580826_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๐.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข12 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580826_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 10 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันพุธที่ 26 ส.ค. 2558 ...เรามาตอบ sms ก่อน

_ 0857308xxx · ข้อ 55 กับ 56 รู้สึกว่าสัมพันธ์กับสัตตาวาส 9 และวิญญานฐีติ และวิโมกข์ 8 มากแต่ตีความไม่ออกค่ะ พ่อครูว่า… ในวิโมกข์ 8 ต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่ว่าจะสัตตาวาส 9 วิญญาณฐิติ 7 หรืออายตนะ 2 ต้องมีกายให้สัมผัส จึงจะได้ แต่ทุกวันนี้ไม่เหลือแล้ว โลกุตรธรรม พูดถึงสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ หรือวิโมกข์ 8 เขาก็ปฏิบัติกันอย่างไรก็ไม่รู้ ต่อให้เป็นพาลหรือบัณฑิตตายไปแล้วก็มีกาย พระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้ แต่เขาก็งงสิ ตายไปจะมีกายได้อย่างไร

_ 0818557xxx · กราบนมส.พ่อท่าน การพูดซ้ำๆบ่อยในเรื่องเข้าใจยาก เรื่องสำคัญ ไม่เบื่อเลยเจ้าค่ะ ชอบมาก และพยายามดูซ้ำบ่อยๆตามที่รายการจัดเท่าที่มีเวลา พ่อท่านจัดไปเลยค่ะ

_ 0893867xxx · กราบขอบคุณพ่อครูฯเมตตาตอบข้อธรรมให้เข้าใจดียิ่งขึ้น! _ 0893867xxx · นมก.สณ.สม.จรธ.ญตธ.บุญนิยมทุกพุทธสถ.อโศก!ถึงธรรมะจะมีมากมายผู้น้อยก็จะเพียรไปจนกว่าจะห มดลมหายใจหากยังไม่บรรลุฯ _ 0893867xxx · พ่อครูไอน่าเป็นห่วงจนผู้น้อยมิกล้าถามมาก!เกรงใจญ ตธ.คนอื่นที่มีธรรมะอยาก จะถามอยากฟังท่านด้วย! _ 0893867xxx · บุญนิยมน่ามีไมโครโฟนหุ้มสมุนไพรช่วยดูแลลำคอหลอดเสียงให้พ่อครูเทศน์คล่องบรรยายธรรมลื่นไหลนิ _ 0893867xxx · ถึงรู้จักกฏม.แต่บางทีปกป้องคนดีกำหราบคนเลวไม่ ได้เพราะผู้ใช้กฏม.ไม่รู้ซึ้ง ถึงกฎแห่งกรรม! _ 0893867xxx · มีแต่คนที่มีจิตปริโยทาตาฤาบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ให้ส่วนรวมพบสันติสุขสำเร็จ! พ่อครูว่า… จิตปริโยทาตาคือจิตบริสุทธิ์หรือทำให้จิตบริสุทธิ์ กำ

อ่านต่อ

ลังทำงาน สังขาร สังเคราะห์กับสังคม ทำงานเพื่อสังคมโดยการประมาณกับสังคม โดยตนก็มีวสีของการมีจิตสะอาดได้ด้วย แล้วแกล้วกล้าแสดงธรรมสู่สังคมไปเรื่อยๆ เป็นคุณลักษณะจิตผู้มีศรัทธามีผลปฏิบัติจริง คนที่มีจิตบริสุทธิ์แล้วมาทำงาน มันจะซักซ้อม สามารถเก็บผล รักษาผล สั่งสมผลลงให้เกิดความควบแน่นตั้งมั่นแข็งแรงยิ่งขึ้น รักษาความผุดผ่อง อย่าเผลออย่าพลาด ผู้ที่มีคุณสมบัตินี้เป็นอาริยะแล้วก็ต้องรักษาผล แต่เป็นอรหันต์แล้วก็จะแข็งแรงได้มาก แต่ก็อย่าประมาท แม้ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดของพระอรหันต์ขีณาสพได้ ตั้งแต่โสดาบันก็มีแต่มีน้อยก็ต้องระวัง สกิทาคามีก็แข็งแรงขึ้น อนาคามีก็ยิ่งแข็งแรง แม้อรหันต์แข็งแรงแต่ก็ต้องไม่ประมาท

_ 0893867xxx · มีแต่คนที่มีจิตปริโยทาตาฤาบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ให้ส่วนรวมพบสันติสุขสำเร็จ!

_ 0893867xxx · ที่พ่อครูสอนเรื่องอนุสัยวิสัยนิสัยอยากให้ขยายความเรื่องวัตถุวิสัยobjectivityจิตตวิสัยฤาอัตตวิสัยsubjectivityจะได้ไหม ?

พ่อครูว่า… วัตถุวิสัยเกี่ยวกับข้างนอก ส่วนจิตวิสัย นั้นหมายถึงภายในจิต แต่อัตวิสัย กินความลึกกว่าจิตวิสัย เพราะถึงขั้นยึดทั้งวัตถุและจิตเป็นตน

( 71 ) มาเรียนรู้ “สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ”กันก่อนเถอะ เรื่อง “ความจริง”หรือสัจจะนั้น มีความจริงยิ่งใหญ่ 2 อย่าง คือ “สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ” เราต้องเรียนรู้ในทางปริยัติก่อน จึงจะไปปฏิบัติแล้วสัมผัสอ่าน “ความจริง”ที่เป็น “เวทนา”ในตนออก และแยกได้ว่า “ความจริง” อย่างนี้คือ “สมมุติ” อย่างนี้คือ “ปรมัตถ์” จึงจะสามารถปฏิบัติเข้าไปเรียนรู้แยก “เวทนาในเวทนา”ได้ว่า ความจริงของเวทนาที่เรากำลัง “สัมผัส”อยู่จริงในขณะที่ปฏิบัติปรากฏภาวะของ “เวทนา”ในตนได้ว่า นี้คือ “เวทนา” แล้วเรียนรู้ “เวทนาในเวทนา” กระทั่งเรียนรู้มี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” แยกแยะ “เวทนาในเวทนา”ได้จริง ขยายได้ถึงเวทนา 108 ทำให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา อย่างไม่กดข่ม เห็นอย่างมีวิปัสสี เรียกว่า อนิจจานุปัสสี แล้วทำในขณะลืมตาทำด้วย ทุกลมหายใจเข้าออก ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ไปตลอดเวลา เห็นวิราคานุปัสสี มีนิโรธานุปัสสี อย่างเห็นๆเป็นปัจจุบัน ให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา อาการมันต่างจากเคหสิตเวทนาอย่างไร เราต้องรู้เอง ชัดๆ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ กิเลสตัวไหนทำมันจนดับ อรหันต์จะไปไหนเสีย ใครยังสงสัยไหม เข้าใจแล้วปฏิบัติ เนกขัมสิตเวทนาก็มีโสมนัส หรือโทมนัส การโสมนัสแบบนี้ไม่ใช่แบบที่ได้สมใจแล้วดีใจ นั้นเป็นเคหสิตโสมนัสเวทนามีปีติแต่เพราะบำเรอกิเลสให้อ้วน แต่นี่เราทำลดกิเลสได้จึงมีปีติ ที่โสมนัส ส่วนโทมนัสเพราะลำบากอยู่ เคร่งคุมอยู่ เหมือนหัดขี่จักรยานใหม่ๆ มันรู้ว่าเป็นคลองแต่ก็ลงคลองเลย มันยังไงมันถึงไม่ลงก็ต้องฝึก จึงจะถึงขั้นไปรู้ได้ว่า “สมมุติสัจจะ”นั้นอย่างนี้ สุขของสมมุติสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ ต่างจาก “ปรมัตถสัจจะ”ว่า สุขของปรมัตถสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ นั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะแค่รู้ใน “ฌาน”ก็ดี รู้ใน “สมาธิ”ก็ดี รู้ใน “นิโรธ”ก็ดี หรือรู้ว่า “ความสงบ”ขั้นปรมัตถธรรม คุณวิเศษของพุทธนั้นเป็นอย่างนี้ๆ ที่จะไม่ “วิปลาส”ไปจาก “พุทธสัจจะ”นั้น คนฉลาดอัจฉริยะในโลกแท้ๆ ยังยากยิ่งที่จะ “พ้นจากวิปลาส 3 ”(สัญญาวิปลาส-จิตวิปลาส-ทิฏฐิวิปลาส)ไปได้

( 72 ) คนจึงรู้ “ตนเอง”ว่า ตน “วิปลาส”หรือไม่..ยากยิ่งนัก ซึ่งยากสุดยากมาก ที่คนจะไม่ “วิปลาส” ปุถุชนคือ คนที่ยังวิปลาสอยู่ทุกคนนั่นแหละ แม้แต่ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้น “อรหันต์” ก็คือ ผู้ที่ยังเหลือเชื้อแห่ง “วิปลาส”อยู่ เท่าที่ยังมีเศษเหลือของ “อนุสัย”นั้นๆ นั่นแล และประเด็นแท้ที่คนปุถุชน “วิปลาส”นั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนยิ่งแล้ว ว่า ผู้ที่มี “สัญญา”ก็ดี “จิต”ก็ดี “ทิฏฐิ”ก็ดี ใน “สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง -สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข -สิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าตน -สิ่งที่ไม่งาม(ไม่น่าพึงใจ=อสุภ)ว่างาม(น่าพึงใจ=สุภ)” “ความรู้สึก”หรือเวทนาของใครก็ตาม ที่ยังมี “อาการ”ดังว่านั้น คือ ยังรู้สึกว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง-สิ้งที่เป็นทุกข์ว่าสุข-สิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าตน-สิ่งที่ไม่งาม(ไม่น่าพึงใจ=อสุภ)ว่างาม(น่าพึงใจ=สุภ)” เริ่มต้นตั้งแต่ “ความรู้-ความเข้าใจ-ความเห็น”ของผู้ใด คือ ทิฏฐินั่นเอง ยังมีความรู้-ความเข้าใจ-ความเห็นว่า “สุข”ที่เป็น “ความสุข”จากการได้โลกธรรมมาสมใจก็ดี หรือได้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วยัง “อร่อย,สนุกสนาน,เพลิดเพลิน”อยู่ก็ดี ก็ล้วนคือ ยังมีอาการ “วิปลาส”อยู่ทั้งสิ้น ผู้ยังมี “ทิฏฐิวิปลาส”อยู่อย่างนี้ ก็ย่อมมีชีวิตใช้ “สัญญา” คือย่อมกำหนดหมาย(สัญญา)เอามาให้ตนไปตาม “ทิฏฐิ”คือความเข้าใจของตนที่เป็นอย่างนั้นอยู่นั่นแหละ ...ใช่มั้ย? นี่คือ ผู้ยังมี “จิตวิปลาส”อยู่ทั้งนั้น เหลือใครสักคนมั้ย??? อย่าตกใจเป็นอันขาด ว่า เรายังมีความติดยึดอยู่ตั้งมากมาย แล้วเมื่อไหร่มันจะสิ้นสุด หรือหมดเกลี้ยงไปได้สักทีเล่า เพราะมันเป็นเรื่องยากมากสำคัญขนาดนี้นี่เอง พระพุทธเจ้าจึงให้ค่อยๆลดละไปตั้งแต่ส่วนน้อย(ปริตตัง) ไปตามลำดับ เป็นขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย อย่าไปเล่นเหมาหมด อะไรก็จะลด อะไรก็จะละหมด โดยไม่มีขอบเขต-ไม่มีกำหนด(อัปปมัญญา) ท่านให้กำหนดเอาไปตามลำดับขั้นของ “ศีล” คือข้อกำหนดประมาณเอาตามแต่ใครจะพอทำได้ หรือตาม “กรรมฐาน”คือ ตามที่ตนตั้งจิตกำหนดเอาเท่าที่จะปฏิบัติพอเหมาะกับตน

( 73 ) “กรรมฐาน”คือ หลักปฏิบัติของโพธิปักขิยธรรม “กรรมฐาน”หมายความว่าอย่างนี้ ไม่ได้ไปแปลกันให้พิลึกพิลือ ปฏิบัติทรมานกรกรรม ออกนอกรีตศาสนาพุทธนั่นหรอก เมื่อมี “กรรมฐาน”แล้วก็ปฏิบัติตามหลัก “โพธิปักขิยธรรม 37 ” อันเป็นหลักปฏิบัติเพื่อ “โลกุตรธรรม 37 ” เริ่มตั้งแต่ “สติปัฏฐาน 4 ” เรียนรู้ตั้งแต่ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ไปเลย ซึ่งปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา โดยมี “สติปัฏฐาน 4 -สมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4 ”เป็น 3 เส้าของการปฏิบัติ แล้วจะสั่งสมผลเป็น “อินทรีย์ 5 ”ไปตามลำดับจนเป็น “พละ 5 ” ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์เป็นที่สุด โดยมี “โพชฌงค์ 7 ”เป็น “การก้าว” กับ “มรรองค์ 8 ”เป็น “ทางแห่งการก้าว”ไปสู่นิพพาน ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตา ดังที่เข้าใจผิดกัน ผู้สัมมาทิฏฐิในความเป็น “กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”จึงจะปฏิบัติบรรลุนิพพานได้อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ว่า “ธรรม 2 นั้นแหละ จะรวมลงเป็น 1 ในเวทนา ในธรรม 2 นั่นเอง” (เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) ชัดเจนยิ่ง “เวทนา”จึงได้แก่ พลังงานที่มีองค์ประกอบของพลังงานแห่งชีวะที่มีพัฒนาการถึงขั้นเมื่อ “การสัมผัส”กันของ “รูปภายนอก”กับ “พลังงานภายใน”แล้วมี “อาการ”ใน “พลังงานภายใน”ถึงขั้น “รู้สึก”เป็น “รสอัสสาทะ”ด้วยอวิชชา หรือความหลง(โมหะ) จึงยังมี “อัสสาทะ”อยู่ “อัสสาทะ”นี้แหละตัวร้ายที่เป็น “รสโลกียะ”ที่คนโง่ คนหลง “อัสสาทะ”คือ รสนิยม อารมณ์ที่พึงใจ ความรู้สึกที่รัดรึงใจ ความรู้สึกที่ไปยึดเอา “ความรู้สึกใหม่”ที่เกินความเป็นจริงตามธรรมดา ของภาวะนั้นๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ “วิปลาส”กว่าความรับรู้ในการสัมผัสรู้ตาม “ธรรมดาของจริง”นั้น ที่สัตว์โลกผู้อวิชชา “มี”กัน “อัสสาทะ”จึงเป็น “รส”ที่คนรับรู้สึกที่ใหม่ขึ้นมาจากความเป็นจริง “รส”นี้จึงคือ “รสที่ไม่มีจริงในความจริง” เป็น “รสเท็จ”(อลิกะ) ซึ่งเป็นความรู้สึกเกินกว่าที่ “ความเป็นจริงของความจริงธรรมดา”ตามภาวะธรรมชาตินั้นมันมีจริง แล้วหลงยึด “รส”นั้นเป็น “อุปาทาน”หยั่งลงเป็น “อภินิเวส”(ความยึดมั่นอย่างปักใจ) จึงเกิด เป็น “ตัวตน”(self)ที่มี “ความเป็นตนเอง”เลยเถิดกว่า “พีชนิยาม”อีก อย่างนี้แลที่ “จิตนิยาม”สำหรับคนผู้อวิชชาจะมีกันมากขึ้นๆ แล้วก็สร้าง “กรรม”สร้าง “วิบาก” ให้เป็น “นิยาย”ของโลก เต็มโลก เป็นโลกแห่ง “สงครามอัสสาทะ”กัน ไม่รู้จบ

