580828_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.25 MB
วันที่แก้ไข14 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580828_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราช เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 11 โดย พ่อครูสมณะโพธิสัตว์

พ่อครูว่า … วันนี้วันศุกร์ที่ 28 ส.ค. 2558 วันนี้วันโกน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม เราก็มาเรียนกันต่อ เรียนจนพวกเราเป็นอรหันต์กันให้ได้ แม้เป็นอรหันต์แล้วก็เรียนต่อ มีนิรุติปฏิภาณเรียนต่อไปอีกได้ อาตมาตั้งแต่อยู่นอกวงการหรือในวงการศาสนา ก็ได้ยินเขาพูดกันเรื่อง อนัตตา แต่ไม่ได้ยินเขาพูดกันเรื่องอัตตา จนกระทั่งอาตมามาเห็นในพระไตร ปิฎก ว่าอัตตานี้ท่านตรัสแต่ในสูตรแรกของพระไตร ปิฎก เลย ข้อแรก โลกหรืออัตตา ใช่หรือไม่ใช่ ชีวะก็อย่างนั้น อัตตาก็อย่างนี้ แต่พระพุทธเจ้าท่านช่วยไว้ ว่าท่านไม่ตรัส แต่ท่านก็อธิบายไว้ละเอียดลออ อย่างในอัมพัฏฐสูตร เป็นต้น ซึ่งเขาไม่เรียนรู้อัตตามาก่อน จะมาให้หมดอัตตาเลยมันจะได้อย่างไร มันไม่มีขั้นตอนในการลดละอัตตาเลย แม้แต่คำว่า อรหัตตา มันเป็นอย่างไร อาตมาก็ชัดเจน เรามาต่อกันในยอดนิยายฯ

( 79 ) ผู้ “ดับอัตตา 3 ”สำเร็จจึงจะชื่อว่า ผู้บรรลุ “อนัตตา” “พีชนิยาม”มันไม่มี “ทุกข์” พลังงานของ “พีชะ”ยังไม่มี “เวทนา” จึงยังไม่รู้จัก “ทุกข์” ไม่รู้จัก “สุข” เพราะ “อัตตา”ของมันยังไม่วิจิตร ยังไม่มี “ธาตุรู้”ที่เป็น “อัตตา”ขั้นสูงขึ้นมาถึงขั้น “จิตนิยาม” “ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงพลังงานที่เป็น “อัตตา 3 ” และได้ กำจัด “อัตตา 3 ”ไปจากจิตหมดสิ้นสนิทได้จริง คนผู้นั้นก็ชื่อว่า ถึงภาวะ “อนัตตา” คือผู้บรรลุ “ความไม่มีตัวตน”นั้นๆ(เฉพาะอัตตาตัวที่ตนได้กำจัดมาแล้ว) “อวิชชา”ก็กลายเป็น “วิชชา”ในความเป็น “อัตตา”นั้นๆ เมื่อยัง “อวิชชา” คนอาศัย “จิตนิยาม”จึงชื่อว่า “อัตตา”อยู่ทั้งนั้น แต่ผู้ศึกษาสััมมาทิฏฐิแล้วนั้นได้ชำระ “อัตตา”ที่ควรกำจัดออกไปกระทั่งหมดส

อ่านต่อ

ิ้นไปตามลำดับ จนสิ้นเกลี้ยงความเป็น “อัตตา”ที่เป็นอกุศลจิต ที่ไม่ควรมี จบเสร็จ เรียกว่า “อรหันต์” คือ ผู้มี “ความไม่ลึกลับในอัตตา 3 สูงสุดแล้ว” และได้จัดการ “ดับอัตตา”สิ้นหมดทั้ง 3 อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง เพราะมีภาวะ “สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย”บริบูรณ์ กระทั่งหมดสิ้นเกลี้ยง “อัตตา 3 ”แล้ว เรามีศีลเป็นกรอบ แล้วปฏิบัติให้มีมนสิการเป็นแดนเกิด โยสิโสมนสิการให้เป็น ลดละจากวิญญาณ เจาะลงไปจนถึงสักกายะจริง กำจัดได้ รวมลงที่เวทนา เป็นผู้มี “วิมุติเป็นสาระ”แล้ว จึง “หยั่งลงสู่ความเป็นอมตะ” อยู่เป็น “บุคคลอมตะ” ที่ยังเหลือ “อรหัตตา”นั้นทำประโยชน์ให้แก่สังคมแก่โลกต่อไป(พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ-โลกานุกัมปายะ) เพราะมีความสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “พลังงาน”ของ “ธรรมนิยาม 5 ”แท้จริง แล้วจัดการกับ “พลังงาน”ของ “ธรรมนิยาม 5 ” ทุกขั้นตอน ตามที่ต้องจัดการปรุงแต่ง(อภิสังขาร)ให้สำเร็จบริบูรณ์ “ธรรมนิยาม 5 ”ก็คือ อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม นั่นเอง แต่ยัง “อาศัยอัตตา”ที่เป็น “ขันธ์ 5 ”นั้นอยู่ ตราบที่ยังไม่ทำ “ปรินิพพาน”เป็น “ปริโยสาน”ขั้นสุดท้ายปลายจบไม่เหลืออัตตาใดอีก ตามพระพุทธเจ้าตรัสใน “มูลสูตร 10 ”พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58

( 80 ) อัตตาหรือเวทนา “ดับ”แล้ว อัตตา-เวทนาก็ยังอยู่..! สุดท้ายจึงเหลือแต่ “อัตตา”ที่เป็น “อธิจิต”ที่ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ทำแต่กุศลให้ถึงพร้อม เพราะได้ชำระจิตได้ผ่องแผ้วแล้ว(สัพพปาปัสส อกรณัง-กุสลัสสูปสัมปทา-สจิตตปริโยทปนัง) นั่นคือ ได้ “ดับอัตตา 3 ”ในจิตใจของตน ที่เป็น “อกุศลจิต”ไปสิ้นเกลี้ยงแล้วบริบูรณ์ จบกิจใน “ธรรมนิยาม 5 ”สัมบูรณ์ และยังเป็นผู้มี “อัตตา”ที่อาศัยอยู่เป็นธรรมดา เมื่อได้ “ดับเวทนาในเวทนา”สำเร็จจริงแล้ว เพราะ “อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา”(พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 63 ) ผู้ทำความเกิด(ชาติ) และพร้อมทั้งทำความตาย( “อรณะ”จึงชื่อว่าตายอย่างนิพพาน)ได้จริง จนกระทั่งมี “การเกิดใหม่”สัมบูรณ์เป็นผู้มี “อภินิพพัตติ”(การเกิดของภาวะนิพพานในจิตใจ)แท้ ฉะนี้คือ ผู้เห็น “ความตาย-ความเกิด”หรือเห็น “ความเกิด-ความดับ”จริงๆ ด้วยสภาวะจริง และรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย “ปัญญา”ของตนอย่างแท้จริง มิใช่การเห็นความเกิด-ความตายแบบตรรกะ หรือแบบเดาๆด้วยการประมาณเอา หรือด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งๆ เท่านั้น แต่เป็นผู้ “สัมผัสความจริง”ของ “รูปนาม”ที่เป็น “อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”ทั้ง “ธรรมนิยาม 5 ”จริงๆ เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความตาย-ความเกิด”ของ “พลังงาน”ในจิตนิยาม และได้ทำ “ความตาย-ความเกิด”ในความเป็น “สัตว์”(โอปปาติกะ)ใน “จิต”ตนเองอย่างเป็นผลจริงที่เห็นด้วยปัญญาตน ในไตรลักษณ์นั้น มีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คนไหนๆก็คะเนได้ แต่ปรมัตถ์คือ ชี้ที่ตัวกิเลสมันเกิดขึ้น เราก็ทำให้มันดับไป จนไม่เกิดอีก จนมันหมดตัวตนไปเลย เป็นปัจจัตลักษณ์ ผู้มีจริงเป็นจริงจะชัดเจน ไม่ใช่เห็นความเกิดความตายแบบตรรกะหรือเดาเอา ว่าลึกซึ้งซาโตริแล้ว สายเซน พวกนั้น คือคิดจนชัดเจนวนแล้ววนอีกลงตัวก็เลย ซาโตริ มันบรรลุด้วยความคิดไม่ได้เป็นสภาวธรรม

( 81 ) “ชาติ”นั้น ไม่ว่า “ชาติ”อย่างใดๆก็ยังเป็น “ทุกข์” ชาติ คือ ความเกิดกลางๆ การเกิดทุกชนิดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเกิดของอะไรทั้งนั้น ซึ่ง “การเกิด”นี้พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า “ชาติ ปิ ทุกขา” แปลว่า การเกิดใดๆล้วนเป็นทุกข์ แม้จะเป็นการเกิดขั้น “อภินิพพัตติ”ถึงขั้น “นิพพานธาตุ”แล้ว ก็ยังมี “ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้”อยู่เลย แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็เลี่ยงไม่ได้ ตราบที่มี “นิพพาน” แล้ว แต่ยังเหลือ “ขันธ์ 5 ” ก็ยังมี “ทรถะ”ซึ่งเป็น “ทุกข์”ของพระอรหันต์ อันเป็น “อจินไตย” อย่าไปคิดเอาเอง-คาดเอาเองเลย คิดคาดเอาอย่างไรๆ ก็ไม่ตรงตามสภาวะของ “ความเป็นจริง”นั้นได้ เช่น สภาวทุกข์(ทุกข์เพราะ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย) -นิพัทธทุกข์(ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ) -อาหารปริเยฏฐิทุกข์(ทุกข์เพราะการทำงาน,แสวงหาอาหาร) -พยาธิทุกข์(ทุกข์เพราะอวัยวะเจ้าการทำหน้ที่ไม่ปกติ) -วิปากทุกข์”(ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ วิบากตามมาทันแล้วเล่นงานเอา) -ทุกขขันธ์(ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยชีวิตอยู่)” ซึ่งแม้จะเป็นอรหันต์แล้วก็ตาม พระพุทธเจ้าก็ตาม ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นี้อยู่ อย่างพระพุทธเจ้าหรือพระอัครสาวก เช่น พระโมคคัลลานะ พระพาหิยะทารุจริยะเป็นต้น มีวิบากมากเลย ดูแล้ววิบากของพวกเรานั้นมันไม่เท่าไหร่หรอก อย่าไปท้อเลย ส่วนทุกขอริยสัจที่ทำให้ดับหมดสิ้นได้คือ ปกิณกทุกข์(ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส) -สันตาปทุกข์(ทุกข์คือ ความร้อนเผาใจ อันเนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะแผดเผา) -สหคตทุกข์(ทุกข์ไปด้วยกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) -วิวาทมูลกทุกข์(ทุกข์เพราะมีสงครามวิวาทเป็นรากเหง้า) อย่างที่ๆบ้านราชฯเราซื้อมาถูกกฎหมายแต่ก็ถูกรุกราน แม้เรามีอำนาจแต่เราไม่ใช้แบบรุนแรงเรามีแต่จะยอมและก็ทำดีกับเขา เราไม่ได้ไปก่อมูลที่จะวิวาท เรามีแต่หนีหลบเลี่ยงเอา แม้ศาลตัดสินสุดท้าย ก็ไม่รู้จะหยุดหรือไม่ เราก็ไปตามสุจริตธรรม “ทุกข์”ที่ดับ จึง “ดับ”เฉพาะ “ทุกขอาริยสัจ”เท่านั้น อันเป็นทุกข์ทาง “จิตนิยาม”แท้ๆ เป็น “เจตสิกทุกข์” ส่วน “กายิกทุกข์” หรือทุกข์ที่เกิดจาก “สรีระ”ซึ่งยังเป็น “พีชนิยาม”มันก็ยังไม่มี “เวทนา”มันจึงไม่รู้สึกสุขหรือทุกข์หรอก แม้ “พลังงานที่ตกลงไปถึงความเป็นพีชนิยามในตัวคน” (เช่น คนที่ “จิต”ตกลงไปถึงขั้น “มนุษย์พืช”เป็นต้น หรือถูกฉีดยา ถูกวางยาสลบ แม้จะยังไม่ตายก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา) แม้ “ทุกขอาริยสัจ”จะดับไปได้หมดสิ้นแล้วในผู้นั้น แต่ความเป็นคนยังอยู่ มันก็ยังเหลือ “ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้”อันเกิดอยู่ 6 ประเภทเป็นต้นนั้นไง ที่มันก็ยังมี “ชาติ”คือ “การเกิด”อยู่ ยังไม่สูญหมดเกลี้ยง

( 82 ) “ความไม่รู้สึก”นัยสำคัญต่างกันของโลกีย์-โลกุตระ ดังนั้น ในองคาพยพคือ “อาการ 32 ” ส่วนที่ยังเป็น “พีชนิยาม”ของคนก็ตาม ก็ไม่มี “ความรู้สึก” ไม่มี “เวทนา” ก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ชอบไม่ชัง อันนี้เฉพาะคนที่ “ความรับรู้ไม่มี” หรือถูกสะกดประสาทไว้เท่านั้น ถ้าสภาพอย่างนี้ ก็แค่ชื่อว่า “เจโตสมถะ” ยังไม่ใช่ “เจโตวิมุติ” ถ้าเรียกในนามของสมาธิก็แค่สมาธิชั่วคราว (มิจฉาสมาธิ)ที่สะกดจิตให้สงบได้ อาจจะอยู่ได้นานไปทั้งชีวิต แต่ยังไม่ใช่ “สัมมาสมาธิ”ที่กำจัด “ตัวกิเลส”ออกไป “ถูกตัวตน”จริง แล้ว “สงบเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดไป...”(นิจจัง,ธุวัง,สัสสตัง...อวิปริณามธัมมัง,อสังหิรัง,อสังกุปปัง) ส่วน “อรหันต์”หรือ “อาริยบุคคล”ที่มีโลกุตรภูมินั้น มีการรับรู้อยู่เหมือนคนสามัญ มีความรู้สึกในสภาพนั้นๆ เป็น “ความรู้”เช่นเดียวกันกับคนที่มีประสาทรับรู้สามัญทั้งหลายเขารู้สึกหรือเขารู้กันทุกคน แต่ท่านไม่มี “เคหสิตเวทนา”ที่เป็นอารมณ์โลกีย์นั้นแล้วเท่านั้น ท่านจึง “รู้สึกกลางๆ-เฉยๆ”ที่ไม่เป็น “ความรู้สึกชอบหรือชัง” หรือไม่ใช่อารมณ์ตามที่ชาวโลกีย์เป็นกัน จึงเป็นผู้ “ไม่มีอารมณ์”เฉพาะแค่ “ความรู้สึกที่เป็นรสโลกีย์”เท่านั้น สายนั่งหลับตานั้นไม่มีอรหันต์หรอก ไปบอกกันว่าใช่ แต่แท้จริงไม่ใช่ ไปเคารพส่ิงที่ผิดก็เพี้ยนไปสิ ในสายอ.มั่น อาตมายกให้เจ้าคุณเทพ สูงสุดแต่ไม่บอกระดับไหน ส่วนใหญ่พระสายนั่งหลับตาไม่ใช่อาริยะเลย บรรลุธรรมไม่มีในการนั่งหลับตา การบรรลุธรรม มีในการฟังธรรม ทบทวนธรรม ตรึกธรรม แสดงธรรม เป็นต้น ผู้ที่บรรลุแล้วเป็นเจโตวิมุติ แล้วมาเตวิชโช เหมือนพระพุทธเจ้าท่านนั่งทบทวนสัญญาเท่านั้น ส่วนท่านพระอัครสาวกนั้น ท่านเป็นโพธิสัตว์แล้วทั้งนั้น มาช่วยพระพุทธเจ้าทำงานสร้างศาสนา ท่านก็ไม่ต้องเทศน์มากเหมือนอาตมา ซึ่งเป็น “ความไม่รู้สึก”(ไม่มีเวทนา)ของผู้มี “โลกุตระ”แท้ๆนี้ จึงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก ที่ละเอียดลึกใน “ความไม่รู้สึก”(ไม่มีเวทนา)เฉพาะส่วนที่เป็น “โลกียรส”เท่านั้น อันเป็น “ความรู้สึก”พิเศษเฉพาะผู้มี “เนกขัมมสิตเวทนา” แต่ยังร่วมมี “ความรู้สึก”ตามความมีของธรรมชาตินั้นๆอยู่เหมือนคนผู้อื่นเขา “มี”ความรับรู้ได้เป็นสามัญ เช่น กระท้อนนี้หวาน ไม่ว่า ไทย จีน แขก ฝรั่ง ได้กินก็ได้รับรสอันเดียวกันหมด แต่รสที่ชอบหรือไม่ชอบ อร่อยหรือไม่อร่อย มันเกิดแล้วอันนั้นไม่ใช่ของจริง เป็นความรู้สึกจากกิเลส ที่เราต้องล้าง ถ้ามันชอบคุณก็สุข ไม่ชอบคุณก็ทุกข์ ส่วนเวทนาที่เหมือนกันหมด ตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบเหมือนกันหมด แต่ที่ไม่เหมือนคือของพิเศษ ท่านเรียกว่า เป็นผู้มีทิพย์ คือผู้มีความรู้ชัดๆว่า ตัวนี้คือตัวไม่ใช่ธรรมแท้ แต่เป็นธรรมที่เกิด ชาติ แล้ว เราต้องทำให้ไม่มีการเกิด ไม่มีชาติ ให้เหลือแต่ธรรมแท้ๆ เพราะการเกิดเป็นทุกข์ อารมณ์ที่อุปาทานทำให้เราสุข ทุกข์ ผลักดูด นั่นแหละ อาการที่มีตาทิพย์หูทิพย์ โสตทิพย์ นั้น ก็มีรสทิพย์รสสามัญ สองเสียง เสียงหนึ่งคือเสียงแท้ อีกอันหนึ่งไม่ใช่ อันนั้นแหละที่เราต้องจัดการให้ไม่มี นี่คือผู้มีโสตทิพย์ ทำความเข้าใจกันดีๆ ใน “ความไม่รู้สึก”ที่ชาว “โลกียะ”ผู้ทำได้แค่ “เจโตสมถะ” อันมีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกล้ำมาก กับความเป็น “เจโตวิมุติ”ของชาว “โลกุตระ”ที่สามารถทำได้ ทั้งคู่ต่างก็มี “ความไม่รู้สึก” แต่ “ความไม่รู้สึก”ของทั้งคู่นี้ ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมากพิเศษ ชาวโลกียะ “ไม่รู้สึก”เพราะประสาทถูกสะกดไว้ หรือสะกด “จิต”ไว้เท่านั้น ส่วนชาวโลกุตระ “ไม่รู้สึก”เพราะกำจัด “กิเลส”ที่เป็น “อกุศลจิต”(บาป)ตัวนั้นออกไปจาก “จิต”ได้อย่างแท้จริง ชาวโลกุตระจึงหมดสิ้น “อกุศลจิต”ไปแท้ๆ แต่ใน “เวทนา”หรือ “ความรู้สึกนั้นรู้ตามที่คนทั่วไปยังมี “ความรับรู้”อยู่ทุกประการ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน