580830_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ต้องแก้วิปลาสพุทธศาสนาในไทย.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580830_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติอโศก เรื่อง ต้องแก้วิปลาสพุทธศาสนาในไทย โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ เพาะพุทธ … วันนี้ พ่อครูจะมาสาธยาย ถึงธรรมที่เป็นปริยัติศึกษา ปฏิบัติศึกษา จนถึงปฏิเวธศึกษา พ่อครูว่า … 1.คำว่าเชื่อถือนี้ก็เชื่อถือนะ ศาสนาพุทธ ใครแตะไม่ได้ เลื่อมใสสูงส่งเลยนะ 2 .เชื่อฟัง ที่ว่าปริยัติคือฟังเข้าใจ คำว่าปริยัตินี้ดีกว่าพุทธศาสนิกทั่วไปที่เป็นพุทธศาสนิกชนแต่ไม่เคยเรียนปริยัติเลย ไปขอหวยสะเดาะเคราะห์กับพระไปเรื่อย จนศาสนาพุทธเละเทะ เครื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมหรือความเจริญของพุทธศาสนา เชื่อแต่ไม่ปฏิบัติ ได้แต่รู้ๆๆ จนเป็นเปรียญ 9 เป็นดร. เป็นศจ.เกียรติคุณกันเยอะเลย เก่งแต่แค่ปริยัติ แต่ปฏิบัติไม่เก่งหรือไม่สัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติน้อยๆยังเกิดผลเลย แล้วที่ว่าเชื่อฟัง คนเราเชื่อฟังแล้วก็จะทำตามคือปฏิบัติ นิยายเรื่องนี้เกิดตั้งแต่ เทวธัมมา คือธรรมะสอง มีการกระทบสัมผัส มีปฏิฆสัมผัสโส จึงเกิดเรื่องราว ไม่เช่นนั้นหากอยู่ด้วยกันแต่ไม่กระทบกัน ก็ไม่เกิดเรื่องอะไรเลย แต่ถ้ามีปฏิฆสัมผัสโส แต่ถ้าแค่ อธิวจนสัมผัส มันแค่สัมผัสเกิด มีอะไรพอเรียกชื่อได้เท่านั้น เช่น นี่คนไทยเรียกว่าขวด คือคนไทย รูปกาย นามกาย ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส
ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์(ต่างจังหวัด)หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 26 สิงหาคม 2558 อัตถ์ อัตนัยคุยแล้วได้บุญ (ฮา) เรียน คุณอัตถ์ ที่นับถือครับ วันนี้ผมไม่อยากคุยเรื่องเศรษฐกิจครับ เพราะท่านรองนายกฯ ดร.สมคิดพร้อมคณะมาแล้ว ต้องให้เวลาท่านวางแผน ลงมือทำงานแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่คิดว่าคงไม่นาน (ฮา) ดังนั้นมาคุยเรื่องพระกันสักวัน เผื่อจะได้บุญกุศลกันบ้าง ฮ่าๆๆๆๆๆ จากตัวเลขสถิติในปี 2557 ในประเทศไทยเรามี
อ่านต่อ
วัดอยู่ทั้งสิ้น 39,276 วัด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,503 วัด ว่ากันว่าส่วนใหญ่ เป็นสำนักสงฆ์สายวัดป่าที่เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้อง สำหรับจำนวนพระกับสามเณรมีทั้งสิ้น 349 , 659 รูป ลดลงไป 5,636 รูป ผมมาพิจารณาดูสัดส่วนของจำนวนพระภิกษุสามเณรกับอัตราประชากรไทย ที่มีประมาณ 63 ล้านคนในปัจจุบัน คุณอัตถ์ครับ เรามีพระกับสามเณรเพียงแค่ 0.56 % ของจำนวนพลเมืองทั้งประเทศ แถมด้วยจำนวนเฉลี่ยของพระเณรแค่ 9 รูปต่อวัด น้อยมากนะครับ นอกจากนี้เห็นว่าจำนวนวัดร้างในภาคอีสานก็ยังคงมีอยู่บ้างพอสมควร ผมเคยสนทนาธรรมกับท่านมหาเปรียญ 6 ประโยคท่านหนึ่ง ท่านบอกน่าเป็นห่วงสถานการณ์ในอนาคตของพุทธศาสนาบ้านเรา โดยเฉพาะในด้านบุคลากร เพราะในขณะนี้ทั้งพระเณรรุ่นหนุ่มๆ ที่จะมาทดแทนพระผู้ใหญ่ในอนาคต นอกจากไม่ค่อยอยากจะบำเพ็ญความเพียรเหมือนพระเณรในอดีตแล้ว ยังไม่ค่อยมีจิตมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการสานต่อเผยแผ่พระพุทธศาสนามากนัก แถมยังมีการกลายพันธุ์เป็นตุ๊ดเป็นแต๋วอีกเพียบ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่วางเป้าหมายในการออกไปใช้ชีวิตในทางโลก มากกว่า มิเว้นแม้แต่ท่านผู้ศึกษาธรรมจนถึงเปรียญ 9 ซึ่งในปัจจุบันหลายต่อหลายท่านต่างมุ่งมั่นที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เอก ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งในและนอกประเทศเพื่อสร้างวิทยฐานะทางการศึกษา รวมทั้งเพื่อเตรียมการไปใช้ชีวิตในทางโลกต่อไปในอนาคต ในอดีตที่ผ่านมานั้น ด้วยความยากจนเด็กหนุ่มๆ ในยุคกึ่งพุทธกาลในภาคอีสานของเรา ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาทางโลก ในเบื้องต้นได้ จึงต้องเข้ามาพึ่งพิงวัดด้วยการบวชเรียนตั้งแต่สาม เณรเพื่อศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป รวมทั้งมีส่วนหนึ่งที่มาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ทั้งในระดับมัธยม วิทยาลัย จนถึงระดับอุดมศึกษา เท่าที่ผมจำได้ในยุคนั้นสถานศึกษายอดนิยมของพระเณรเหล่านี้คือวิทยาลัยครูต่างๆ ครับ โดยเฉพาะในระดับ ปกศ.ที่เรียกกันในอดีตว่า ปกศ.เตี้ยกับ ปกศ.สูง (ฮา) ซึ่งบางท่านก็ไม่ได้ลาสิกขา บวชต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยุคนี้สมัยนี้พฤติกรรมของพระเณรรุ่นใหม่เปลี่ยนไป การศึกษาพื้นฐานส่วนใหญ่ก็เข้าถึง แถมยังมีเงินกู้ กองทุนให้หยิบยืมเพื่อการศึกษา เด็กหนุ่มในชนบทจึงไม่มีความจำเป็นต้องมาพึ่งพิงพุทธศาสนาในการศึกษาเหมือนสมัยก่อน นอกจากหลวงพี่มหาท่านจะกังวลในเรื่องบุคลากรที่ว่ามาแล้ว ท่านยังเป็นห่วงในเรื่องที่พระสงฆ์บางส่วนในกรุงเทพฯ มุ่งมั่นในการทำมาหากินกับรายได้จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่ดูเหมือนจะมีมากเป็นกอบ เป็นกำมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร บริจาคทำบุญที่วัดโดยเฉพาะในวันพระ กิจนิมนต์ทั้งฉันเช้า ฉันเพล รวมไปถึงงานสวดศพในยามค่ำคืน ท่านว่ามีรายได้ดีกว่าเงินเดือนข้าราชการเสียอีกด้วยครับ ยิ่งอาหารการกินด้วยแล้วเลือกฉันได้ตามอัธยาศัยเพราะมีให้เลือกมากมาย ส่วนข้าวถุง แกงถุงที่นิยมจัดกันเป็นชุดตามตลาดสด หน้าวัด ท่านๆ เหล่านี้ไม่ฉันหรอกครับ แถมบางแห่งยังมีการเอาออกมาหมุนเวียนขายกันหลายรอบหน้าวัด หน้าตลาดอีกด้วย รวมทั้งเครื่องสังฆทานต่างๆ ทั้งราคาถูกและแพง ที่ว่ากันจริงๆ พระเณรใช้ไม่ค่อยได้หรอกครับเพราะไม่มีคุณภาพเลย สรุปอย่างง่ายๆ คือ จำนวนวัดมีมากขึ้น แต่พระเณรมีจำนวนลดลง ในอนาคตยิ่งจะลดลงไปอีกเพราะพระประสบความสำเร็จทางการศึกษา มีฐานะมั่งคั่งจากการบริจาค จะสามารถไปต่อยอดในการดำรงชีวิตในแบบฆราวาสได้สะดวกขึ้น ปัญหาก็คือใครจะมาช่วยดูแลกิจการสงฆ์ ใครจะมาช่วยเผยแผ่พระศาสนา ใครจะมาทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ฯลฯ ในอนาคตครับ คุณอัตถ์ครับ เอ...หรือว่าเราไปบวชตอนแก่กันดีครับ ฮ่าๆๆ. ขอแสดงความนับถือ ซันนี่ สงสัยเพราะอัตราการเกิดคนไทยลดลง ทำให้ทุกวงการมีคนใหม่ๆ ลดลงไปโดยอัตโนมัติหรือเปล่า? วงการสื่อก็ลดลงเช่นกันครับ สมัยนี้หาเด็กจบใหม่มาทำงานหนังสือพิมพ์ยากเต็มทน หน้าตาดีหน่อยไปเป็นดาราหน้าจอกันหมด แต่ไปว่าเขาไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเป็นเส้นทางเดินของคน ขอนอกเรื่องหน่อยครับ แต่ไม่ถึงกับออกทะเล วันก่อนผมได้รับหนังสือมากะตั้กใหญ่ ส่งมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นรายงานสรุปของคณะกรรมการด้านต่างๆ ที่สภาปฏิรูปตั้งขึ้นมาเพื่อไปศึกษาหาแนวทางการปฏิรูป มีอยู่ชุดหนึ่งน่าสนใจนั่นคือ คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สรุปรายงานทั้งสิ้น 9 หน้า นั่นแสดงให้เห็นว่าปัญหาการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนามีน้อยมากใช่หรือไม่ แค่ธรรมกายเรื่องเดียวผมว่าต้องสรุปปัญหากันเป็นตั้งๆ แล้ว นี่มีแค่ 9 แผ่น สรุปสภาพปัญหาแบบคลุมๆ เหมือนพูดกันแบบผ่านๆ ก็ขอเถอะครับ หากจะปฏิรูปเรื่องนี้กันจริงๆ ต้องลงให้ถึงรากของปัญหา ไม่ใช่ฉาบฉวยกันแบบนี้. ไม่มีอำนาจจับกุม? เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ
พ่อครูว่า … ก็ขอวิจัยต่อจากคุณอัตถ์เลยว่า ต้องลงให้ถึงรากของพุทธศาสนานั้นถูกแล้วแต่ว่า คนทุกวันนี้ไม่มีแล้วรากของศาสนา มีแต่รากแตก รากแตน ขอยืนยันว่าไม่เหลือแล้วรากของศาสนา ขอแปลความว่า แม้แต่เทวนิยมก็มีรากของเขา แต่ศาสนาเทวนิยมนั้นรากยาวลึก แข็ง นานและนิรันดร คือรากของศาสนาที่ยึดถือนามธรรม อรูป แล้วเชื่อว่ามีพลังงานที่บันดาลให้เป็นไป เรียกว่าพระเจ้า คือองค์สุดยอดเทวะนี่แหละ ไม่เห็นแต่ว่ามีผลต่อมนุษย์ ที่มนุษย์ต้องเชื่อถือว่ามี คนก็นับถือมากกว่าพุทธ แม้ยุคพระพุทธเจ้าก็ยังมากกว่า คนที่จะมีธรรมะอเทวนิยมของพระพุทธเจ้ายุคนี้มีน้อย ไม่ใช่แสนน้อย แต่เป็นล้านน้อยเลย เพราะมันใกล้ปลายกลียุคแล้ว คนก็จึงอยู่ในพลังงานของจิตวิญญาณส่วนใหญ่ครอบงำไว้ เหมือนสนามแม่เหล็ก ที่มีพลังงาน พอเหล็กอ่อนแท่งใดตกลงมาก็ถูกดึงดูดเข้าไปสู่สนามแม่เหล็กเลย ต้องเป็นเหล็กอ่อนที่มีพลังต้านสนามแม่เหล็กโลกได้ พระพุทธเจ้าว่า ผู้มีมรรคผลจะทนอยู่ได้ อย่างน้อยโสดาบันขึ้นไป พอมาถึงตรงนี้แล้ว ศาสนาพุทธศาสนาเดียวในมหาจักรวาล ถึงมีบุคคล 4 ในมหาจักรวาลนี้ ศาสนาอื่นไม่มีโพธิปักขิยธรรม 37 ก็ไม่มีบุคคล 8 ไม่มีนิพพาน เป็นโลกุตระ 9 ศาสนาอื่นไม่มี ถ้าผู้นั้นเรียนรู้ตั้งแต่กาย ที่เป็นตัวแรกของโพธิปักขิยธรรม 37 ชาวพุทธไม่รู้กาย กายคือธรรมะสอง(เทวธัมมา) ศาสนาพุทธสอนรายละเอียดของพลังงานจิตนิยาม ที่ละเอียดกว่า พีชนิยาม อุตุนิยาม ส่วนจิตนิยามก็แบ่งเป็นพวกที่สอนโลกุตรธรรมไม่ได้ เรียกว่า อเวไนยสัตว์ เช่น สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น หรือคนที่หลงโลกีย์มากจนสอนโลกุตระไม่ได้ก็มี สอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันเป็นสัจจะของมัน ความยากของธรรมะก็มีอยู่ แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าสอนได้กับคนที่เป็นเวไนยสัตว์เท่านั้น จึงต้องมาพยายามสอน เอามาประกาศให้คนได้รับรู้รับฟัง คนไหนแสวงหาพากเพียรจะได้ ยุคนี้เป็นเรื่องยาก ต้องอนุโลมหยาบเยอะ ถ้าให้พระพุทธเจ้าเกิดยุคนี้ก็ไม่ได้ สมัยแรกที่อาตมาบวช ก็มีสารูปที่เรียบร้อย สำรวม งดงาม แต่ทุกวันนี้ อาตมานั้นต้องอนุโลมไปมากเลย อย่างคนปัจจุบัน ปรุงแต่งไปมาก คนก็หลงกับเรื่องเหล่านี้มาก จะปรุงไปไม่รู้จบ สรุปแล้วในคนที่จะศึกษาศาสนาพุทธ ขอย้ำแล้วย้ำอีกว่า ศาสนาพุทธตรัสรู้โลกุตรธรรม ต่างกันตรงรากของจิตต้องเห็นจริง ว่า มาจนดีกว่ามารวย แล้วไม่ใช่ฟังแค่ปริยัติ แต่เอาไปปฏิบัติ จนกว่าจะได้ แทงทะลุรอบเป็นปฏิเวธไม่ใช่ง่าย อาตมาก็ต้องประกาศตนมา เป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ แล้ว ก็ขอลุยต่อเลย ซึ่ง ทุกวันนี้เขาปรุงแต่งเป็นเทวดาขิฑฑา ปโทสิกะที่บัญญัติสมมุติโลกว่าเลิศ ที่จะพูดต่อไปนี้ ก็ต้องขออภัยท่านที่ทนฟังไม่ไหว แต่ถ้าท่านรู้เจตนาว่าอาตมาไม่มีเจตนาร้ายหรือสาเฐยจิตเลย ก็ขอพูดสำหรับผู้สำนึกตนเอง แต่ดีไม่ดีอาตมาต้องกล่าวชื่อ เพราะไม่อ้อมยาวเสียเวลา มีตัวอย่างให้เห็นชัด อาตมามาทำสิ่งที่ถูกต้อง อาตมาเห็นแล้วว่าเถรสมาคมนั้นแก้ไม่ไหวแล้ว อาตมาไปบวช บวชแล้วก็เห็นว่าเขาไม่ไหว ทำงานไม่ได้เลย ถูกอำนาจเถรสมาคม กดข่มบังคับ ปิดทาง อาตมาก็เห็นว่าก็ทำงานไม่ได้ ก็ต้องประกาศแยกตัว นานาสังวาส ขอทำงานส่วนเราเอง ก็เป็นพุทธด้วยกัน แต่วันร้ายคืนร้าย เขาก็ดึงอาตมาเข้าไปอีกแล้วฟ้องร้อง เขาทำผิดพระธรรมวินัยเลย เพราะเขาก็ยอมรับพวกอโศกว่าไม่ใช่อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม มีหลักฐานว่า เราจะขึ้นรถไฟ เขาก็ไม่ให้ขึ้นฟรี เขาว่าเราไม่ใช่พระ ทางการรถไฟก็ส่งหนังสือไปที่มหาเถรสมาคม เขาก็มีหนังสือตอบผอ.การรถไฟว่า อโศกไม่ได้อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคมแล้ว แต่เขาก็มาประชุมกันทั้งธรรมยุติและมหานิกาย บอกว่าอาตมาผิด ข้อหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นต้น เป็นข้อหาเล็กน้อย ไม่เคยเรียกเราไปพิจารณาต่อหน้าเลย เป็นการพิจารณาลับหลับ ผิดสัมมุขาวินัย เร ิ่ มต้นรวมกลุ่มกันเพื่อทำสังฆกรรมพิจารณาอธิกรณ์โพธิรักษ์ก็ผิดแล้ว แต่ท่านปฏิบัติกับธรรมกายนั้น ต่างกับปฏิบัติกับโพธิรักษ์อย่างยิ่งเลย เขาไม่รู้จักธรรมกายด้วยซ้ำ พระพุทธเจ้าว่าเราคือพรหมกายหรือธรรมกาย แต่กายยังไม่รู้ จะไปเป็นธรรมกายได้อย่างไร ให้เห็นว่าเถรสามาคม อุ้มสมี แล้วไปจัดการกับผู้มีอุตริมนุสธรรมจริง ที่พูดนี้อาตมามีหลักฐานว่ามีผู้มาลดละได้ อย่างอาตมาพูดถึงมหานิทานสูตร เป็นต้น ยืนยันได้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้วิปลาสไปหมดแล้ว ตั้งแต่เป็นลัทธิ เรียกว่าทิฏฐิวิปลาส มีลัทธิต่างๆในศาสนาพุทธเมืองไทยไม่รู้กี่ลัทธิ เช่น พระป่า พระบ้าน พระบ้านก็ขึ้นกับธัมมชโย ส่วนพระบ้านก็ขึ้นกับอ.มั่น ก็เข้าป่าทั้งคู่ พระป่าก็ปฏิบัตินอกรีตกันไป หนักเข้าก็เล่นเดรัจฉานวิชชา ลึกลับ magical ไป ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ส ิ่ งสัมผัสได้แบบพุทธ ทางฝ่ายพระบ้านก็ขึ้นกับธัมมชโย มหาเถรสมาคมก็เป็นเบ๊ ธัมมชโย สายฉลาดเอาวัตถุเป็นวัตถุนิยม ไปใหญ่กับลาภ ยศ สรรเสริญ เสพกามเป็นนิพพาน อย่างเก่งก็เสพฌาน 4 เป็นนิพพานอยู่ในปัจจุบัน ก็จมอยู่ในอดีต อนาคต แล้วหลงงมงายในปัจจุบัน สายพระป่าก็จมในฌาน 4 สายบ้านก็จมในกามเป็นสุขทางทิฏฐธรรมคือธรรมะปัจจุบัน บำเรอกาม อัตตา ไป มิจฉาทิฏฐิกันทั้งสองฝั่งในศาสนาพุทธทุกวันนี้ จึงเต็มไปด้วยเรื่อง magical ทางสายป่า เป็นมโน ปโทสิกะ คือบำเรอใจตนอัตตาตน แล้วอีกแบบก็เต็มไปด้วยวัตถุธรรมโลกธรรม เฟื่องฟูหรูหรา อิ่มเอมเปรมปรี เป็น ขิฑฑา ปโทสิกะ คือบำเรอสุขชอบใจทางกาม ทางอัตตา ทั้งที่พระพุทธเจ้าว่านิพพานสิ้นทุกข์สุข เป็นอุเบกขา เนกขัมสิตะ ยังเป็นที่หวังได้ว่า พุทธศาสนิกชนกว่า 95 % จะมาร่วมกันสืบสานศาสนาพุทธให้ยืนยาวจนถึงห้าพันปีได้ไหม อาตมาก็จะต่ออายุตนเอง เพื่อจะทำงานอันนี้ แล้วยุคนี้ก็มีนายกฯที่มีคาแรคเตอร์แรง แต่ว่า นายกฯคนอื่นนั้นไม่กล้าแรงอย่างนายกฯประยุทธ ์ เพราะจิตไม่แกล้วกล้าอาจหาญเหมือนนายกฯประยุทธ์ ทุกวันนี้ พระไปทำบ้านให้ศิริมงคลคือไปสวด พรมน้ำมนต์ แล้วรับซองกลับวัด ผิดศีลของพุทธทุกประการ แม้แต่การสวดบทมนต์ตั้งแต่สองรูปไปต่อหน้าฆราวาสก็ผิดปาจิตตีย์ คือการสวดบทมนต์ เกือบทุกศาสนาก็มีกันหมด มีแต่ศาสนาอิสลามก็แยกไปสวดเดี่ยว นอกนั้นสวดเป็นหมู่ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้พระภิกษุไม่เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าไปสวดพร้อมกันสองรูปต่อหน้าโยม แต่ถ้าเป็นบทประณามคาถาก็ให้สวดได้ ไม่ใช่คำสอน ธรรมบทโดยตรง เช่น มงคลสูตร ธัมมจักกัปปวัตนสูตร หรือสูตรใดๆ สวดพร้อมกันสองรูปต่อหน้าฆราวาสก็ผิดวินัย เพราะจะกลายเป็นเรื่อง magical ว่าได้พลังพิเศษอะไรบานปลาย แต่พระพุทธเจ้าให้สวดพร้อมกันได้ในพระสูตร ในกรณีสวดเพื่อท่องจำในหมู่ อย่าไปสวดกับชาวบ้าน แต่ถ้าเอาไปสวดเดี่ยว หรือสาธยายธรรมได้ แต่ต้องคนเดียวนะ อิสลามจึงมีเชื้อนี้อยู่ เขาไม่เอารูปเคารพ เป็นต้น มีนัยซับซ้อน จึงแข็งแรง แล้วที่บอกว่า ภิกษุสามเณรน้อยไปนั้นอาตมาว่ามากไป มีมากแล้วทำลายศาสนา ภิกษุต้องคัดเลือก ไม่สมควรไม่ให้บวช ต้องซักแล้วซักอีก อย่างน้อยพวกเราต้องมาศึกษาอย่างน้อยสองปีขึ้นไป ส่วนมากสองปีไม่ได้หรอกต้องเข้าสู่หมู่ให้หมู่ซักฟอกก่อน แต่ทุกวันนี้ภิกษุในศาสนามีแต่เดรัจฉานวิชชา มีแต่เดรัจฉานกถาไปหมด ละเมิดหมด จนกระทั่งอาตมาพูดว่าเดี๋ยวนี้พุทธไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 เขาไม่พูดเรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขาไม่พูดเพราะถ้าพูดจะเข้าตัว ก็วัดไหนไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟ ไม่มีรดน้ำมนต์เลยมีไหม สมาธิก็เอาแต่หลับตา แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิที่พระพุทธเจ้าให้มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วจัดการกิเลสทีเกิด ไม่รู้จักศีลอันเป็นอาริยะที่ต้องเร ิ่ มรู้จักกาย คำว่ากายยังไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ต้องพูดถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าไม่ถึงหรอก ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี้ก็งงกันสิ หรืออย่างบอกว่า ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ถ้าอวิชชาตายไปแล้วก็มีกาย เขาก็งงสิ ขณะนี้จิตมันวิปลาส เห็นผิดเป็นถูกต้องทิฏฐิวิปลาสเป็นประธานก็ให้สัญญ า วิปลาส ทำงานผิดไป ทั้งสามตัวทำงานผิดพลาด จะพูดธรรมะอย่างไรก็พูดเอาโก้ ไม่ได้เป็นจริงเลยก็ยังเห็นว่า สิ่งไม่น่าพึงใจเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน คนหลงทุกข์เป็นสุข ถ้าไม่ยอมรับว่าเข้าใจผิดไปก็ยาก ได้แต่ตรรกะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน แต่คุณอ่านทุกข์ได้จริงไหม เช่นความร้อนกับความเย็น ความเย็นคือความร้อนที่น้อยลงๆ เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ให้อำนาจใครเป็นหนึ่ง อย่างสมเด็จพระสังฆราชสั่งสึกอาตมานี้ แม้มหาเถรสมาคมเอาไปให้ท่านเซ็น ท่านก็ยังต่อว่าเลยว่า พิจารณาดีหรือยังว่าท่านผิด ซึ่งพระพุทธเจ้าว่าให้หมู่สงฆ์เป็นคณะพิจารณาไม่ใช่ให้คนเดียวมีอำนาจ ท่านก็โมฆะตั้งแต่รื้อคดีที่จบแล้วก็ผิด เอาสงฆ์สองนิกายมารวมกันทำสังฆกรรมก็ผิด อาตมาก็แพ้ ก็แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคงอยู่ อาตมาก็แพ้กฎหมายเท่านั้น ไม่ได้ผิดธรรมวินัย กฎหมายนั้นย้อนแย้งธรรมวินัยพระพุทธเจ้าไม่ได้ ตอนนี้เขาพยายามให้มีการตรวจสอบพระ เช่น ออกกฎหมายให้ตรวจสอบพระ อย่างพระห้ามมีเงินไว้ส่วนตัว ก็ต้องให้ตรวจสอบ แล้วพระไม่ให้มีเงินก็ให้ไวยาวัจกรถือเงิน แล้วก็ต้องมาดูอีกว่า ไวยาวัจกรคือใคร อย่างศุภชัยเป็นได้ไหม เขาก็ไม่ให้ปฏิรูป อาตมาก็ส่งเสริมผู้ตั้งใจบูรณะส ิ่ งที่พังทลายไปมากแล้วนี้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ยังเป็นที่หวังได้นะ เมืองไทยมีชาวพุทธกว่า 95 % เนื้อแท้พุทธโลกุตระมีอยู่ ก็คณะอาตมานี่แหละพูดอย่างไม่มังกุ ถ้ายังไม่แน่ใจก็มาพิสูจน์ได้ ว่าเป็นเนื้อจริงไหม หากเป็นเนื ้ อจริงก็มาช่วยกันขยาย ไม่เช่นนั้นกว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ จะไม่เหลือเลย ตอนนี้ คสช.ก็ทำงานตั้งใจดี พยายามให้ผิดพลาดน้อยที่สุด อาตมาก็ชม แต่คนช่างติก็เยอะ ยุคนี้ประชาธิปไตยให้ติได้ แต่อาตมาส่งเสริมสนับสนุน ก็ขอให้ข้อคิดว่า หันมาหาธรรมะ การศึกษานั้นและ ให้หันมาหาการศึกษาดีแล้ว แต่ถ้าการศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ ขิฑฑาปโทสิกะ คือวัตถุเป็นโทษ ส่วนมโนปโทสิกะ คือจิตเป็นโทษ จบ