( 74 ) “พีชนิยาม”ยังไม่มี “กรรม”ยังไม่มี “วิบาก”ข้ามชาติ “พีชนิยาม”ยังไม่มี “อวิชชา” เพราะมันยังไม่ใช่ “จิตนิยาม” “พลังงาน”ของมันยังไม่มี “เวทนา” พีชนิยามมีแค่ “สัญญา กับสังขาร” เท่านั้นจึงยังไม่สามารถมี “รสเท็จ” เพราะมัน“รู้สึก”อย่างนั้นยังไม่เป็น ผู้ที่มี “อัสสาทะ”ซึ่งเป็น “รสเท็จ”หรือ “รสเก๊ที่ไม่มีตัวตน-ไม่ใช่ของจริง”(อนัตตา)นั้น ก็เพราะมี “วิปลาส 3 ”(สัญญาวิปลาส-จิตวิปลาส-ทิฏฐิวิปลาส) จะมีอันใดอันหนึ่งวิปลาส จะวิปลาส 2 อย่างหรือวิปลาสทั้ง 3 อย่างก็ตาม ทำให้เกิด “อัสสาทะ”ได้ทั้งนั้น สำหรับ “พีชนิยาม”นั้นยังไม่มี “กรรม”ยังไม่มี “วิบาก” ซึ่งเป็นความยึดถือที่ติดไปกับ “ความจำ-ความกำหนดรู้”(สัญญา) แล้วนำไป “ปรุงแต่งตัวเอง”(สังขาร)ตามความยึดมั่นจนถึงขั้น “ข้ามภพ-ข้ามชาติ” เพราะในตอนที่เป็น “พีชนิยาม”นั้น มันก็มี “รูปกับพลังงาน”ของมันปรุงแต่งกันอยู่ เมื่อมันแหลกสลายไม่เหลือ “รูปธรรม”อันมีองคาพยพที่ไม่เกาะกุมกันแล้ว “พลังงานอุตุ”ของมันก็หมดสิ้นไปกับความแตกสลายของรูปธรรม เพราะ “พลังงานของอุตุนิยาม”อันเป็น “ตัวตน”ตามสภาพของมัน(self)ยังไม่มีอุปาทาน “พลังงานที่ยึด” ของมันยัง “ไม่มั่น-ไม่แน่น”เหมือน “พลังงานจิตนิยาม” “พลังงานอุตุนิยาม”จึงไม่มีข้ามภพข้ามชาติใดๆเลย หมดจบอยู่ในชาติเดียว “พีชนิยาม”จึงไม่มี “บาป”ไม่มีเวรข้ามภพข้ามชาติ “กรรม”ที่สั่งสมลงเป็น “วิบาก” ข้ามภพข้ามชาติยังไม่มี เพราะ “การยึดเอา”(อาทาน)ของพีชนิยาม มันยึดถือแค่ชาติเดียว ภพเดียวเท่านั้น

( 75 ) ความรู้ของ “อัตตา”ขั้น “อธิจิต”จึงจะสามารถรู้ตนเอง ผู้มี “ญาณ”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “พีช”นี้ที่สัมมาทิฏฐิ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะแห่งธรรมขั้น “เอกพีชี”หรือ “เอกัคคตจิต”ได้จริงแน่ “สัมมาทิฏฐิ”จริงแท้ซึ่งเป็น “ความรู้”ขั้นอธิจิตหรือ “ญาณ” จึงมีภูมิแยกภาวะแห่ง “เอกพีชี”นั้นแตกต่างจาก “โกลังโกละ”หรือต่าง “จัตตักขัตตุงปรม”ไฉน แม้แต่ “เอกพีชี”(ยังมีเชื้อ “พีชะ”อีกหนึ่งชาติในความเป็นพีชะ)นั้น แตกต่างจาก “สกิทาคามี”(ผู้ยังยึดตนในกามภพอีกหนึ่งชาติในความเป็นอัตตา) อย่างไร ได้ชัดเจนจริง “เอกพีชี”นั้นหมายถึง “พีชะ”เชื้อชีวิต อันเป็น “ชีวิตินทรีย์” ซึ่ง “ญาณ”ที่จะรู้ก็รู้ด้วย “อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ”ภายใน จากส่วนละเอียดของ “นามธรรม”ว่า “เชื้อชีวิต” ขั้นพีชะนั้นเป็นไฉน เท่าไร ที่ไปแปลกันว่า “เอกพีชี”คือผู้จะ “เกิดอีกชาติเดียว” สำหรับ “เอกพีชี”ก็ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า หมายเอา “ชาติ”ของอะไร? แค่ใด? เท่าไหร่? ในพลังงานของความเป็น “พีชะ” ซึ่งความเป็น “ชาติ”ของ “พลังงานพีชะ”ไม่ใช่ “พลังงาน”ที่เป็น “ชาติ”ของความเป็นบุคคลตัวตนร่างกายแต่ละชาติแน่ มันเป็นเพียง “พลังงานขั้นอรูปธรรม”เท่านั้น ส่วน “สกิทาคามี”ก็แปลกันว่า “ผู้เกิดอีกชาติเดียว”เช่นกัน แต่สกิทาคามีนี้ คือ “บุคคล”ซึ่งเป็น “อัตตา”ที่ครบ “โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา”ทีเดียว ไม่ใช่หมายถึง “พีชะ”ซึ่งเป็น “อัตตา”แค่ “พลังงานขั้นอรูปอัตตา”เท่านั้น “พีชะ”นั้นยังไม่ถึงขั้นมโนมยอัตตาเลย ยิ่งขั้น “โอฬาริกอัตตา”ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงหรอกเพราะ “โอฬาริกอัตตา”นั้นต้องประกอบไปด้วยดินน้ำไฟลม และตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “อัตตา”ของ “สกิทาคามี”นั้นว่า หมายเอา ความเป็น “กาย”ที่ครบพร้อมทั้ง “องค์รวมของรูปกับนาม” อันเป็นภาวะที่ต้องมี “องค์ประกอบของทั้งรูปและนาม”(กาย)ที่เกี่ยวข้องทั้งภาวะภายนอก(ตาหูจมูกลิ้นกาย)และภายใน(จิตใจ) เป็น “โอฬาริกอัตตา”เต็มๆ จึงเป็นเรื่องของ “การเกิด”องค์รวมที่หมายถึง “คน”แล้ว

( 76 ) การรู้จักรู้แจ้ง “ชาติ”ของ “อธิจิต”ที่เป็น “อัตตา 3 ” ดังนั้น “สกิทาคามี”จึงแตกต่างกับ “เอกพีชี”ตรงที่หมายถึง “มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา”อันเป็นขั้นปรมัตถธรรม คือหมายเอา “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”ภายใน ต้องศึกษาปฏิบัติไปถึงความเกิดระดับ “โอกกันติ”อันผู้ปฏิบัติต้องสามารถอ่าน “ความเกิดของชาติ”ขั้น “จิตในจิต”กันเข้าไปในภายใน ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “พลังงาน”ขั้น “ธรรมนิยาม 5 ”(อุตุ-พีช-จิต-กรรม-ธรรม)อย่างชัดเจนสัมมาทิฏฐิ และต้องเข้าใจความเป็น “ชาติ 5 ”(พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 7 ) ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ให้เข้าใจชัดเจนเสียก่อน ชาติ 5 นั้นได้แก่ ชาติ-สัญชาติ-โอกกันติ-นิพพัตติ-อภินิพพัตติ ซึ่งทั้ง “ 5 ชาติ”นั้น มีอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ ที่ต้องเรียนรู้ปริยัติที่เป็น “อุเทศ”จากสัตบุรุษเสียก่อน แล้วจึงจะไปจับ “นิมิต”เอาเองของตนๆในจิตตน จาก “อาการ”นั้นๆของจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ที่ตนมีตนได้ตนบรรลุถึงจริง เท่าที่ตนปฏิบัติถึงขั้นนั้นๆของตนๆ ทุกความเป็น “ชาติ”ทั้ง 5 นั้น ล้วนยังมี “ทุกข์”ตาม “ธรรม” (ความทรงอยู่) อันยังมี “ชาติ”แต่ละ “ชาติ”ที่ต่างกันนั้นๆอยู่ทั้งนั้น จึงต้องมาเรียนรู้ “ทุกข์”ที่มันมี “ชาติ”(ความเกิด)อยู่ใน “ธรรม”ของตนๆ ที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” ในธรรมชาติของ”จิต “หรือ “อัตตา”ขั้น “จิตนิยาม”จึงยังมีทุกข์มีสุข เพราะ “พลังงานจิต”ถึงขั้นมี “นามขันธ์ 4 ”แล้ว โดยเฉพาะขั้น “เวทนา”ซึ่งนับเป็นธรรมชาติขั้นจิต ถ้ายังอวิชชา ก็จะยังมีทุกข์ มีสุข ด้วยความ “วิปลาส 3 ”อยู่แน่ “อัตตา”(self)ขั้น “จิตนิยาม”วิจิตรกว่า “อัตตา”ขั้น “พีชนิยาม” ตรงที่ “พลังงาน”ได้พัฒนาขึ้นมาเป็น “เวทนา” “จิต”จึงยึด “ตัวตน”ยิ่งกว่า “พีชะ” และจิตนั้นหลง “ตัวตน”(อัตตา)ยิ่งกว่าพีชะ อัตตาขั้น “จิต”จึงเห็นแก่ตัวยิ่งกว่า “พีชะ” เพราะยัง “อวิชชา”จึงยัง “หลง”(โมหะ) ดังนั้นจึงยัง “วิปลาส”ไปยิ่งกว่า “พีชะ” จึงต้องศึกษาเรียนรู้ “ความเกิด”(ชาติ)ของ “จิตวิปลาส”ของตน ให้มี “ความเห็นถูก”(สัมมาทิฏฐิ)ก่อนอื่น จะได้ฝึกฝน “ความกำหนดหมายรู้”(สัญญา)ของตน ลด “ความวิปลาส”ในอัตตาของตนลงไปจนหมด “สิ้นความวิปลาส”ได้หมดเกลี้ยง “อัตตา”ของตนจึงจะดีวิเศษ “จิตนิยาม”ต้องเรียนรู้ความหลงใน “อัตตา”ของตน ซึ่งมีองค์ประกอบในความเป็น“อัตตา”ของ “จิตนิยาม”นี้ถึง 3 ลักษณะ ได้แก่ โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา แล้วศึกษา “จิต”ของตน ทำ “จิต”ของตน(มนสิกโรติ)ให้เจริญเป็น “อธิจิต”ขึ้นไปให้ได้ “อัตตา”ขั้น “จิตนิยาม”จึงจะมี “พลังงานพิเศษ” ที่ไม่มีพลังงานชั่ว ไม่มีโทษ แต่พลังงานจิตที่มีนั้นกลายเป็น(ภวันติ) “พลังงานดี”ไป “อัตตา”ใหม่จึงเป็นพลังงานเจริญหรือกำไรขึ้นมาอย่างวิเศษ..ชัดมั้ย?

( 77 ) “ความดับ”จึงจะมีได้แท้จริงถ้วนทั้ง “ภพ 3 ”สัมบูรณ์ ต้องแม่นยำให้ดีนะ ว่า “พีชนิยาม”ไม่มี “โอฬาริกอัตตาและมโนมยอัตตา” เพราะไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกาย” จะมีก็แต่ “อรูปอัตตา” เห็นมั้ยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงต้องให้ปฏิบัติเรียนรู้ลดละกิเลสในขณะมี “กาย”(พร้อมองค์ประชุมของรูปกับนาม)หรือในขณะมี “สัมผัส 3 ” เช่น ต้องมี “ตาสัมผัสกับรูป หูสัมผัสกับเสียง” ฯลฯ จึงจะเกิด “วิญญาณ”หรือ “จิต”ให้เราเรียนรู้ของจริงที่เป็น “โอฬาริกอัตตา” เมื่อผู้ใดสามารถ “ดับกิเลส” ในภพที่มี “สัมผัสภายนอก”ได้สำเร็จแข็งแรง ก็สามารถ “อยู่เหนือ”(อุตตระ)ภาวะนั้นได้แน่แท้ ทั้งภายนอกและภายใน ก็จบกิจเด็ดขาด จะมีชีวิตอยู่หรือจะตายไป ก็ไม่มี “อัตตา”แน่ๆ อนัตตาจริงๆ แต่ถ้าผู้ที่ไม่เรียนรู้ “โอฬาริกอัตตา”ในขณะมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติ ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า ตน “จบกิจ”ในการกำจัด “โอฬาริกอัตตา”อย่างเป็นของจริงของเราหรือยัง? เพราะไม่ได้ “สัมผัส”จริง ไม่ได้ฝึกจริง และไม่เคยรู้ผลว่า เราทำได้จริงหรือเปล่า?!! จึงไม่มี “ปัญญา”อันยิ่ง เต็มสภาพที่รู้ยิ่งทั้งภายนอกและภายใน ว่า “มโนมยอัตตา”ที่เรา “สำเร็จในจิตนั้น” มันเป็น “ปัญญาภายนอก”ด้วยหรือมีแค่ “สัญญาภายใน”เท่านั้น เพราะตนไม่มีปัญญาที่เป็น “ปัญญา” อันเกิดจากการปฏิบัติครบมี “องค์ธรรม 6 ”คือ ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง(พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 ) ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในมหาจัตตารีสกสูตร “อินทรีย์ 5 ”ของปัญญาก็ไม่มี “พละ 5 ”จึงไม่มีเด็ดขาด เพราะไม่ได้ฝึกฝนปฏิบัติมี “สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย”หรือได้ปฏิบัติ “จรณะ 15 ”ที่มี “โพธิปักขิยธรรม 37 ”บริบูรณ์ อย่างแท้จริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติตราไว้ให้ปฏิบัติ จึงไม่เกิด “ปัญญา”ในตน ก็มีแต่ “สัญญา”เท่านั้นที่ตนได้ปฏิบัติ เนื่องจาก “ทิฏฐิ”ไม่สัมมา จึงฝึกอยู่แต่ “สัญญา”ที่มี “ทิฏฐิวิปลาส”ยึดอยู่อย่างเดิมๆ “ทิฏฐิ”ไม่ได้เห็นใหม่ ไม่ได้เข้าใจใหม่ จึงไม่ได้รู้ยิ่งของใหม่ ภาวะใหม่ไม่ได้เกิด เพราะไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้สัมผัสของจริง “จิต”จึง “วิปลาส”อยู่ตามเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงตายไปแล้วก็ไม่ “รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ว่า การมี “สัญญา”ที่กำหนดรู้ของตนนั้น มันเป็น “ปัญญา”หรือเป็น “สัญญา” ภพที่เรากำลังเป็นอยู่ขณะนั้น แยกไม่ออกว่าเป็น “กามาวจร”หรือเป็น “รูปาวจร” เพราะไม่ได้ปฏิบัติในขณะมี “กามาวจรภูมิ”จริง และได้ “ดับอัตตา”ไปสิ้นแล้วในขณะที่อยู่ใน “กามภพ”มาแล้ว ตนจึงยัง “อวิชชา”อยู่ ยัง “หลงภพ”(โมหะ)อยู่แน่นอน ส่วนผู้ที่ได้ฝึกมาจริง และได้มรรคผลมาจริง จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “อาการ”ของจิตว่าตน “มีกามราคะ”ในจิตมั้ย มี “รูปราคะ”ในจิตมั้ย หรือยังมี “อรูปราคะ”ในจิตมั้ย ก็สามารถรู้แจ้งเห็นจริงใน 3 ภพแน่ๆ

( 78 ) สภาพจริงของคน “ตกนรก” เป็นเช่นนี้ๆเอง ดังนั้น ผู้ได้ปฏิบัติจริงใน “กามาวจร” จนสามารถ “ดับกามตัณหา”ไปสิ้นใน “กามภพ”แล้ว เมื่อเข้าไปอยู่ใน “รูปภพ” กามตัณหาก็ไม่มีใน“รูปภพ”“อาการจิต” ของคนผู้ไม่มี “กามตัณหา”แล้วจริงใน “รูปาวจร”จึงต่างกัน(ลิงคะ)กับผู้ยังมี “กามตัณหา”อยู่ใน “รูปาวจร”อย่างยิ่งจริงจัง เพราะเหตุนี้ใน “ความรู้”จึงต่างกัน ใน “ความรู้สึก”ก็ต่างกัน ในความหลงดิ้นรนของความไม่รู้(อวิชชา)ก็ต่างกัน อื่นๆอีก ฯลฯ เพราะผู้ “ดับกามตัณหา”ได้ในขณะมีการฝึกเรียนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “กามภพ”จริง ก็จะไม่เหลือ “กามตัณหา”ของ “กามภพ”จริง ดังนั้นแม้จะอยู่ในภาวะ “รูปาวจร”จึงรู้ชัดเพราะตน “ไม่มีกามตัณหา”แล้ว ส่วนผู้ไม่ได้ปฏิบัติในสภาพ “กามาวจรภูมิ” จึงหลงตน ไม่รู้ความจริง ไม่รู้สภาพจริง ก็จะดิ้นรน เหมือนคนเสพติดยาบ้าที่อาการหนัก เมื่อมันเกดิอาการอยากแรงๆขึ้น หรือตกอยู่ใน “อาการอยากแรงจัด”เมื่อใดก็จะดิ้นหน้ามืดดำฤษณา ไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไรทั้งสิ้น เยี่ยงเดียวกันนี้แล นี่คือ สภาพจริงของคน “ตกนรก” จะเป็นเช่นนี้ๆเอง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน