610418-พ่อครูสนทนาธรรมกับปัจฉาฯยามเช้า เรื่อง อัตตา 3 และ ทำเวทนาเท็จให้เป็นเวทนาแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
610418-พ่อครูสนทนาธรรมกับปัจฉาฯยามเช้า เรื่อง อัตตา 3 และการทำเวทนาเท็จ ให้เป็นเวทนาแท้
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความยึดในอัตตา 3 พ่อครูว่า... พวกเรานี้ชีวิตแสนสบาย ตอนนี้กำลังอธิบายถึงเรื่อง ปรมาตมัน พวกถือเทวนิยมเขามีจิตเดียว ปรมาตมันคือ มีจิตพระเจ้าเดียว ไม่มีสอง ไม่มีสาม ไม่มีสี่ แต่พุทธศาสนานี้แตก อัตตา หรืออาตมันออกเป็น โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา พวกเจโต ก็มีแต่พระเจ้าหนึ่งเดียว แต่มันหลายพวก ก็เลยบอกว่าพระเจ้าของตนเท่านั้นจริง ของคนอื่นไม่จริง พระเจ้าหนึ่งเดียว คือจิตคนมันยึด แต่ของพระพุทธเจ้านี้ รู้พระเจ้าจริง เป็นจิตวิญญาณสากล และมีหยาบ กลาง ละเอียด โอฬาริกอัตตา ก็คือเกี่ยวกับภายนอก มโนมยอัตตา มีทั้งนอกและใน ซึ่งก็อยู่ที่การยึดติด ยึดมากก็โอฬาริกอัตตา มาลดลงเหลือมโนมยอัตตา จนเหลือยึดน้อยเป็น อรูปอัตตา ถ้าไม่ยึดก็หมดอัตตา ไม่เห็นยากเลย เท่าที่เจอคำอธิบาย อัตตา 3 นี้ มันมีอัตตา 3 อย่างด้วยกันมีในพระไตรปิฎกเล่ม 9 เล่มเดียว ใน โปฐปาทสูตร ทางเกาหลีเหนือใช้สรรเสริญมากกว่าลาภ แต่ทางอเมริกาใช้ลาภมากกว่าสรรเสริญ อเมริกาหยาบกว่า เพราะว่าเป็นก้อนโอฬาริกอัตตา จะได้ลาภ เป็น โอฬาริกอัตตปฏิลาโภ มโนมยอัตตปฏิลาโภ อรูปอัตตปฏิลาโภ ปฏิลาภ คือลาภที่ได้มา เพราะฉะนั้นการได้มาซึ่ง อัตตปฏิลาโภ เขาก็แปลเป็นภาษาไทยว่า เป็นผู้ที่ได้ลาภ หยาบ ได้มาเป็นของตน มโนมยอัตตา ก็คือ รูปที่สำเร็จด้วยจิต อรูปอัตตา นั้น สำเร็จด้วยสัญญา ก็มีเท่านี้ เท่าที่ดู ที่แสดงถึง สามอย่างนี้ มันเกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอกที่ไปยึดมาเป็นของตน ทั้งนามธรรมด้วย ก็ยึดเป็นของตน เป็นเรา เป็นของเรา ไปยึดในสมบัติพัสถาน ยึดในยศตำแหน่งศักดิ์ศรี ในพระไตรปิฎกว่า…. [302] ดูกรโปฏฐปาทะ ความได้อัตตา 3 เหล่าน
อ่านต่อ
ี้ คือ ได้อัตตาที่หยาบ 1 ได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ 1 ได้อัตตาที่หารูปมิได้ 1 ความได้อัตตาที่หยาบเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูปประกอบด้วยมหาภูต 4 บริโภคกวลิงการาหาร นี้ความได้อัตตาที่หยาบ ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ความได้อัตตาที่หารูปมิได้เป็นไฉน คือ อัตตาอันหารูปมิได้ สำเร็จ ด้วยสัญญา นี้ความได้อัตตาที่หารูปมิได้
พวกนั่งหลับตา จะไปติดอยู่ตรงนั้นเยอะ อรูปอัตตา ที่จริงก็มีอยู่แค่นี้ หากลดอัตตา 3 ก็จบ ในโปฐปาทสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 9 เราก็ล้างอัตตาไปตามลำดับศีล ในศีลแต่ละข้อ อัตตาที่เรายึด ยึดตัว ยึดตน ยึดเรา ยึดเขา ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับวัตถุสมบัติ ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย โอฬาริกะก็เกี่ยวกับศีลทั้ง 3 ข้อ ทุกวันนี้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้าน ศาสนาเทวนิยม ไม่มีความยับยั้ง ในเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องที่นึกว่าเป็นศิลปะซะอีก มันกลายเป็นขยะ แต่เขาก็บอกว่าของเขามันเจริญงอกงาม เป็นการครีเอท อะไรของเขา อย่างไม้ร่ม ก็ต้องอาศัยพวกนี้สร้างก่อน ไม่อย่างนั้นไม่มีพลังไปทำอะไร พวกสายนั่งหลับตา ไม่มีพลังในการสร้างสรรอะไรเลย มันสุดโต่งไปคนละข้าง
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ระวังสตรีกับสตังค์ ต้องใช้สติในการดูแล พ่อครูว่า... ที่คนจะเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจนั้นยากมากเลย เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจแห่งความพอดี โดยเฉพาะจะโต่งไปทางด้านน้อย อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ในหลวงท่านตรัสถึงเศรษฐกิจแบบคนจน แล้วเราต้องเป็นผู้ที่เสียสละ เหมือนอย่างชาวอโศกทุกวันนี้ สบาย เราก็ไม่ได้หวงแหน มีการแบ่งปัน และมีการขยัน สร้างสรร มีกินมีใช้ ไม่เป็นหนี้ มีกินอยู่อย่างพอเพียง แล้วทำให้เหลือ ให้เฟ้อให้เกิน แล้วแจกจ่ายเกื้อกูลไป เราขยันทำเก่ง ก็มีมาก มีเกิน เราก็ไล่แจกคนอื่นไป พลังงานของแต่ละคนมันเหลือ มันเกินอยู่แล้ว แต่เขาเอาไปผลาญทำลายของตัวเองซื้อได้แล้ว ไม่รู้จักความพอ มันจะไปพออะไรกับกิเลส กิเลสเท่าไหร่มันถึงจะจบ ไม่มีสันตุฏฐิ ไม่มีความพอ ลักษณะการสอนของพระพุทธเจ้าให้มักน้อยเอาน้อยๆนี้ก็พอ น้อยมาแล้วก็พอ มันมีแต่มากกิเลสมันพาไปมาก หลักการของ กถาวัตถุ 10 ถ้าอยู่ในคาถาวัตถุ 5 1. เรื่องที่ชักนำให้ มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้ สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำ ไม่ ให้ คลุกคลีกับหมู่กิเล ส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภ ความเพียร (วิริยารัมภกถา) ข้อแรกก็ชัดเจน เป็นความมักน้อย พอไว้ก่อนอย่าไปมาก แล้วก็จะสบาย แล้วจะหยุดสงบเย็น เย็นสบาย ก็เป็นสวรรค์ แต่เสร็จแล้วก็ไม่รู้จักสวรรค์ สวรรค์คือไม่มีสวรรค์ สวรรค์คือไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีต้องการภพชาติ จากนั้นก็เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ ในกถาวัตถุ 10 จะพูดอะไรก็อยู่ในหลัก 10 ข้อนี้ แล้วก็เข้าใจสาระของ 10 ข้อนี้อย่างถูกต้องคุณอยู่ในศาสนา คุณมีความสบาย แน่นอน แต่พูดแล้ว มันไม่อยู่ในเกณฑ์ 5 ข้อนี้ มันจะไปมากๆ มันไม่รู้จักพอ มันก็เป็นทุกข์ อย่างเช่น เสี่ยธนินทร์ จะไปสุขอย่างไร พอเขามีลดลงเขาก็ทุกข์แล้ว ดิ้นแล้ว พวกนี้รวยเหลือเฟืออยู่แล้ว แต่ไม่รู้จักพอ ปวิเวกะ ก็จิตสงบ หากรู้จักพอ มันก็ สงบ เป็นตัวดุสิต ปวิเวกะคือดุสิต แต่ไม่รู้จักพอ มันก็เลยไม่หยุด มันดาวดึงส์ ยามา แล้วไม่ดุสิต ก็ไปหาจตุมหาราช เป็นสัตว์นรก ไปหานิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ศาสนาพุทธไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ มีสวรรค์อยากได้สวรรค์เมื่อไหร่ ก็มีนรกเมื่อนั้น ก็มีภพชาติ จิตเรามีความสาเปกโข จิตต้องเป็นปัจจุบัน แล้วทำปัจจุบันให้ดีก็จบ เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน ทิฏฐิ ก็อยู่กับปัจจุบัน เสร็จแล้วเราไม่เอา เราจะมีเพื่อนสร้างสรร ขยันหมั่นเพียร ทำงานแล้ว เราไม่เอา เวลาทำให้คนอื่นกินใช้อาศัย แล้วก็ไม่ตะกละตะกลามมากมาย รู้จักพอเสร็จแล้ว มันก็เหลือเฟือ ก็จะมีคนมา อยู่ด้วยกันอุดมสมบูรณ์ ผู้ที่มีภูมิธรรม มาอยู่ร่วมกันมากๆ มันก็มีเหลือเฟือ แต่ละคนก็ทำแล้ว ไม่ต้องสะสมเป็นของตัวเอง สร้างสรรก็เหลือเฟือ เอาไว้แจกจ่าย ทุกวันนี้เดินลงไปสิ ไปเก็บผลหมากรากไม้อะไร คนเกี่ยวหญ้าขอ ก็เอาไปได้ ไม่มีใครไปเข้มงวดกับเขา ของเรามีจิตที่พอแล้ว โลกจะปรุงแต่งอย่างไร เราก็ไม่เอากับเขาด้วย จิตมีความพอเพียง สันโดษ พวกเรามีจิตที่บรรลุธรรมทั้งนั้น แต่คนเขาไม่รู้ว่า บรรลุธรรมคืออย่างไร ไปมัวแต่นั่งหลับตา ย่างหนอ นั่งหนอ นั่นแหละ อย่างอ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ก็พูดวิจัยวิจารณ์อภิธรรมอยู่นั่นแหละ ต่อมาแกเมื่อย ใครมาถามแกก็บอกว่า เป็นธรรมะหรือเปล่า? ภิกษุสงฆ์ของพวกเราก็ยังดี แม้น้อยแต่ก็รักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ อย่าไปวุ่นวายอย่าไปอะไรต่ออะไร สมณะเดินดินว่า... ของพวกเราอย่าว่าแต่คิดเอาเป็นของตัวเลย แค่มีอำนาจในการอนุมัติใช้เงิน ก็เสื่อมแล้ว แม้เป็นเงินส่วนกลาง เขาทำไม่ได้เลย ทางข้างนอก สงฆ์หมู่ใหญ่ ตอนนี้แม้มีข่าว แต่ก็ไม่ได้ออกมาแก้ตัวเลย เดี๋ยวจะโดนหนักกว่าเก่าอีก ถูกตรวจสอบ โฆษกผส.บอกว่าคนมาปลดกรรมการมหาเถระได้ ก็ต้องเป็นสมเด็จพระสังฆราช พ่อครูว่า... จริงๆก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน หากเขาไม่ใช้วิธีนี้บริหาร อำนาจส่วนกลางของมหาเถรสมาคมบริหาร แต่ถ้าปล่อยให้แต่ละคนต่างทำ ก็เละเลย แข่งกันเละเลย เป็นอบายมุข มันไม่มีมรรคผลของศาสนาพุทธ จิตจริงไม่ได้ สายนั่งหลับตาไม่เอาถ่านเรื่องบริหาร ก็ต่างมุดเข้าถ้ำเข้ารู ก็เลยไม่ได้ช่วยอะไร สายบริหารก็เป็นกันอย่างนี้ ก็เลยต้องนั่งคุมกัน มีกระแสว่า พระผู้ใหญ่บอกว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้อยู่ที่อโศกที่เดียว ที่อื่นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก เคยได้ยินแว่วๆ นอกนั้นไม่เหลือหรอก มีแต่ที่อโศกนี่แหละ มันอยู่ที่พวกเราด้วยนะ ถ้าพวกเราเข้มแข็ง และชัดเจนขึ้นมา จนประชาชนมีดวงตา มองออก ที่เราไม่ได้รับการยอมรับ เพราะทางเถรสมาคมกากบาทไขว้ไว้แล้ว คนเก่าก็เกรงใจ และอีกอย่าง คนเขาก็ไม่ชัดเจน เขาเกรงใจเถรสมาคมนั้น แน่นอนอยู่แล้ว เสร็จแล้วเขาก็ไม่ค่อยรู้ มันก็เลยทำให้พวกเราไม่ชัดเจน ไม่โดดเด่น เขาก็พอรู้รู้อยู่ แต่ก็เหมือนถูกอะไรครอบงำ เหมือนข่มไว้ เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องใช้เวลา พวกเรารักษาตัวดีๆ ทำไปในอนาคต พวกนี้ก็หมดน้ำยา เพราะความจริงก็ต้องเป็นความจริง สัจจะก็ต้องเป็นสัจจะ มันไม่มีอะไรล้มล้างสัจจะได้ ดีไม่ดีให้พวกต่างประเทศจะมาเอาก่อน ต่างประเทศมาเอาเรา ทางโน้นก็ต้องอุ้มเรา วิธีการป่าล้อมเมืองของคอมมิวนิสต์ มาจากข้างนอก สมณะดินไทว่า... กระแสโซเชียลก็มียอมรับพวกเราอยู่ ยิ่งมีข่าวทางโน้นไม่ดี ทำผิด แต่ของเราไม่มี พ่อครูว่า... ของเราไม่มี ถึงบอกว่า ให้รักษาความบริสุทธิ์ไว้ เรื่องผู้หญิงกับเรื่องเงินเรื่องทองนี้ สองอย่างนี้ร้ายกาจ เรื่องเงินเรื่องทอง กับเรื่องผู้หญิงนี่แหละ 2 อย่าง สตรีกับสตางค์ สองเสือ ระวังไว้เถอะ สองเสือต้องใช้สติ สตรีกับสตางค์ ต้องใช้สติ สมณะดินไทว่า... พวกนี้จะมาเมื่อเราได้รับการยอมรับ พ่อครูว่า... ก็จะประมาทได้ หากมันไม่จริงนั่งกดข่มมัน ก็ไม่ได้ และมีวิบากด้วย ทุกคนจะมีวิบาก มันไม่จริงพอ มีวิบากกดข่ม ก็ระเบิดไปกัน ก็เลยเป็นระเบิดปรมาณู อัดเต็มที่แล้ว พอแตะนิดเดียวก็ถูกจุดระเบิด ยิ่งไปอ่านพระไตรปิฎกที่พระมหากัสสปะ เป็นผู้นำสังคายนา ก็ยิ่งดิ่ง ที่จริงก็ดี เป็นแกนดี แต่มันจะโต่งไป น้อยไป ประหยัดไป ไม่เกิดประโยชน์สุด ก็ต้องถ่วง แต่ถ้าประโยชน์มาก แบบมหายาน ก็เฟ้อไป
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน การทำเวทนาเท็จให้เป็นเวทนาแท้ พ่อครูว่า... มหายานมีพระสูตรมาก เอาของอาจาริยวาทมาด้วย เขาชอบสูตรไหน ก็เอาอันนั้น อย่างมหายานไปชอบที่อานาปานสติสูตร ก็เลยจมดิ่ง ไม่เอาอย่างอื่น จมกับอัตตาไป อย่างมหาสติปัฏฐาน กายคตาสติสูตร และอีกมาก ก็ไม่นิยม ก็เลยแข็งเป็นอัตตา ฝ่ายไปเรียน ก็ไปเรียนดร.มาจากอินเดีย ดีไม่ดีเอาดร.ทางพุทธศาสนามาจาก ฮาร์วาร์ด อะไรอย่างนี้ ฟังแล้วก็เออ แล้วหลงว่าดีด้วย เลอะเทอะไป มันหลอกกันไป หลอกกันมา คนเรานี่มันหลวมเลอะ ที่จริงดร.ไทยยังดีกว่า ทางไทยทางพม่านี่ อย่างโกเอ็นก้า ก็เน้นดูเวทนาเหมือนกัน แต่เขาอ่านเวทนา 108 ไหม เขาก็ได้แต่สมถะลืมตา นิ่งๆ รู้นิ่งเฉยๆ ได้อาศัยตัวที่วาง แล้วก็อย่าไปพูดต่อ วางหยุด ได้อาศัยไป เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนได้ แค่นั้น แล้วก็ชำนาญฝึกแบบนี้ ชำนาญก็อาศัยได้ ไม่เรื่องมาก ใครเรื่องมาก เขาก็คัดออก เขาเอาตามที่เขาต้องการ อย่างท่านคึกฤทธิ์ ท่านวิจัยอะไรได้มาก มีภาษาพระไตรปิฎก แต่ก็วิธีปฏิบัติหลักคือ นั่งหลับตาเช่นกัน เหมือนกัน ท่านพุทธทาสก็เหมือนกัน แต่ก็หนักไปทางตรรกะ มากหน่อย แต่ปฏิบัติก็นั่ง ท่านประยุทธ์ก็เช่นกัน ปฏิบัติก็นั่งหลับตาเช่นกัน ที่จริงผมก็ไม่ได้ตีทิ้งนั่งหลับตา ถ้าเข้าใจ ปฏิบัติได้ถูก แต่ว่าต้องเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมให้บรรลุ ไม่ต้องนั่งหลับตาก็ได้ ถ้าเข้าใจเวทนาแท้ กับเวทนาเทียม เวทนาแท้ คือรู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็จบแต่คุณยังบอกว่าชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนี้ ไม่ว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสใดๆ ก็ทำให้ไม่มีเวทนาเท็จ เทวเยนะ เวทนายะ อ่านเวทนาสอง ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ตรงนี้คือหัวใจเลย เอกสโมสรณาภวันติ เข้าใจว่าเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วก็เรียนรู้ อย่างน้อยคุณรู้ว่า อันนี้เป็นเวทนาไม่ดี ก็ดับมันก่อน สมถะก่อน แล้วก็ค้นหาว่าเมื่อกี้นี้ เวทนาเรามีตัวไหนเป็นเหตุ มีกามราคะ หรือพยาบาทเป็นเหตุ ก็มีอยู่ 2 สายเท่านั้น ก็อ่านอาการ ทำไมสัมผัสแล้วเกิดกาม เดี๋ยวพยาบาท จิตเรามีอุปาทานตรงไหน ก็ดับอุปทานตรงนั้น อุปาทานในกามภพ ได้แล้ว เราสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว ไม่เกิดกิเลสแล้ว ก็เป็นอนาคามี ก็ล้างที่เหลืออีก เป็นรูปหรืออรูป ก็ดับได้ อย่างถาวร แต่พระพุทธเจ้าจำนนว่า ในยุคนั้นก็มีแต่นั่งหลับตาหมด ในยุคนี้ก็เช่นกัน ยุคโน้นไม่มีแล้ว การปฏิบัติแบบพุทธมีแต่นั่งหลับตาหมด พระพุทธเจ้าก็ต้องมาสอนใหม่ เสร็จแล้วก็ในยุคนี้ ก็เปลี่ยนกลับไปแบบหลับตาอีก เราก็ต้องมาฟื้นขึ้นมาใหม่อีก ...จบ https://www.youtube.com/watch?v=LYm6FPXITUc