม่พอ เศรษฐกิจพอเพียงแบบคนจน นำการเมืองประชาธิปไตยโลกุตระ ทวนกระแส ย่อมเป็นทางเลือกใหม่ อันเปิดกว้างสู่สายตาสาธุชน
พ่อครูว่า... คนที่ประชาชนจะเลือก ก็ต้องไปแสดงตัว ทำงานรับใช้อภิบาลประชาชน จนเข้าตาประชาชน เป็นการกระทำการประพฤติจริงๆ เพื่อ รับจ้าง หรือ รับใช้ ? ถ้า รับใช้ คือทำให้เขาเลย หาก รับจ้าง คือเอาค่าตอบแทนคืนมา ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบ ตามหลักทุนนิยม แต่นี่เราทำให้ฟรี รับใช้ ไม่ใช่รับจ้าง เป็นเรื่องสุดยอดของพฤติกรรมมนุษย์ แม้คนจะไม่เข้าใจ แต่เรามั่นใจว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรทำ
ประชาชนกับกษัตริย์ ก็น่าจะมีความเสมอภาค ในลัทธิประชาธิปไตย แต่ความเป็นจริงนั้น ฝ่ายไหนจะเหนือกว่า ก็อยู่ที่พฤติกรรม พฤติกรรมของมวลประชาชน ค่ารวม กับพฤติกรรมของกษัตริย์ ถ้ามีคุณงามความดีที่มากกว่า ตามสัจจะ อันนั้นก็เหนือกว่า มีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า มีได้มากกว่า รวมแล้ว ประชาชนเอง ก็ยังไม่เป็นส่ำ ก็ให้พระมหากษัตริย์ทรงแสดงออก อย่างประเทศไทย พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ท่านแสดงออกอย่างชัดเจน จนประชาชนยอมรับ มีคนแย้งบ้าง กับพวกอวดใหญ่โต แต่เป็นส่วนน้อย จนกระทั่งไม่มีท่า อยู่กับหมู่ใหญ่ในประเทศไม่ได้ หรืออยู่อย่างหมาน่อย ได้แต่เห่า อย่างอเมริกา เขาก็มีสองแบบ เสียงที่ได้จากการเลือกตั้ง กับเสียงที่ได้จากวุฒิสภา ก็ต้องเอามาเลือกกันอีกชั้นหนึ่ง ไม่อย่างนั้นไม่แน่ บางทีจากการเลือกตั้งเอาคะแนนเสียงมากเฉยๆ ก็ไม่เข้าท่า ต้องออกเสียงจากวุฒิสภา เป็นตัวตัดสินอีกทีหนึ่ง ถ้าวุฒิสภาเกเร เป็นลิ่วล้อของทุนนิยม ก็เสียอีก จึงเป็นความซับซ้อน ไม่เที่ยง สัจจะจริงๆเท่านั้น ที่จะเที่ยง วุฒิสภาก็ต้องมีปราชญ์ ที่มารวมกันเป็นคะแนนเสียงใหญ่ ถ้าหากประชาชนโง่ มีแต่กิเลส จะไปใช้ได้อย่างไร เอาเสียงของคนกิเลสมากมาใช้ บ้านเมืองก็วุ่นวาย
อาตมากำลังเสนอ การเมืองประชาธิปไตยที่ต้องมีคุณลักษณะดีที่สุด คือสามเส้า คือ กษัตริย์ ประชาชน และ วิญญาณ สามเส้า นี่เป็นชื่อหลัก ของ process เป็นชื่อหลักของกระบวนการในการเกิดผล ซึ่งคำว่าวิญญาณนี้ เป็นตัวหลัก วิญญาณ หรือจิต หรือมโน เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง คือมันจะเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นประธาน คนสามารถสร้างให้วิญญาณเจริญ ถ้าวิญญาณ จิต มโน เป็นโลกียะ ต่ำชั่ว มันก็เป็นประธานของคนคนนั้น คนไหนมีจิตวิญญาณที่ชั่ว ก็เป็นประธานของคนนั้น จะซับซ้อน มีเล่ห์เหลี่ยมสูง เอาเปรียบเอารัด จนคนไม่กล้าทำอะไร มนุษย์ก็สร้างทำแบบนี้มาแล้ว มีตัวอย่างเยอะแยะ ถ้าเผื่อว่า คนที่เข้าใจสัจธรรมนี้ให้ดี แล้วก็มาสร้างใหม่ ให้เกิดพลังประธาน หัวหน้าที่ดี ก็ทำให้จิตวิญญาณนี้ ดี ในโลกียะก็ดี คือเป็นผู้มีประโยชน์ต่อผู้อื่น มีศักดินา มีลาภยศสรรเสริญ ซ้อนลงไป โลกุตระของพระพุทธเจ้า ที่บอกว่าดี มีคุณค่าประโยชน์ต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นได้จริง แต่ไม่โลภ ลาภยศสรรเสริญอะไร ซ้อนลงไป ไม่ต้องไปนั่งติดยึด ไม่ต้องมี ประชาชนจะมีจิตวิญญาณของเขาเอง เข้าใจเองว่า ท่านผู้นี้ ยิ่งได้ลาภมาก ได้ยศตำแหน่งมาก ท่านก็ไม่เอา สรรเสริญสุข ท่านก็ไม่เอา ประชาชนจะยิ่งเลื่อมใสศรัทธาสูงส่ง มีลาภยศสรรเสริญโดยธรรมะ โดยที่ไม่ได้ทุจริต ขี้โกง ได้สิ่งที่เป็นโลกธรรมมา โดยสุจริตดีแท้ แต่ท่านไม่เอาเป็นของท่านเอง อยู่ที่คุณจะให้ หรือจะกลับคำ ไม่ให้ ก็ไม่มีปัญหา แม้จะให้ถาวร ก็เรื่องของคุณ ตัดสินเอง เป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด จิตวิญญาณเป็นตัวยิ่งใหญ่ที่สุด มนุษยชาติต้องมีจิตวิญญาณ ประชาชนแต่ละคน ก็มีจิตวิญญาณ คุณสมบัติ คุณธรรม ของจิตวิญญาณแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ หรือประชาชน ก็ต้องเป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐที่สุด เป็นจิตวิญญาณขั้นสูง โลกุตระให้ได้ ศาสนาพุทธสอนตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีก โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณก็เข้าใจสภาวะเหล่านั้น ด้วยการสั่งสมสัจจะ ความจริง ไม่ใช่เอาของใครมา สร้างเอง ทำเอง จนกระทั่งเป็นจริง มีจริง พิสูจน์ได้ แม้ยุคกาลที่ทำไม่ได้ ก็จะเห็นเป็นไปตามลำดับ อย่างยุคนี้ ผู้ที่สร้างความเจริญทางจิตวิญญาณ คนที่มีดวงตามีปัญญาเข้าใจ ก็มองออก มองเห็น อย่างคนไทยที่มองออก มองเห็น อาตมาได้ชี้นำ ว่าคุณลักษณะของจิตวิญญาณ ที่มีความสูงส่ง เป็นจิตวิญญาณโพธิสัตว์ โดยยกอ้างประวัติศาสร์ เช่น ของคานธี ไอน์สไตน์ เรื่องไอน์สไตน์เข้าใจยากกว่าคานธี ของไอน์สไตน์เป็นวิทยาศาสตร์ ยิ่งในหลวงร.9 ก็ชัดขึ้น ทางด้านวิทยาศาสตร์ เรื่องนามธรรม ก็เลยเห็นได้ง่ายกว่า แท้แล้วยังมี ขั้นวิทยาศาสตร์ หรือขั้นวัตถุ กับนามธรรม ยังมีนามธรรม สูงกว่าวิทยาศาตร์ ยิ่งนามธรรมสูงกว่าวัตถุธรรม เช่น ความเร็วของแสง แต่ความเร็วของจิตนั้น ยิ่งกว่าความเร็วของแสง และเป็นจริง เจริญกว่า มีประโยชน์สูงกว่า ในจิตนั้นจะได้ทั้งรูปและนาม แต่วัตถุนั้น ได้แค่วัตถุ ทางนามธรรมก็อาศัยไป คุณควรรู้ได้ ในความซับซ้อน ว่าอันไหนเหนือกว่า สูงสุดจริงๆ นามธรรมสูงสุด นี่แหละ เป็นสิ่งที่คนยากจะตัดสิน เช่น นามธรรมที่สูงส่งที่สุด มีอำนาจยิ่งใหญ่จริงๆ คือนามธรรมของพระเจ้า แต่เขาไม่รู้ชัดเจน ไม่รู้รอบ ไม่รู้อย่างยืนยันว่า พิสูจน์ได้เป็น เอหิปัสสิโกโอปะนะยิโก อะกาลิโก อย่างที่พระพุทธเจ้าค้นพบ อย่างนามธรรม พระเจ้า ศาสนาพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ศึกษาเป็นสายเจโต หรือศรัทธา ทะลุละเอียด พิสูจน์ได้ จนตั้งสูตรไว้ตั้งแต่
อาตมาพิสูจน์มา ตั้งแต่ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ความจนที่มหัศจรรย์ ความจนที่ประเสริฐ เหนือชั้นกว่าความรวย อย่างนี้เป็นต้น ความเป็นสาธารณโภคี ซึ่งเป็นสังคมคนจน มีประโยชน์กว่าสังคมคนรวย สังคมคนรวยนั้น เป็นสังคมได้เปรียบเอาเปรียบ แต่สังคมคนจน เป็นสังคมเสียสละ เกื้อกูลผู้อื่น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความซับซ้อนลึกซึ้งพวกนี้ ถ้าพูดกับโดนัล ทรัมป์ว่า สังคมคนจน ดีกว่าสังคมคนรวย เขาก็คงไม่เข้าใจ เป็นผู้ไม่ต้องสร้างอำนาจบาตรใหญ่ เป็นผู้แพ้นี่แหละ ไปพูดกับคิมจองอึน หรือปูติน เขาจะฟังไหวไหม รอดูสิว่า สีจิ้นผิงจะมาร่วมด้วยไหม พลเมือง และทรัพยากร เขามีเยอะนะ อาตมาคือนักการเมืองตัวเอ้นะ อ่านหมากทุกหมากในกระดาน อาตมาแม้จะไม่มีหน้าที่รับผิดชอบเหมือนคนอื่น แต่สำหรับอาตมาต้องรับผิดชอบ แน่นอน คนอื่นอาจจะเห็นว่าใหญ่ ทำเป็นใหญ่รับผิดชอบประเทศชาติ ไม่เป็นไร อาตมาทำหน้าที่ อาตมารักประเทศชาติ อาตมาจะทำหน้าที่ เพื่อประเทศชาติ จะใหญ่หรือไม่ใหญ่ อาตมาก็จะทำ ทำไม ผิดหรือ ทำดียังไม่ได้ดี เพราะอาตมาทำดียังไม่มากพอ จะทำดีให้คนตาบอดเห็นได้ จนกว่าจะละร่างนี้ไป แต่อาตมายังไม่จบ ก็มาต่อเป็นโพธิสัตว์อีก
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ พ่อครูว่า... เข้าสู่เนื้อหาสาระธรรมะ ซ้อนในเรื่องการเมือง กษัตริย์ หรือประชาชน หรือตัวตน บุคคลเราเขา เป็นสิ่งที่ร่วมกันเป็น กาย แยกไม่ออก มนุษยชาติต้องมี กายกับจิต 2 อย่าง เป็นธรรมะ 2 แยกกันไม่ได้ ธรรมะสองนี่แหละ เป็นเรื่องใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 เทวธัมมา ธรรมะ 2 จับคู่กันแล้ว ถ้า โง่ มันจะกลายเป็นเมถุน ร่วมหัวกันแล้ว เสพสุข เสพทุกข์ เขาไม่อยากได้หรอกทุกข์ แต่เขาต้องได้ทุกข์ เพราะมันคู่กับสุข เป็นธรรมะ 2 ผู้ใดสามารถแยกธรรมะสอง ไม่ให้ธรรมะอีกอันหนึ่งเกิด ให้เกิด ธรรมะเดียว เป็น ปุริสภาวะ หรือเก่งกว่านั้นเป็น ธรรมะ 0 นปุงสกลิงค์ ก็ยิ่งจบเลย แม้เป็น ปุงลิงค์ 1 ก็จบได้ แต่ถ้าเป็นธรรมะสองอยู่ เรียกว่าอิตถีภาวะเป็น อิตถีลิงค์ แล้ว มีสองขึ้นไป มากกว่าสอง ยิ่งมาก ยิ่งเละ ยิ่งแย่งชิง เป็นทุกข์ไปหมด งั้นเราไม่เป็นแล้ว เราไม่มีคู่ จะคู่ทั้งรัก คู่ทั้งชัง ไม่เป็นทั้งสองเลย เดี่ยว ช่วยคนที่ยังทุกข์เพราะรัก ช่วยคนที่ยังทุกข์เพราะชัง เพราะเรารอด หลุดพ้นจากรักและชัง หลุดพ้นจากทุกข์แล้ว เราจึงไปช่วยเขา ด้วยใจสะอาดบริสุทธิ์ เท่าที่เรามีภูมิ เท่าไหร่ก็ช่วย นี่เป็นน้ำใจ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แท้จริง ที่เราทำ เรามาศึกษาธรรมะ 2 เมื่อธรรมะ 2 แล้วก็จะเกิดการสังขารอีกอันหนึ่ง เรียกว่า 3 ธรรมะ 1 ธรรมะ 2 บวกลบ เกิดเป็นธรรมะ 3 ถ้าอวิชชา สังขาร ปรุงแต่ง เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง เป็นคู่ 2 ไปตลอดเลย แล้วก็สะสมเข้าไป เป็นเหตุปัจจัย ที่จะซับซ้อน เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกูของกู ที่จะเอาชนะคะคาน สมโลภ สมชัง สมชังก็สมนะ สมโลภก็สมนะ ก็สะสมทั้งโลภและชัง เพราะเป็นความโง่ อวิชชา ถ้ารู้แล้ว จะไปนั่งทำอย่างนั้นอยู่ตลอดกาลนาน ตายๆๆ เมื่อไหร่มันจะจบ มันจะพ้นทุกข์ร้อนกันเสียที เพราะฉะนั้น จึงมาเอาความสำคัญของตัวเองก่อน คือวิญญาณของตนเอง ของคนอื่น เขาก็ต้องรับผิดชอบของเขา จะไปอยู่ในพวกที่เป็น หัวหน้า กษัตริย์ หรืออยู่ในมวลประชาชน ก็เป็นของเขา แต่เราเอาตัวรอดก่อน แต่เป็นความเอาตัวรอด ที่ไม่เป็นภัยกับใคร เอาตัวรอดที่จะเป็นประโยชน์แก่ใครๆ เอาตัวรอดที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน แม้ที่สุด เป็นประโยชน์ต่อกษัตริย์ เป็นหนูช่วยราชสีห์ได้ เป็นมดช่วยราชสีห์ได้ อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต้องมาเอาตัวเราก่อน การศึกษาวิญญาณที่จะเอาตัวรอดได้ พระพุทธเจ้ามีหลักสูตรสำคัญคือ ศีล สมาธิ ปัญญา การศึกษา 3 ไม่นอกไปกว่านี้เลย การศึกษา 3 นี้แหละ เขาพากันมิจฉาทิฐิไปใหญ่เลย แยกการศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า สมาธิ ก็คือรวมอธิจิต ที่ลงไปตั้งมั่น เข้าใจอธิจิตที่ลงไปตั้งมั่นไม่ได้ การตั้งมั่นของจิตมี 2 นัย นัยหนึ่งรวมอย่าง สมถะ กับจิตที่ได้รวมกันตั้งลง เป็นสมาธิตั้งมั่นที่ไม่ใช่สมถะ แต่รวมลงอย่าง วิปัสสนา หรือรวมลงอย่างพลังงาน ไม่ใช่พลังงานบวก หรือลบ แต่เป็นพลังงานที่ ใช้พลังงาน Dynamic สังเคราะห์แล้ว ก็เลือกเอาสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีงาม ให้ตกผลึกลงไปสะสม ทั้งๆที่ชีวิตปกตินั้นคือ มนุษย์ที่มีพลังงาน Dynamic เป็นพลังงานเคลื่อนที่ ที่แรง ที่มี Coeffici
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive