580820_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ตอบปัญหาเติมสัมมาทิฏฐิ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580820_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ตอบปัญหาเติมสัมมาทิฏฐิ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า..วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2558 ก็มีเด็กๆนั่งฟัง ก็จะอธิบายธรรมะให้ค่อยๆไป เพราะเรื่องที่เราพูดกันมันลึกละเอียดมาก ก่อนจะเข้าถึงเรื่องลึกซึ้งก็เอา sms มาอ่านก่อน
_ 0893867xxx · จิตเกิดใหม่ต้องเป็นจิตที่เกิดแบบโอปปาติโยนิจึงจะเป็นจิตอาริยะแท้ พ่อครูว่า… กว่าจะเกิดใหม่ได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ เกิดจากปรโลก(โลกที่คนทั่วไปอยู่) ถ้าเป็นโลกทางจิตวิญญาณต้องไปเกิดใหม่ในโลกของจิตวิญญาณอยู่ ก็เป็นความเข้าใจตื้นๆของคนทั่วไป เขาว่า จิตวิญญาณ เกิดต้องเกิดแบบคลอดออกจากท้องพ่อท้องแม่ ถ้าสัตว์ที่มีมดลูกเกิดลูกออกมาเป็นตัว เรียกว่า ชลาภุชโยนิ มีน้ำคร่ำหล่อเลี้ยงไว้ เวลาเราอยู่ในท้องแม่ไม่คลอดออกมานี่เรามีน้ำหล่อเลี้ยงไว้นะ พระพุทธเจ้าแบ่งการเกิดไว้ 4 อย่าง การเกิดที่ฟักตัวในมดลูก โตมาแล้วก็คลอดมาเป็นรูปร่างตัวตนเลยทันที ท่านเรียกว่า ชลาภุชโยนิ เกิดออกมาเป็นตัวตนเลย อีกชนิดนี่เกิดมาเป็นไข่ก่อน อย่างนก หรือสัตว์เลื้อยคลาน ก็เกิดมาเป็นไข่ก่อนแล้วก็ค่อยฟักเป็นตัว เรียกอีกอย่างว่า อัณฑชโยนิ เกิดเป็นไข่ก่อนแล้วค่อยเกิดมาเป็นตัว ส่วนอันที่สามเกิดแบบแตกตัว อย่างแบคทีเรีย แยกตัวได้ เรียกว่า สังเสทชะโยนิ อีกอย่างหนึ่งคือการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ อันนี้เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่รู้ และยากที่จะรู้ ศาสนาพุทธก็เรียนกันแต่ไม่สัมมาทิฏฐิ หากเข้าใจก็จะทำให้ตัวเราเกิดใหม่เป็นโอปปาติกโยนิได้ เกิดสู่โลกใหม่(โลกอุดร) หรือเหนือโลกโลกียะ เป็นปรโลกของศาสนาพุทธโดยตรง แต่แม้ชาวพุทธเองทุกวันนี้ก็เข้าใจปรโลกอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ เขาเข้าใจว่าจะมีโอปปาติกโยนิต้
อ่านต่อ
องตายไปก่อน ใครเข้าใจเช่นนี้ก็ตัดทางนิพพานเลย เป็นทิฏฐิวิปลาสเลย ไม่มีทางได้นิพพาน จิตที่อยากได้เกินกว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่นอยากได้ชนะ ถ้าได้ชนะก็ดีใจ อย่างนี้บำเรออัตตา หรือว่าไปหลงว่าฉันมีศักดิ์ศรี ใครมาลบศักดิ์ศรีฉันก็เสียใจโกรธ ใครมายกย่องศักดิ์ศรีฉันก็ดีใจ อันนี้เป็นการบำเรออัตตา หรือการบำเรอ กามคุณ 5 ก็ดีใจ เป็นการสร้างอัตตาซ้อนเข้าไปอีกที ในกามจึงมีทั้งอัตตาและกาม กามคุณ 5 นี่มีอัตตาคู่อยู่ด้วย ใครลดละกิเลสกามได้ต้องรู้จักอัตตา 3 อ่านอัตตา ได้ ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา สัมผัสทวาร 6 แล้วเสพรส กิเลสกามนี่เราล้างได้ จะใช้วิกขัมภนปหาน และใช้ปัญญาล้าง เห็นจริงว่ากิเลสจางคลาย ผู้ใดทำกิเลสกามลดลงได้ กิเลสอัตตาก็ลดลงด้วย เป็นอัตตาที่ซ้อนอยู่ในกาม ภาษาบาลีเรียกว่า กามสุขขัลลิกะ ส่วนทางอัตตาเรียกว่า อัตตทัตถสุข ไปหลงผลได้ผลกำไรเป็นของตน เป็นตน สุขที่นึกว่าตนได้ ผู้ใดล้างกามได้ อัตตาในฐานกามก็ลดลงได้ แต่ก็มีส่วนเหลืออยู่นะเป็นรูปอัตตา อรูปอัตตาอีกทีหนึ่ง อนาคามีจึงเหลืออัตตาเป็นรูปราคะ อรูปราคะ เหลือเป็นภายในจิต ในความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนหากไม่เข้าใจก็แยะไม่ออกล้างยาก ไม่รู้ความเป็นจริงของกามสัตว์ รูปสัตว์ อรูปสัตว์เป็นอย่างไร ก็ขอย้ำตรงที่ว่า ถ้าผู้ที่รู้จักโอปปาติกโยนิ ต้องรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน จับตัวเหตุได้ เรียกว่าจับสมุทัย แล้วกำจัดเหตุคือตัณหา ใครลดกามตัณหาได้ จิตก็เกิดใหม่ ในร่างตอนเป็นๆ ไม่ใช่ตอนตายแล้วนะ จะบังคับให้มันหยุดได้ก็ชั่วคราว มันไม่ได้ทำความเกิด การจะทำความเกิดได้ต้องทำความดับ จิตที่เป็นกิเลสตัณหาต้องตาย ให้จิตที่เหลืออยู่เกิดหรือสะอาดขึ้น สะอาดจากตัวสกปรกก็เป็นจิตใหม่คือจิตอุบัติเปลี่ยนเป็นจิตใหม่ จิตเก่าหมดไปแล้ว นี่คือความง่ายชัดเจนในการอธิบาย จิตเกิดใหม่ จึงมีสองแบบ แบบหนึ่งที่คนเข้าใจว่าต้องเกิดหลังจากตาย คือกายแตกตายไป แล้วเกิด อย่างนี้แบบเทวนิยมที่รู้กันทั่วไปไม่ใช่แบบพุทธ แบบนี้แก้ไขจิตไม่ได้ ก็เป็นการเกิดใหม่อีกแบบ แต่แบบนั้นแก้ไขไม่ได้ แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่สอน แต่คนก็อยากรู้จังเลย ส่วนอีกแบบคือการเกิดตายของจิตวิญญาณแบบพุทธต้องมีญาณรู้จิต จิตตัวที่ถูกรู้เรียกว่ารูป เป็นอัตตาของจิตที่เป็นอาการเป็นตัวตนอยู่ให้เรารู้ได้สำเร็จ ผู้ใดรู้ได้ผู้นั้นมีญาณหยั่งรู้มโนมยอัตตา มันถูกรู้โดยญาณทัสสนะ ถูกรู้โดยฌานของเรา จิตเกิดใหม่ต้องเกิดอยู่ในร่างกายเป็นๆจึงจะสัมมาทิฏฐิ ถ้าไปเข้าใจว่า ตายแล้วเกิดที่ไหนๆคนนั้นมิจฉาทิฏฐิ อ่านรู้ได้ถึงจิตแบบโลกๆเคหสิตเวทนา แล้วทำการเปลี่ยนแปลงจิตให้เกิดใหม่ได้ เป็นจิตที่ไม่มีอาการแบบเก่าแล้ว เป็นเนกขัมสิตะ เป็นการออกจากกามออกจากพยาบาท ที่มีกิเลส โลภ โกรธ หลง แบบคนทั่วไป จิตแบบเดิมไม่เกิดอีกแล้วตลอดไป เป็นจิตอาริยะที่แท้ อย่างสัมมาทิฏฐิ
มีคำถามอีก จาก sms ว่า _ 0893867xxx · จะดับกามตัณหาต้องดับที่สังขารหยุดการปรุงแต่งได้!ที่ยึดถือว่าเป็นของตน(อัตตา)ก็ไม่มี!ทุกข์ที่เกิดจาก ตนก็ไม่มี!แต่ก็ยังมีทุกข์ที่เกิดจากวิภวตัณหาอยู่อีกใช่ ไหม? พ่อครูว่า… เบื้องต้นก็ตอบว่าใช่ หมดกามตัณหาก็ต้องล้าง รูปภพภายในต่อไป แล้วก็เหลืออรูปภพอีกภายใน ก็ต้องมีวิภวตัณหาเป็นขั้นๆ รูปภพดับไปก็หมดอีก เหลืออรูปภพก็ต้องมีตัณหาดับภพ เป็นวิภวตัณหานี้ พอหมดอรูปภพก็เป็นผู้ไม่มีตัณหา เป็นผู้ดับภพ เป็นคนไม่มีภพแล้ว คนที่ดับภพก็ยังมีภพที่ต้องอาศัย เรียกว่า ภพของขันธ์ 5 ที่อาศัย แต่ก็ต้องมีตัณหาที่จะอยู่มีชีวิต เป็นตัณหาของผู้มีวิภวภพก็เป็นผู้มีตัณหาอยู่ ท่านแยกเป็น 10 ภาวะของทุกข์ ภพที่ยังเหลืออยู่ท่านเรียกว่า เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ที่หมดไปคือทุกข์ที่เลี่ยงได้ เป็นทุกข์ทางจิตที่ดับได้ เลี่ยงได้ มีปกิณกทุกข์ สันตาปทุกข์ สหคตทุกข์ วิวาทมูลกทุกข์ 4 อย่างนี้ดับได้หมด แต่ทุกข์ที่เหลืออยู่ เป็นภาราหเวปัญจขันธาก็คือ ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ ขันธ์ที่เราไปติดมันมาก ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร ขันธ์ วิญญาณ แต่แม้อรหันต์ก็ยังมีทุกข์ในขันธ์ 5 นี้เลย ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7 . ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8 . สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันเนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9 . สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10 .วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)
แม้ตอนเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีการปฏิบัติธรรมที่ผิด เป็นทุกรกิริยา แต่ว่าการตั้งตบะธรรมหรือการปฏิบัติตั้งตนบนความลำบากก็ไม่ใช่แบบทุกกรกิริยา พระพุทธเจ้าว่าตั้งตนบนความลำบาก กุศลกรรมเจริญย ิ่ ง ถ้าตั้งตนบนความสบาย อกุศลกรรมเจริญยิ่ง การทรมานตนก็เห็นว่าลำบากก็เลยไปบำเรอลาภยศ ตั้งตนบนความสบาย ยถาสุขังโขเม วิหารโต อกุศลกรรมก็เจริญเอาร่างกายอ้วนพุ่งป่องเต็มเลย วิวาทมูลกทุกข์ นี้คือสงครามวิวาท ผู้ใดจะวิวาทผู้นั้นผู้นี้คนนั้นก็ทุกข์แน่นอน แต่การถกเถียงกันเพื่อปัญญามันไม่ใช่วิวาท ในการที่จะสากัจฉาก็ไม่ใช่วิวาท แม้ถกกันแรงกันจัด ว่าคนนั้นผิด ปฏิกโกสนา ประท้วงคัดค้านหน้าดำหน้าแดงก็ได้แต่ใจไม่ได้โกรธ อย่างหลวงปู่จริงจังคนเลยหาว่าดุ แต่ใจไม่ได้ดุไม่ได้โกรธเกลียดเลย แม้คนจะมาทำร้ายเรา ที่เขาทำร้ายเราก็เพราะ 1 .เป็นวิบากที่เขาขอคืน หรือ 2 .คนเขาหาเรื่องเราเลย เราก็หลบเสีย ไม่ต้องโกรธเกลียดชังหรือถือสา ใครจะมาทำร้าย อาตมา ๆก็ไม่ถือสา อาหารปริเยฏฐิทุกข์เป็นทุกข์ที่ต้องแสวงหาอาการ แต่ อาตมา ทำงานมา 45 ปีกว่าก็ไม่ได้ท้อเลย แม้จะมีผลเท่านี้ก็เอา ไม่ได้มากเพราะมันยาก ได้ขนาดนี้ก็ยังทำอยู่
_ 0893867xxx · จะดับภวตัณหาต้องจัดการที่สัญญาทำให้เกิดดับแค่สัญญาไม่ส่งต่อไปถึงสังขาร!ถูกไหม พ่อครูว่า… คือดับกามตัณหาแล้ว ก็คือไม่ให้มีสัญญา ตรงนี้ยังวิปลาสอยู่ไม่ตรงทีเดียว ไม่ใช่ดับสัญญา สัญญายังทำหน้าที่อยู่ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ แม้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตน ขึ้นสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ตั้งแต่ต้นจนจบสัญญาก็ไม่เคยดับเลย แต่ดับอุปาทานในสัญญา สัญญาเป็นตัวทำงานตั้งแต่ ต้น กลาง ปลาย กำหนดรู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ให้สัญญาหายวิปลาส จนเป็นสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เมื่อนั้นสัญญาก็บริบูรณ์ ไม่ต้อ ง ทำงานตรวจสอบดับกิเลสอีก แล้วที่เข้าใจว่า จัดการสัญญาทำให้เกิดดับแค่สัญญาไม่ใช่ ต้องดับเหตุ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้เหตุปรุงแต่งในสังขาร แล้วก็ดับที่เวทนา มันปรุงแต่งเป็นสัตว์ผีที่สังขาร ต้องล้างผีให้หมด เวทนา สังขารก็สะอาดไปตามลำดับ สุดท้ายดับเหตุแล้ว สังขารก็เป็นอภิสังขารอยู่ เป็นอเนญชาภิสังขาร หรืออปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องชำระกิเลสอีกแล้ว สรุปแล้วการจะดับต้องดับเชื้อกิเลสให้หมดสสังขาริกัง เป็นอสังขาริกังเลย สัตว์ตัวที่ 9 คือเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ต้องดับสัตว์ตัวนี้ให้เกลี้ยงจึงเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอายตนะ 2 เป็นที่อาศัย คืออสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ
_ 0893867xxx · เรียนเรื่องโลกภายนอกก็ว่ายากแต่โลกภายในตนยิ่งยากกว่าอีกเฮ้อเอวัง!
_อัตตาเป็นธรรมดาในที่นี้คือ อัตตาของผู้ที่ยังมีชีวิต แต่ไม่มีกิเลส เพียงอาศัยทำคุณต่อสังคม พ่อครูว่า… ก็ชัดนะใช่ คืออัตตามันก็เป็นธรรมดาอย่างที่เราอ่านในพระไตร ปิฎก เล่ม 10 ที่ว่าอัตตามันก็มีเป็นธรรมดา จะบอกว่าอัตตาไม่มีก็ไม่ได้ เวทนาก็ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ส่วนที่ซ้อนในอัตตาในเวทนา ที่เป็นตัวอุปาทานไม่สะอาดต้องมาล้างออกให้หมด พระพุทธเจ้าว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ คืออัตตาเป็นอัตตาที่เป็นอรหัตตา ไม่ลึกลับแล้ว แต่ในอัตตาก็มีขันธ์ 5 อยู่เป็นสิ่งธรรมดา ก็อยู่เป็นผู้รับใช้ประชาชน เป็นนักประชาธิปไตยเบอร์หนึ่งแก่โลกรับใช้โลก ทุกวันนี้เราก็รับใช้อยู่แต่เขานึกว่าเราไปวุ่น ไปทำนอกหน้าที่นักธรรมะ
เขาไม่รู้ก็เลยทำร้ายเรา ไม่รู้ว่าเราไปช่วยไปรับใช้ เขาไม่รู้เลยเอาระเบิดเอาปืนมายิงเราเลย พวกเราทำงานให้แก่สังคม เป็นนักการเมืองเบอร์หนึ่ง โดยไม่ต้องไปเป็นนิตินัย แต่เป็นประชาชนมีสิทธิ์ทำงานการเมืองตามระบบประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ในเมืองไทยยังหาว่าอาตมาไปยุ่งไปวุ่นวายอีก
_มีคำถามของเด็กๆมาแทรกว่ า พระกฤษณะ และพระวิษณุมีจริงไหม? พ่อครูว่า… มันเป็นภาษาธรรม มาเรียกเป็นตัวตนบุคคล เป็นมหากาพย์ พระวิษณุ นัยหนึ่งคือพระนารายณ์ เป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย มีพระพรหมเป็นผู้เป็นกลางประนีประนอม พระวิษณุ หรือพระรามหรือพระนารายณ์ เป็นผู้ปราบหรือบางที่ก็เรียกว่าผู้สร้าง อย่างพระนารายณ์เป็นผู้สร้างอย่างเรียบร้อยค่อยๆทำ แต่ถ้า พ ระวิษณุคือสร้างอย่างรวดเร็วแข็งแรงเลย รวดเร็ว ปราบ ยุคนี่ต้องใช้แม้นิ่มนวลก็ต้องหนักลงแรงหน่อย เป็นยุคง่านโด้ ที่ถามว่าพระวิษณุ พระนารายณ์มีจริงไหมก็มีธรรมะจริง คนใดที่มีคุณลักษณะเช่นนั้น เช่นถามว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม มีจริง ผู้ใดสร้างความเป็นพุทธะในตนได้มีธรรมะได้ก็มีความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าได้สูงสุดเลยก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าสมบูรณ์ ธรรมะไม่สงวนลิขสิทธิ์
_คนขี้เกียจ หลอกหลวง เอาเปรียบ เอาแต่ของคนอื่นไปใช้โดยไม่เกรงใจ ใช้ตังค์เปลือง ชอบโกหกไม่เกรงใจ จะได้รับผลกรรมอย่างไร พ่อครูว่า… ถามผลกรรม เป็นอจินไตย ตอบไม่ได้คำนวณไม่ได้ ก็ตอบกลาง ๆ ว่าได้รับกรรมบาป เพาะที่ถามมาก็เป็นอกุศลทั้งสิ้น ก็ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ทำอกุศลกรรมก็ได้ตามนั้น _อยากรู้ว่าทำไม ภาพที่หนูทำไม่ดี ทำผิดถึงปรากฏอยู่ นานเท่านานก็ปรากฏเห็น พ่อครูว่า… เป็นสัญญาที่ตกค้างมันกินใจ ความไม่ดีที่เราทำนี้มันไม่คลายก็พยายามล้างมัน ด้วยวิธีที่หลวงปู่สอน จะเหลือความจำได้ก็มีอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร พระพุทธเจ้่าจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า เรื่องสัญญาเป็นส่ิงที่ล้างได้ยาก จบ