360510 เชิงชั้นของสันติภาพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข5 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360510 เชิงชั้นของสันติภาพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เชิงชั้นของสันติภาพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉัน วันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เมื่อเช้านี้ อาตมาเทศน์ถึงรายละเอียดที่เราจะพัฒนาให้มันเกิดสันติ ให้มันเกิดความอยู่เย็นเป็นสุขอย่างสงบ สันตินี่ มันหมายความถึงความอยู่เย็นเป็นสุข อยู่เย็นสันติได้ มันมีแนวลึก...ของคน ที่จะต้องศึกษาแล้วก็ปรับ ถ้าไม่ศึกษากันจริงๆ มันปรับไม่ได้หรอก มันมีแต่แนวซ้อน มันมีแต่ความฉลาดแกมโกงที่ซับซ้อน แล้วก็แฝงเข้าไป มันไม่มีสันติได้หรอก สันติที่ร่ำร้องหาในโลกนี้ มันไม่มี ก็เพราะเขาไม่ได้ศึกษาทางจิตกันจริงๆ แล้วก็มีความละเอียดลออที่จะระงับกรรม ระงับกรรม หรือระงับกิริยาที่คดโกง ระงับกรรมกิริยาที่แฝงซ้อน ที่มีเลศเล่ห์ มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรต่างๆนานานี้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้จริงๆนะ ไม่มีทาง ขอยืนยันเลย จะยืนยันอีกกี่ชาติๆ ก็ขอยืนยันว่า ไม่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะพิสูจน์ความสงบ หรือว่าสันติภาพ ที่เป็นสันติภาพสมบูรณ์ สันติภาพแท้ๆนี่ ต้องศึกษาทางจิต แล้วก็ไปปรับปรุงความสัตย์ซื่อ ปรับปรุงจิตใจของเราให้มันมีความซื่อสัตย์สุจริต ปรารถนาดี เสียสละ สร้างสรร ไม่รุนแรง ไม่พยายามที่จะทำอะไรรุนแรง ไม่มีเล่ห์มีโกง มีแต่ความจริงใจจริงจังให้เป็นสัจจะซื่อสัตย์นี้จริงๆได้ แล้วจึงจะเกิดได้ เพราะฉะนั้น โลกทุกวันนี้ ไม่เห็นความสำคัญของจุดนี้ ไม่เห็นจริงๆ โลกทุกวันนี้ เขาเห็นแต่ว่า ทำอย่างไร เราจะร่ำรวย ทำอย่างไร เราจะมีอำนาจ ทำอย่างไร เราจะอุดมสมบูรณ์ ทำอย่างไร เราจะมีแต่คิดสร้างๆ คิดสร้าง แล้วมันก็กอบโกยกัน เอาเปรียบเอารัดกัน ไอ้คน ถ้าสร้างได้ ก็สร้างได้ แต่เสร็จแล้ว ก็กอบโกย เอาเปรียบเอารัด เข้าไปร่ำไปรวย ดูดไป ไอ้คนที่มันยาก

อ่านต่อ

จน หรือคนที่มันไม่มีปัญญา มันไร้สมรรถภาพ อะไรก็ถูกเอาเปรียบเอารัดตะพึดตะพือ แล้วก็มีวิธีการฮั้วกัน มีวิธีการรวมหัวกัน รวมหัวกันก็ยิ่งเป็นอำนาจใหญ่ เพราะฉะนั้น คนที่ได้เปรียบด้วยกัน ก็จะไปรวม พวกได้เปรียบด้วยกันก็จะรวมฮั้วกัน คนฉลาดด้วยกัน ก็ไปรวมฮั้วกัน คนที่ไม่ฉลาดก็หมดฤทธิ์ คนที่ฉลาดน้อยกว่า ก็ตกอยู่ใต้อำนาจ หมดฤทธิ์ เป็นกันอยู่ตลอดโลก เขาจะพัฒนากันยังไง อาตมาก็ไม่เห็นทางว่ามันจะเป็นไปได้ โดยความรู้สามัญ เขารู้เหมือนกันว่า ความโกง ความซื่อสัตย์ ความไม่ซื่อสัตย์ ความเอาเปรียบ มันไม่ดี แต่เขาไม่ได้เรียนรู้การเสียสละ ไม่ได้เรียนรู้ชีวิต ว่าชีวิตนั้นมันน้อยๆ ชีวิตมันเล็กๆ ชีวิตมันไม่ใหญ่โต มันไม่เปลือง มันไม่ผลาญ มันไม่ต้องบำเรอสุข สุขนี่ให้เท่าไหร่ ให้เท่าไหร่ มันก็ไม่เต็ม สุขนี่ ให้เท่าไหร่ มันก็ไม่เต็ม มันยิ่ง หยาบ มันยิ่งกร้าน มันยิ่งหาเรื่องใหม่ เรื่องพลิกแพลง เรื่องนั่น เรื่องนี่ เลอะเทอะทั้งจัดจ้าน หยาบคายแล้วซับซ้อน พลิกแพลง แปลกใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ เสร็จแล้วก็วนเวียนเข้าไปเป็นกิเลสตัวเก่า คือกิเลสตัวต้องการมาเสพสมให้อุปาทานของเราสมใจในอุปาทานของเรา แล้วเขาก็ไม่ได้เรียนรู้อุปาทานเหล่านี้ มันก็เลยไม่มีหยุดยั้ง มีแต่หนักหน้าหนาขึ้นๆ มาถึงยุคสมัยนี้ กิเลสมันมากมาย ความปรุงแต่งมันมากมาย ความพลิกแพลง ความแปลกประหลาด ความแปรเปลี่ยนอะไรมันเยอะ เยอะเสียจน ยังจะเยอะไปหน้าอีก ในคนที่เขาไม่ศึกษา ส่วนพวกเราศึกษาแล้วนี่ เราสังเกตได้ว่า เราลด ลดๆ เออ ไม่ต้องแปลก ต้องใหม่อะไรหรอก ไอ้โน่นไอ้นี่อะไร เราก็เข้าใจสัจจะ เข้าใจอะไรต่ออะไรไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้แจ้ง เห็นจริง ยิ่งเข้าใจตัวเอง ยิ่งเข้าใจชาติกำเนิด เข้าใจสังสารวัฏ เข้าใจความหมุนเวียน เข้าใจว่ามันก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็เห็นความจริงว่า โอ๊ ไอ้เรามันก็เคยมีสัญชาตญาณที่มันเสพมันติด มันอะไรต่ออะไรมา เราก็ยิ่งจะเห็นจริงเลยว่า มันก็ไอ้อย่างนี้น่ะ ไอ้ ไอ้โลกโลกีย์ มันก็อย่างเดิมๆๆนี่ แล้วมันจะนิพพิทา มันจะเบื่อหน่าย โอ๊ย มันก็หลงว่ามันสุข หลงว่ามันอร่อย หลงว่ามันจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น แล้วก็ทำไป เสร็จแล้วเห็นจริงๆแล้วว่า มันจะรู้แต่ว่า มันก็ปรุงไป เพื่อความเหน็ดเหนื่อย เพื่อสิ่งที่จะเอาไปเสริมไปซ้ำไปอาศัย เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนที่ไม่ต้องไปอาศัยอะไรมาก คนที่ไม่ต้องไปอาศัยอะไรมากได้นี่แหละ คนนั้นก็เบาสบาย ง่าย เย็นขึ้นไปเยอะ ขึ้นไปเรื่อยๆ พิสูจน์ความจริงเข้าไปเรื่อยๆ จะเห็นจริงเห็นจังเข้าไปเรื่อยๆ เลย สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่เราศึกษากัน ศึกษาแล้วก็ได้สภาพมีอะไรต่ออะไรขึ้นมา จะเห็นจริงเห็นจัง เพราะฉะนั้น ชี่วิตที่จะเป็นประโยชน์คุณค่าอีก ก็เป็นชีวิตที่เราสร้างสรรไป จะเหน็ด เหนื่อย เราก็รู้ความเหน็ดเหนื่อย แล้วไม่มีใครมาบังคับเราที่จะเหน็ดเหนื่อย เราบังคับตัวเราเอง แล้วเราก็ทำของเราเอง เราขยันหมั่นเพียรเอง สร้างสรร แล้วก็เป็นสิ่งที่เป็นคุณเป็นค่า เกื้อกูลคนนั้นคนนี้เขา มันก็เป็นความดีงามที่แท้จริง ไม่มีอะไรเถียงได้ ความดีงามที่แท้จริง เราก็ทำไป อุดหนุนจุนเจือกันไปในโลก เป็นตัวอย่างอันดีงาม เราก็มีบุญมีกุศล เราก็เป็นตัวอย่างอันดีงาม แล้วเราก็ยืน-หยัดยืนยันไป มันยิ่งขาดแคลนคนอย่างนี้ยิ่งมีน้อย ยิ่งจำเป็น ยิ่งมีค่าสูง ค่าบุญนี่ ค่าของบุญนี่ มันยิ่งแพง มันยิ่งสูง เพราะตามหลักของเศรษฐศาสตร์ ตามหลักของความขาดแคลน ความจำเป็นในโลก มันไม่มีคนที่เสียสละ ที่ซื่อสัตย์ เสียสละที่จริงจัง เสียสละอย่างบริสุทธิ์ เสียสละอย่างเห็นจริงเห็นจังว่า มันเป็นของดี แล้วเป็นของจำเป็น เป็นสิ่งที่ควรมีตัวอย่าง ควรมีแบบ ควรมีในโลก เมื่อเราเห็นเข้าใจชัดแล้ว เราก็สบาย หนัก ก็ไม่เป็นไร หนักก็หนัก เราก็รู้ว่าหนัก เราก็รู้สภาพของโลก หนักก็คือหนัก ให้พระอรหันต์มาแบกหิน กับให้ปุถุชนให้จอมโจรแบกหิน มันก็ไอ้หนักเท่ากับหินที่มันหนัก ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์มาแบกหินแล้วก็มีอิทธิฤทธิ์หินกลายเป็นเบา ไม่ใช่ น้ำหนักของหินมันก็เท่าเดิม แต่คนแบกด้วยความเต็มใจ ด้วยความเต็มใจนี่ จะมีพลังพิเศษ เต็มใจ เราก็ทำด้วยความตั้งใจ ทั้งเต็มใจ แล้วตั้งใจ มันก็ง่าย มันก็เบา มันไม่ได้เบา เพราะน้ำหนักของหินมันลด แต่มันเบาเพราะเราจะมีพลังพิเศษจริงๆ มีพลังพิเศษที่เบาง่าย เพราะมันไม่มีอะไรมาต้าน แต่ถ้าคนเราไม่เต็มใจนี่นะ ไม่เต็มใจนี่ พลังก็ลดแล้ว แล้วไม่ตั้งใจอีก ยกไม่ขึ้นเลย ไม่ตั้งใจ ไม่เต็มใจ แล้วไม่ตั้งใจยกไม่ขึ้น มันหนัก ลำบากลำบน พลังพวกนี้เป็นพลังแฝงอยู่ในความรู้สึกจริงๆใครไปพิสูจน์เลยว่า ถ้าเราเต็มใจ ตั้งใจในอะไรนะ มันดูเบา มันดูง่าย มันดูสะดวกไปหมด แล้วเราก็ทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น คนที่มีประสิทธิภาพ มันมีประสิทธิภาพ เพราะว่าจิตใจมันบริสุทธิ์ สะอาด อย่างที่กล่าวนี้แหละ เราก็พิสูจน์กันไปเถอะ พิสูจน์กันไปเรื่อยๆ พวกเราก็ค่อยๆเข้าใจ แล้วค่อยๆพิสูจน์เพิ่มเติม ตามที่เป็นมา น้อยคนนี่แหละ เพราะว่ามากคนไม่ไหวหรอก อธิบายกัน มากไป แล้วมันรวนกัน มันค้านแย้งกันเยอะ ทีนี้เราเห็นสอดคล้องกัน แล้วพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ เราจะเห็นความเป็นจริงอันนี้เป็นไป แล้วพวกเราก็จะเห็นความจริงอีกว่าเราลด ลดติด ลดอร่อย ลดอร่อยในเรื่องลาภ เรื่องยศ ลดอร่อยในเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลดอร่อยในเรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องความดี ความเด่นอะไรก็แล้วแต่ คนดีก็ แหม คนชมเชยก็ฟูฟ่อง ไอ้เราก็เออ ดีก็ดี คนชมเชยก็ไม่เห็นฟูฟ่องอะไร มันก็ไม่ต้องไปมีความอึดอัดขัดเคืองไม่ต้องไปแย่งไปชิง แต่เราก็ต้องรู้ด้วยปัญญาว่า ถ้าเราจะพากเพียรให้มันเกิดความดีงามขึ้นมา มันไม่ใช่ความเลวทรามอะไรหรอก เป็นความดีแท้ๆ เราก็พากเพียรให้มันเกิดความดีงามนั้นขึ้นไป เพิ่มพากเพียรไป เราก็ดีงามขึ้นไปโดยสัจจะความจริง ใครเขาจะถล่มทลายเรา ใครเขาจะดูถูกดูแคลนเรา ถ้าเราดีจริงแล้วนะ ปากคนว่าเราไม่ดีดูแคลน ดูถูกเรา มันก็เป็นความโง่ของเขา ที่เขาไม่รู้ความจริง นอกจากจะเป็นความโง่แล้ว เป็นความบาปที่บาปจัดด้วย เพราะเขามาดูถูกคนดีที่จริง ดูถูกอย่างโง่ บาปของเขาจึงหนัก เพราะคนดีไม่ควรถูกดูถูก คนดีไม่ควรจะถูกใครเขาหยามเขาเหยียด คนดีควรจะได้รับการยกย่องชมเชยด้วยซ้ำ แต่นี่เขาไม่รู้ โง่ๆเง่าๆ มาดูถูก หรือยิ่งรู้อยู่ด้วยว่า เขาดี แล้วเราก็แกล้งดูถูก หรือว่าแกล้งเหยียบย่ำนะ คนนี้ยิ่งบาปหนักเข้าไปใหญ่เลย บาปซ้ำเข้าไปใหญ่เลย รู้ทั้งรู้วา เขาดี แล้วก็ไปแกล้งดูถูก ไปแกล้งเหยียบย่ำ ไปแกล้งถล่มทลายเขานะ บาปหนักกว่าอีก บาปแพง ราคาบาปสูงกว่าควรอีก นี่ ราคาบาป ราคาบุญ มันเป็นจริง ฟังดีๆ แล้วคุณจะเข้าใจ มันขึ้นจากสัจจะ มันขึ้นด้วยสัจจะทั้งนั้น ตัวสัจจะเป็นตัวกำหนดหมดเลย เพราะฉะนั้น สัจจะนี่ มันลึกซึ้งซับซ้อนมากหลากหลาย ถ้าเข้าใจไม่ถูกเหลี่ยมถูกมุมของมันนี่ มันก็ไม่อยากแก้ไข ถ้าเข้าใจได้ดีแล้วนะ ชัดเจนแล้ว โอ๊ คนเราก็ ก็อยากจะแก้ไข เรื่องอะไรเราจะไปทำบาป เรื่องอะไรเราจะไปทำชั่ว โดยสัจจะเป็นยังไง เราก็ปรับปรุงพัฒนาไป พัฒนาไปแล้วเราก็...โลกมันก็มีสิ่งที่ดี โลกยังไม่ขาดแคลนนะ โลกยังไม่แห้งแล้งเกินไป ที่จะมีสิ่งที่ดีอยู่ในโลก ทุกวันนี้ ก็มีพวกเรานี่แหละ ตั้งอกตั้งใจพากเพียรสร้างสรรไปเถอะ ค่อยเป็นค่อยไป มันต่อสู้กับโลกที่มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันจะพยายามโฆษณา PROPAGANDA กลบเกลื่อน แล้วก็หาแง่หาเชิงมาตีเหตุตีผล ถล่มทลายหรือว่าค้านแย้งกับพวกเราอยู่นะมองดูง่ายๆเถอะ อย่างเขาบอกว่า พวกเรานี่มันโง่ มีกินก็ไม่กิน เขาสะเขาสวยสดใส ซาบซ่า เบิกบาน มันก็มันทำมันเป็นซอมซ่อ จืดๆ ไม่ร่าซ่า ไม่หวือหวา ก็จริงของเขาละนะ มองไปในแง่ของเขาก็จริงนะ ไม่เป็นอย่างที่เขาเป็น แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เราขาดไหมละ เราวางเฉยๆ ชืดๆ นี่ เราขาดไหม อาตมาว่าไม่ขาดนะ มันก็สบายอยู่ดีอยู่แล้ว หรือจะยิ้มแย้ม เบิกบาน ร่าเริงมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรเกินไป คนเรานี่นะ ถ้าให้ตั้งใจโกรธนี่นะ กับให้ตั้งใจเบิกบาน ร่าเริงนี่ อันไหนหนักกว่ากัน ตั้งใจมันทำให้โกรธ โอ้โห มันหนักนะ มันร้อน แต่ทำให้เบิกบาน ร่าเริง ตั้งใจให้เบิกบานร่าเริง นี่นะ มันเย็น มันเบา มันเย็น มันเบา มันสะดวกกว่า ตั้งใจให้รุนแรงนี่ยาก ถ้าตั้งใจให้ประสาน ตั้งใจให้ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ตั้งใจให้อะไรนี่ง่าย แต่นั่นแหละกิเลส พอมันเป็นกิเลสจริงๆ แล้วมันซับซ้อน พวกเรานี่ตั้งใจให้ประสาน เอ๊ กลับยากแฮะ เห็นไหม กลับยาก ตั้งใจให้ประสานกลับยาก เห็นไหม กิเลสมันมาคั่นแล้ว เพราะกิเลส เพราะเรายังไม่รู้ตัว ไอ้ที่มันไม่รู้ตัวนั่นแหละ ไอ้ตัวที่มันแฝง มันกั้น ที่มันต้านนั่นแหละ ตัวนั้นแหละมันเป็น เรียกภาษาสมัยใหม่เขาเรียกกำแพงไร้สภาพ พวกกำแพงไร้สภาพพวกนี้ มันเป็นนามธรรม พยายามอ่านมันให้ออกว่า มันมี มันมี มันมีเป็นอาการ เป็นอารมณ์ เป็นตัวที่ เอ๊ะ ทำไมเขาจะประสานกัน คุณสังเกตง่ายๆ ไอ้คนนี้นี่เราทะเลาะเขามานะ เกลียดชังเขามา พอเสร็จแล้ว เราจะไปประสาน วางใจนะ ตั้งใจจริงๆ ตั้งใจดีแล้วละ วางใจแล้วละนะ จะเข้าไปประสานมัน เหมือนกับมีอะไรดันคั่นอยู่ มันไม่สนิทน่ะ มันอี๊ยะ มันเข้าไปไม่ได้ มันไม่มีนะ มันไม่มีแล้ว ใจเราก็วางแล้วนะ แต่มันก็ยังมีเห็นไหม มันก็ยิ่งมี เหมือนอะไรมันกั้น มันเข้าไปไม่ได้ง่าย ประสาน ไม่ราบรื่นเลย นั่นแหละ กำแพงไร้สภาพ มันไม่มีหรอก แต่เราก็รู้สึกมีเอง ทลายมันให้ได้ ทลายมันให้ได้ มันไม่มีหรอก ตัวเองแหละมี มันไม่มีจริงๆมันไม่มี ตั้งใจดีๆแล้ว มันก็ยังไม่มี ว่ามันไม่มี มันก็ยังมี เห็นไหม นี่แหละ มันยากอย่างนี้ แต่ยากก็ต้องฝึก ฝึกแล้วเราจะคล่องตัว เราจะชำนาญ เราจะทำได้ แล้วก็ทำได้มากๆ บ่อยๆ มากๆคนเข้าก็ชำนาญ ทีนี้ก็ประสานกันสนิทเข้าไป เราตั้งใจอยู่แล้วว่า จะให้มันเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างที่มันเป็นกันอยู่ มันไม่เข้าท่าเข้าทางอะไรหรอก โลกที่เขาเป็นกัน มันก็ทุกข์ร้อน นี่ พวกเราพยายาม อาตมาก็เคี่ยวเข็ญนะ อาตมาก็พยายามให้พวกเราประสนากันดูดีๆ ให้พยายามที่จะเข้าไปถึงตรงนั้นตรงนี้บ้าง คนเราบางทีอยู่ด้วยกันนี่ แม้แต่ในวงพวกเรานี่ มันไม่ใหญ่ไม่โต ไม่กว้าง ไม่ขวางอะไรเท่าไหร่เลยบางทีก็ไม่ได้สัมพันธ์อะไรกัน ต่างคนต่างงุดๆๆๆอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องที่จะสัมพันธ์กันบ้างในสังคม จริงในฤาษีนี่ ในแบบของฤาษี นี่ ในแบบของการปฏิบัติธรรมเคร่งๆ เขาจะไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง เขาจะไม่ประสาน แต่เมื่อมีสภาวะปฏินิสสัคคะ สภาวะตีกลับแล้ว จะพยายามประสาน เมื่อกิเลสของเราหมดจริงๆ ยังไงมันก็ไม่ติดหรอก มันพยายามประสานนี่ เพื่อความแคล่วคล่อง เพื่อความประสานกันได้ดี เพื่อที่จะล้างกำแพงไร้สภาพนี้ออกให้ได้เท่านั้นแหละ พอล้างอันนี้ได้แล้ว จริงแล้วนะ ทีนี้ประสานได้ดีแล้ว มันไม่ติดหรอก ถ้าความจริงของคุณน่ะ ไม่ดูดไม่ติดกันแล้ว จะมาประสานกันได้ยังไง พูดตรงๆนะ อย่างอาตมากับพวกคุณนี่นะ อาตมาประสานกับพวกคุณ คุณอย่าน้อยใจ อย่าเสียใจนะ อาตมาประสานกับพวกคุณนี่มาเป็นญาติ มาเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นอะไรกันก็แล้วแต่ อาตมาว่าอาตมาพัฒนา อาตมาเป็นลูกเป็นพ่อกับพวกคุณ เป็นพ่อเป็นลูกกับพวกคุณจริง แต่ขอยืนยันว่าในใจของอาตมา อาตมาไม่มี ไม่มีลูก ไม่มีพ่ออะไรกับใครจริงๆ ใจมันง่าย มันสบายจริงๆ แต่ต้องมี ต้องทำหน้าที่ ต้องเป็นจริงเป็นจังเหมือนกัน ต้องปฏินิสสัคคะเข้ามามี เป็นการย้อนสภาพย้อนกลับมาให้มันมีสิ่งประสานให้สิ่งที่มี แล้วคุณภาพหรือความหมาย คุณภาพของความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติ เป็นพ่อเป็นลูก เป็นอย่างไรล่ะ ที่เป็นคุณภาพที่จริงที่สัตวโลกมนุษยโลก โดยเฉพาะความเป็นมนุษย์นี่ สัตว์มันยังมีได้ สัตว์เดรัจฉานนี่ มันมีความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก มันมีนะ แล้วมันก็ดูแลรักษา รักษาเลี้ยงดู ทำหน้าที่อันถูกต้อง สัตว์เดรัจฉาน มันยังทำเป็น แล้วเราเป็นคน เราทำไม่เป็น ชั่วกว่าสัตว์หรือ เราก็ทำ เมื่อมาทำ อาตมาเมื่อมาให้คุณเรียกว่าพ่อ อาตมาก็ทำหน้าที่พ่อ ทำเป็น อาตมาว่าอาตมาทำเป็น แล้วอาตมาก็ต้องรับภาระนี้ทำนี้ แต่ใจของอาตมาจะติดหรือไม่ติด มันเรื่องของอาตมา อาตมาบอกคุณแล้วว่า อาตมาไม่ติดหรอก ไม่ได้เป็นพ่อ เป็นลูกไม่ได้ติดพัน ติดยึดอะไรจริงๆ แต่พวกเราก็มีอะไรต่ออะไรกันอยู่ แต่ถ้าต้องอาศัยก็อาศัยก่อน ถ้าคุณจะมีพ่อที่ดี กับพ่อที่ชั่ว คุณจะเอาพ่ออย่างไหน อย่าตอบนะ ประเดี๋ยวจะสอบตก ตอบไม่ได้ก็เอาหัวไปจิ้มขี้ควายซะ ถ้าจะมีพ่อที่ดีกับพ่อที่ชั่ว เขาจะต้องเอาพ่อที่ดี แต่เราต้องมีพ่อที่ดี เพราะว่าเราต้องศึกษา เราต้องมีผู้ที่นำพา เรามีผู้ที่เป็นพ่อ ผู้ที่จูง หรือเป็นครูก็ได้เรียกครูก็ได้ เรียกพ่อก็ได้ เรียกอะไรก็ได้ ที่เป็นผู้นำ นำพาสั่งสอน หรือว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็เลือกเอาก่อน จะติดจะยึดก่อน ก็ติดยึดไปอย่างนั้นน่ะ แล้วเราก็มาเรียนรู้ เมื่อเราเป็นได้ เมื่อเราเป็นได้ เหมือนอย่างที่พ่อเป็น เหมือนอย่างที่ครูเป็นแล้ว เราก็ไม่ต้องไปติดครู แต่เราก็ต้องรู้โดยความหมายว่า เออ เราควรยกย่องเชิดชูบูชาเคารพ กตัญญูกตเวทีหรือไม่ อย่าตอบ เดี๋ยวจะสอบตก ไม่ถามละ มันก็ต้องทำ มันก็ต้องมี คุณภาพที่เราจะต้องเชิดชูบูชาเคารพ หรือกตัญญูกตเวที เราก็ต้องมีพฤติกรรมอันนั้น แต่ใจของเราเราไม่ต้องไปผูกไปยึดไปติดอะไรก็ได้ แต่ควรจะมี มีมาก มีน้อย อย่างไรก็ควรจะมี เท่าที่เราเข้าใจ แล้วทำให้ถูก ถ้าเราจะมีกตัญญูกตเวทีมากๆ ถ้าเราจะมีการยกย่องเชิดชู คนที่ควรเชิดชูบูชามากๆ มันเลวหรือมันดี มันเลวหรือมันดีละ ถ้าเราจะเชิดชูบูชาคนที่ควรเชิดชูบูชา ยกย่อง ศรัทธาเลื่อมใส คนที่ควรศรัทธาเลื่อมใส กตัญญูกตเวที คนที่ควรกตัญญูกตเวที ถ้าเราาทำแล้ว มันเลว หรือมันดีละ มันก็เป็นสิ่งที่ดี ทำมากๆ มันก็ดีมากๆ มันไม่ได้เสื่อมเสียตรงไหนนี่ ถ้าจะทำคุณค่าที่ดี สิ่งที่ดีนั้นๆนะ มันมีมากมาย มันถูกต้องแล้วคนดีควรเคารพบูชาก็เคารพบูชา ควรยกย่องเชิดชูก็เชิดชู ควรกตัญญูกตเวที ก็ทำ ทำมากเท่าไหร่ มันไม่เห็นจะตกต่ำตรงไหน ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น ใจเราเท่านั้น เรารู้จริงแล้ว เราก็ทำให้ถูกเรื่อง เพราะฉะนั้น คำว่าจิตหมด จิตไม่ยึด จิตหมดกิเลส จิตวาง จิตปล่อย แล้วนี่จึงมีแต่จิตที่รู้ รู้จริงๆ รู้ความจริง แล้วก็ทำความจริง ตามความเป็นจริง เหมาะสมตามความเป็นจริง แล้วก็ไม่สันโดษในกุศล ความดีที่ดี ทำสิ่งที่ดีไปเรื่อยๆ มากหลายเท่าไหร่ ก็ทำเข้าไป ถ้าเรามีเรี่ยวมีแรง มีเวลา มีโอกาส เราก็ทำ เพราะฉะนั้น เราจะมาเป็นตัวอย่าง ความดีก็เป็นสมมุติ ความชั่วก็เป็นสมมุติ ความดีนี่ เราต้องทำให้มากๆ เพราะมันก็เสื่อมได้ ความชั่วน่ะ ถ้ามันจะเสื่อม ควรให้มันเสื่อมไหม ควรไหม ความชั่วถ้ามันจะเสื่อม อู๋ย ควรให้มันเสื่อมเลย มันไม่อยากจะเสื่อมจากตัวเราละหนา เรื่องของเรื่องน่ะ เราต้องรีบจัดการมันออก แต่ความดี มันก็เสื่อม ทีนี้ความดีมันก็เสื่อม เราควรให้มันเสื่อมไหม ไม่ควร ไม่ควร เราก็ต้องทำใส่เอาไว้เรื่อยๆ เพราะโดยสัจจะอนิจจังแล้ว มันไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง เราจึงต้องทำความดีอยู่เรื่อยๆ สั่งสมไปเรื่อย ให้มันหนาๆ แน่นๆ มากๆ ขนาดไหนมันก็ต้องเสื่อม แต่ต้องให้มันมีอยู่ให้มากๆ อยู่ให้เสมอๆ เพราะเราต้องอาศัยดีเป็นเครื่องอาศัยในโลกมนุษย์ ส่วนชั่วนั้น ไม่ต้องมีเลย อาศัยก็ได้ ไม่ต้องมามีอาศัยก็ได้ ความชั่ว ให้มันเสื่อมๆ ให้มันหมดไปเลย สูญไปเลย ก็ได้ ไม่ต้องไปสร้างมันละ แต่ความดีไม่สร้างไม่ได้ เพราะมันเป็นอนิจจัง ความดีไม่สร้างไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทำไมถึงต้องทำดี อ้าว ก็มันก็ไม่ทำไม่ได้ซี ไม่ทำมันก็แย่ซิ ไม่ทำแล้วมันก็ไม่มี แม้มีมันก็ยังไม่เที่ยงเลย มันก็ยังเสื่อมได้ อยู่ดีๆ จะให้ดีมันทวีขึ้นไม่มีหรอก ไม่มี มีแต่ทำเข้าไป ทำเข้าไป ทำเข้ามันถึงจะทวีขึ้น แม้แต่ชั่ว ถ้าคุณไม่ไปทำซ้ำ ไปซ้อน ไม่ไปทำมันเพิ่ม มันจะไปชั่วเพิ่มที่ไหนเล่า ชั่วก็ตาม ถ้าคุณไม่ไปทำซ้ำ ไปซ้อน ไปเพิ่ม ไป ทำให้มันมีบทบาท ให้มันมีกรรมกิริยาอะไร แม้แต่ใจของคุณก็ไม่ต้องไปคิดชั่วขึ้นมา แล้วกรรมกิริยาทางกาย ทางวาจา ก็ไม่ทำขึ้นไปเพิ่ม มันก็ไม่เพิ่มชั่ว มันก็ไม่เพิ่ม แต่มันขี้มักจะเผลอ เผลอ เอ้า ทำชั่วเคยตัว เคยตัวทำชั่วเสียชิน มันก็ชั่วสิ เพราะฉะนั้น อย่าไปเคยตัวในชั่ว ต้องพยายามรู้ตัว แล้วก็อย่าไปชั่ว อย่าไปทำชั่ว ลดลงๆๆ ได้เรื่อย เท่าไหร่ๆ ชั่วมันก็มีวันหมด ดี เราก็รู้ตัว ก็สั่งสมมันเข้าไป สั่งสมมันเข้าไป เพราะหลักการแท้ๆ หรือความจริงแท้ๆ มันย่อมอนิจจัง ไม่เที่ยง แล้วมันก็เสื่อมได้ แต่ความดีมีไม่เสียหลาย มีไว้เราก็ได้อาศัยอย่างนี้ นี่สัจจะต่างๆ อาตมาวิเคราะห์ให้ฟัง ในรายละเอียดต่างๆ มันก็มีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ในชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มีพลังงาน มีความสามารถ มีอะไร ดูแต่ต้นหมากรากไม้ มันยังไม่หยุดหย่อนในการทำงน มันสร้างสรรชีวะของมันตลอดเวลา มันก็ทำของมัน สัตว์อะไรมันก็ทำหน้าที่ของมันเหมือนกัน แต่มันทำโดยไม่มีความเข้าใจเท่ามนุษย์ มนุษย์นี่ทำดีได้มาก รู้ดีได้ชัดกว่าสัตว์ รู้ดีได้มากกว่าสัตว์ ก็ทำดี นั่นละมากๆ ขึ้นไป คนนี่ละเพิ่มพลังได้เก่งกว่า อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นพืช จะเป็นสัตว์ มันก็เพิ่มพลังไม่ได้เท่าคนหรอก คนนี่เพิ่มพลังพิเศษได้ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมา เพิ่มพลังพิเศษที่จะทำดีให้ยิ่งๆ ยิ่งทุกวันนี้ขาดแคลนดียิ่งน้อย ยิ่งจำเป็นที่เราจะต้องทำ เพราะเป็นโอกาสที่เราจะร่ำรวยแล้ว เป็นโอกาสนะ ยุคนี้ สมัยนี้นี่ คนไม่ค่อยมาทำดี ไม่ค่อยมาเสียสละ ไม่ค่อยมา สร้างสรร เขาไม่ทำ ไม่สร้างสรร ไม่เสียสละ ไม่มาทำดี จริงๆนี่ดีแท้ๆ คนมาทำดีแท้ๆน้อย เป็นโอกาสเพราะว่า เป็นอุปสงค์ เป็น DEMAND ใช่ไหม สังคมต้องการคนดีที่ซื่อสัตย์ให้ดีใหได้มากๆนี่ มันต้องการมาก เพราะมันขาดแคลนมากทุกวันนี้ เพราะค่ามันแพง เราทำก็ได้ค่าของบุญนี่แพง จริงๆนะ นี่ไม่ได้มาหลอกล่อเลย ฟังเอาดีๆ เพราะฉะนั้น เรามีโอกาสที่จะร่ำรวย เอาร่ำรวยอันนี้ เราร่ำรวยคุณค่าความดีนี่แหละ คนมาแย่งคุณทำดีนี่น้อยทุกวันนี้ มีแต่มาแย่งกันไปทำชั่วในโลกในสังคม คนมาแย่งทำอย่างนี้ มา มาอยู่อโศกนี่ มาทำอย่างอโศกพาทำนี่ โอ๋ย ดึงลาก ยังกับอะไรดี ดูเด็กๆสิ มันมาเรียน ไม่เอาละ ไป จะออก ลาออกไปข้างนอก ไม่เดียงสา ไม่ค่อยรู้เรื่อง เด็กๆ ผู้ใหญ่ก็เถอะ รู้ดีแล้วยังเข้ามาไม่ได้เลย ติดโน่นติดนี่ มีภาระโน้น มีภาระนี้ อู๋ย ไอ้ที่จะอ้างสารพัดจะอ้าง มากเหลือเกิน เจ้าประคุณเอ๋ย ตายไปเป็นชาติๆ ก็เสียเวลาไปเป็นชาติๆ มันก็เป็นอย่างนั้น ปัญหาคนจะมาแย่งกับดีเรานี่ ไม่ต้องไปกลัวหรอก นี่ถึงบอกเป็นโอกาส โอกาสเราจะรวย รวยความจน ภาษาไทยนะ จะรวยความจน เพราะเราต้องเสียสละ เราสร้างสรร แล้วเราก็ทำให้ไปหมด เราก็จะไปมีอะไร รวยอะไร แล้วความจนที่จะมีอะไรที่ส่อให้เห็นได้ว่า ความจนก็ตาม เราจนก็ตาม จะมีคนเคารพนับถือ ยกย่องเชิดชูบูชา ไม่ต้องกลัวคนไม่เห็นหรอก ไม่ต้องกลัว ทำไปเถอะ ในที่แจ้ง ในที่สว่างอะไร ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ใจ ทำเข้าไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำเพราะอยากให้คนเห็น ทำอวดทำโชว์อะไรทำไปเรื่อยๆ สัจจะมันเป็นสัจจะเอง เขาจะยกยอ ปอปั้น ก็ไม่เป็นไรนี่ ถ้าไม่ยกย่องปอปั้น มันก็เป็นสัจจะแล้ว มันก็เป็นคุณค่า เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นความดีงามแล้ว สั่งสมมาเป็นวิบากของเราแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรเลย ถ้าคุณเข้าใจในเรื่องของกรรมวิบาก เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องวิบาก แล้วก็เชื่อมั่นในกรรม ในวิบาก เป็นกัมมศรัทธา วิปากศรัทธา กัมมัสสกตาศรัทธา กรรมเป็นของๆตนอย่างแท้จริง อย่างชัดเจนแล้วนะ เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ว่า อาตมาเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสาธยาย เชื่อจริงแล้วนะ โอ๊ย สบาย ไปได้ ไปได้ปรื๋อเลย ไปได้อย่างปรื๋อ อย่างปรื๋อเลย ไปได้อย่างดี นอกจากขี้เกียจ นอกจากกิเลสของคุณเอง มันขี้เกียจ มันชมสวน มันชมสวน มันแวะ มันไม่ขมีขมัน มันไม่อุตสาหะ มันไม่ขวนขวาย ก็เท่านั้นแหละ อาตมาว่า เร่งอันนี้ให้ได้ดีๆ โลกเขามันมีน้ำมันหล่อลื่น มันมีเครื่องล่อ มันมีลาภ ยศ สรรเสริญล่อ ทุกวันนี้ ก็เบื่อกันจะแย่แล้ว อย่างชาวญี่ปุ่น ทุกวันนี้นี่ มันขยันกันจนกระทั่ง มันขยันไปแล้ว มันก็เป็น ทุกข์ มันไม่พ้นทุกข์ มันหาทางออกไม่ได้ ทุกวันนี้ฆ่าตัวตายเยอะ ฆ่าตัวตายมากขึ้น อะไรนิดอะไรหน่อยเปราะพวกนี้ คนฆ่าตัวตาย พวกเรานี่ จะไม่มีต่อไปในอนาคตทั้งๆที่จนนี่ละ พวกเรามาจนแสนจน ไม่เดือดร้อน จนก็ไม่เดือดร้อน แล้วก็ไม่ฆ่าตัวตาย เพื่อนมี ไม่อ้างว้างว้าเหว่ เหี่ยวโหย จนกระทั่งโอ๊ย เดียวดาย อย่าอยู่เลย เศร้า โลกนี้เศร้าหมองนัก ฆ่าตัวตาย จะไม่มี คอยดูในกลุ่มพวกเรานี่จะไม่มี แม้ไม่มีพี่น้องสักคนเลย เป็นกำพลอย หนักกว่ากำพร้านะ คือกำพร้า มันแม่ตาย หรือพ่อตาย กำพลอยนี่ มันตายทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่เลย ต่อให้เป็นกำพลอยไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีญาติด้วย ไม่มีพี่ ไม่มีน้องด้วย สังคมเราทำไม่ได้ พึ่งกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันอย่างญาติจริงๆ ทุกวันนี้ ก็เห็นรูปรอยแล้วใช่ไหม อยู่ได้ มันไม่ว้าเหว่ มันไม่อับเฉา เห็นไหม นี่ เห็นได้ไหมว่า คนเรามันไม่มันไม่คิดจะฆ่าตัวตายหรอก มันไม่ทรมานทรกรรม ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ เจ็บป่วยมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญก็ต่างคนต่างทำเอานะ ไม่ใช่บุญเอ็งทำเถอะ ข้าไม่ทำ ระวังละ บุญก็ต่างคนต่างสร้างสรรเข้าไป พยายามพากเพียรสั่งสมบุญ บุญก็พากเพียรตั้งใจสั่งสม เป็นไปได้นะ ทุกวันนี้อาตมาเห็นร่องเห็นรอย ที่อาตมานำมาพูดนี่ มันไม่ใช่เรื่องลึกลับหรอก แต่เป็นเรื่องลึกซึ้ง พูดไปได้มากมาย พูดให้คุณฟัง คุณจะเห็นได้ว่า โอ๊ มันเข้าใจนะ มัน เออ มันจริงๆนะ มันสอดคล้อง มันอะไรต่ออะไร คุณจะเห็นได้ธรรมดาไม่ใช่ว่า จะนำมาพูดได้ง่ายๆ ถ้าอาตมาไม่พูด ใครจะพูดสู่ฟัง หือ เขาสาธยายกันเดี๋ยวนี้ มีไหม อย่างที่ว่านี่ แล้วก็มายืนยัน เห็นแง่เชิง เห็นแง่มุมชัดๆ อย่างที่ว่านี่ อาตมาไม่ได้มานั่งพราง ไม่ได้มานั่งแฝง ไม่มานั่งหลอกอะไร พูดตรงๆอย่างนี้ ใครเอาก็เอา ใครเห็นอย่างนี้ดีก็เอา ถ้าเห็นว่าไม่ดี ก็ไม่ต้องเอา เป็นเรื่อง แหม มัน...

ถอด โดย ประสิทธิ์ ฝ่ายทอง 15 มิ.ย.36 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 17 มิ.ย.36 พิมพ์ โดย สม.มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทปฯ 18 มิ.ย.36

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน