610502_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นประมุขของธรรมทั้งปวง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

610502_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นประมุขของธรรมทั้งปวง อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1Gmf9hBzgQL8lZ7frRjGqUkPNxdayuKBwC_XTKbSv5cc

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ทุกวันนี้ สังคมมีแต่ความหลอกลวงกัน แต่ที่นี่ก็มีแต่ความจริงให้ ใครจะมาปฏิบัติก็มาได้ ใครจะไม่มา ก็เป็นอิสระ เสรีภาพ เราอยู่กับสังคมที่ลดละกิเลส แสนจะสบาย เขาตกงานกัน เราก็มีงานทำกัน แบบไม่มีวันตกงาน พ่อครูตอนนี้ ก็อธิบายในเรื่องที่ทำให้เราได้เกิดความเข้าใจอันลึกซึ้งมากขึ้น อย่างวันจันทร์ก็สอน ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในจิตเรา ขึ้นอยู่กับปรมัตถธรรมภายใน ไม่มีใครรู้กับเราได้ พ่อครูเป็นพระโพธิสัตว์ ทำงานศาสนาให้สำเร็จ สร้างให้คนมีอาริยะคุณในจิตวิญญาณ นั่นคือการสร้างศาสนา ให้คนเป็นอาริยบุคคลได้ตั้งแต่ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วมารวมกันอยู่เป็นชุมชน เรียกว่า ชุมชนบวร เป็นสังคมคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ถ้าคนยังหอบกิเลสมาเยอะ รับรองได้มาอยู่อย่างนี้ ไม่เบิกบาน ทำงานหนัก และเหนื่อยอีก เงินก็ไม่ได้ แต่มาอย่างนี้ ก็สบาย เบิกบานใจได้ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไร นอกจากคิดจะลดกิเลสได้มากขึ้น จะเสียสละได้มากขึ้น เราควรจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร เป็นประเด็นสำคัญ ที่เราควรจะรู้ พระพุทธเจ้าตรัสถึง มหาปเทส 4 ต้องเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไปถึงจะใช้ได้ ส่วนอาริยะระดับต้น ก็ใช้ สัปปุริสธรรม 7 เท่านั้น อย่างพ่อครูเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านอนุโลมปฏิโลมกับคนได้มาก ก็สามารถดูแลคนได้มาก แต่อาริยะระดับไม่สูง ก็อนุโลมได้ตามประมาณตน เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง แต่เราก็ดูตามเรียนรู้ศึกษาตามท่านไป แม้เราจะหมดกิเลสก็ต้องฟังท่านต่อไป วิธีการทำงานกับสังคม วิธีการแสด

อ่านต่อ

งธรรมเป็นอย่างไร จนกว่าพ่อครูจะเป็นพระพุทธเจ้า เราก็เรียนรู้กับท่านนั่นแหละ จำไว้ แล้วเราก็เอาไปทำกับตัวเอง จึงจะเป็นอย่างท่านได้ คนก็เรียนรู้ตามแบบ มีแบบให้เห็น อธิบายให้เราเข้าใจชัดเจนด้วย เหมือนนักเรียน ที่ครูสอนภาษา และยกตัวอย่างให้เห็นมันง่ายที่จะทำตาม มีทั้งทฤษฎี มีคำอธิบาย และมีตัวอย่างให้เห็น และมีตัวอย่างของบุคลากรที่แสดงให้เห็น มันสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ทั้งอุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะครบพร้อม มีครบทุกด้าน เราสามารถปฏิบัติได้ตาม แม่นชัด มาเรียนที่นี่ ถือว่าศึกษาได้ครบสูตร แนวโลกุตระที่พ่อครูพาทำ พ่อครูว่า... ก็มีคนให้ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับหนังสือในงานอโศกรำลึก เราก็จะพิมพ์หนังสือ คนจนที่มีแบบ 7 พฤศจิกายน 2561 เป็นวาระครบรอบ 48 พรรษา บนเส้นทางสัมมาอาริยมรรคของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้นำชาวอโศก และหนังสือพิมพ์ “เราคิดอะไร” ก้าวสู่ปีที่ 25 ในฉบับที่ 340 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้ เพื่อขอบคุณมวลสมาชิก และผู้มีอุปการคุณที่สนับสนุนตลอดมา สำนักพิมพ์กลั่นแก่น จึงได้จัดพิมพ์หนังสือ “รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 2” เป็นบรรณาการในรูปเล่มพ็อกเก็ตบุ๊ค ขนาด 16 หน้ายกพิเศษ ในวาระพิเศษนี้ ใคร่ขออนุญาตเรียนแจ้งว่า เพื่อเป็นการขยับ เลื่อนฐานวัตถุทาน ลึกซึ้งขึ้น ดังนั้นจะไม่มีการลงรายชื่อผู้ร่วมสนับสนุน ในหน้าสี หรือหน้าขาวดำใดๆ ทั้งสิ้น นั่นคือการบริจาค ทุกบาททุกสตางค์ของทุกท่าน จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์แห่งการให้ การสละ ที่ไม่ติด ไม่ยึด ไม่สำคัญมั่นหมาย ไม่เอาอะไรตอบแทนกลับคืนมา แม้แต่ชื่อ-นามสกุล ตัวเล็กๆ ปรากฏ ท่านใดหรือหน่วยงานใด ประสงค์จะร่วมแสดงความยินดี ช่วยสนับสนุน ติดต่อได้ที่ คุณใบแก้ว ชาวหินฟ้า โทรศัพท์ 08-6486-7868 ปท.คลองกุ่ม 10244 สำนักพิมพ์กลั่นแก่น 644 ซ.นวมินทร์ 44 ถ.นวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. 10240 หรือโอนเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนนวมินทร์ 36 บัญชี นางสาวใบแก้ว ชาวหินฟ้า เลขที่ 038-8-66705-2

การทานวัตถุก็ดี ทานแรงงานก็ดี มีอภัยทานซ้อน ถ้ายังโลภ ยังยึดเป็นเรา เป็นของเรา แลกเปลี่ยนอย่างโลภไว้ในใจอยู่ ก็ยังไม่อภัย ยังเป็นภัยอยู่ เป็นภัยทาน ทานวัตถุแล้ว ยังมีโลภ เป็น “ ภัยทาน ” ไม่ใช่ “ อภัยทาน ” ยังเป็นภัยต่อตน ต่อผู้อื่นอยู่ ภัยต่อตน ก็คือกิเลส เป็นกิเลสสั่งสมโลภ จะให้แรงงาน ให้วัตถุ แล้วก็ยังจะเอาของแลกเปลี่ยน “อยากจะได้” ยังผูกใจยึดว่า ของเรานะ นี่ของเรานะ นี่บุญคุณของเรานะ นี่ของเราทำนะ นี่ของฉันนะ นี่ฉันนะ ก็ยังเป็นภัย ยังไม่อภัย โลภก็ดี โกรธก็ดี เป็นตัวภัย ในศาสนาพุทธนี่ชัดเจน โลภ โกรธ หลง นี่เป็นตัว “ภัย” เป็นภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น (สมณะโพธิรักษ์ จากหนังสือ มหาทาน)

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 30 เมษายน 2561 (พ่อครู บวรราชธานีอโศก)

_5788... นมัสการพ่อครูครับ นายแสงไม่ใช่หมอ แต่สามารถเอาพืชสมุนไพรรักษามะเร็งให้หายได้ หมอกระแสหลัก เขาอายเลยหาเรื่องกับนายแสงครับนายแสงเป็นช่างไฟฟ้าครับ พ่อครูว่า... ที่พูดมานี้ คุณ 5788 ไปรับรองว่า นายแสงไม่ใช่หมอ แต่รักษามะเร็งให้หายได้ มีจริงหรือเปล่า เอามายืนยัน สมณะฟ้าไทว่า... เท่าที่คนสัมภาษณ์มา ก็มีคนหาย แต่แม้จะตาย ก็ตายอย่างสบาย มีพวกรับคือ คือไม่ร้อน เย็นสบาย เขาได้ประโยชน์ พ่อครูว่า... ที่จริงเป็นเรื่องการช่วยเหลือมนุษยชาติ จริงเราก็ระมัดระวัง ควรจะไปทำวิจัย ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์อะไร แต่มันก็น่าจะเป็นประโยชน์ ช่วยเหลืออะไรต่ออะไร จิตเป็นกุศล แล้วเขาก็ทำวิจัย ว่าเชื้อมะเร็งลดลงหรือไม่ แต่ยานี้ทำให้คนสุขภาพดีขึ้น ถ้ามีอะไรดีขึ้นมา มันก็น่าสนับสนุน ส่งเสริม ไม่ใช่ไปจับผิดแล้วก็ต่อต้าน ทั้งๆที่ยังไม่เกิดผลเสียอย่างที่เป็น เราก็น่าจะ wait and see

_3867...นมัสการพ่อครูฯกราบขออนุญาติแก้ตัว เรื่องของแจ็คหม่าฯ ผู้น้อยไม่เจนจัดเรื่องการค้าไซเบอร์! ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางธุรกิจออนไลน์! แต่ที่มองว่าเขาโปร่งใส! เพราะจีน เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ เข้มงวดเรื่องการคอรัปชั่น! เขาย่อมค้าตามกฎขายตามกติกาจีนอยู่แล้ว! แต่ในไทยตนมิบังอาจวิจารณ์ว่า เขาค้าขายโปร่ง ฤาทึบ แล้วแต่คู่ค้าไทยตอบเอง?

_8498...ผมรู้สึกเฉยๆกับการไปการมาของแจ๊คหม่า เพราะทุกวันนี้ ผมยึดคำสอนของแป๊คหม่าตลอดเลยครับ พ่อครูว่า... ให้อาตมามีแซ่หม่าด้วยหรือ อาตมาไม่ใช่คนแซ่หม่านะ ก็ว่ากันไป

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นประมุขของธรรมทั้งปวง ตอน 1 พ่อครูว่า... มาเข้าสู่ การเรียนการศึกษาฝึกฝนกัน อาตมาพยายามตั้งต้นหลายทีแล้ว ว่าจะอธิบายศีล เป็นตัวกำหนดสมาธิ เป็นตัวกำหนดปัญญา เป็นตัวกำหนดวิมุติ ก็เอาของพระพุทธเจ้าตรัสว่า อาทิ สีลํ ปติฎฺฐา จ กลฺยาณญฺจ มาตฺกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นที่ตั้งอาศัย เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั่วไป เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์ พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 378 จากท่านพุทธโฆษาจารย์ ในหนังสืออมฤตพจนาพุทธศาสนสุภาษิต หน้าที่ 98 ศีลเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่จะต้องมี การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธนั้น มี ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าธรรมะพระพุทธเจ้า ก็มี ศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา ฌาน 1 2 3 4 และ วิชชา 8 คือ จรณะ15 วิชชา 8 คือธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมด โดยมีศีลเป็นตัวต้น วิชชาจรณสัมปันโน ก็มีศีลเป็นตัวตั้ง การศึกษา 3 ก็มีศีลเป็นตัวตั้ง ทุกวันนี้ไม่สำคัญในเรื่องศีล จนกระทั่งศาสนาพุทธ ลืมศีลหมดแล้ว ภิกษุก็ไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 ลงปาติโมกข์กัน ก็มีแต่ วินัย 227 ศีลไม่มี ทุกวันนี้พูดถึงศีลของพระพุทธเจ้าคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่รู้เรื่อง อาตมาว่า อาตมา ณ ยุคนี้ อาตมาเป็นคนหยิบเอา จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาพูดกันอย่างสำคัญ และก็อธิบายศีล กันให้เข้าใจ จะปฏิบัติธรรมให้ตายอย่างไรก็แล้วแต่ ไปนั่งสมาธิจนก้นเน่า ก้นแฉะ ก้นแตก โดยไม่คำนึงถึงศีล ไม่เอาศีลเป็นตัวต้น ตัวตั้ง ตัวกำหนด กำหนดสมาธิ กำหนดการปฏิบัติ อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ผิดทั้งนั้นผิดหมด ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ออกนอกรีตศาสนาพุทธไป อาตมากล่าวจัด เข้มแรง กล่าวอย่างสําคัญ เพราะว่ามันผิดไป อย่างสำคัญ มากและไกล เมื่ออาตมาว่าอาตมากล่าวถูก ก็เลยแย้งกับที่เขาทำกัน อาตมากล่าวขาว แต่เขาติดดำอยู่ ก็เลยเหมือนกับ พูดกันคนละฟากฟ้า มันก็เลยพูดอะไรกัน อาตมาเห็นแล้ว รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาก็คงรู้สึกกับอาตมาอย่างที่ว่า แต่อาตมาก็ต้องพูด ต้องทำ ต้องดึงกลับมาสู่อันนี้ เพราะมันทิ้งของศาสนาพุทธไปไกลแสนไกลแล้ว จนกระทั่ง มันไม่เห็นจะเป็นพุทธกันตรงไหน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปุญญภาค ปุญญาภิสังขาร ปุญญปาปปริกขีโณ พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ มีแต่จารีตประเพณี เนื้องอก มะเร็งขั้น 4 ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างตื้นๆ ง่ายๆที่สุด ทุกวันนี้ ทุกคนที่อยู่ในจิต ในความรู้สึก ในความเข้าใจ ในปัญญา หรือในภูมิสูงสุดเลยก็ตาม ภูมิธรรมสูงสุดก็ตาม ก็มุ่งมั่นแต่จะเอาบุญ ได้บุญ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันผิดถนัดเลย ถ้าอาตมาไม่เกิดมาในยุคนี้ คำว่าบุญนี้ผิด ทิ้งไปเลย เสียไปเลย คำว่าบุญในศาสนาพุทธ บุญ คำนี้ เป็นคำของศาสนาพุทธ เป็นโลกุตระ เป็นพระพุทธเจ้าบัญญัติ ไม่มีในศาสนาอื่น ไม่มีในศาสนาใด ปุญญะ หรือบุญสำคัญมาก เท่าที่หลักฐานเหลืออยู่ มีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับคำว่าบุญ 1. ปุญญาภาคิยะ 2. ปุญญาภิสังขาร 3. ปุญญปาปปริกขีโณ และมีอีกประโยคหนึ่งว่า สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง หลักฐานพระบาลี เกี่ยวกับบุญมีประมาณนี้ คำว่าบุญนี้ ถ้าเข้าใจ อาตมามีคำ 3-4 คำนี้ อาตมาเห็นว่า มันจำกัดความ นิยามสภาวะของบุญให้อาตมาได้รู้เลยว่า บุญมีความหมายอย่างไรชัดๆ ไม่มีคำอธิบายไว้ตรงไหนหรอก นอกจากไม่มีแล้ว อาตมาพูดนี้แหวกแหกโลกเลย เอาที่ไหนมาพูด อาตมาโมเมขึ้น อะไรอย่างนี้ โมเมไม่ได้ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด อาตมามีภูมิมาแต่ปางบรรพ์ ปุญญาภาคิยะ หรือปุญญภาค ส่วนบุญ แปลเป็นไทยคือส่วนบุญ ภาค ก็คือส่วน บุญก็คือบุญ มีอีกคำ คือ บุญกิริยาวัตถุ มีสาม แต่ทีนี้ ก็มางอกเป็น 10 ของพระพุทธเจ้าแต่เดิมท่านตรัสไว้มี 3 เท่านั้น แต่เขามางอกเป็น 10 ปุญญภาค หรือปุญญาภาคิยะ ที่คนไทยเรียกว่า ส่วนบุญ บุญเป็นเครื่องมือฆ่ากิเลส ไม่เป็นกองสมบัติ ไม่เป็นวิมานสวรรค์อะไร มันเป็นวิบัติ ไม่ใช่สมบัติ ใครจะไปสะสมไว้ ไม่ได้ ใครยังต้องมีบุญ ก็คือคนที่มีกิเลส พระอรหันต์คือคนที่มี ปุญญปาปปริกขีโณ คือ คนสิ้นบุญสิ้นบาป หมดสิ้นเกลี้ยง หมดบุญ ไม่ใช่คนมีบุญอะไร เพราะฉะนั้นยากที่คนจะเข้าใจเรื่องบุญ บุญ นี่ทำไปทำไป สูงสุดเป็นพระอรหันต์ บุญก็หมดเลย บุญไม่ใช่ของสะสม ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่วิมาน ไม่ใช่อะไรที่มีตัวตน บุญไม่ใช่ตัวตนนั้น แต่ขจัดตัวตนให้หมดสิ้น แล้วจะมีตัวตนอะไร พูดไปพูดมาก็วน กำจัดตัวตนหมด เป็นอรหันต์แล้ว ดันมีตัวตนอีกแล้ว เมื่อไหร่มันจะจบ มันก็พูดไป แต่เข้าใจไม่ได้กัน ส่วนบุญหมายถึงอะไร ในมหาจัตตารีสกสูตรที่ท่านตรัสไว้ ผู้ปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะปฏิบัติธรรม แต่ปฏิบัติแล้ว บุญยังไม่ครบ เริ่มกำจัดกิเลสได้บ้าง เรียกว่าเสขบุคคล เป็นพระอาริยะ กำจัดกิเลสได้เป็นส่วนๆ เรียกว่าส่วนแห่งบุญ การกำจัดกิเลสได้ ที่เรียกว่าได้ผลส่วนแห่งบุญ คือกิเลสมันหมดไปมันเสียไป มันเสียนั่นแหละ คือเราได้ แต่เราไม่ได้อะไรหรอก มันเสียกิเลสไป กิเลสสูญไป กิเลสหมดไป กิเลสดับไป กิเลสออกจากจิตของเราไป จึงเป็นบุญ ไม่ใช่ได้อะไรมา ได้ส่วนบุญ ไม่ใช่ได้อะไรมา มีแต่เสียอะไรออกไป เป็นส่วนหนึ่ง ยังไม่หมด ถ้าหมดก็ไปอนาสวะ เป็นอเสขบุคคลเลย ถ้ายังไม่หมด ก็เป็นเสขบุคคล เป็นสาสวะ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนคนเอาคำว่าบุญไปใช้ เช่น คำว่าแบ่งส่วนบุญ ให้คนนั้น คนนี้ มันเป็นเรื่องอุตริ วิตถาร ตลกมากเลย แบ่งส่วนบุญได้อย่างไร กัมมัสกะ กรรมเป็นของๆตน กัมมทายาโท ตนเองต้องรับมรดกกรรมของตนเอง ล้างกิเลสได้ก็เป็นกรรมของตนเอง ล้างกิเลสไม่ได้ก็เป็นกรรมของตัวเอง ไม่ใช่ไปแบ่งให้คนนั้นคนนี้ได้ ไม่ใช่ คำว่า ปุญญภาค ส่วนแห่งบุญ จึงเข้าใจกันไม่ได้ เมื่อไปถึง ปุญญาภิสังขาร คือเป็นหนึ่งใน อภิสังขาร 3 ต่อมาคำว่า อปุญญาภิสังขาร แล้วก็ไปเป็น อเนญชาภิสังขาร คือการทำสังขารอย่างเก่ง คนที่สามารถปรุงแต่งพลังงานจิต ให้สามารถเกิดบุญได้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร สร้างพลังงานจิตของเรา ให้มันมีฤทธิ์ เป็นฌาน เป็นไฟ ฌาน นี่แปลว่าไฟ กองเพลิง กองไฟ พลังอุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟที่พิเศษ พลังงานอันนี้จะกำจัดไฟราคะ ราคะก็เป็นพลังงานอกุศลจิต ที่เป็นกิเลส ท่านก็เรียก ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ผู้ที่สามารถสร้าง ปุญญาภิสังขาร ก็เกิดพลังงาน ฌาน ไฟฌาน มีฤทธิ์ กำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ จึงเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร ทีนี้ความพิเศษก็คือ ปุญญา หรือ ปุญญะ ทำหน้าที่แล้วเสร็จ ในปัจจุบันเท่านั้น ในขณะคนเป็นๆ คนที่สามารถสร้างพลังงานให้ถึงระดับ และทำหน้าที่ทำเสร็จ แม้ไม่เสร็จก็ตาม ทำแล้วกำจัดกิเลสไม่หมด หรือกำจัดกิเลสไม่ได้ แต่สร้างพลังงานขึ้นมาได้ แต่กิเลสเราเหนียวแน่น ไม่ยอมก็ตาม เมื่อเสร็จวาระปัจจุบันนั้น บุญไม่ได้ตั้งอยู่ที่ใด บุญไม่มีในอดีต ในอนาคต บุญมีในขณะปัจจุบัน สัมปติ บัดเดี๋ยวนั้นเลย ชั่วขณะนั้นเลย ผ่านปัจจุบันขณะนั้นไปแล้ว ไม่มีบุญอยู่ที่ไหน บุญไม่เป็นที่ตั้ง ไม่เป็นตัวเป็นตน ที่ไหน ไม่มี เพราะฉะนั้นอภิสังขาร 3 ผู้ที่สามารถทำอภิสังขารได้ สามารถปรุงแต่งจนเป็น ปุญญาภิสังขาร กำจัดกิเลสได้ เมื่อกำจัดกิเลสหมดเกลี้ยงแล้วก็ อปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารของผู้ที่ไม่ต้องทำบุญแล้ ว อปุญแล้ว คนนั้นคือ พระอรหันต์ อปุญญะ หรืออปุญญาภิสังขาร ตัวนี้จึงไม่ได้แปลว่าบาป ไม่ได้หมายถึง ความตรงกันข้ามกับบุญ เพราะบุญไม่ใช่ของคู่ บุญเป็นเอกภาพ เอกเทศ เอกังเสนะ มันไม่เกี่ยวกับใคร ตัวเดียว โดดเดี่ยว ทำงานเสร็จ มันไม่เกี่ยวอะไรกับใคร ทำเสร็จแล้ว ก็หายไป ทำให้เสร็จ ก็ตามมีพลังงานในปัจจุบัน ที่คุณสามารถทำให้เกิดพลังงานนี้ได้ แล้วพลังงานนี้เสร็จ จากปัจจุบันของใครก็แล้วแต่ ที่ทำพลังงานนี้ขึ้นมา เสร็จแล้วก็จบ พอจบแล้ว ไม่มีอีก อย่างเช่นพระอรหันต์ ฆ่ากิเลส ฆ่าอกุศลจิตหมดเกลี้ยงแล้ว พระอรหันต์ไม่สร้างบุญอีก ซึ่งพระอรหันต์ท่านเข้าใจ ท่านทำได้แล้ว ก็เป็นของจริง บุญไม่เกิด ณ ที่ใดอีกแล้ว พระอรหันต์แล้ว ไม่เป็นคนที่มีบุญ ยิ่งบอกกันว่า พระพุทธเจ้ามีบุญบารมีมาก เขาก็พูดอย่างนี้ก็เวรๆ ขนาดพระอรหันต์ ที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ยังไม่เป็นระดับ 5 6 7 8 9 เลย ก็หมดแล้ว ตั้งแต่เป็นอรหันต์ นี่เป็นความรู้ ความเข้าใจที่ยากจะเข้าใจ เข้าใจความหมายผิด ก็เลยไม่เกิดผลของบุญ เพราะไปเข้าใจว่าเครื่องมือฆ่านี้ กลายเป็นเพชร เป็นทอง เป็นสิ่งเลอเลิศประเสริฐศรี ที่เราต้องมีต้องได้เยอะๆมากๆ กลายเป็นอย่างนั้นไป มันเป็น ร้ายอาวุธกำจัดกิเลสนะ บุญ อย่าเอามาไว้ใกล้ตัวนะ มันเป็นอาวุธฆ่ากิเลส ถ้าเราไม่มีกิเลส ก็อย่าเอามาใกล้ตัว โดยสัจจะคนที่ไม่มีกิเลส ก็ไม่มีบุญ อย่าเอาบุญมาให้ ท่านไม่เกี่ยวแล้ว บุญนี่ ทำเสร็จแล้ว ก็อย่าเอามาใกล้กันอีกเลย ห่างกันไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์เลย เมื่อเข้าใจผิด ทำบุญเข้าใจไม่ชัดเจนจึงไปแปล อปุญญาภิสังขาร กลายเป็นบาป กลายเป็นคำเสีย คำผิด เมื่อไม่เป็นบุญอีกแล้ว ก็เป็นกลางๆ หรือเป็นจิตว่าง เป็นฐานนิพพาน เป็นอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขา ซึ่งมีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สั่งสมคุณสมบัติของอุเบกขานี้ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นการปรุงที่อุเบกขา ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก เป็นฐานนิพพาน เป็นฐานจิตสะอาดบริสุทธิ์ จิตว่างจากกิเลส ยิ่งคุณปรุง อปุญญาภิสังขาร ก็ปรุงจิตว่าง เป็น อเนญชาภิสังขาร ยิ่งปรุงยิ่ง ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สัมผัสกับโลกธรรมทั้งปวง จิตก็ยิ่งแข็งแรง ไม่มีหวั่นไหวคลอนแคลน ไม่มีกระดุกกระดิกเลย แข็งแรงมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็น มงคล 38 ข้อที่ 35 จากนั้นถึงเป็น อโสกะ วิรชะ เขมัง อโศก เข้ารอบ 36 คือ 3 นักษัตร ผู้ที่จะเข้าใจ ปุญญาภิสังขาร จะต้องเข้าใจสภาวะที่ถูกต้องจริงๆ และทำไปจนกระทั่งเข้าใจสภาพของ อภิสังขาร 3 อย่างถูกต้อง ผู้ที่ทำหมดแล้ว ไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว ไม่ต้องมีบุญอีกแล้ว เพราะบาปนั้นหมดแล้ว จึงเป็น ปุญญปาปปริกขีโณ บุญหมดแล้ว โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ทุกการกระทำ อกรณัง คือการกระทำที่ไม่เป็นบาป ทุก กรณะ คือการกระทำ การกระทำของพระอรหันต์ ก็ไม่มีบาปทั้งปวง สัพพปาปสอกรณัง มีแต่ กุสลสูปสัมปทา กุศล เป็นสมบัติ สั่งสมได้ แต่ บุญ ไม่เป็นสมบัติ สั่งสมไม่ได้ หมดหน้าที่บุญแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วเลิก เพราะฉะนั้นจะทำกรรมใดๆ กรณะ การกระทำใดๆ จึงไม่มีบาปเลย มีแต่กุศล อกุศลก็ไม่เกิดด้วย จึงใช้คำว่า สัพพปาปส อกรณัง ไม่ว่ากรณะใดๆที่ทำแล้ว กรณะนั้นๆ ก็ไม่เกิดบาปทั้งปวง ทุกกรรมเป็นแต่กุศล กุสลสูปสัมปทา คือเข้าถึง บรรลุ มีแต่กุศล เพราะว่า สจิตตปริโยทปนัง ท่านได้ทำจิตให้หมดบาป หมดอกุศลแล้ว สิ้นเกลี้ยงแล้ว นี่คือ ความหมายของพยัญชนะนิดหน่อย ที่เอามาขยาย เรื่องบุญตามหลักฐาน อาตมาเคยให้ท่านดินไท โค้ด คำว่าบุญเป็นภาษาบาลี แจกวิภัชอีกเยอะ อาตมาเลยมึน เอาเฉพาะที่มั่นใจมาพูด

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน รสชาติคือรสแท้ รสอร่อยคือรสบ้า พ่อครูว่า... อาตมาไม่ใช่นักศึกษา เรียนทางศิลปะมาเท่านั้น แต่นักทำงานศิลปะทุกวันนี้ เลอะเทอะมาก บางคนเขียนภาพมาแล้ว อธิบายความหมายก็ไม่ได้ อันนี้อาตมาก็ว่าเป็นจริง เพราะว่า เดี๋ยวนี้ ก็เป็นศาสตราจารย์ใหญ่แล้ว ท่านเคยเขียนภาพประกวดชิงรางวัล ศิลป์พีระศรี แต่มีนักข่าวมาถามว่า ภาพวาดหมายถึงอะไรท่านก็ตอบไม่ได้ แต่ท่านได้เหรียญทอง ผู้เขียนแบบนี้ ก็เป็นศาสตราจารย์ อาตมาเรียนศิลปะมา เหลือภาพเขียนที่ตกค้างมาเพียงหนึ่งชิ้น พอดีเอาภาพนี้ไปทำหน้าปกหนังสือ คู่มือแม่บ้านไว้ เขาก็เลยไปเจอ ว่าภาพนี้ฝีมือครูรัก รักพงษ์ ก็เลย Copy ออกมาเป็นสิ่งที่เหลือ เป็นงานเขียนของอาตมา ในโลกนี้มีภาพเดียวนี้ เป็นภาพสีเต็มที่เลย เป็นภาพท้องฟ้าปั่นป่วน ต้นไม้แห้งตาย แล้วมีกวางเหลือ 2 ตัว ที่พูดเรื่องนี้ เพราะน่าสงสาร เขาทำงานศิลปะออกมาเป็นความฟุ้งซ่าน เป็นวิมาน ใครตามได้ก็ตามไป ตามไม่ได้ก็แล้วแต่ เขาขึ้นป้ายว่าศิลปินใหญ่แห่งโลก จะขึ้นป้ายอย่างไรว่าอย่างไร ก็เป็นงานที่ประเสริฐ เลิศเลอ สุดยอด ไอ้อย่างนั้นก็เอาเถอะ เป็นสมมติของคน แต่ดันผ่าเอาช้าง ม้า วัว ควาย มาทำเป็นงานวาดเขียนศิลปะ ไปขายอีก ดีไม่ดี เอาแผ่นกระดาษมากาง แล้วให้ลิงจุ่มสีที่ขา แล้วเดิน เอาล้อจักรยานไปจุ่มสี แล้วแล่นบนกระดาษ อย่างนั้นเป็นงานศิลปะหรือ? เขาทำกันจริงๆ แล้วขาย แล้วซื้อกันด้วย อาตมาว่า คนนี้โง่หรือฉลาดนะ แล้วก็บอกว่า เซอร์เรียลลิสม์ คือเหนือที่คนจะมาหยั่งถึงได้ มาขู่คนอย่างโพธิรักษ์ ไม่โง่ตามหรอก ก็รู้แต่ว่า เอ็งกำลังบ้า ไปคิดตามทำไม ก็น่าสงสาร เป็นอะคาเดมี่ของศิลปะ ไม่เข้าใจเรื่องภพชาติ อุปาทานยึดติดแล้ว ก็ว่าอย่างนี้มีตัวตน อย่างนี้มี อย่างนี้เป็น แล้วก็เอามาสมมุติอยู่กับโลกเขา คนที่ไม่รู้ ก็หลงตามไปหมด เช่นเดียวกัน ที่บอกว่า ผลไม้สละนี่ รสชาติอร่อย ไอ้รสชาติของสละ มันเป็นอย่างไร รสชาติของชาวฝรั่งเศส มาลิ้มรสนี้ซิ ฝรั่งจะชิมสละลูกนี้ เอาลิ้นไป แต่ก็รสเดียวกับคนไทยเอาไปชิม เอาคิมจองอึนมาชิม ก็ได้รสนี้ เอาแจ็คหม่ามาชิม ก็ได้รสนี้ เอาโดนัลด์ทรัมป์มาชิม ก็ได้รสนี้ รสนี้แหละ แต่ชิมแล้ว บางคนชิมเสร็จ ชิมแล้ว รสนี้จะได้เป็นภาษาอะไร ก็เรื่องของคุณ แต่รสนี้เป็นสภาวะสัจจะ อันเดียวกัน แต่คนที่ชอบก็บอกว่า อร่อยคนที่ไม่ชอบ ก็บอกว่าไม่อร่อย ไอ้ที่บอกว่าอร่อย หรือไม่อร่อยนั่นแหละ รสบ้า รสเก๊ ไม่แท้ อันนี้แหละศาสนาพุทธสอนว่า อย่าไปบ้ากับอันนี้ ที่บอกว่าสวย เป็นงานศิลปะ อะไรนั้น มันบ้าอย่างกับรสสละนี้แหละ บ้าไปใหญ่ มุกกันขึ้นมา สมมุติกันขึ้นมา ซับซ้อน แล้วก็หลอกกันไปใหญ่ เดี๋ยวนี้มากในโลกนี้ ไม่รู้เท่าไหร่ มันเป็นโลกียรส รสทางลิ้นนะ รสทางภาพ เสียง กลิ่น สัมผัส ก็เช่นกัน เอาเสียงมาปรุงแต่ง เอากลิ่นมาปรุงแต่ง ปรุงภาพ เสียง กลิ่น รส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็หลอกกัน ด้วยความโง่ของ สุขขัลลิกะ สุขเก๊ สุขหลอก เป็นภพชาติ นี่คือเป้าหมายของศาสนาพุทธ ที่ต้องเรียนรู้ ถ้าเรารู้ทัน ก็ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก มีแต่ความจริงตามความเป็นจริง ซึ่งทุกคนตรงกันหมด อรหันต์ก็ตรงกันหมด รูปท่านก็รู้รูปเหมือนกันหมด ดูตามสมมติโลก ว่า นี่ ฝัก ก็ปอกเอาเปลือกมันออก หมดเลย เอาแต่เม็ดมาโชว์ ข้าวโพดนี้ ไม่มีฟันหลอเลย แน่น กิน 1 ฝักก็จุกเลย ไม่ต้องกินอะไรต่อ ขนาดนี้เต็มท้องแล้ว ฝักก็ใหญ่ เมล็ดก็ไม่มีฟันหลอเลย แน่นเปรี๊ยะ เราก็รู้ว่าดี มันมีความสมบูรณ์ดี สมัยอาตมาเด็กๆ นี่หาข้าวโพดฝักเต็มแบบนี้ยาก มีแต่ฟันหลอ ไปหาเต็มๆอย่างนี้ยาก นี่ดูสิ ฝักเต็มหมด เดี๋ยวนี้มันสมบูรณ์หมดเลย ก็มองตามประสาความเป็นจริง มันเต็มดี สมบูรณ์ดี เป็นข้าวโพดที่ได้ มีคุณภาพดี ไม่เว้าแหว่ง เต็มทุกเมล็ด หรืออะไรต่างๆนานา ก็แล้วแต่ ไม่ว่าข้าวโพด หรืออะไรก็ตาม ที่หยิบมาอธิบาย สิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นธรรมชาติเต็มที่ ก็เรียนรู้กันไป แค่ทำธรรมชาติพวกนี้ สิ่งที่จำเป็นเรียกว่าปัจจัยชีวิต งานก็เยอะแล้ว แต่เอาพลังงานความคิด ไปคิดสร้างอะไร ที่เพ้อฝัน บ้าบอ เอามาขายหลอกกัน สารพัดเยอะแยะ เดี๋ยวนี้หลอกขายยาเสริมสวย ของปลอมกัน นั่นแหละน่าสงสาร หลงความสวยอะไร ไปให้เขาหลอก ชาวอโศกเรานี่ เป็นพวกที่ยอด เป็นโลกุตระ เหนือโลกๆ เขาบ้าบอกัน เขาจะไปไหน เราก็เฉย ไม่เห็นจะไปยุ่งกับเขา เขาจะเป็นทุกข์อะไรต่ออะไร ใช่ไหม เราก็เห็นว่า เราหลุดพ้นมา นี่คือความหลุดพ้นโลกีย์ แบบโลกๆเขาเป็น เราก็เห็นชัดเจนว่า มันยังไม่หลุด ยังจมกับโลกธรรม ลาภ ชาวอโศกก็ไม่ได้ไปแย่งลาภกับใคร อยู่กับยศ ตำแหน่ง เราก็ไม่ได้ไปแย่ง อยู่กับสรรเสริญ เราก็ไม่ได้ไปแย่งสรรเสริญ เด่นดัง หลงอะไร ไปแย่งโลกียสุข โลกียสุข มี ได้ลาภมาสุข ได้ยศมาสุข ได้สรรเสริญมาก็เป็น หรือได้กาม สัมผัสต่างๆอย่างนี้ สมรูป ยึดไว้ รูปแบบนี้ ดี อร่อย สัมผัสแล้วชื่นใจ อยากจะได้สัมผัสแบบนี้อีก ได้ยินเสียงได้สัมผัสเสียง กลิ่นรสทางลิ้น สัมผัสทางกาย เย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็เหมือนกัน ในกามคุณ 5 ได้สัมผัสอย่างนี้ เป็นสุข นี่กาม หรือ ไม่ใช่ตาหูจมูกลิ้น เป็นอัตตา เป็นภพชาติ ได้ดั่งที่เราต้องการให้เป็น อย่างนี้มีอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอก เป็นอย่างนี้ ถ้าได้ขึ้นมาสมใจ ก็บำเรออัตตา เป็นสุขเหมือนกัน ก็เป็นสุข เป็นทุกข์ อย่างนี้ ศาสนาพุทธเรียนเท่านี้แหละ อย่าบ้าไปมีสุขเลย ศาสนาพุทธ พระอรหันต์ คือผู้ที่ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์แล้ว ถ้าเข้าใจแล้ว ผู้ใดไม่ได้ไปนั่งไล่แย่งสุข สุขกับทุกข์ มันก็เป็นเหรียญสองด้าน แยกกันไม่ได้ มันเป็นของคู่ คุณได้สุขมา มันก็มีทุกข์ คุณอยากได้สุขมา มันก็มีทุกข์ทันที เราไม่ต้องอยากได้สุข ได้ทุกข์ เราก็เป็นคนไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ อะไรคืออะไรก็รู้ ของจริงตามความเป็นจริง ว่ามันดีไหม ข้าวโพดดีๆหนอ น้ำเต้า มะไฟนี้ ก็ดีหนอ ถ้ามันไม่เข้าท่า ก็ปรับปรุงให้มันดี อันนี้เป็นปัจจัย 4 อาตมาถึงได้พาพวกเรา มาทำสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ อย่าไปปรุงแต่งอะไรไปกับโลกเขามาก ไปสร้างอะไรต่างๆนานา อาตมาก็เคยพาไปสร้างอะไรปรุงแต่งในโลก เป็นของใหม่ๆ เอาอันนั้นอันนี้มาขาย แต่ให้เข้ามาหาแก่น จะสร้าง ก็เป็นธรรมชาติเลย สร้างข้าวโพด สร้างมะไฟ สร้างมะม่วง สร้างบวบ ขึ้นมาให้เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นอาหาร ที่มนุษย์ได้อาศัย

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ ต้านมิจฉาอาชีพ พ่อครูว่า... ยิ่งเมืองไทยเป็นเมืองกสิกรรม ถ้าพยายามพากเพียร ยกย่องกสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ยกย่อง และส่งเสริม ให้อยู่ดีกินดี มีกินมีใช้ ให้เป็นไปได้ดี ส่งเสริมกสิกรรม กสิกร ให้หนัก แล้วเอาอันนี้เป็นสินค้า เป็นผลผลิตของประเทศ ส่งออก ทุกวันนี้การคมนาคมก็ดี ส่งไปให้ได้ง่าย ดี อาตมาว่าจะรุ่งเรืองพัฒนาเศรษฐกิจในสิ่งที่ตนเองถนัด ตนเองเหมาะสม เราไม่ใช่พวกขั้วโลกเหนือ หรือพวกตะวันตก ที่เป็นยุโรป มีแต่หิมะ มีแต่ฤดูที่ปลูกพืชพรรณธัญญาหารไม่ได้ สู้เมืองไทยไม่ได้ ปลูกได้ตลอดปี ตลอดชาติ หน้าหนาวจะหนาวอย่างไร ก็มีพืชที่ชอบหนาว ยิ่งหน้าร้อนหน้าแล้ง มีน้ำมีท่า ก็สามารถทำได้ อย่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน