580823_วิถีอาริยธรรม สาธารณโภคีคือประชาธิปไตย(ยอดนิยายฯ ๗).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580823_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง สาธารณโภคีคือประชาธิปไตย(ยอดนิยายฯ 7 ) โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส.ฟ้าไทว่า … วันนี้วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2558 วันนี้ พ่อครูจะได้นำเสนอเรื่องป ระ ชาธิปไตย พ่อครูว่า … ชาตินี้อาตมาไม่ได้เข้าไปเป็นนักศึกษาตามระบบ ไม่ได้มีทุนทางสังคม ทางที่โลกยอมรับ แต่อาตมาก็มีสิ่งมีจริงตามที่มีมาแต่ดั้งเดิม หลายชาติมา เป็นเรื่องที่คนก็อาจเข้าใจยาก ในเรื่องวิบากกุศลบารมีเหล่านี้ ความจริงแล้วมีจริง อาตมาก็อาศัยมาทำงาน ก็เป็นการพิสูจน์โพธิสัตว์ว่า ใช้ธรรมะแท้ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยสมมุติโลก ไม่ต้องมีโลกธรรม ไม่มีอลังการอะไรที่เขายอมรับนับถือ ก็ใช้แต่ธรรมะเพียวๆ ซึ่งมันลึกซึ้ง มาถึงวันนี้ใกล้ 45 ปีเต็ม ถ้าพฤศจิกายนก็จะเต็ม 45 ปีแล้ว ก็ทำได้แค่นี้ ก็พยายามเร่งรัดพัฒนาไม่ท้อไม่เหนื่อย พยายามเร่งรัดพัฒนา ให้สืบต่อสิ่งดีด้วยมุ่งมั่น รักษาร่างนี้ให้ยืนยาว พิสูจน์ความรู้ของพ ระ พุทธเจ ้า ด้วย ก็ได้ผลมา เราก็ได้ตั้งใจให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ชาวที่อยู่ใกล้ๆนี้ ก็เร ิ่ มเป็นครั้งแรก มาจากกทม. 1 คน ขึ้นเครื่องบินมาแล้วก็กลับไปแล้ว มาจากอุบลฯมาใหม่ 2 คน ก็น้อยนิด แต่อาตมาไม่ท้อ พระพุทธเจ้าเร ิ่ มด้วย 5 คน ท่านก็ทำมาจนเป็นศาสนา ใช้เวลา 45 ปี อาตมาก็ใช้เวลา 45 ปี ก็ก่อหวอดมากกว่าปัญจวัคคีย์ ก็มีอัตราก้าวหน้า แต่ก็เดินหน้าถอยหลัง ก็มีอัตราก้าวหน้าไปอยู่ไม่ทรุด เราจะพากเพียรอีก ครั้งที่ 2 ต่อไปก็ประกาศล่วงหน้าให้มารวมกันมากขึ้น อาตมาก็ไม่ได้มาร่วมด้วย เตรียมหนังสือที่จะออกมา ที่เราทำนี้เป็นระบบสาธารณโภคี ก็เป็นบัญญัติภาษาซึ่งก็คือ ประชาธิปไตยคือเผด็จการก็ได้ แต่ยุคนี้เขาก็ว่าไม่เหมาะสมที่จะทำ แต่ก็ต้องมีความแรงที่พอเหมาะพอดีกับยุคกาล เห็นใจท่านประยุทธ์จริงๆ ว่าทำอย่า
อ่านต่อ
งไรให้พอเหมาะ ยกตัวอย่างปฏิวัตินี่ สังคมยอมรับได้นะ ตอนนี้เป็นนายกฯ เป็นหัวหน้าคสช.ด้วย มีอำนาจ สังคมทุกวันนี้ซับซ้อนมาก ต้องมีอะไรที่พิเศษอันหนึ่งที่มาช่วยเหลือได้ ก็มั่นใจว่า คุณธรรมของพุทธเป็นประชาธ ิปไ ตยยิ่งใหญ่ ซึ่งคน 1 คนที่ได้นำระบบนี้มาเปิดเผยคือ พระพุทธเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่เปิดเผยได้คนแรก คนอื่นไม่มีสิทธิ์ แม้แต่ลินคอนที่นิยามป ระ ชาธิปไตยว่า คือของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชชน แต่อาตมาก็ว่า เพื่อประชาชนต้องมาก่อน เป็นเป้าหมายแท้ แม้แต่ประชาชนคนเดียว เขาทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อมวลชนแท้ เขาก็คือประชาธิปไตย คนยิ่งมากขึ้นรวมตัวเป็นเครือแหทำเพื่อประชาชน นั่นคือประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนจะเป็นคนเดียวหรือคณะร่วมกันทำอย่างสงบเรียบร้อยสวยงาม เมื่อเช้าก็ดูทีนิวส์ รายงานข่าวการประท้วงที่หาดใหญ่ ธรรมกายเขาก็จัดตั้งจะมีจำนวนคนไปมากกว่า คนที่ไปประท้วงด้วย อาตมาก็ชมเขาอย่างหนึ่งว่าเขาทำได้สงบ มวลชนที่ออกไปมีน้อยกว่า เป็นการปะท้วงอย่างประชาธิปไตย มีสงบเรียบร้อย แม้ขณะนี้มีกฎอัยการศึก ก็ยังออกมาอย่างอาริยะขัดขืน ก็ออกมาตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรรุนแรง ทำตามหลักสากล ทางรัฐก็เข้าใจ ทหารตำรวจก็ออกมาควบคุม เหตุการณ์เรียบร้อยมาก เป็นตัวอย่างของนักประชาธิปไตยที่ย ิ่ งใหญ่ สงบเรียบร้อยสวยงาม ประชาชนบอกว่า อย่ามาอีกนะ ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายนะ ถ้ามาอีกครั้งหน้า ประชาชนจะมามากกว่านี้ เขามั่นใจว่า ธรรมกายทำผิด แม้เขามีมวลน้อยก็ตาม แต่เหมือนยุคพระพุทธเจ้าว่าคนโง่ก็มีมากกว่าคนฉลาดวิชชา คนฉลาดอวิชชามีมากกว่าแน่นอน เป็น Phenomenology เป็นปรากฏการณ์วิชชา
คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง โดย ผักกาดหอม (ไทยโพสต์) ประชาธิปไตยอะไรกัน ช่วงนี้คนที่ต่อต้านระบอบทักษิณมักถูกอีกฝ่ายตราหน้าว่าเป็นพวกทำลายประชาธิปไตย เย้ยหยันว่าฝักใฝ่เผด็จการ เพราะสนับสนุนรัฐบาลรัฐประหาร
ก็ได้แต่ฟังมานาน จนได้เห็นนักประชาธิปไตยบางคนถูกจับคาบ่อน บางคนลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาล คสช.เพราะพ่อแม่ขายลอตเตอรี่ และส่อว่าขาดทุนเพราะถูกบังคับให้ขาย 80 บาท บางคนมาในคราบนักวิชาการ แต่แช่งให้ประเทศไทยล่มจมในยุครัฐบาล คสช.หรือแม้กระทั่งเด็กนักเรียนลงทุนกามิกาเซ ยอมกินไข่วิชาหน้าที่พลเมือง เพื่อต่อต้านค่านิยม 12 ประการที่สอนให้เด็กทำดีเพื่อชาติ ล่าสุดนักประชาธิปไตยถูกศาลจังหวัดเชียงรายสั่งจำคุก เพราะอุตริจะแบ่งแยกประเทศไทย ผมรู้สึกประหลาดใจที่นักประชาธิปไตยทั้งหลายมีระบอบทักษิณไว้พิงหลัง แม้จะอ้างกันว่าไม่ฝักใฝ่การเมืองสีใดสีหนึ่ง แต่หากติดตามข่าวสารคนกลุ่มนี้มักไปโผล่ในสื่อที่ซูฮกระบอบทักษิณอยู่ร่ำไป การประโคมว่าตนเองต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นหลังจากมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก่อนนั้นคือช่วงรัฐบาลทักษิณ คนที่พิงอยู่กับระบอบทักษิณในวันนี้ ไม่มีใครพูดเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทำราวกับว่ายุคสมัยนั้นประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่เบ่งบานแล้วจริงๆ คำก็ประชาธิปไตย ซื้อเสียง โกง ก็อ้างประชาธิปไตย แต่เมื่อหันกลับไปมองการต่อสู้ของคนในระบอบทักษิณ เหมือนจำลองมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ก็แหงล่ะครับ หัวขบวนจำนวนหนึ่งเป็นคนเดือนตุลานี่นา การต่อสู้ด้วยอาวุธสงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีตก็ต่อสู้กับรัฐไทยด้วยอาวุธสงคราม ยุทธวิธีในการชุมนุมของเสื้อแดง มีมวลชนเป็นฐาน ขับเคลื่อนด้วยแกนนำที่มาจากพรรคการเมือง มีกองกำลังติดอาวุธชุดดำ ใช้อาวุธสงครามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ล้วนลอกแบบมาจากอดีต! ทฤษฎี "แนวร่วม" ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยประธานเหมาเจ๋อตง กำหนดหลัก 3 ประการ หรือแก้ว 3 ดวง คือ พรรค แนวร่วม และกองกำลังติดอาวุธ ที่ "พี่กี้ อริสมันต์" เอามาปราศรัยกับคนเสื้อแดง ว่ามีแก้ว 3 ประการ พรรค-มวลชน-กองกำลัง พร้อมสรรพแล้วนั่นแหละครับ ก่อนที่จะปลุกระดมเรื่อง นำขวดแก้วมาคนละใบ มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ 75 ซีซี ถึง 1 ลิตร ถ้าเรามาหนึ่งล้านคนในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันหนึ่งล้านลิตร รับรองว่า กทม.เป็นทะเลเพลิง หากใครได้อ่าน นโยบาย 66/23 จะทราบว่า ให้ความสำคัญกับทฤษฎี "แนวร่วม" เป็นอย่างมาก เพราะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศในเวลานั้นนั่นเอง การต่อสู้ของคนเดือนตุลาในอดีต มีเหตุผลที่เข้าใจได้ว่าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่มีผลประโยชน์อย่างอื่นแอบแฝง แต่วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยปากมันที่ไม่เคยพูดถึงรัฐบาลคอร์รัปชัน ซึ่งอาจหาญถึงขั้นจะเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ กำลังปลุกมวลชนขึ้นมาใหม่โดยให้เด็กๆ เดินนำหน้า ส่วนความเคลื่อนไหวในภูมิภาค ภัยแล้ง เศรษฐกิจตกต่ำ คือเงื่อนไขหลักที่นำไปใช้ปลุกปั่นกันมาพักหนึ่งแล้ว เงียบๆ แบบนี้วางใจไม่ได้ ก็เหมือนที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เคยพูดเอาไว้ หากเกิดความขัดแย้งอีกครั้ง มันคือสงคราม.
พ่อครูว่า… คราวนี้หากไม่ใช้อาญาสิทธิ์ที่มีอยู่ เชือดไก่ให้ลิงดูเสียบ้าง แต่นี่ไม่ทำ ก็ไปแต่จับเห็บหมัด แล้วเมื่อไหร่มันจะกลัวกัน มันไม่ทันการณ์หรอก จริงๆ จะต้องจับตัวใหญ่ ใหญ่ขนาดไหนก็ประมาณให้ดี อย่างน้อยอาตมาว่ารีบถอดยศ รีบริบเครื่องราชฯ รีบออกกฎหมายมา ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นประชาธิปไตย มีเป้าหมายคือเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตัวเรา ครอบครัวเรา พรรคพวกเรา หรือไม่แม้แต่คนที ่ เราเกรงอำนาจ แต่ต้องเพื่อประชาชนจริงๆ พระพุทธเจ้าเลยรวมคำไว้ว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) สามคำนี้คือแก่นแท้ประชาชนย ิ่ งกว่าที่ลินคอน อธิบาย เพราะรวมความไว้หมดครบที่สุด และในสาราณ ี ยธรรม 6 ก็มีแก่นประชาธิปไตย รูปธรรมคือพฤติกรรม ทางกาย วาจา ใจ และพฤติกรรมโลกีย์ที่ประกอบด้วยโลกธรรม คนที่อาศัยโลกธรรมอย่างเป็นธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา ได้มากอย่างเป็นธรรมแล้วอาศัย อาศัยในชนิดที่ รวมกันอาศัย รวมกันเรียกว่า สาธารณะ เป็นของกลางส่วนกลางแล้วบริโภคร่วมกัน ลาภที่ได้โดยธรรมเอามาอาศัยใช้สอยเรียกว่าสาธารณโภคี ต้องขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างที่เป็นจริงในไทยอยู่แล้วคือชาวอโศกที่เกิดแล้ว มีเนื้อแท้สัมมาทิฏฐิจริง มีสาธารณโภคีทั้งรูปนอกและใน เราอยู่กันอย่างเสียภาษี 100 % ทำงานฟรีทุกชุมชนชาวอโศก เราปลอดหนี้ไม่มีดอกเบี้ย จิตจะมีความระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน อยู่อย่างเกื้อกูลสงเคราะห์กัน แบ่งแจกกินใช้ ไม่เห็นแก่ตัว พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ มีการทำงานช่วยเหลือรักษา เผยแพร่สู่ภายนอกทำงานเอื้อภายนอกด้วย ไม่วิวาทกัน อวิวาทะ มันเป็นธรรมดาที่แต่ละคนอาจไม่หมดกิเลส แต่อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง จะแย้งกัน ขัดกันไม่ชอบใจ หรือทะเลาะกันอย่างไม่รุนแรง หยาบคาย เป็นจริงมา 40 ปีแล้วได้ เป็นคุณสมบัติ 7 ประการที่ย่ิงใหญ่ยอดเยี่ยม การศึกษาธรรมะพ ระ พุทธเจ้าศึกษาเพื่อให้เกิดจิต และไม่ได้ทิ้งวัตถุ รูปธรรมภายนอก แต่เน้นเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เกิดผลที่จิตเป็นหลัก เป็นการศึกษาที่ได้ทั้งนอกและในตามสัดส่วน ปฏิภาคทวีไปตามลำดับ เป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าเรียบเรียงสอนได้สุดยอด ไม่ว่าเชิงการศึกษาก็ยิ่งใหญ่ เริ่มตั้งแต่ สย เป็นเรา เป็นไปตามลำดับ เป็น สกะ เป็น สยะ แล้วเป็น สวะ ถึง สวะ และก็เป็น สยะอีกที เป็นตนอันละเอียดลึกเรียกว่าอนุสัย มีตั้งแต่เร ิ่ มต้น จาก สกะ ยังไม่เป็นสองเป็นตัวเองแค่ 1 พอเริ่มมี 2 เรียกว่า สยะ แล้วมีปฏิกิริยาก็เป็น 3 มีความหมุน กระทบสัมผัสสร้างเพิ่ม ขยายผลไปตามลำดับ เป็น สวะ ในปุถุชน เคหสิตะก็แตกตัวเช่นนี้เป็นตัวตนอวิชชา มันก็ต้องแตกตัวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณสมบัติไปกองที่ สยะ ที่เล็กกว่าอนุสัย สยะตั้งแต่ตัวเร ิ่ มต้นเกิดจนอาศัยไป สะสมไป เป็นนิสัย ตกตะกอนนอนเนื่องเป็น อนุสัยหรืออนุสยะ ที่มีขั้นต้น กลาง ปลาย มีทั้งดีและร้าย ดีก็ดีสุด ร้ายก็ร้ายสุด เพราะเป็นประธาน มโนบุพพัง คมาธัมมา
( 55 ) “อนุสัย”ที่เป็นขั้นปลายสุดนั้น สุดๆทั้งร้ายและทั้งดี และถ้า “อนุสัย”เป็นขั้นปลาย หากมีฤทธิ์แรงที่เลว ก็เลวสุดๆ หากมีฤทธิ์แรงที่ดี ก็ดีสุดๆ สำหรับ “อนุสัย”ขั้นปลายสุดนั้น ถ้าเป็น “โลกียธรรม”ก็ยากจะแก้ไข แม้จะศึกษาเล่าเรียนจนสัมมาทิฏฐิ ก็ยังจะต้องกำจัด“พลังงาน”ที่ได้สั่งสมกระทั่งเป็น “อนุสัย”นี้กันอีกยากและนาน พอได้ยินคำว่า ยากและนาน ผู้ที่ยังเป็นโลกียชนอยู่ก็อย่าท้อเสียล่ะ เพราะจะอย่างไรมันก็ต้อง “เริ่มต้น” จึงจะสามารถทำให้หมดสิ้นได้ ไม่มีอะไรที่ไม่เริ่มต้นโดย “ตนเอง”ในความเป็น “ตน” ขืนไปท้อแล้ว “ไม่ฮึด”เริ่มต้นกันสักที เลยยิ่งเติม “โลกียธรรม”ใส่ตนหนักหนา หนักหน้าขึ้นไป อีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วจะรอเมื่อไหร่กันเล่า จึงจะเริ่มฮึดสู้...??????? ถ้ามั่นใจว่าจะเอาโลกุตระก็ไม่ต้องรอ มาให้เขาเอาตีนลูบหน้าก็ยังได้ ถ้าปล่อยไปก็ถูกโลกีย์หลอกต่อไป มันก็ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่ ใช่มั้ย? คนฉลาด ที่เข้าใจได้จริง จึงไม่รอช้าแน่นอนเด็ดขาด ก็เพราะไม่ยอมฉลาดกันเสียทีนี่เอง จึงยังสั่งสม “อนุสัย”ที่ยิ่งร้าย ยิ่งแรง ยิ่งลึก ยิ่งลับ แม้แต่ตนเองก็ยิ่งไม่รู้สีรู้สาหนักเข้าไปใหญ่ จึงยิ่งน่าสงสารคนผู้ไม่รู้สีรู้สา ที่ว่านี้จริงๆ ส่วนคนที่ “รู้สีรู้สา” หรือเข้าใจ๊เข้าใจดี แต่ไม่เริ่มสักทีนั้น มันก็สุดที่จะสงสารแล้ว ก็ต้องปล่อยเขาไป ที่ชอบๆกันเท่านั้นแหละ ความร้ายและความแรงของฝ่ายเลว ฝ่ายไม่ดีจึงยากยิ่งด้วยประการฉะนี้ โลกจึงยังมี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิดขึ้นในโลกอยู่ร่ำไป ยิ่งโลกใกล้กลียุคนี้ ยิ่งอภิบรมมหายากเย็นจริงๆ ความร้ายของ “อนุสัย”ที่เลวนั้น มันไม่เจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกัน มันจะต่างคนต่างยึดของตน แล้วก็หาอื่นๆ แปลกๆ ใหม่ๆ ออกไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่เหมือนกันออกไปเรื่อยๆ ไม่เป็นหนึ่งเดียว ไม่มี “เอกภาพ”ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ สุดท้าย “ตนหนึ่งเดียว”จะรวยประโยชน์จากมวลมนุษยชาติในโลก จะ “เห็นแก่ตัว”เต็มบริสุทธิ์ เพราะอะไรๆก็จะยึดเป็น “ของตัวของตน”ยิ่งๆไม่มีจบ จึงไม่มี “เสียสละ”อย่างจริงใจ-บริสุทธิ์ใจ-สมัครใจ-เต็มใจ-ชื่นใจ-อิ่มเอมใจ เหมือนๆกัน จะต่างก็แยกแปลกแผกต่าง มี “โทษพิเศษ”มากหลายลึกลับซับซ้อนกันยิ่งๆขึ้นอย่างหาประมาณมิได้ โลกจึงแหลกเหลวประลัยกัลป์ด้วย “อนุสัย”เลวร้ายฉะนี้แล
( 56 ) “อนุสัย”ที่เป็นโลกุตระนั้นมี “ปรมาณู”วิเศษสุดทึ่ง ส่วน “ปรมาณู”ของ “โลกุตรธรรม”นั้นจะเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนกันเข้าไปเรื่อยๆ เป็นหนึ่งเดียว และสุดท้ายก็เป็น “หนึ่งเดียว”อย่างมี “เอกภาพ”ที่มีทั้งปริมาณ(quantity)และคุณภาพ(quantity)ที่ยิ่งใหญ่ มีประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติในโลก กล่าวคือ ล้วน “ไม่เห็นแก่ตัว” เพราะล้วนพยายามลดความเห็นแก่ตัวจริง กระทั่ง “หมดตนของตนเอง” เข้าไปสู่ “สูญ”เช่นเดียวกัน จึง “เสียสละ”อย่างจริงใจ-บริสุทธิ์ใจ-สมัครใจ-เต็มใจ-พอใจ-ชื่นใจ-อิ่มเอมใจ-สุขใจไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะมีต่างกันก็คือ ต่างมี “คุณธรรม”ที่เป็นโลกุตระมากน้อยกว่ากันตามธรรมดาแห่งสัจจะ แต่ต่างก็มี “คุณวิเศษ”(อุตตริมนุสสธรรม)อย่างเดียวกันยิ่งๆขึ้น เป็น “สามัญญตา”(ความปกติของผู้ใฝ่ความสงบ)ในสังคมมนุษย์ ที่ต่างก็“สมานัตตตา”(การทำตัวให้เข้ากันได้)ไปตามยถาภูตญาณของแต่ละคน “ผล”ที่เกิดแก่มนุษย์ส่วนรวมที่จะมีในสังคมตามพระพุทธเจ้าประมวลลงเรียกว่า “พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ-โลกานุกัมปายะ” นั่นเอง ที่เป็นคุณสมบัติขั้นคุณวิเศษของความเป็น “ประชาธิปไตย” อันพึงประสงค์ของคนทั้งโลกแท้ๆ “ยอดนิยายของโลก”ก็จะเกิดจริงเป็นจริงได้ จาก “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เพราะมี “คุณวิเศษ”(อุตตริมนุสสธรรม)อย่างเดียวกัน “ที่ไขความเป็นมนุษย์”ให้แก่ “โลก” ซึ่งเป็น “ความลับสุด”ในห้วงปรารถนาแสนลึกของมนุษย์ที่มี “ความเป็นมนุษย์”ทุกคน ยกเว้น “อมนุษย์”(คนผู้มีจิตใจที่ยังไม่ใช่ “มนุษย์”แท้จริง) จริง!!!.. “ความวิเศษ”นี้ ในสังคมโลกปัจจุบันจะ “สุดทึ่ง”หรือจะ“ไม่เชื่อ”ว่า จะมีได้ เป็นได้จริง ก็เป็น “ภาวะวิเศษ”ที่เกินจินตนาการของคนแน่นอน โดยเฉพาะคนในยุคนี้
( 57 ) ธรรมะของพระพุทธเจ้า มิใช่เรื่องเพ้อเจ้อ-เพ้อฝัน แต่ “คุณธรรมอันวิเศษ”ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ หรือเพ้อฝันแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดียิ่งแล้ว จริงยิ่งแล้ว ซึ่งเพียงแต่ลึกล้ำเกินคนคิดเท่านั้น ทว่าเป็นความเป็นไปได้จริงๆ ในยุคที่ถึงขั้นต้องเป็นไปได้ เพราะเป็น “สวากขาตธรรม”คือ พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นความจริง จริงไม่มีวันผิด ซึ่งเป็น “สันทิฏฐิโก-อกาลิโก-เอหิปัสสิโก-โอปนยิโก-ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ”แน่นอนที่สุด สันทิฏฐิโก คือ คนผู้เอาตนเองเข้ามาปฏิบัติจริงกับสังคมอาริยะ อกาลิโก คือ คุณวิเศษนี้เกิดในคนในสังคมได้ไม่จำกัดกาละใด เอหิปัสสิโก คือ มีความเป็นไปได้ที่เชิญมาดูมาเห็น พิสูจน์ได้ โอปนยิโก คือ เป็นของสูงที่ควรโน้มน้อมเอามาใส่ใจใส่ตนให้ได้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ คือ วิญญูชนจะรู้เฉพาะตน ผู้อื่นไม่พลอยรู้ตามเห็นตามได้ง่าย เหมือนผู้ลิ้มรสเองจะรู้รสนั้นเอง จึงจะเกิดสังคม “สาราณียธรรม 6 ”อย่างเป็นจริงตามคำสอน ซึ่งสังคมที่เป็น “สาราณียธรรม”ดังกล่าวนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็สามารถทำได้กับสังคมของคนที่เป็นพุทธศาสนิกชนเท่านั้น ยิ่งถึงขั้น “สาธารณโภคี”แล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าแท้ๆยังทำได้แค่ในหมู่มวลชนที่เป็นภิกษุเท่านั้น เพราะยุคนั้นยังเป็นยุคของคนที่ยังไม่พ้นสมบูรณายาสิทธิราชย์ และเป็นยุคทาสทั้งโลก คนยังไม่รู้เรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ที่สำคัญคนทั้งหลายยังใช้ “สิทธิ”ต่างๆมากมายไม่เป็นกันเลย แต่สังคมโลกยุคนี้ มันไม่ใช่ยุคโน้น มันเปลี่ยนไปสุดเจริญในความเป็นมนุษย์เป็นสังคมแล้ว กระทั่งถึงขั้นเสื่อมสุดแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงสามารถสร้างสังคม “สาราณียธรรม”ที่ถึงขั้นเป็น “สาธารณโภคี”ได้ ในหมู่มวลชนที่เป็นฆราวาสด้วยได้อย่างมีภาวะแห่งการหมุนรอบเชิงซ้อน”(ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส)ของคุณธรรมหลากหลายชั้นของมนุษย์ ที่สนิทเนียนเป็นความมหัศจรรย์พิเศษยิ่ง จึง “น่าทึ่ง”สุดๆจริงๆ สำหรับผู้ยังคิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ สังคมที่มี “นิยายน่าทึ่ง”ของโลกจึงจะเกิดขึ้นให้แก่โลก จนกว่าจะสิ้นสุดโลก ไปตามสัจจะ อันมีมนุษย์อีกแหละที่จะเผาผลาญโลกจนเกิดไฟประไลยกัลป์ จริงที่สุด แต่โลกก็ยังมี “เรือโนอา”(นาวาบุญนิยม) ช่วยมนุษย์และสัตว์โลกเอาไว้จำนวนหนึ่งแน่นอนที่สุด ????????
( 58 ) “อนุสัย”ที่เป็นโลกุตระจริงสร้าง “ประชาธิปไตย”ได้แท้ ซึ่งประดาคนที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็ยังยากที่เขาจะเชื่อกัน ว่าความเป็น “ประชาธิปไตย”นั้น “โลกุตรธรรม”นี่แหละที่จริงยิ่งที่สุด เพราะมวลคนที่มี “โลกุตรธรรม”ยังมีน้อย แม้จะมียืนยันพิสูจน์ให้เห็นแล้วก็ตาม และต้องยืนยาวนานพอด้วย จึงต้องมาช่วยกันศึกษาและฝึกฝนตนให้เป็น “โลกุตรบุคคล”กันให้มากๆ ให้เพียงพอ เรื่องจริงที่“โลกุตรธรรม”สามารถพิสูจน์ต่อความจริงได้ก็คือ“โลกุตรธรรม” นั้น “ตนเอง”ถูกกำกับให้มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันตามคุณวิเศษของตนเอง แต่ละคนเท่าที่ตนมี ด้วยความสังวร อยู่จริง ดำเนินตาม “โพธิปักขิยธรรม 37 ”อยู่จริง จึงเป็นองค์รวมของ “คุณวิเศษ”ที่เป็น “เอกภาพ”(เอกีภาวะ) เป็นคุณธรรมสำคัญยืนยัน แม้จะเป็นส่วนน้อยก็มีสภาพ “ยั่งยืน”จริง ยิ่งถ้าเป็นส่วนมากก็ยิ่งจะมีน้ำหนักสูง ได้ผลเร็วแน่นอน เพียงแต่ในโลกนี้ยังมีคนเป็นได้ส่วนน้อยอยู่เท่านั้น จึงเป็น“เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิด “นิยาย”ของโลก ในความเป็นมนุษย์ ตามฐานะของแต่ละคน เรื่องราวก็แตกต่างกันไปบ้างตาม “ฐานวิบาก”ของแต่ละคน ทว่า “นิยาย”จะมีส่วนเป็นคุณค่าประโยชน์ให้แก่สังคมจริง แม้จะเริ่มจากน้อยไปก็ตามเพราะ “โลกุตรธรรม”มีความตั้งมั่น ที่เที่ยง(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) อย่างแท้จริง ถ้าเป็น “โลกียธรรม” “ตนเอง”ก็ถูกกำกับให้มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่วนมาก ก็เป็นแบบโลกีย์ มี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิด “นิยาย”ของโลก ในความเป็นมนุษย์ ต่างๆของแต่ละคน มากมายหลากหลายเรื่องราว เต็มโลก ไม่เป็น “เอกภาพ”เด็ดขาด เพราะ “โลกียธรรม”นั้น มันแตกต่างกันไปคนละทาง ยิ่งมากมันก็ยิ่งมี “ความแตกต่าง” ที่หลากหลายพิลึกกึกกือ ซับซ้อนซ่อนเชิงก็สุดยอด อำมหิตโหดก็สุดสาหัส ไม่ว่าจะเป็น “ความเห็นแก่ตัว” หรือลีลาของความโลภ-โกรธ-หลง ล้วนแตกแยกแผกต่างกันไปไม่สามารถประมาณนับกันได้ จึงยิ่งเป็นภัยร้ายยิ่งๆ ตรงกันข้ามกันกับ “โลกุตรธรรม”ที่ยิ่งเป็นคุณวิเศษยอดอันหาที่เปรียบไม่ได้ ไปคนละทิศทาง 180 องศา ด้วยสัจจะความจริงอย่างนี้เอง
( 59 ) “นิสัย”แก้ไขได้ง่ายกว่า “วิสัย”จึงต้องรีบแก้ “นิสัย”สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าความเป็น “วิสัย” จึงจะต้องรีบแก้ อย่ามัวปล่อยปะละเลยเป้นอันขาด เพราะ “นิสัย”มันเดินทางด้วย “อาศัย”ไปเรื่อยๆ สู่ความเป็น“วิสัย”แน่นอน และสั่งสมลงเป็น “อนุสัย”จริงๆ ยิ่งเป็น “อนุสัย”ที่เลวร้าย โลกก็มี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ร้ายเลวเป็นอิทัปปัจจยตาต่อไปเป็นความจริงที่แก้ไม่ได้เลย ถ้าสั่งสม “อาศัย”ให้เป็น “นิสัย” และตกผลึกลงถึงขั้นเป็น“วิสัย”ของตนแล้ว จะแก้ไขยาก มากๆ จนถึงขั้นต้องใช้เวลาแก้ไขกันเป็นร้อยกัปป์ พันกัปป์ หมื่นกัปป์ทีเดียว แม้จะเป็น “อนุสัย”ถ้าใช้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าก็แก้ไขได้ ต้องเริ่มต้นก็แล้วกัน ถ้าไม่เริ่มต้นสักที ก็แน่ยิ่งกว่าแน่ว่า หมดหวัง ดังนั้นจึงต้องแก้ “นิสัย”ให้ได้ คนเรานั้นมีชีวิตประจำวันเป็นอยู่ด้วย “นิสัย” โดยมี “วิสัย”และ “อนุสัย”เป็นต้นทุน “ทุนนิยม”แก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ด้วย “บุญนิยม”ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี่แหละ ได้แน่ๆเด็ดขาด “บุญนิยม”จะสามารถเปลี่ยน “พลังงาน”ของจิตนิยามใน “ตนเอง” ที่เรียกกันเป็นภาษาว่า “อนุสัย”ก็ดี “อาศัย”ก็ดี นิสัย”ก็ดี “วิสัยก็ดี ที่คนเรียนรู้ได้ทุกคน และปรับปรุงแก้ไข “ทั้ง “อนุสัย-อาศัย-นิสัย-ส่วน “ความฉลาด”ที่ไม่เกิดจากการ “สังขาร”ของ “รูปกับนาม”ครบความเป็น “กาย”ก็ไม่ชื่อว่า “ฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” เป็น “ความฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า “เฉกหรือเฉกา”เท่านั้น