580824_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580824_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 8 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...เราก็มาฟังธรรมะที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าถ่ายทอดมา อันมีคำสอนคนอื่นหาเทียบปานได้ไม่ เพราะว่าคนที่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเข้าใจ เกิดธรรมรส ปีติอิ่มใจ คนนั้นเป็นคนที่วิเศษแล้ว อาตมาก็เอาที่เขียนเป็นหนังสือมาบรรยายให้พวกเราฟังด้วย พวกเราก็ตั้งใจเล่าเรียนอยู่ อาตมาถือว่าเป็นคำสอนในระดับที่ เป็นเรื่องลึกซึ้งหลายชั้น คนที่ฟังไม่รู้เรื่องก็บอกว่า เอาอะไรมาปนเละ สับสนมาก พวกเราฟังก็น่าจะมีปีติถึงได้ทนได้อยู่ได้ ก็มีคนเขียนมาถาม … _ ผมขอเรียนถามพ่อครูครับว่า สมมุติว่าพ่อครูนั้นนั่งอยู่ในเรือลำเล็กๆ ลอยอยู่ในทะเล ในเรือมีอาหารสำเร็จรูปที่เป็นเนื้อสัตว์อยู่ด้วย พ่อครูไม่ได้รับอาหารเข้าสู่ร่างกายมาหลายวันแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะถึงแก่ชีวิตในไม่ช้า แต่ถ้าพ่อครูฉันอาหารที่อยู่บนเรือ จะทำให้พ่อครู มีชีวิตต่อและอยู่รอดจนถึงฝั่ง และได้ช่วยมนุษย์ให้เป็นอรหันต์ได้ ห้าหมื่นรูป หรืออาจมากกว่านั้น ผมขอเรียนถามว่า พ่อครูจะเลือกฉัน อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เพื่อมีชีวิตรอดต่อไปช่วยผู้อื่นหรือไม่ครับ? ส่วนผม ผมเลือกที่จะกิน เพื่อให้มีชีวิตต่อไปช่วยคนอื่นครับ เพราะผมคิดว่า ผมมีภูมิฐานระดับที่อาจใช้ว่าผมอนุโลมได้แล้ว แต่ถึงแม้ว่า ภูมิฐานไม่ถึงแต่ผมาว่ามันก็คุ้มกับการที่เรายอมรับว่าตกต่ำ แล้วทำให้ชีวิตคนอื่นนั้นสูงขึ้น มาได้อย่างมากมาย ผมเองอยากทราบว่าเท่าที่ผมคิดนี้ถูกต้องไหมครับ กราบนมัสการครับ

พ่อครูว่า… ก็โดยองค์รวมความคิดก็ใช้ได้คือไม่เห็นแก่ตัว และไม่ยึดมั่นถือมั่น คือกินเนื้อสัตว์ให้มีชีวิตรอดไปช่วยคนอื่น แล้วมาถามอาตมา ก็จะตอบดู ถ้าเป็นอาตมานะ ในความเป็นอ

อ่านต่อ

าตมาทุกวันนี้ อาตมาไม่มีปัญหาจริงๆหากจะกินเนื้อสัตว์ เพราะถ้าอาตมากินเนื้อสัตว์จะมีเชื้อวิบากที่ต่อไปถึงจิตวิญญาณสัตว์บ้าง ซึ่งยาวไกลไม่ตรงทีเดียว เพราะว่าไม่ได้ฆ่าเอง หรือเห็นอยู่หลัดๆ ก็ห่างพอสมควร ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นักก็อนุโลมได้ เราก็รับวิบากนั้นได้ แต่วิบากนั้นกับเรา ถ้าจะยังชีพ รอดชีวิตเพื่อมาทำงานช่วยคน อีกอย่างหนึ่ง อาตมาแม้จะกินเนื้อสัตว์ กิเลสก็ไม่เติมมาอีกแล้ว อาตมาก็ไม่มีปัญหา อย่างอรหันต์จี้กงกินเหล้า เสียสละไป เพื่ออนุโลมเขา แล้วถ้าคุณเอง มีภูมิคุ้มกันน้อย มันตายง่ายๆด้วยนะ แต่ท่านที่มีภูมิคุ้มกันสูงแล้วพิษพวกนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ มันมีนัยอื่นอีกที่อาตมาก็ไม่สามารถอธิบายได้ครบ ก็เท่าที่คิดได้ในปัจจุบัน ปัญหาที่ถามมานี่ ก็เป็นประโยชน์ไกลอาตมาว่า แล้วที่อาตมาเอาเรื่องซ้ำๆนี้มาพูดก็เพื่อดูว่าพวกเรามีมานะอัตตาหรือไม่ คนที่กินอาหารซ้ำซากแต่อร่อยก็กินได้กินดี ท้องจะแตกก็กินได้เป็นต้น

( 52 ) ภาวะที่เริ่มก่อตัวเป็น “ตัวตน”หรือ “ตนเอง”ยิ่งๆขึ้น เริ่มแค่ “ส”ก็คือ “ของตน, ตัวเอง”แล้ว ซึ่งหมายถึง กับ, เป็นไปกับ, มี, ประกอบด้วย, เหมือนกับ, เป็นไปกับภาวะนั้นภาวะนี้ที่ประชุมกันเข้าเกิดภาวะ “ตนเอง” ออกฤทธิให้กับตนเองนั่นเอง “พีชนิยาม”พลังงานของมันที่ยึดเป็น “ตนเอง”ไม่ถึงขั้น “อนุสัย” เพราะมันไม่มี “ธาตุรู้”ได้ถึงขั้น “อวิชชา” คนปุถุชนหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมันเอง ก็ทำให้มันหมดสิ้นความเป็น “ตนเอง”ของ “พีชนิยาม”ได้ ส่วนความเป็น “จิตนิยาม”นั้น มี “อนุสัย”นี่เองที่เป็น “ตนเอง”ตัวร้าย ซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก สิ้นธุลีละออง ซึ่งต้องด้วยตนเองเท่านั้นที่จะกำจัด “อัตตา”ของตนเองได้สำเร็จ คนอื่นไม่มีสิทธิ์เด็ดขาด “อนุสัย” คือ ความเป็น “ตนเอง” ที่เริ่มเล็กยิ่ง ละเอียดลึกยอด และสุดท้ายลับเหลือหลาย ผู้อื่นจึงไม่มีสิทธิ์จะรู้จะสัมผัสได้เลย “อนุสัย”หมายถึง ตัวแรกด้วย และตัวปลายด้วย “อนุสัย” ภาวะที่เริ่ม “อาศัย”มีทั้งตัวแรกทีเดียว ก่อนใดอื่น แล้วจึงสะสมกันเพิ่มขึ้นๆ ซึ่งมันก็จะปรุงแต่งกัน หรือหมักดองกันเข้า แตกตัวออกไปๆเพิ่มยิ่งๆขึ้น เป็น “ตัวของตนเอง” ไปตามลำดับเป็น “นิสสัย” สั่งสม “นิสัย” ตกผลึก ควบแน่นกันเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งที่สุดแนบแน่น แน่วแน่ ปักมั่น ก็ชื่อว่า “วิสัย” และ “อนุสัย”เป็น “ตัวปลายสุดด้วย ถ้าหมายถึง “ตัวปลายสุด” ก็คือ สิ่งที่ฝังใส่ตัวเองไว้เอง อยู่ในรากลึกของพลังงานในตน ตัวนี้ยิ่งลึก ยิ่งเล็ก ยิ่งละเอียด ยิ่งลับ ยิ่งมีฤทธิ์แรงแกร่งแน่นหนักสุดๆ “ตนเอง”ของความเป็น “จิตนิยาม”จะเป็นผู้ศึกษา “ตัวเอง”จนเกิด “วิชชา 8 ”ได้ จึงจะสามารถละล้าง “ตนเอง”ให้หมดไปสำเร็จ โดยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “ธรรมนิยาม 5 ”อย่างสัมมาทิฏฐิ ไปตลอดความเจริญถึงสุดจนกระทั่งเป็นที่สุด สุดๆ เพราะผู้มี “จิตนิยาม”สามารถมีภูมิรู้ถึงขั้น “กรรมนิยาม”และ “ธรรมนิยาม”ในขั้น “โลกุตรธรรม”ที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะกำจัดละล้าง “อนุสัย”ของ “ตนเอง”(สย)ได้หมดสิ้นเกลี้ยงสำเร็จจริง จึงจะชื่อว่า การอภิวัฒน์พัฒนา “จิตในจิต”ตามแบบพุทธ

( 53 ) “ตนเอง”เท่านั้นกำจัด “อนุสัย”ของตนได้หมดสิ้นแท้ ส่วนคำว่า “อาสัย”นี้ คนไทยจะเขียนเป็น “อาศัย” หมายถึง “ที่อาศัย” หรือภาวะรูปกับนาม หรือกายกับใจที่ตนเองอาศัยเป็นชีวิต อันมี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ทั้งมวล ซึ่งแสนวิเศษก็เหลือหลาย-สุดสาหัสวิตถารก็หลากล้น ประดามีอยู่ในโลก ในสังคมมนุษยชาติ หรือ “พลังงาน”ที่เป็น “จิตนิยาม”นี้แหละ ตัวสำคัญที่เราจะได้“อาศัย”เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ได้ “อาศัย”ดีหรือชั่ว ได้ “อาศัย”เป็นคุณหรือเป็นโทษ ได้ “อาศัย”เป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตระ หรือได้เป็นแค่กุศลขั้นกัลยาณธรรมหรือเป็นได้ถึงกุศลขั้นอาริยธรรม ก็ “จิตนิยาม”นี้เอง ที่ “ตนเอง”จะต้องจัดการเองของตนเองในตนเองด้วยตนเอง ผู้ “สัมมาทิฏฐิ”ที่เริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “โพธิปักขิยธรรม 37 ” และสามารถแยกแยะ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้สัมมาทิฏฐิแท้ จึงจะสามารถสร้าง “พลังงาน”อันเป็น“นามธรรม”ให้ “ตนเอง”ใช้ “อาสัย”ได้จริง และหากเจริญพัฒนาขึ้นเป็น “อาริยธรรม”ขั้น “โลกุตรธรรม” แล้วสั่งสมลงไปใน “ตนเอง” ก็ก้าวหนัาขึ้นเป็น “นิสัย”ไปตามลำดับ ยิ่งขึ้นๆๆๆ “นิสัย”หมายถึง จิตตนเองที่ได้สั่งสม “พลังงานดีหรือชั่ว “ เป็น “โลกียะ”แค่นั้น ยิ่งๆขึ้น ก็เป็นการเจริญได้เพียง “กัลยาณธรรม” หรือจะก้าวข้าม “โลกียะ”ขึ้นเป็น “โลกุตระ”ได้ คุณธรรมต้องถึงขั้นเป็น “อาริยธรรม” แล้วสะสมเข้าไปใน “ตนเอง” จนมันตกผลึกไปตามลำดับ น้อย แล้วก็มากขึ้นๆ กระทั่งมีอำนาจในตนไปตามเท่าที่มันมี-มันได้ แล้ว “โลกุตระ”ก็สั่งสม “คุณวิเศษ”เข้าไป ทั้งมาก ทั้งแน่น ทั้งแกร่งกล้า ทั้งมีประสิทธิภาพ ยิ่งๆขึ้น ก็เข้าขั้นเป็น “วิสัย” “วิสัย”หมายความว่า “นิสัย”ที่สั่งสมลงเป็น “ความมาก ความแน่น ความแกร่งกล้า ความมีประสิทธิภาพ”ยิ่งๆขึ้น จนเป็นความยั่งยืนเที่ยงแท้ถาวรไม ่ เปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่มีอะไรหักล้างได้ ไม่กลับกำเริบอีกแล้ว ตลอดกาล นิรันดร “อนุสัย”จึงเป็น “ของตนเอง” ทำเอง สั่งสมเอง และต้องละล้างเอง กำจัดเอง ปรุงแต่งเอง เจริญเอง เสื่อมเอง ทั้งสิ้น ไม่มีใครจัดการกับ “อนุสัย”ของตนเองได้เลยเป็นอันขาด

( 54 ) “สย”เป็น “อนุสัย”ทั้งในขั้นแรกเริ่ม ทั้งขั้นปลายสุด ถ้า “วิสัย”นี่แหละที่ยิ่งๆขึ้นหนักจัด สูงส่งมาก แล้วจะใช้ศัพท์เรียกขานกันว่า “อนุสัย”อีกที ก็หมายความว่า ความเป็น “ตนเอง”ที่มีความเป็น “อนุ”หรือ “อณุ”หรือ “อณู”คือ น้อย,เล็กน้อย และ “อนุสัย”นี้ก้าวหน้าถึงขั้น “ปรมาณู”(อะตอม, Atom ซึ่งแปลว่า เล็กยิ่งๆขั้นยอด) ความเป็น “ปรมาณู”ที่ชาว “โลกียะ”ไปใช้ในทางเลวร้ายนั้น มันก็ร้ายเลวกันอย่างที่สังคมโลกเห็นกันอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจาก“ปรมาณู”ของชาว “โลกุตระ”อย่างตรงกันข้ามทีเดียว ความเป็น “อนุหรืออณู”ขั้น “ปรมาณู”ของ “โลกุตระ”จึงพิเศษสุด ยิ่งเป็น “อนุสัย”ขั้น “ปรมาณู”ก็ยิ่งสุดวิเศษยอดประเสริฐ ยิ่งมีประโยชน์ต่อคนในสังคมอย่างสุดประมาณทีเดียว (ความวิเศษยอดประเสริฐสุดประมาณของ “โลกุตรธรรม”นี้ จะขยายความในโอกาสต่อจากนี้ไป ตอนนี้พูดถึง “อนุสัย”แรกเริ่มกันก่อน อ่านต่อๆไปเถิดก็จะขยายต่อไปเอง) “อนุสัย”แรกเริ่มนั้น คือ “พลังงาน”แรกเริ่มก่อตัวขึ้น ยังไม่เป็น “ตัว” ถ้าเป็น “ชีวะ”ก็แค่ขั้น “เซลล์ปฐมภูมิ”(primary cell) เป็นเซลล์ที่หนึ่งเซลล์เดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นพลังงานขั้น “วิญญาณขั้นอนุสัยในช่องว่าง”(คัพภ,niche) ที่เล็กมากขั้นแรกคือ “กลละ”ที่เกาะอยู่ในมดลูก เป็นต้น และต้องติดอยู่เกาะอาศัยอาหารจากที่นี้เท่านั้น ยังไม่เป็นอิสระในตนเอง ยังอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพอยู่ ยังลอยไปไหนโดยอิสระในตัวเองไม่ได้ “อนุสัย”นี้จึงไม่สามารถมีความร้าย-ความแรงอะไรกับใครได้ ไม่ว่าจะเป็น “พีชนิยาม”หรือ “จิตนิยาม”ก็มีภาวะของ “เชื้อชีวะ”ที่มี “พลังงานแรกเริ่ม”ที่มีภาวะ “เชื้อชีวะ”แต่ละชนิด ซึ่งยังไม่เป็น “ตัวตน”(self) มีแค่ “พลังงาน”ยังไม่เป็น “ธรรม 2 ”เลย นี่คือ “ปรทัตตูปชีวี” ที่ชาวพุทธทุกวันนี้หลงผิด “เชื้อชีวะ”ที่ยังอาจจะไม่ได้เป็น “ชีวะ”ต่อไปก็ได้ แต่ผู้ที่หลงผิดเพี้ยน ภาวะเรียกว่า “ปรทัตตูปชีวี”นี้ไปเป็น “ตัวตน”ของความเป็น “สัตว์”ที่มีองคาพยพประกอบกันมากกว่า “หนึ่งเซลล์”(ปฐมภูมิ,primary cell)นี้ไป จึงหลงผิดและพาลวิปลาส จึงเป็น “ความวิปลาส”ที่หมดทางที่จะเรียนรู้ปฏิบัติถึงนิพพาน ฉะนี้คือ “อนุสัย”ที่เริ่มต้นแรกสุด และ “อนุสัย”ขั้นต้นนี้ก็จะเป็น “อาสัย”อวิชชาก่อ “นิสัย”ไปจนกระทั่งเกิด “วิสัย” และสูงสุดก็เป็น “อนุสัย”ขั้นปลายที่สุดร้ายสุดเลวมหามหันต์จนได้ “อนุสัย”จึงเป็นได้ทั้งขั้นต้นแรก และเป็นได้ทั้งขั้นปลายสุด เป็นได้ทั้งเลวร้าย และเป็นได้ทั้งดีวิเศษ

( 55 ) “อนุสัย”ที่เป็นขั้นปลายสุดนั้น สุดๆทั้งร้ายและทั้งดี และถ้า “อนุสัย”เป็นขั้นปลาย หากมีฤทธิ์แรงที่เลว ก็เลวสุดๆ หากมีฤทธิ์แรงที่ดี ก็ดีสุดๆ สำหรับ “อนุสัย”ขั้นปลายสุดนั้น ถ้าเป็น “โลกียธรรม”ก็ยากจะ แก้ไข แม้จะศึกษาเล่าเรียนจนสัมมาทิฏฐิ ก็ยังจะต้องกำจัด “พลังงาน”ที่ได้สั่งสมกระทั่งเป็น “อนุสัย”นี้กันอีกยากและนาน พอได้ยินคำว่า ยากและนาน ผู้ที่ยังเป็นโลกียชนอยู่ก็อย่าท้อเสียล่ะ เพราะจะอย่างไรมันก็ต้อง “เริ่มต้น” จึงจะสามารถทำให้หมดสิ้นได้ ไม่มีอะไรที่ไม่เริ่มต้นโดย “ตนเอง”ในความเป็น “ตน” ขืนไปท้อแล้ว “ไม่ฮึด”เริ่มต้นกันสักที เลยยิ่งเติม “โลกียธรรม”ใส่ตนหนักหนา หนักหน้าขึ้นไป อีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วจะรอเมื่อไหร่กันเล่า จึงจะเริ่มฮึดสู้...??????? มันก็ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่ ใช่มั้ย? คนฉลาด ที่เข้าใจได้จริง จึงไม่รอช้าแน่นอนเด็ดขาด ก็เพราะไม่ยอมฉลาดกันเสียทีนี่เอง จึงยังสั่งสม “อนุสัย”ที่ยิ่งร้าย ยิ่งแรง ยิ่งลึก ยิ่งลับ แม้แต่ตนเองก็ยิ่งไม่รู้สีรู้สาหนักเข้าไปใหญ่ จึงยิ่งน่าสงสารคนผู้ไม่รู้สีรู้สา ที่ว่านี้จริงๆ ส่วนคนที่ “รู้สีรู้สา” หรือเข้าใจ๊เข้าใจดี แต่ไม่เริ่มสักทีนั้น มันก็สุดที่จะสงสารแล้ว ก็ต้องปล่อยเขาไป ที่ชอบๆกันเท่านั้นแหละ ความร้ายและความแรงของฝ่ายเลว ฝ่ายไม่ดีจึงยากยิ่งด้วยประการฉะนี้ โลกจึงยังมี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิดขึ้นในโลกอยู่ร่ำไป ยิ่งโลกใกล้กลียุคนี้ ยิ่งอภิบรมมหายากเย็นจริงๆ ความร้ายของ “อนุสัย”ที่เลวนั้น มันไม่เจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกัน มันจะต่างคนต่างยึดของตน แล้วก็หาอื่นๆ แปลกๆ ใหม่ๆ ออกไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่เหมือนกันออกไปเรื่อยๆ ไม่เป็นหนึ่งเดียว ไม่มี “เอกภาพ”ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ สุดท้าย “ตนหนึ่งเดียว”จะรวยประโยชน์จากมวลมนุษยชาติในโลก จะ “เห็นแก่ตัว”เต็มบริสุทธิ์ เพราะอะไรๆก็จะยึดเป็น “ของตัวของตน”ยิ่งๆไม่มีจบ จึงไม่มี “เสียสละ”อย่างจริงใจ-บริสุทธิ์ใจ-สมัครใจ-เต็มใจ-ชื่นใจ-อิ่มเอมใจ เหมือนๆกัน จะต่างก็แยกแปลกแผกต่าง มี “โทษพิเศษ”มากหลายลึกลับซับซ้อนกันยิ่งๆขึ้นอย่างหาประมาณมิได้ โลกจึงแหลกเหลวประลัยกัลป์ด้วย “อนุสัย”เลวร่ายฉะนี้แล

( 56 ) “อนุสัย”ที่เป็นโลกุตระนั้นมี “ปรมาณู”วิเศษสุดทึ่ง ส่วน “ปรมาณู”ของ “โลกุตรธรรม”นั้นจะเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนกันเข้าไปเรื่อยๆ เป็นหนึ่งเดียว และสุดท้ายก็เป็น “หนึ่งเดียว”อย่างมี “เอกภาพ”ที่มีทั้งปริมาณ(quantity)และคุณภาพ(quality)ที่ยิ่งใหญ่ มีประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติในโลก กล่าวคือ ล้วน “ไม่เห็นแก่ตัว” เพราะล้วนพยายามลดความเห็นแก่ตัวจริง กระทั่ง “หมดตนของตนเอง” เข้าไปสู่ “สูญ”เช่นเดียวกัน จึง “เสียสละ”อย่างจริงใจ-บริสุทธิ์ใจ-สมัครใจ-เต็มใจ-พอใจ-ชื่นใจ-อิ่มเอมใจ-สุขใจไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะมีต่างกันก็คือ ต่างมี “คุณธรรม”ที่เป็นโลกุตระมากน้อยกว่ากันตามธรรมดาแห่งสัจจะ แต่ต่างก็มี “คุณวิเศษ”(อุตตริมนุสสธรรม)อย่างเดียวกันยิ่งๆขึ้น เป็น “สามัญญตา”(ความปกติของผู้ใฝ่ความสงบ)ในสังคมมนุษย์ ที่ต่างก็ “สมานัตตตา”(การทำตัวให้เข้ากันได้)ไปตามยถาภูตญาณของแต่ละคน “ผล”ที่เกิดแก่มนุษย์ส่วนรวมที่จะมีในสังคมตามพระพุทธเจ้าประมวลลงเรียกว่า “พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ-โลกานุกัมปายะ” นั่นเอง ที่เป็นคุณสมบัติขั้นคุณวิเศษของความเป็น “ประชาธิปไตย” อันพึงประสงค์ของคนทั้งโลกแท้ๆ “ยอดนิยายของโลก”ก็จะเกิดจริงเป็นจริงได้ จาก “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เพราะมี “คุณวิเศษ”(อุตตริมนุสสธรรม)อย่างเดียวกัน “ที่ไขความเป็นมนุษย์”ให้แก่ “โลก” ซึ่งเป็น “ความลับสุด”ในห้วงปรารถนาแสนลึกของมนุษย์ที่มี “ความเป็นมนุษย์”ทุกคน ยกเว้น “อมนุษย์”(คนผู้มีจิตใจที่ยังไม่ใช่ “มนุษย์”แท้จริง) จริง!!!.. “ความวิเศษ”นี้ ในสังคมโลกปัจจุบันจะ “สุดทึ่ง”หรือจะ “ไม่เชื่อ”ว่า จะมีได้ เป็นได้จริง ก็เป็น “ภาวะวิเศษ”ที่เกินจินตนาการของคนแน่นอน โดยเฉพาะคนในยุคนี้

( 57 ) ธรรมะของพระพุทธเจ้า มิใช่เรื่องเพ้อเจ้อ-เพ้อฝัน แต่ “คุณธรรมอันวิเศษ”ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ หรือเพ้อฝันแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดียิ่งแล้ว จริงยิ่งแล้ว ซึ่งเพียงแต่ลึกล้ำเกินคนคิดเท่านั้น ทว่าเป็นความเป็นไปได้จริงๆ ในยุคที่ถึงขั้นต้องเป็นไปได้ เพราะเป็น “สวากขาตธรรม”คือ พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นความจริง จริงไม่มีวันผิด ซึ่งเป็น “สันทิฏฐิโก-อกาลิโก-เอหิปัสสิโก-โอปนยิโก-ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ”แน่นอนที่สุด สันทิฏฐิโก คือ คนผู้เอาตนเองเข้ามาปฏิบัติจริงกับสังคมอาริยะ อกาลิโก คือ คุณวิเศษนี้เกิดในคนในสังคมได้ไม่จำกัดกาละใด เอหิปัสสิโก คือ มีความเป็นไปได้ที่เชิญมาดูมาเห็นกันเลย มาพิสูจน์ได้ ทั้งที่เป็นส่วนตนแต่ละคน ทั้งที่เป็นชุมชนสังคมกลุ่มหมู่ อันเป็นได้ถึงขั้นหมดสิ้นความเป็นทาสทั้งของ “โลก” และเป็นได้ถึงขั้นหมดสิ้นความเป็นทาส “ตนเอง”ที่เป็นคนที่ไม่ทำเพื่อ “ตนเอง”(อัตตา) จึงมีแต่ “ทำ”เพื่อส่วนรวม เพื่อประชาชน เพื่อผู้อื่นอย่างสุขสงบ ที่พิสูจน์ได้ แม้ในกาละที่เสื่อมหนักเช่น “ยุค”นี้ จึงไม่ใช่เพียงธรรมะที่เป็น “คุณวิเศษ”ในความเพ้อฝัน-เพ้อเจ้อเท่านั้น มีให้ดูได้แท้ โอปนยิโก คือ เป็นของสูงที่ควรโน้มน้อมเอามาใส่ใจใส่ตนให้ได้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ คือ วิญญูชนจะรู้เฉพาะตน ผู้อื่นไม่พลอยรู้ตามเห็นตามได้ง่าย เหมือนผู้ลิ้มรสเองจะรู้รสนั้นเอง เพราะคำตรัสที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้นเป็น “สวากขาตธรรม”ทั้ง 6 นั้นแท้จริง จึงเกิดสังคมมนุษย์ “สาราณียธรรม 6 ”อย่างเป็นจริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เชิญให้มาดู แม้ในโลกยุคนี้ พ.ศ. 2558 นี้ได้ ว่า เกิดได้จริง เป็นได้จริง ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยกิเลสร้าย กิเลสแรงกันในสังคมจัดจ้านแท้ๆ นี้แล

( 58 ) ประชาธิปไตยที่แท้ต้อง “ปลดแอก”ให้แก่มนุษย์ ซึ่งสังคมที่เป็น “สาราณียธรรม”ดังกล่าวนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าสามารถทำได้แล้ว แต่ทำได้กับคนที่เป็นสังคมพุทธศาสนาเท่านั้น ยิ่งถึงขั้น “สาธารณโภคี”แล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าแท้ๆยังทำได้แค่ในหมู่มวลชนที่เป็นภิกษุเท่านั้นด้วย เพราะมนุษย์ยังไม่เจริญถึง “ยุค”ศิวิไลซ์เพียงพอ เหมือนอย่างที่ถือกันว่าเจริญ “ศิวิไลซ์” เช่น “ยุค”นี้ ยุคโน้นยังเป็นยุคของคนที่ยังไม่พ้นสมบูรณายาสิทธิราชย์ และเป็นยุคทาสทั้งโลก คนยังไม่รู้เรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ข้อนี้สำคัญยิ่ง คนทั้งหลายยังไม่รู้จักว่า “มนุษย์”นั้น มี “สิทธิในความเป็นมนุษย์” แม้สิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็น “มนุษย์”ของโลก อันมีอิสระเสรีภาพ ใน “ยุค”พระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้านี้แหละที่ “ปลดแอก”ความเป็น “มนุษย์”ให้ “อิสระเสรีภาพ”แก่ทาส และแก่ผู้ยังตกอยู่ใต้อำนาจ “วรรณะ” นี้เป็น “รูปธรรม”ที่มหัศจรรย์ยิ่งแล้วใน “ยุค”พระองค์ ประชาชนคนพึงมี “อธิปไตย”ได้วิเศษยิ่งกว่านั้น ก็คือ ผู้ “ปลดแอก”ได้ด้วยทฤษฎีวิเศษ(สัมมาทิฏฐิ)ของพระพุทธเจ้า จึงจะเป็นประชาชนคนผู้มี “อธิปไตย”จริงยิ่งในโลก ในสังคม กล่าวคือ เป็นผู้ “หลุดพ้น”จากแอกของโลกีย์ พ้นอำนาจ “โลก” ได้แก่ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขโลกีย์ทั้งหลาย และที่สำคัญสุดๆเป็นประธานแห่งความหลุดพ้นจากแอกที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ พ้นอำนาจ “อาตมันหรืออัตตา” ได้แก่ “ตนเอง”ที่เป็นพลังงานในตนในความเป็น “จิตวิญญาณ”นี้แหละ ที่คนไม่ใช่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ง่ายๆ

( 59 ) ยุค “โลกีย์รุ่งเรือง”สุดๆนี้ นี่แหละ “โลกเสื่อม”สุดๆ แต่สังคมโลกยุคนี้ มันไม่ใช่ยุคโน้น มันเปลี่ยนเป็น “เจริญรุ่งเรือง”แบบโลกีย์(civilize)ยิ่งยอด ฉลาดเลิศไปสุดๆในความเป็นมนุษย์เป็นสังคมโลกีย์กันแล้ว แต่นี่แหละคือ โลกขั้นเสื่อมสุดแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงสามารถสร้างสังคม “สาราณียธรรม 6 ”ที่ถึงขั้นเป็น “สาธารณโภคี”ได้ ในหมู่มวลชนที่เป็นฆราวาสด้วยได้อย่างมีภาวะแห่งการหมุนรอบเชิงซ้อน”(ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส)ของคุณธรรมหลากหลายชั้นของมนุษย์ ที่สนิทเนียนเป็นความมหัศจรรย์พิเศษยิ่ง จึง “น่าทึ่ง”สุดๆจริงๆ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยคิดว่า โลกนี้จะมีด้วยหรือ “ความน่าทึ่งปานฉะนี้” หรือคิดไม่ถึงว่า จะเป็นไปได้จริงๆ สังคมที่มี “นิยายน่าทึ่ง”ของโลกปานฉะนี้ นี่แหละ จะเกิดขึ้นให้โลกทึ่งได้จริงๆ จนกว่าจะสิ้นสุดโลก ไปตามสัจจะ และตามสัจจะอีกแหละ ใน “ยุค”เดียวกันที่มนุษย์มีภูมิธรรมสามารถสร้างสังคม “สาธารณโภคี”ได้จริงขึ้นมานี้เอง สังคมส่วนใหญ่ก็จะเสื่อมสุดด้วย ถึงขั้นทำลายแบบเผาผลาญกันจนเรียกเปรียบเปรยกันว่า มีไฟบรรลัยกัลป์ไหม้โลก หรือมีน้ำท่วมโลก ก็จริงที่สุด ไปตามสัจจะเช่นกัน แต่โลกเลวร้ายขนาดน้ำท่วมโลกตายกันเป็นเบือหมดโลกปานนั้น โลกก็ยังมี “เรือโนอาห์” (นาวาบุญนิยม) ได้แก่ “สาธารณโภคี”นี้แล ที่ช่วยมนุษย์และสัตว์โลกเอาไว้จำนวนหนึ่ง แน่นอนที่สุด จะมีมนุษย์จำนวนหนึ่ง น้อยนิด ที่ขึ้นเรือโนอาห์ หรือเรือ “นาวาบุญนิยม” รอดชีวิตจากความเลวร้ายมหาประลัยกัลป์นี้ได้

( 60 ) “ปัญญา”ที่เป็นโลกุตระแท้สร้าง “ประชาธิปไตย”ได้แท้ ซึ่งประดาคนที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็ยังยากที่เขาจะเชื่อกัน ว่า “โลกุตรธรรม”นี่แหละที่เป็น “ความจริง”ยิ่งที่สุด ที่สามารถพาคนเข้าสู่ความเป็น “ประชาธิปไตย” ปลดแอกได้จริง มี “อิสระเสรีภาพ”แท้จริง เพราะมวลคนที่มี “โลกุตรธรรม”ยังมีน้อย แม้จะมียืนยันพิสูจน์ให้เห็นบ้างแล้วก็ตาม และต้องยืนยาวนานพอด้วย จึงต้องมาช่วยกันศึกษาและฝึกฝนตนให้เป็น “โลกุตรบุคคล”กันให้มากๆ ให้เพียงพอ เรื่องจริงที่ “โลกุตรธรรม”สามารถพิสูจน์ “ความจริง”ได้ท่ามกลางโลกประชาธิปไตย แม้ในปัจจุบันนี้ ก็คือ “ความอิสระเสรีภาพ” แท้ ที่ความเป็น “ตนเอง”มีอิสระเอง แต่สมัครใจเอง เข้ามาอยู่ในหมู่ให้หมู่กำกับ มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปกับหมู่ ตามความรู้อัน “สัมมาทิฏฐิ”ของตน และเท่าที่ “คุณวิเศษ”ของตนเองแต่ละคนมี เรายอมอยู่กับหมู่ ซึ่งเราจะอยู่ หรือจะออกไปจากหมู่เมื่อใดก็ได้ ไม่มีใครมายุ่งกับ “อิสระเสรีภาพ”ของเราเลย แต่เราก็มอบ “อิสรภาพ”ของเราให้แก่หมู่ ดังกล่าวแล้ว นี้คือ ความเป็น “ประชาธิปไตย”ให้หมู่เป็นใหญ่ มิใช่เอาตนเป็นใหญ่ ที่เป็นจริง พิสูจน์ได้ ในสังคมคนที่เป็น “โลกุตระ” ซึ่งเกิดจาก “ปัญญา”ของตนที่เป็นโลกุตระแท้ ด้วยความสังวรอยู่จริง ดำเนินตาม “โพธิปักขิยธรรม 37 ”อยู่จริง จึงเป็นองค์รวมของ “คุณวิเศษ”ที่เป็น “เอกภาพ”(เอกีภาวะ) เป็นคุณธรรมสำคัญยืนยันทั้งความเป็นอิสระ ทั้งความเป็นประชาธิปไตย ทั้งความเป็นผู้พากเพียรที่จะไม่ให้มี “ตนเอง”มี “อัตตา”หรือมี “ตน”ของตนเข้าไปเป็นคนเผด็จการ จะสำนึกสังวรตนไม่ให้ความเป็น “ตน”เข้าไปเป็นใหญ่กว่า “ความเป็นหมู่”อยู่เสมอ จนกว่าจะหมด “ตัวตน”ที่เป็นปรมัตถ์ “หมู่ใหญ่”หรือมวลประชาชน จึงเป็นใหญ่กว่าเราอยู่จริง นี้แล คือ ประชาธิปไตยที่เป็นจริง พิสูจน์ได้เป็นสวากขาโต

( 61 ) โลกุตระนั้นมีความเสถียรยืนยันแม้จะเป็นส่วนน้อย “โลกุตระ”นั้นมีความเสถียรยืนยัน แม้ขณะนี้จะมีเป็นส่วนน้อยก็มีสภาพจริงของความ “ยั่งยืน” และมีความ “ยั่งยืน”จริง ไม่หวั่นไหวต่อสังคมโลกีย์ที่เป็นหมู่ใหญ่ห้อมล้อมเรา ดังนั้น ยิ่งถ้าเป็นส่วนมากก็ยิ่งจะมีน้ำหนักสูง ได้ผลเร็วแน่นอน ที่สำคัญมีความเป็น “เอกภาพ” อย่างเหนียวแน่นจริง เพียงแต่ในโลกนี้ยังมีคนเป็นได้ส่วนน้อยอยู่เท่านั้น จึงเป็น “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิด “นิยาย”ของโลก ในความเป็นมนุษย์ ตามฐานะของแต่ละคน เรื่องราวแตกต่างกันไปบ้างตาม “ฐานวิบาก”ของแต่ละคน ทว่า “นิยาย”จะมีส่วนเป็นคุณค่าประโยชน์ให้แก่สังคมจริง แม้จะเริ่มจากน้อยไปก็ตาม เพราะ “โลกุตรธรรม”มีความตั้งมั่น ที่เที่ยง(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปลง ไปอีกแล้ว(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) อย่างแท้จริง ถ้าเป็น “โลกียธรรม” “ตนเอง”ก็ถูกกำกับให้มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่วนมาก ก็เป็นแบบโลกีย์ มี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิด “นิยาย”ของโลก ในความเป็นมนุษย์ ต่างๆของแต่ละคน มากมายหลากหลายเรื่องราว เต็มโลก แต่ไม่เป็น “เอกภาพ”เด็ดขาด เพราะ “โลกียธรรม”นั้น มันแตกต่างกันไปคนละทาง ยิ่งมากมันก็ยิ่งมี “ความแตกต่าง”ที่หลากหลายพิลึกกึกกือ ซับซ้อนซ่อนเชิงก็สุดยอด อำมหิตโหดก็สุดสาหัส ไม่ว่าจะเป็น “ความเห็นแก่ตัว” หรือลีลาของความโลภ-โกรธ-หลง ล้วนแตกแยกแผกต่างกันไปไม่สามารถประมาณนับกันได้ จึงยิ่งเป็นภัยร้ายยิ่งๆ ตรงกันข้ามกันกับ “โลกุตรธรรม”ที่ยิ่งเป็นคุณวิเศษยอดอันหาที่เปรียบไม่ได้ ไปคนละทิศทาง 180 องศา ด้วยสัจจะความจริงอย่างนี้เอง

( 62 ) “นิสัย”แก้ไขได้ง่ายกว่า “วิสัย”จึงต้องรีบแก้ คนที่เห็นแก่ตัวนั้นมาจาก “นิสัย-วิสัย-อนุสัย” มาแก้ “ภัยร้าย”ที่มันพาคนชั่ว พาสังคมทุกข์ยากทรมานกันตรงนี้เถิด อาตมาอธิบายเรื่องความเป็นอนุสัย-อาศัย-นิสัย-วิสัย-อนุสัยมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็น “พลังงาน”ของจิตใจคน ที่เจ้าตัวคนทุกคนต้องเรียนรู้และต้องแก้ไขให้แก่ “ตนเอง” มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของชีวิตคนจริงๆ ไม่ว่ายุคไหน กาละใด ยิ่งใหญ่สำคัญสุด เพราะเป็นต้นตอในการแก้ไข “ตน” แก้ไข “สังคม” แก้ไข “การเมือง” แก้ไข “เศรษฐกิจ”ให้ดีวิเศษ อย่างเรื่อง “ความจริง”หรือสัจจะนั้น มีความจริงยิ่งใหญ่ ๒ อย่าง คือ “สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ” เราต้องเรียนรู้ในทางปริยัติก่อน จึงจะไปปฏิบัติแล้วสัมผัสอ่าน “ความจริง”ที่เป็น “เวทนา”ในตนออก และแยกได้ว่า “ความจริง” อย่างนี้คือ “สมมุติ” อย่างนี้คือ “ปรมัตถ์” จึงจะสามารถปฏิบัติเข้าไปเรียนรู้แยก “เวทนาในเวทนา”ได้ว่า ความจริงของเวทนาที่เรากำลัง “สัมผัส”อยู่จริงในขณะที่ปฏิบัติปรากฏภาวะของ “เวทนา”ในตนได้ว่า นี้คือ “เวทนา” แล้วเรียนรู้ “เวทนาในเวทนา” กระทั่งเรียนรู้มี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” แยกแยะ “เวทนาในเวทนา”ได้จริง จึงจะถึงขั้นไปรู้ได้ว่า “สมมุติสัจจะ”นั้นอย่างนี้ สุขของสมมุติสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ ต่างจาก “ปรมัตถสัจจะ”ว่า สุขของปรมัตถสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ นั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะแค่รู้ใน “ฌาน”ก็ดี รู้ใน “สมาธิ”ก็ดี รู้ใน “นิโรธ”ก็ดี หรือรู้ว่า “ความสงบ”ขั้นปรมัตถธรรม คุณวิเศษของพุทธนั้นเป็นอย่างนี้ๆ ที่จะไม่ “วิปลาส”ไปจาก “พุทธสัจจะ”นั้น คนฉลาดอัจฉริยะในโลกแท้ๆ ยังยากยิ่งที่จะ “พ้นจากวิปลาส 3 ”(สัญญาวิปลาส-จิตวิปลาส-ทิฏฐิวิปลาส)ไปได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน