580827_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง โอปปาติกสัตว์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580827_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง โอปปาติกสัตว์ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 27 ส.ค. 2558 วันนี้มีเด็กนร.มาฟังด้วย สมุนพระรามก็มาฟังด้วย จะอธิบายคำใหญ่ๆอธิบายแบบย่อยๆดู คำว่าชาติ คำว่า อัตตา เคยได้ยินไหม... แล้วคำว่า นรก ก็เคยได้ยินกันนะ จะอธิบายคำใหญ่ๆ ลองดูว่าหมายถึงอะไร ลองฟังดู แล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้จักคำว่าชาติ เป็นอย่างไร แล้วจะปฏิบัติให้เกิดผลเป็นคนมีคุณธรรม คุณสมบัติเจริญเป็นอาริยบุคคลได้อย่างไร ชาติคือ ความเกิด การเกิด มีกี่อย่างนะ คำว่า ชาติ เป็นการพูดแบบรวมๆ คือการเกิด ที่รวมทั้งหมด เช่นการเกิดอย่างการแบ่งเชื้อ เรียกว่า โยนิ เช่นชาติไทยเกิดมากี่ร้อยกี่พันปี เป็นต้น แบ่งชาติเป็น 4 อย่าง 1. ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) 2. อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ -ทิชาชาติ) 3. สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) 4. โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) (พตปฎ.เล่ม 11 ข้อ 263 ) โอปปาติกโยนิ ต้องอ่านโดย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส มันไม่มีตัวตน แต่ว่า ก็อ่านได้ หัดอ่าน อาการใจเราเกิดสุข อาการอย่างนี้เกิดทุกข์ เราเกิดมาในตัวเรา อย่าปล่อยปละละเลย มันเกิดต้องอ่านมัน ว่ามันสุขเป็นเช่นนี้ เราไปติดยึดมันอย่างไร อย่างนี้มันทุกข์นะ ว่าอาการทุกข์มันไม่น่ามี อาการสุขยังพออาศัย แต่มันก็เป็นตัวหลอกเต็มๆเลย มันตัวร้ายเหมือนกันนะ หัดอ่านอาการ จะอ่านได้เราต้องกำหนดหมายว่า อาการเช่นนี้เป็นสุข/ทุกข์ มันไม่มีเส้นสีเงาแสง ต้องอ่านขณะมันเกิด ไม่มีอาการเกิด มันอ่านไม่ได้นะ ถ่ายเก็บในเครื่องใดๆก็ไม่ได้ อาการสุข ทุกข์ โลภ โกรธ ของใครก็ของมัน อ่าน
อ่านต่อ
เอาเองเรียนรู้เอาเอง จึงยาก มันไม่ตรงกันด้วย มันอาจคล้ายกัน อาการโกรธ คนนั้นคนนี้ก็เป็น คล้ายกัน แต่ของใครของมัน จะเอามาวัดมาเทียบกันจริงๆไม่ได้ อาการมันเคยแรง แล้วเราทำให้มันเบาลง มันหายไป หรือมันกลับมาแวบๆอีก จะกำหนดหมายได้ เรากำหนดเครื่องหมายเอง ทำเครื่องหมายของเราไว้เองว่า โลภ โกรธ หลง มากหรือน้อย อย่างนี้ดีใจ อย่างนี้เสียใจ อย่างนี้หมั่นไส้ อย่างนี้น่าชื่มชม อ่านให้ละเอียด อาการมีชื่อเรียกอีกเยอะ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เกิดอาการอย่างนี้เราเรียกว่าชาติด้วย จิตมันเกิดแบบโยนิ เรียกรวมๆว่าชาติ รวมถึงเหตุปัจจัยภายนอกด้วย เรียกว่า ธรรมชาติ เราไปหลงอะไรมัน หลงมี 1 .หลงลืม 2 .หลงผิด 3 .หลงใหล 4 .หลงเหลือ 5 .หลงตัว 6 .หลงลืม มันมีลักษณะต่างๆกันไป หลงตัวนี่เราไม่รู้ตัว ว่าหลงใหลอะไร แต่หลงเหลือคือทำให้มันลดจนเหลือน้อยได้เท่าใดๆ การยึดตัวเอง เรียกว่าหลงตัวเอง ยึดตัวไม่ดีเป็นตัวเองด้วย ยึดอย่างชั่วด้วยหรือแม้ตนเองทำดีแต่ยึดดีเป็นของตน เที่ยวอวดอ้างอวดเบ่ง เอาบุญคุณกับใคร เรียกว่ามานะอัตตาเป็นการหลงตัว การหลงลืม หลงใหล หลงเหลือ ผลผิด หลงตัว หลงลืม ในแต่ละกิเลส เช่นในโลภะ ในโทสะ พระพุทธเจ้าท่านเรียนทางโอปปาติกโยนิเป็นหลัก ส่วนการเกิดอื่นก็ให้คนทั่วไปเขาเรียนกัน เกิดเป็นสัตว์นรก เทวดา พรหม เป็นต้น 1 . แบบสัตว์นรก เป็นจิตชั่ว จิตต่ำ จิตเสื่อม จิตเลว เรียกว่าสัตว์นรก 2 . จิตที่เป็นสุข ชอบใจดีใจเรียกว่า สัตว์เทวดา 3 . สัตว์ที่ได้ลดละกิเลส สร้างจิตเจริญไปหาสงบ ท่านเรียกว่า พรหมสัตว์ นี่แบ่งหมวดหมู่ง่ายๆเช่นนี้ รวมสามอย่างเรียกตัวกลางๆว่า มนุษย์ เป็นคำกลางๆ ถ้ามนุษย์ชั้นต่ำเรียกว่าอมนุษย์ ส่วนคนที่พัฒนาจิตได้เป็นเทวดา เป็นพรหมได้เรียกว่า มนุษย์ ส่วนต่ำกว่านั้นเป็นอมนุษย์ สัตว์นรก แบ่งเป็น 4 แบบ 1 . สัตว์นรก รุนแรงดิ้นแรง ดีไม่ดีทำร้าย มันไม่ไปทำดีหรอก เป็นสัตว์ชั้นต่ำ หน้ามืดทำอะไรบ้าบอได้ 2 . สัตว์เปรต อาการอยากๆๆ อยากแย่งชิง มุ่งหมายเอามาให้แก่ตนเอง 3 . สัตว์เดรัจฉาน จิตวิญญาณที่โง่ไม่เจริญ ขวางทางเจริญ ทางพระนิพพาน 4 . สัตว์อสุรกาย สัตว์ที่ไม่กล้าทำดีทั้งปวง ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ
ถ้าเรียกเต็มๆว่า อปายทุกคติวินิปาตะ ถ้าเรากำจัดสัตว์เหล่านี้ได้จะเกิด องค์คุณส่วนดับของพระโสดาบัน ก.) ส่วนที่สิ้นไปจากจิต . . 1. ขีณนิรยะ (สิ้นจากนรก, ปิดนรก ดับความเร่าร้อนได้) 2. ขีณปิตติวิสยะ (สิ้นจากวิสัยความอยากอย่างเปรต) 3. ขีณติรัจฉานโยนิ (สิ้นจากความโง่ ที่ขวางเจริญ) 4. ขีณาปายทุคติวินิปาตะ (สิ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต) คือสัตว์ชั้นต่ำไปทางต่ำ จนไม่มีที่จะตกแล้ว มันตกต่ำถึงขั้นสุดแล้ว เป็นขั้นที่รวมประดาความต่ำของสัตว์ทั้งหลาย หรือมันไม่กล้าทำดีสักอย่าง เป็นอสุรกาย เด็กๆเคยไปชุมนุมไหม เขาเขียนหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเป็นคน ว่าเทียบจิตใจแล้วคนพวกนี้เหมือนเสือ เหมือนลิง เหมือนหมา เหมือนเหี้ยด้วย เขาเขียนเป็นภาพศิลปะสื่อได้ ว่าคนนี่แหละ มีจิตวิญญาณเป็นสัตว์ เทวดาก็มี 3 แบบ 1 . สมมุติเทพ คือเป็นคนมีความสุขความดีทั่วไป อย่างนี้เป็นเทวดาสามัญ 2 . อุบัติเทพ คือเทวดาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตใจเลย อุบัติเลย เกิดเลย ทางโอปปาติกโยนิ จากสัตว์โลกีย์เป็นโลกุตระ หรือจากปุถุชน เป็นอาริยชน พระพุทธเจ้าแบ่งเทวดาออกเป็น 3 ชื่อ จิตลดกิเลสได้ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี มีคุณธรรมอาริยชนมากขึ้นๆ ก็ถึงที่สุดก็เรียกว่า วิสุทธิเทพ คือลดกิเลสลงก็เรียกว่าจิตวิสุทธิ สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นจากกิเลส สูงสุดเรียกว่าวิสุทธิเทพ เรียกว่าพรหม แล้วเทวดาสมมุติเทพ ท่านเรียกว่า เทวดากามาวจร อยู่ในกามภพ เป็นความสุข อย่างดีก็เป็นความดีอย่างกัลยาณชน ไม่เที่ยง วนเวียนไปมา ดี ชั่ว ไม่ได้ฆ่าต้นเหตุไม่ยั่งยืน ไม่เป็นจิตเกิด แต่มีวิธีการไม่ให้เกิดได้ชั่วคราว อาจได้นานน้อยหรือมากแต่ไม่หมดเชื้อกิเลส เวียนกลับได้ สังกุปปัง กำเริบได้ พระพุทธเจ้าจึงแบ่งให้ชัดแยกให้ชัด ควรจะอ่านจิตตนให้ออกว่า สมมุติเทพ เจริญไปก็เป็นอุบัติเทพ ที่เป็นโลกีย์ เป็นสมมุติเทพ เป็นเทวดาชั้นหรือเทวดาเสพสุข ไม่ได้เสพก็คลั่งทำร้ายจะเอาให้ได้ หรือได้เสพก็สุขสวรรค์หอฮ่อ สมมุติเทพนี่กิเลสขึ้นทั้งขาขึ้นขาล่อง อยากเป็นเปรตกิเลสก็โต ได้บำเรอสมใจกิเลสก็โต เทวดาโลกีย์ ท่านแบ่งเป็น 6 ชั้น จตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวตี จตุมหาราชิก คือมหาราช 4 ทิศ เป็นคนที่จะล่ามาให้แก่ตนเอง ถ้าล่าได้ก็เป็นจิตเทวดา เขาปั้นรูปเป็นยักษ์ มีเขี้ยว สี่หน้าถืออาวุธไล่ล่า ในขณะที่ไล่ล่าก็เป็นสัตว์นรก ตาโตเขี้ยวงอก อย่างที่วัดพระแก้วตั้งไว้ 4 ทิศเลย เป็นเทวดาดุ แย่งชิง พอได้ก็เป็นจตุมหาราชิกา เป็นตัวแรกที่อยากได้มาให้แก่ตน ได้ก็เป็นเทวดา ไม่ได้ก็เป็นยักษ์ ทำร้ายผู้อื่น ใช้เขี้ยวใช้งา หน้าดุ แยกเขี้ยวยิงฟัน เป็นศิลปะของคนที่เขาคิดปั้นสื่อให้รู้ ว่าหมายถึงเช่นนี้ นี่คือจิตวิญญาณของคน แต่เป็นสัตว์อย่างนั้นในโลกมันไม่มีหรอก แต่คนที่ไม่รู้ก็ไปปั้นเป็นรูปร่างตัวตน จิตเป็นยักษ์ แต่ว่าแปลงตัวเป็นรูปเทวดา เป็นเทวบุตมาร ได้รสมาเสพเรียกว่าอาการที่ 33 หรือเทวดาดาวดึงส์ ชั้นต่อมาจากล่าได้มา จิตเราเองล่าได้มาก็แปลงตัวเป็นดาวดึงส์ จากนั้นก็ต้องการให้นานๆเรียกว่ายามา แล้วดุสิต คำว่า สิต แปลว่า พอ แปลว่าพักยก สันตุสิต ก็พักหยุด เวลาเสพแล้วมันก็ไม่ได้ตลอดไปหรอกต้องมีการพัก แดนพักเรียกดุสิต ก็วนอยู่แค่นี้ ถ้าเก่งขึ้นเรียกว่า นิมานรดี เก่งทางแย่งเขา เบียดเบียนโลก พอได้เสพสุขก็นึกว่าเป็นสิ่งดีของจิต นึกว่าตนเจริญ ได้รับลาภ ได้คำชมเชย ยกย่อง พวกเทวดาโลกีย์ก็ยกย่องกันใหญ่ สรรเสริญกัน ก็ได้สุข เพราะได้บำเรอกิเลส นิมมานนรดี แปลว่าสร้างสิ่งที่ยินดี พอใจชื่นใจ ที่เราสร้างได้สำเร็จ เป็นอำนาจ จิตที่มีฤทธิ์อำนาจ เราต้องมาล้างความเป็นสัตว์เหล่านี้รวมๆเรียกว่าสัตว์หน้าหมาคือเทวดากามาวจร ล่า โลกธรรม มีเงินทอง มียศอำนาจ นี่คือเทวดา 6 ชั้น ทีนี้เทวดา ๖ ชั้นนี้ อธิบายเป็นโลกุตระได้ไหมก็ได้ แต่ฝากไว้ก่อน ส่วนเทวดาชั้นสูงเรียกว่า พรหม มีรูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหมอีก 5
ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ (ท่านพรหมฯ แปลว่า พวกบริวาร ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ (เป็นหัวหน้าพรหม เป็นอาจารย์ใหญ่) ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ (เป็นหัวหน้าพรหมทั้งสองข้างบนนี้) ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ เรียกว่าพวกมีรัศมีน้อยๆ เขาว่ากันเป็นรูปร่างแสงสีกัน ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ แบบนี้ก็เป็นแสงที่ไม่มีประมาณ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ เป็นหัวหน้าของพวกชอบแสงสว่าง หมวด ๓ ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา (คำว่า ภา แปลว่า ความเจริญ) เรียกว่าดียิ่งขึ้น ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ก็เจริญทางสว่างอย่างไม่มีประมาณ ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ มีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า พวกดับนามขันธ์เขาก็ว่าเป็นสุภะหรือโชคของเขา เป็นสิ่งน่าพึงได้พึงเป็นของเขา แต่ของโลกุตระก็ลดกิเลสได้เป็นโชค เป็นสิ่งพึงได้พึงเป็นเช่นกัน แต่คนละอย่างกัน ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นพวกลอยมา (เขาแปลกันว่ามีผลไพบูลย์)คือสายยิ่งใหญ่ลอยฟ่อง ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ เป็นพวกดับเวทนา เป็นพวกนิโรธ แต่นิโรธมิจฉาทิฏฐิคือดับสัญญา ดับเวทนาเลย ส่วนโลกุตระนั้นเป็น อสัญญีสัตตายตนะ เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัตว์ กำหนดรู้อายตนะ ๒ เรียนรู้กายกับสัญญา เป็นผู้ไม่ต้องมีสัญญา เพราะมีอายตนะที่กำจัดกิเลสกำจัดสัตว์ได้หมดแล้ว ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ชั้นสุทธาวาสนี้ พพจ.ท่านไม่ไปข้องแวะไม่ไปเป็นด้วยเลย เพราะว่าจะนานช้ามาก
ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นอรูปพรหมอีก 4 ถ้าอธิบายแบบนั่งหลับตาก็จะเป็นแบบมโนมยอัตตา
อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตไม่เคยมี โลกนี้มีเพียง กาม กับฌาน เท่านั้น พพจ.สอนทิฏฐธรรมนิพพาน ใครหลงว่ากามเป็นสุข ก็ยึดกามเป็นนิพพาน พวกมิจฉาทิฏฐิก็ยึดเอาฌานฤาษีดับหลับตาเป็นนิพพานอีก นิพพานคือแดนสุดสูงสุด ผู้ได้กามเป็นสุขสูงสุด ก็คือ กามสัขขัลลิกะ ส่วนพวกนั่งหลับตาก็ไปหลงฌาน หรืออรูปฌาน ที่เป็นแบบมิจฉาทิฏฐิ อรูปฌานทั้งจัดเข้าใน ทิฏฐิอนาคต ในทิฏฐิ 62 แล้ว ในปัจจุบันก็มีนิพพานแค่ 5 ส่วนอดีตมี 18 อนาคต 44 ความจริงมีอยู่แค่ 5 อันนี้ คือไม่หลงกามก็หลงอัตตา ต้องทำปัจจุบันให้เป็นนิพพาน พ้นทั้งกามทั้งอัตตา นี่คือนิพพานแท้ของพพจ.อย่างสมบูรณ์แบบ หลวงปู่เทศน์เพื่อเปิดโลกเทวดา มาร พรหม ก็ต้องเห็นของตนเอง ไปเห็นของคนอื่นไม่ได้หรอก เห็นความเป็นสัตว์ของตนๆ ที่หลวงปู่ขยันพากเพียรอธิบายเพื่อให้เข้าใจสภาวะ มีเจตนาใช้ภาษาสื่อเข้าหาสภาวะ หากสามารถหยั่งถึงตามภาษาที่หลวงปู่พยายามใช้ ถ้าเข้าใจก็สามารถปฏิบัติให้เกิดอย่างที่หลวงปู่อธิบายได้ เป็น roadmap เหมือนแผนที่ ถ้าไม่มีแผนที่ก็ไปไม่ถูก ก็ต้องพยายามพูดให้รู้เหลี่ยมมุมทุกอย่าง พยายามใช้ภาษา จากของพระพุทธเจ้าหรืออรรถกถา ก็เอามาใช้หากมีประโยชน์ หลวงปู่ไม่ได้บัญญัติใหม่เท่าไหร่ มีนิดหน่อย นอกนั้นใช้ของเขามาสื่อของจริง พยายามไม่นำสิ่งผิดมาพูดมาบอก ถ้าทำให้เข้าใจผิดนั้นเสียธรรม มันบาป ไปทำลายศาสนา ต้องพยายามที่สุด หากไม่แน่ใจว่าถูกก็ยังไม่พูด แต่ถ้าแน่ใจแล้วพูด ก็มีนิรุติปฏิภาณ มีนิรุติคือภาษา ส่วนปฏิภาณคือความแววไว ปัญญา แล้วใช้ธรรมะ อรรถะ คือเนื้อหาที่มีแก่นที่มีออกไปชี้ให้สมบูรณ์ ด้วยทั้ง อรรถะ ธรรมะ นิรุติ ปฏิภาณ มาใช้ จบ