360601 โจทย์นี้ใหญ่หลวงนัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360601 โจทย์นี้ใหญ่หลวงนัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
โจทย์นี้...ใหญ่หลวงนัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 1 มิถุนายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เราอยู่กันไป แล้วเราก็จะมีจารีต มีประเพณี มีวัฒนธรรม ที่เราจะได้ปรับ ปรับไปเรื่อยๆ มันไม่เที่ยง มันไม่ได้ตายตัว ยึดมั่นถือมั่นเอาตามที่เราเองเราต้องการ เราหมาย มันไม่ได้หรอก มันก็จะต้องมีการค่อยๆปรับตัวไป ดำเนินการไป มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัวของมัน กำหนดกันไป เปลี่ยนแปลงกันไป ตามลำดับ บางอย่างเราก็เรียกว่ากฎ ว่าระเบียบ วินัย อะไร ก็เป็นกฎ เป็นระเบียบ เป็นวินัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตกลงกัน ตั้งแต่ตกลงผู้เดียว เห็นดีผู้เดียว ตัดสินผู้เดียว เช่นวินัยหรือศีล ที่พระพุทธเจ้าท่าน ท่านบัญญัติขึ้นเอง วินัยท่านก็บัญญัติ ไม่ต้องไปเข้าหมู่ ไม่ต้องเข้าสภา ไม่ต้องไปปรึกษาใคร เอาความเห็นของสงฆ์ เอาความเห็นของผู้อื่นมาประกอบวินิจฉัยกัน เสร็จแล้วก็ค่อยได้หลักเกณฑ์ออกมา แล้วเอาหลักเกณฑ์นั้นมาใช้กับสังคมต่อไป อย่างที่สภาที่ทำกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต้อง พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้อง ท่านบัญญัติขึ้นมาเลย เป็นหลักเกณฑ์ ว่าจะต้องทำตามนี้ อย่างนี้ วินัยเป็นต้น หรือศีลเป็นต้น นี่ก็ตามนะ พวกเราก็ไม่ได้ทำถึงปานนั้น ไม่ได้ทำอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ อย่างพระพุทธเจ้า เราก็ยกให้ ท่านทำ ท่านมีพระปัญญาธิคุณมากมาย ท่านปรารถนาดีหวังดี แล้วเฉลียวฉลาดเพียงพอ หรือในยุคกาลหลายยุคกาล ผู้ที่เห็นว่าตัวเองฉลาดเพียงพอก็ตั้งกำหนดกฎหมายนั้นขึ้นมา ในยุคสมัยบางยุคสมัย ในกลุ่มสังคมบางกลุ่ม มีผู้เผด็จการอย่างนั้น แล้วก็ทำอย่างนั้น จะเผด็จการด้วยปัญญาอัน...ปราศจากความลำเอียง ก็ได้ ก็มีได้ มีบ้างน่ะ แม้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ในลักษณะของสมบูรณาญาสิทธิราชหลายๆ บางครั้ง
อ่านต่อ
บางคราว หลายคราวหลายอันหลายสิ่ง แต่จะให้บริสุทธิ์เหมือนพระพุทธเจ้า ก็คงจะยาก แต่เขาก็ยังทำกัน เป็นการตั้งกฎ ตั้งหลัก ตั้งเกณฑ์ ตั้งวินัย ตั้งระเบียบอะไร มาให้แก่หมู่สังคมปฏิบัติ ให้มนุษยชาติปฏิบัติไป แต่ถ้าเผื่อว่า หลายๆคน มีผู้ฉลาดหลายๆคน เข้ามาร่วมกันคิด ร่วมกันวินิจฉัย ด้วยความเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ความเจริญที่แท้ ก็บัญญัติหลักเกณฑ์วินัยอะไรขึ้นมาให้แก่สังคม ก็เป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ที่อาศัยกันมา แม้จะฉลาดขนาดไหน ก็ลองฟังคนอื่นบ้าง ก็ช่วยกันคิด ต่างคนต่างก็เข้าใจโดยปริยาย โดยปฏิภาณ ว่า กุศลสูงสุด สุจริตสูงสุด ว่าเป็นอย่างไร ก็พอจะรู้กัน ผู้ฉลาดแล้วก็ใช้เจตนารมณ์ที่เป็นกุศลนนั้นๆ มาเป็นหลักเกณฑ์ในการที่จะตั้งกฎ ตั้งระเบียบ ตั้งวินัยอะไรขึ้นมา ให้แก่สังคม ก็ทำกันจนกระทั่งเป็นแบบแผนมา จนทุกวันนี้นี่นิยมอย่างนี้กัน นิยม วิธีที่ช่วยกันคิด ช่วยกันตั้งขึ้นมา สังคมเราก็ทำ เราก็จะต้องทำต่อไป หลักเกณฑ์วินัย กฎระเบียบอะไรก็ ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ตามยุค ตามสมัย ตามความเหมาะสม อะไรไม่ดี ก็ปรับปรุงขึ้น อะไรที่ดีก็ใช้ต่อไป มันก็จะเป็นไปอย่างนั้นเรื่อยไป แม้ในกฎ ในระเบียบ หลักเกณฑ์อะไร ตั้งขึ้นไว้แล้ว กฎระเบียบ หลักเกณฑ์นั้น ก็ยังมี exception ยังมีข้อพิเศษ ยังมีกรณีพิเศษ ยังมีการยกเว้นในบางกรณี ในสังคมของคน มันจะมีอย่างนั้นอยู่เสมอ ไม่ว่าครั้งใด คราวใด เมื่อใด อย่างไร กรณีพิเศษนี่แหละ มันจะเป็นปัญหา ทำให้ผู้ยึดมั่นถือมั่นในกฎระเบียบ ใน นิติศาสตร์ ทุกข์ใจ แต่ถ้าเผื่อว่าเรียนธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่าในสังคมนี่ ต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์ ใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์ ที่ว่าใช้หลักรัฐศาสตร์นี่ก็คือ การเข้าใจว่าสังคมนี้มันจะต้องมีหลักเกณฑ์ รัฐศาสตร์นี่ แต่ในหลักเกณฑ์ของสังคมนั้น ก็จะต้องมีการยืดหยุ่นปรับตัว หรือแม้แต่บางกรณีที่จะต้องมีพิเศษ ยกเว้น หรือจะต้องเข้าใจถึงความละเอียดลึกซึ้งอันนั้นว่า จะต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ได้ อาจจะไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ กฎวินัยอันนั้นนัก แต่ก็มีเหตุผล มีอะไรๆที่ประกอบยกเว้นได้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เรื่องนี้จะต้องปรึกษาหารือ เข้าหมู่ เมื่อเราใช้หมู่ อย่างทุกวันนี้ อย่างที่กล่าวแล้วว่า เราใช้หมู่นะ เราใช้หมู่กลุ่ม เราใช้อะไรต่ออะไร ก็ตกลงตัดสินอะไรกัน แต่ความเป็นส่วนตัว ความเป็นอัตตา เป็นมานะ พวกนี้ มันย่อมมี ผู้ใดฉลาดรู้ทัน ก็ไม่เป็นทุกข์ นอกจากไม่เป็นทุกข์แล้วยังลดกิเลสอัตตามานะได้ แต่ผู้ใดที่ไม่ฉลาด ไม่รู้เท่าทัน แล้วเสียท่า ทุกข์ นอกจากทุกข์แล้ว ยังกิเลสอัตตายึดจัด มานะ ถือดี ถือหยิ่ง ทำให้ซ้อนลงไปอีก ไม่รู้จักอะไร ที่มันควร ไม่ควร มันเป็นอย่างนั้นได้เหมือนกัน พวกเราได้ทำงานกันมานี่ ต่างคนต่างก็ต้องใช้องค์ประกอบของการงานนี่แหละเป็นการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมอย่างพระพุทธเจ้านี่ อาตมาว่าไม่มีอะไรยอดเยี่ยมเท่านี้ ของพระพุทธเจ้านี่ทันสมัยทุกยุคทุกกาล แม้แต่ในสมัยเผด็จการ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ไล่มาจนกระทั่งมาเป็นประชาธิปไตย มาเป็นสังคม นิยม จนกระทั่งมาเป็นประชานิยม เราถือว่าลักษณะประชานิยมอยู่ในหมู่พวกเรานี่ อาตมาว่าเหนือชั้นกว่าประชาธิปไตย ประชานิยม หรือ POPULISM ที่ได้อธิบายมาแล้ว บรรยายมาแล้วว่า อย่างนี้นี่ เขายังเป็นสังคมในฝัน ยังเป็นระบอบ ระบอบในฝันอยู่ POPULISM ประชานิยม ของเรานี่ อาตมาว่าเข้าข่าย แต่จริงๆแล้วนี่ ระบอบประชานิยมนี่ มันก็ยังไม่ครบ ถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็เอาคนมาตั้งเป็นระบอบประชานิยม สูงกว่านั้นน่ะ เราก็เรียกมาแล้ว ตั้งชื่อลำลองเล่นๆมาแล้ว ระบอบบุญนิยม อาตมาว่า ระบอบบุญนิยมนี่ มันชัดกว่า มันยิงเข้าไปที่เป้า ที่คำว่า "บุญ" ซึ่งก็ บุญก็เกิดจากจิตวิญญาณของคนที่รู้จักบุญ บุญที่ลึกซึ้ง แล้วก็สร้างตนเอง ให้เกิดบุญ ให้เป็นคนมีบุญ มีการชำระกิเลส มีการก่อกุศลให้แก่ตนแต่ละคนๆ แต่ละคนก็คือประชา ประชาชน แล้วแต่ละคนๆในกลุ่มหมู่สังคมใด ที่เข้าใจหลักเกณฑ์ว่า หรือว่าแนวทาง หรือว่าทิศทาง ว่าคนควรจะพัฒนาตนหรือว่าสร้างความเจริญอย่างนี้ๆ สร้างความเจริญชนิดที่พยายามเน้นบุญ เน้นกุศลเรียนรู้บุญ เรียนรู้กุศลให้มาก แล้วชีวิตจะเจริญ ชีวิตจะเป็นสุข อย่างพวกเรานี่ มาเน้นบุญ เรียนบุญได้ลึกซึ้งไปถึงขนาดระดับโลกุตรธรรม แล้วเราก็พากเพียรที่จะสั่งสมโลกุตรธรรมให้แก่ตน เริ่มต้นมาได้ขนาดนี้ อาตมาว่า อาตมานำพามา มันก็เป็นเรื่องของสังคมมนุษยชาติ ความเป็นอยู่คือชีวิต ชีวา ชีวิตของเราแต่ละคน จนกระทั่งมารวมกันเป็นสังคม เป็นกลุ่ม เป็นกลุ่มโตขึ้นๆ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปๆ ก็ควรจะเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยแหละ แม้คุณจะบรรลุอรหันต์ พฤติกรรมนั้นก็ยังเปลี่ยนไปได้อยู่ อย่างพระสารีบุตรบรรลุเป็นอรหันต์ ไม่ใช่อรหันต์เล็กๆนะ พฤติกรรมของคนนี่ ยังเปลี่ยนไปได้เสมอๆ แม้แต่พระสารีบุตรที่ท่านเองท่านบรรลุอรหันต์แล้วเป็นถึงขนาดเสนาบดีกองทัพธรรม เป็นรองพระพุทธเจ้า ท่านยอมรับ รับรองว่าท่านเป็นรองพระพุทธเจ้า ท่านก็ยังมีหลายอย่าง ที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กายกรรม วจีกรรม แม้แต่มโนกรรมก็เจริญขึ้น ไม่ใช่ว่ามโนกรรมไม่เจริญ เป็นพระอรหันต์แล้ว มโนกรรมก็ยังเจริญขึ้นอีก จะมีโลกวิทู มีสัพพัญญุตญาณ นั่น ก็คือจิตวิญญาณได้รับความรู้ในโลกวิทู ที่กว้างขวางขึ้น มีพหูสูตที่ลึกซึ้งขึ้น เป็น การรู้ผู้อื่น รู้โลก รู้สังคม รู้มนุษยชาติ รู้กลไกสังคม รู้ชีวิตมนุษย์ รู้บาปรู้บุญ รู้เล่ห์เหลี่ยมของกิเลส รู้อะไรๆ อีกเยอะแยะ ได้รู้เป็นสัพพัญญุตญาณ เพิ่มขึ้นๆก็คือความเจริญของจิต แต่ในระดับฐานที่พระสารีบุตรท่านทำทุกข์ให้แก่ตนจนหมดไป หรือว่าเป็นจุดสำเร็จอันสมบูรณ์ ของคนที่เป็นเกรด ที่พระพุทธเจ้าท่านตัดเกรดอันนี้เอาไว้ มนุษยชาตินี่ ถึงอรหันต์ ก็คือ ตัดกิเลสของตนเองให้หมด ดับกิเลสของตนเองให้สิ้นสุดได้ ก็เป็นเกรดหนึ่ง เป็นแง่ประเด็น ที่ตัดเกรดมนุษย์อันหนึ่งเอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า อรหันต์นั่นสูงสุดแล้ว ผู้ใดได้รับความเป็นอรหันต์ ก็ยังสามารถจะสูงต่อไปอีกได้อีก แต่ผู้นั้นพ้นทุกข์ของตน จะว่าประโยชน์ตนหมด จบก็ได้ ความจริงแล้ว ก็เป็นประโยชน์อีกในตน แต่ว่าท่านไม่มีตัวมีตน พระอรหันต์นี่ ถือว่าไม่ถือตัวถือตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ยึดตัวไม่ยึดตนแล้ว เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ตนได้ ก็เหมือนประโยชน์ของผู้อื่นได้ เพราะท่านจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็มีชีวิตเพื่อผู้อื่น ท่านไม่ได้บำเรอตน ไม่ได้เสพให้แก่ตน ท่านก็เหน็ดเหนื่อย ท่านก็ทุกข์ เป็นทุกขอาริยสัจ คือเป็นทุกข์ที่ท่านรู้ความจริงอย่างยิ่งยอด อย่างประเสริฐ แต่ทุกข์อันนี้ท่านเองท่านก็ไม่ได้ไปก่อบาปก่อเวรอะไรให้แก่ตน แล้วก็ไม่ได้เป็นทุกข์ที่ท่านเอง ท่านจะยึด จะติด จะล้าง จะละ จะไม่รู้ ไม่แจ้ง ท่านรู้ ท่านแจ้ง แต่เป็นการเสียสละ เป็นคุณค่าของโลก เป็นบุญของโลก กำไรของโลก เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดของมนุษย์ในโลก ที่มนุษย์พึงได้ พึงถึง พึงเป็น ความเป็นพระอรหันต์ จะมีพระอรหันต์อยู่มากเท่าไหร่ยิ่งดีในสังคม แล้วพระอรหันต์ท่านก็ไม่สงสัยในเรื่องโพธิสัตวภูมิ ท่านจะเป็นโพธิสัตว์ชั่วคราว ท่านก็ทำโพธิกิจของท่านไป จบชีวิตนี้ชีวิตเดียว ท่านก็จะปรินิพพาน ก็เรื่องของท่าน ถ้าท่านจะตั้งจิตต่อ บำเพ็ญต่ออีก ก็เรื่องของท่าน เป็นสิทธิส่วนบุคคลอันสมบูรณ์สูงสุด เพราะท่านบรรลุถึงอิสรเสรีภาพอันสูงสุดเป็น ABSOLUTE INDEPENDENT แล้วสุดยอด อิสรเสรีภาพที่อันติมะ สูงสุด ผู้ใด กิเลสส่วนตนยังไม่หมด ก็ถือ ว่าอิสรเสรีภาพยังไม่สูงสุด ส่วนพระอรหันต์นั้นมีอิสรเสรีภาพสูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้น ใครไม่สามารถไปละลาบละล้วงสิทธิส่วนตนของท่านได้เลย ท่านจะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไร จะเอาอย่างไร ตัดสินใจของท่าน ส่วนอยู่กับโลก อยู่กับสังคมนั้น ท่านจะเอาอย่างไรนั้น ท่านไม่ได้คำนึงถึงตัวเองเป็นใหญ่ ท่านเป็นผู้น้อย เป็นผู้ที่ไม่ติดตัวติดตน ท่านเห็นประโยชน์ของส่วนรวมนั่นเป็นสำคัญ แล้วก็เอาประโยชน์ส่วนรวม เอาพวกเรานี่ มันได้ขนาดนี้ เอาขนาดนี้ท่านถึงไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่ลำบากลำบนอะไร เราได้ขนาดนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าได้ขนาดนี้ มันจะไม่เที่ยงอะไรต่ออะไรนักนะ อาตมาได้เกริ่นกล่าวในคุณลักษณะ ของสิ่งที่มันจะเป็นไปในโลก ในสังคม ในมนุษยชาติขึ้นมาให้ฟังว่า เมื่อคนได้ดีรวมกันอยู่เป็นประชาชน เป็นสังคม แล้ว เราก็รู้ทิศทางว่า เราควรจะนิยมอย่างนี้ เราควรจะต้องการอย่างนี้ ให้มันเป็นไปได้อย่างนี้ แต่ละคนก็รับผิดชอบตัวเอง และคนอื่นด้วย ตัวเองก็เห็นสำคัญว่าเราเองเราจะต้องลดอะไร ที่มันเป็นตัวทำให้ไม่เจริญในตัวเรา และในหมู่สังคม ตามทิศทางนั้นๆ ทิศทางที่จะเป็นบุญนิยม ทิศทางที่จะเป็น เรามาเรียกถึงขนาดว่า สหสังคมเสรีบุญนิยม อะไรก็ตาม ก็เป็นภาษาบัญญัติสื่อ ในความหมายอย่างนี้ แล้วเราก็มาได้ยินได้ฟัง POPULISM ประชานิยม เขาก็บอกความหมายของประชานิยม นิยามมาว่า ประชานิยมมันควรจะมีลักษณะเด่น ลักษณะดีอย่างไร เราก็หยิบมา หยิบมาอธิบายดู ขยายความดู ตามที่ได้ขยายไปแล้ว แล้วก็เห็นว่าดี มันส่วนดีทั้งนั้นแหละ แล้วเป็นไปได้ไหม เรามองไปในสังคมธรรมดาสามัญนอกๆนี่ อาตมาเห็นว่า ยังไม่เป็นไป ไม่ได้หรอก เขายังเป็นไปไม่ได้ เราก็ยังเป็นไปไม่ได้อย่างสมบูรณ์หรอก แต่เราก็มีส่วนที่จะเป็นไปได้ อย่างที่เราได้เอามาอธิบายเป็นไปบ้างแล้ว เรากำลังเดินทางมีเนื้อหาสาระสัจจะของสิ่งนั้นๆออกมาอยู่เหมือนกัน แล้วเราก็พัฒนาต่อไป ทุกคนคงรู้ดี แต่ละคนๆ คงรู้ดีว่า เราเองเรายังมีดีที่จะทำให้แก่ตนเองได้เพิ่มขึ้นกว่านี้จริงๆ เพราะฉะนั้นอ่อนน้อม ถ่อมตนเข้าไปเถอะ อาตมาเอามานะมาขยายความเพิ่มเติมได้ มาจากพระไตรปิฎก มีมานะ ตั้งแต่มานะ 1 อย่าง ถึงมานะ 10 อย่าง ดึงออกมาจากหลักเกณฑ์ ตามคำตรัสแล้วนี่ อย่าว่าแต่ 10 อย่างเลย มันถึงขั้น 12 อย่างแน่ะ แต่ท่านว่าไว้ 10 อย่างเอง ท่านบอกว่ามานะ 11 อย่าง แต่พอนับจริงๆมันตั้ง 12 อย่าง อาตมาเริ่มต้นอธิบาย 1 อย่าง 2 อย่างมาแล้ว ทางนี้คงยังจะไม่ได้ฟัง อธิบายที่สันติอโศก หรือฟังแล้ว ยังนะ ทางโน้นอาจจะยังไม่ส่งมา อาจจะรอว่าให้มีมานะหลาย...บอกว่านั่นเป็นม้วนที่ 1 พึ่งอธิบายไปครั้งเดียว กำลังจะอธิบายต่อ แต่ทีนี้ อาตมาจะอยู่ทางนี้อีกหลายวัน ก็จะได้อธิบายอีกหลายวัน แต่วันนี้ยังจะไม่อธิบายมานะ แต่อธิบายนั่นแหละ มันก็มีมานะ ความหมายของมานะอยู่ในนี้ อธิบายเรื่องพวกเราอยู่ในนี้นะ ถ้าเราจะเป็นสังคมเป็นประชาชน เป็นคนเจริญที่จะเจริญเป็นอยู่สืบไป อาตมาก็เห็นว่าอันนี้แหละ เป็นเป้าหมายของมนุษยชาติ อาตมาก็...ว่าอาตมาทำงาน...เป้าหมายของมนุษยชาตินี่แหละ ตัวเองก็ทำไป อาตมาก็มีความเจริญไปเรื่อยๆ อาตมาก็มีการศึกษาของอาตมา ฝึกฝนของอาตมา พยายาม เจริญก้าวหน้าไปเหมือนกัน พวกราก็ พัฒนาพวกเรา ตัวเราเจริญก้าวหน้าไป ถ้าเรารู้ชีวิตของเราสันโดษ ชีวิตของเราพอนะ มันมีระดับ เราได้ขนาดนี้ มันก็พอ แล้วก็ยังมีการเจริญต่อไปได้อีก ว่า และเราจะให้มันพัฒนา สิ่งที่ควรมักน้อยลงไปอีก สิ่งที่ควรเจียดควรเจียน ควรให้ประณีตให้ประหยัดลงไปอีก เราก็สามารถได้อีก จะให้อุตสาหะขยัน พากเพียร ให้ไปได้ยิ่งกว่านี้อีก เราก็ทำได้อีก หรือว่าใครว่าจบแล้ว ฉันขยันสุดที่แล้วตอนนี้ ขยันกว่านี้ไม่ได้แล้ว มีไหม บอกขยัน กว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว มีไหม เราจะอดทนได้มากกว่านี้ หรือว่าใครบอกว่าหมดแล้ว จบแล้ว สุดอดสุดทนแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว กว่านี้ตายเต็มขีดแล้ว มีไหม สรุปแล้วก็คือว่า เราจะดีกว่านี้ได้อีกจริงๆ ในแง่เชิงของกุศลทั้งหลาย ในแง่เชิงของกุศลทั้งหลาย เรายังจะดีได้กว่านี้อีก เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ตัวว่า เราจะต้องดีกว่านี้ นี่กุศลที่ว่านี่ กุศลในแง่ใดเชิงใด ก็แล้วแต่เถอะ พูดตัวอย่างไปบ้างคร่าวๆ เราจะมีการอุตสาหะ วิริยะ ขยันเพียร เราจะมีการอ่อนน้อมถ่อมตน เราจะมีการเสียสละ เราจะมีน้ำใจที่แผ่เมตตาเกื้อกูลเห็นแก่ผู้อื่น เราจะมีกตัญญูกตเวที เราจะมีอะไรอีกมากมาย กุศลเราก็พอรู้ไม่ใช่โง่เง่า วินิจฉัยให้ได้ พระพุทธเจ้าท่านย่นย่อลงมา เรื่องธรรมะที่ยิ่งที่ยอด มันก็มีแต่แค่กุศล กุศลาธัมมา กับ อัพพยากตาธัมมา อัพพยากตาธัมมา อาตมาก็เคยขยายความให้ฟังแล้ว อัพพยากตาก็คือธรรมะที่มันไม่เป็นดีเป็นชั่ว แล้วมันก็มี 2 นัย ที่ไม่เป็นดีเป็นชั่วอย่างโง่ๆ คือมันไม่ดี ไม่ชั่ว มันเฉยๆ มันกลางๆ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ดีไม่ชั่ว อย่างไม่เข้าใจ เฉยๆกลางๆ ไอ้อย่างนั้นมันก็มี คือคนยังไม่รู้ ไม่ดีไม่ชั่ว อย่างรู้ๆ วางเฉย วางกลางด้วย อย่างชนิดที่ไม่มีตัวตนเลย นี่เป็นอัพพยากตาของสัตบุรุษ อัพพยากตาธัมมาของผู้บรรลุ ผู้อยู่เหนือ เป็นโลกุตรธรรม ส่วนโลกียธรรมนั่นก็คือ เฉย เด๋อ ไม่รู้เรื่อง มันเฉย มันวาง มันไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อะไรน่ะ นั่นก็เป็นอัพพยา กตาธัมมาของโลกียะ ของปุถุชน ของผู้ไม่รู้ ส่วนของผู้รู้นั้นมันเป็นได้หรือยังล่ะ ถึงขั้นอุเบกขา ไม่ทุกข์ ไม่สุข เป็นกลาง มันเป็นได้หรือยังล่ะ เป็นได้แล้ว ก็เป็น คุณทำได้ คุณทำได้ถึง ก็ทำไป ใจของเรานั่นเอง ใจของเราถึงขนาดอัพพยากตาธัมมาน่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าอัพพยากตาธรรม ก็ยังโง่ แล้วไม่รู้เรื่อง ไม่รู้กุศล อกุศลด้วยซ้ำบางที ในอัพพยากตาธรรมแล้วเขารู้กรรม ในจิตใจที่เป็นกลางๆ เฉยๆ ว่างๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขได้นี่ จิตใจเป็นกลาง มันยังมีกุศล กรรมกิริยาเป็นกุศลอยู่ แล้วก็รังสรรค์กุศลให้ถึงพร้อม ไอ้ที่ไม่เป็นกุศล เป็นอกุศล เราก็ไม่ให้เกิด ไม่ให้เป็น ไม่ให้มี สุดยอดแล้วรวม ก็ลง...ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมาเรียนกุศล อกุศลนี่แหละมากที่สุด แล้วเราก็ดับบาปดับอกุศล ไม่ให้เกิด ไม่ให้เป็น ไม่ให้มี ให้จนได้ ซึ่งเป็นสมมุตินะ กุศล อกุศลเป็นสมมุติ ส่วนที่เป็นกลางๆ ตามที่เรากำหนด ประมาณ ขนาดนี้พอดีแล้ว กลางๆนี่ ได้สัดส่วนสมดุลแล้ว เป็นสมมุติสัจจะก็มี สิ่งนั้นเราก็ใช้ไป อันนี้พอเหมาะพอดี อันนี้ได้ขนาดนี้ สัดส่วนนี้ เป็นสมมุติสัจจะย่อมไม่เที่ยง ไม่เที่ยงหรอก มันเปลี่ยนแปรได้ ไอ้นี่ดีแล้ว ขนาดนี้ดีแล้ว แต่ข้อมูลอื่นมาเพิ่มเติมอีก หรือว่า มีอะไร เหตุปัจจัยเปลี่ยนไป มันก็เปลี่ยนไปได้ความพอดี ก็เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาดได้ ก็เปลี่ยนไป สมมุติใหม่ กำหนดกันใหม่ อย่างนี้ เป็นต้น ส่วนความเป็นกลาง สมมุติที่ความสมดุลของเป็นกลาง เป็นปรมัตถ์นั้น นั่นคือจิตวิญญาณ เรา ไม่สุขไม่ทุกข์ วางเฉย เป็นปรมัตถ์ของคนทำได้ เมื่อไหร่ๆก็ทำได้ แสดงว่าเป็นพระอรหันต์ เมื่อไหร่ๆก็กลาง เมื่อไหร่ๆก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อไหร่ๆก็ไม่ติดไม่ยึด ถ้าจะติดยึดก็ติดยึดโดยเจตนารมณ์ อย่างที่เห็นว่าเป็นกุศล ติดยึดก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นไปนิรันดร์ วางได้ ก็รู้ตัวว่าสามารถวางได้ เมื่อใดจะวาง ก็วางได้ พระอรหันต์ท่านจะเป็นอย่างนั้น แต่ท่านตอนนี้ท่านไม่วาง แล้วท่านก็ต้องรู้เลยว่า ไอ้ที่ไม่วางนี่ จริงๆแล้วมันก็จะไม่ใช่เพื่อตนด้วยซ้ำ เพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวม ไม่ได้ลำเอียง ไม่มีอคติ 4 เพื่อคุณค่าของส่วนรวม อย่างนี้เป็นต้นน่ะ พวกเรา สังคมเรา ได้กอบก่อ ได้ทำงานอะไรต่ออะไรกันมา ก็ขอให้พวกเราได้พยายามศึกษาและฝึกฝนอบรม พวกเราเองได้ประโยชน์ หมู่กลุ่มได้ประโยชน์ มันมีการกระทบกัน สัมผัสกัน การปรับปรุงกันไปโดยหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์ของสังคม มีกฎ มีระเบียบวินัยของหมู่กลุ่มเรา ในสังคมชุมชนเราด้วย แล้วก็มีความลึกซึ้ง มันมีความลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ในตัวไปเรื่อยๆ ศึกษาไป ถ้าผู้ใดฉลาดก็ยึดบ้าง บางอย่างก็ต้องยึดบ้าง อย่างที่ว่าแล้ว ผู้ฉลาดอย่างพระอรหันต์ ท่านยึด ยึดเพื่อหมู่ ไม่ได้ยึดเพื่อตัวเพื่อตน ทีนี้มันจะรู้จริงรู้แจ้งเลยว่า เราไม่ได้เพื่อตัวเพื่อตนจริงๆนี่ มันยาก หลายคนก็บอกว่า นี่เรายึดเพื่อหมู่เพื่อกลุ่มนะ แต่แท้จริงแฝงตัวเราเองเอาไว้ เรียนรู้ให้ดีๆ แฝงเพื่อเอาชนะคะคาน แฝงเพื่ออะไรต่ออะไร เดี๋ยวจะได้ฟังมานะหลากหลาย โอ้ มานะ ตั้งแต่ 1 อย่างไปจนกระทั่งถึง 10 อย่าง เดี๋ยวจะได้ฟัง มันแฝง มันละเอียดลออมากทีเดียว นี่ก็เตือนหลักไว้ แล้วก็บอกพวกเราไว้ด้วยนะ พวกเราได้ทำอะไรต่ออะไรกันมา แม้แต่เรื่องอะไร ช่วยกันปรับปรุง ช่วยกันประชุมกัน ปรึกษาหารือกัน ทำงานกันไป ตั้งแต่กฎระเบียบของสังคม ของพวกเรามีกฎระเบียบ ตั้งแต่มาอยู่ในสังคมนี้ มาอยู่ในหมู่นี้ เป็นสมาชิกของสังคม มีระเบียบวินัยอย่างนี้แหละ มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ บอกกัน บางคนก็ฟังไป รู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง ไปทำเอา คนนั้นคนนี้มาอยู่ในหมู่ในกลุ่ม ผิดประเภทมั่ง ไม่ผิดประเภทมั่ง ไอ้ที่ผิดประเภท ไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ เราก็เอามาเข้าหมู่กันวินิจฉัย วินิจฉัยแล้วก็ เอาๆ เป็นไป ยอมมั่ง ไม่ยอมมั่ง มันก็เป็นการขัดเกลา เป็นสภาพที่เราใช้สิ่งเหล่านี้ เป็นการฝึกหัดปฏิบัติตน ผู้ที่ดูแล หน้าที่ตรวจตรา อันนี้ผิดกฎ ผิดระเบียบ ก็ยึดกฎ ยึดระเบียบไว้ ก็เป็นประโยชน์ในสังคม แต่ตัวเองอย่าเผลอ ยึดกฎ ยึดระเบียบไว้แล้ว เมื่อเวลามันผิดกฎ ผิดระเบียบ เราก็บอกหมู่บอกกลุ่ม ประชุมกัน วินิจฉัยกัน ดูซิว่าอย่างนี้ มันจะปรับได้อย่างไร จัดการอย่างไรกันดี เมื่อหมู่กลุ่มตัดสินแล้ว วินิจฉัย มีมติ ก็ทำไปตามนั้น ก็แล้วกันน่ะ แล้วเราก็วางใจ ก็จบ หลายอย่างมันเป็นข้อยกเว้น บอกแล้ว มีพิเศษ มีอะไรต่ออะไร ซึ่งเราก็บอกอันนี้มันจะต้องอย่างนี้ล่ะนะ มันก็ต้อง ต้องให้บ้าง คนนั้นคนนี้มีประโยชน์คุณค่าบ้าง คนนั้นคนนี้ เหลือวิสัยแล้วล่ะ แก้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่เสียหายอะไรนักหรอก มองไปในแง่ดี ดีด้วยซ้ำ เป็นประโยชน์ ที่จะเกิดคุณค่าได้ด้วยซ้ำ หรือไม่เป็นประโยชน์ ก็จำนน เพราะว่ามันพ่วง มันติด แต่ไม่ถึงขนาดจะพาให้หมู่กลุ่มทรุดไปได้ อะไรได้ เพราะพวกเราก็ยังมีหลักมีแกน โรงเต้าหู้ ก็มีคนไปทำงานส่วนหนึ่ง ก็ไม่ได้เกี่ยวกับคนมากนัก ต่างกันกับคนทำงานนายทะเบียน ส่วนนายทะเบียนนี่ แหม เกี่ยวกับคนทีเดียวเลย ทุกคนฉันจะต้องรู้ ต้องดู อย่างในนี้ คนเข้าคนออก โอ๊ ต้องดู ต้องดูแลคนมาก หนักกว่านะ ในเรื่องที่จะมีภาวะกระทบสัมผัส คนดูแลเรื่องการเงินของกลุ่ม โอ้โฮ หนักเหมือนกัน คนก็เพ่ง ก็มอง คนที่จะทำงานกองนั้นกลุ่มนี้ ก็จะมาเกี่ยว มาเกี่ยวข้องกับการเงิน คนนั้นก็จะเอาอย่างนี้ คนนี้ก็จะเอาอย่างนั้น คนไม่เอาหรอก แต่มอง มันดูแลการเงินอย่างไร คนนี้มันให้ แต่คนนี้มันไม่ให้เว้ย ก็เพ่ง ก็อะไร แล้วมองไป อย่างนี้มันไม่ถูก ให้อย่างนี้ไม่ถูก ให้คนนี้ไม่ถูก ต้องให้คนนี้อย่างนี้ๆ เออ อย่างนี้ถูกแล้ว อะไรก็ว่าไป อันนี้ถูกมาก อันนี้ถูกน้อย มันมีตำรวจอยู่ในนี้เอง อยู่ในตัว ไม่เป็นไร คนเป็นตำรวจก็ดี แต่ตำรวจต้องใช้โจทย์ที่เราเป็นตำรวจ หรือใช้พฤติกรรมที่เป็นตำรวจของเรานี่ ให้ได้ประโยชน์สำหรับตน ระวังอย่าให้มันเป็นโทษนะ ทำไป เอาเราเป็นตำรวจไป เราก็ทุกข์ไป เพ่งโทษไป โง่ลง โง่ลง โอ๊ย ตาย เป็นตำรวจ ขาดทุนมาก ก็ต้องเป็นตำรวจที่ดี อย่าไปโง่ ต้องฉลาดขึ้น มองไปแล้วก็ตรวจตราให้ ก็ดีแล้วล่ะ เป็นตำรวจตรวจตราก็ดี เสร็จแล้วก็เอาเรื่องราวเหล่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นมาแจ้งแก่กันและกัน อย่าให้เกิดการบกพร่อง มาปรึกษาหารือกัน ว่าอย่างนี้ มันจะถูกต้องไหมนี่ มันจะผิดพลาดนะ มันจะบกพร่องนะ เออ ก็มาบอกกัน วินิจฉัยกัน หาข้อมูลหลักฐานจริงๆ มาดูกัน แล้วก็ทำกันไป มันก็เป็นอย่างนี้ พวกเราต่างก็ทำกันไป กรรมการของกลุ่มก็ทำหน้าที่บ้าง บางคนก็ทำหน้าที่ดี กรรมการบางคนตั้งแล้ว เสร็จแล้วก็ เกือบไม่รู้ตัวว่า ตัวเองเป็นกรรมการ เอ๊ะ เรามีหน้าที่อะไรบ้าง ไม่ทำเลย ไม่รู้ตัวเลย ก็เหมือนกับเด็กๆ คนหนึ่งอยู่ในนี้ แกจะมีอะไร ก็ว่าไปตามเรื่องของกิเลส ไอ้ที่ว่าแต่งตั้งหน้าที่ให้เป็นกรรมการ ไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดี แม้แต่ประชุมก็ไม่มา ตั้งแล้วนะ ประชุมก็ไม่มารับรู้อะไร ก็ไม่รับรู้ จะทำอะไรที่เป็นหน้าที่ ลืมตัว หน้าที่ที่ตั้งให้ กำหนดให้ปั๊บ ครับๆ ค่ะๆ เสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไร อย่างนี้ เป็นคนที่เจริญยากน่ะ ทีหลังก็อย่าไปตั้งกรรมการอย่างนั้น ไม่ใช่เห็นแก่หน้า อยากจะอะไร รัก ชอบ ขึ้นไปเฉยๆ หน้าที่กรรมการก็คือ ต้องรับผิดชอบดูแลสิ่งที่กำหนดให้ขึ้นมา แล้วเราก็ทำกันบ้าง ดูกันบ้าง เอาใจใส่จัดแจงบ้าง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแล้วก็ เออ ก็ตั้งไป ฉันก็ไปทำงานของฉัน มันก็ดี ทำงานของคุณน่ะ แต่กรรมการคือหน้าที่หนึ่ง ซึ่งเกี่ยว ข้องกับสังคมกลุ่มนี้ กรรมการของกลุ่มไหนล่ะ ชมรมไหนล่ะ สังคมไหนล่ะ เป็นกรรมการระดับประเทศ เช่นนายกรัฐมนตรีนี่ เป็นกรรมการใหญ่ เขาตั้งไว้ เป็นกรรมการของประเทศเลยนะ ต้องทำหน้าที่ ต้องทำงาน การ แปลว่างาน กรรมก็แปลว่า รับกรรมไปก็แล้วกัน พวกที่เป็นกรรมการ ก็คือรับกรรมทั้งนั้นแหละ กรรมที่มีงาน งานหน้าที่อันใด กรรมาธิการของแต่ละกระทรวง ที่เขามีกรรมาธิการดูแลจัดแจงกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ซ้อนลงไป กรมนั้นกรมนี้ก็กรรมาธิการของกรม ดูแลการบริหารกรม อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็เป็นไปเรื่อยๆ เป็นขั้นตอน เป็นกรรมการ อนุ กรรมการ ตั้งไปตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ เป็นระบบสังคม ที่มีผู้รับผิดชอบ ก็ต้องมีแต่งตั้งบ้าง เข้าไปรับผิดชอบการงาน ถ้าเราเข้าใจแล้วเราเป็นคนที่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างดี เฉลียวฉลาดแล้ว เราก็รับแต่งตั้ง แม้แต่คณะสงฆ์ก็ยังแต่งตั้งสมภาร รองสมภาร ผู้ช่วยสมภาร หรือว่าเจ้าหน้าที่แผนกนั้นแผนกนี้ ช่วยกัน แต่งตั้งไว้เยอะ ทำหน้าที่กันไป ที่นี่ สำหรับสมณะไม่ได้ตั้งมาก แต่ต่อไปคงจะต้องตั้ง เพราะว่ามันกว้าง มันเยอะ จะต้องให้สมภารหรือว่าจะต้องให้ลูกวัด เป็นสมณะช่วยดูแล รับผิดชอบแผนกนั้นแผนกนี้ ดูแลด้วย สมณะก็ดูแล เช่นว่า อย่างสันติอโศก มีตัวอย่างแล้ว แผนกปฏิสันถาร ก็ต้องคอยดูแลคนเข้าคนออก ที่นี่ก็มีคนเข้าคนออก แต่ยังไม่ได้ตั้งกันเท่าไหร่ แต่ก่อนนี้สมภารดูแล อย่างผู้ที่ทำหน้าที่ดี อาตมาก็เห็นว่า อดีตวรพุทโธ ทำหน้าที่เป็นสมภารด้วย รับผิดชอบในหน้าที่ทะเบียนดูแลผู้เข้าผู้ออก ไอ้โน่นไอ้นี่ คอยดูใครมาใครไปด้วย ดี คือท่านรัก หรืออย่างไร หรือชอบ ก็ไม่รู้นะ ส่วนสมภารบางรูปที่นี่ ไม่เอา ถ่านเลย มีหน้าที่ทะเบียนไม่รู้เรื่องเลย ใครเข้าใครออกไม่รู้เรื่อง แต่ไปถนัดอย่างอื่น อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นได้น่ะ แต่ที่นี่ยังไม่ได้ตั้ง ยังไม่ได้ตั้ง ต่อไปคงจะต้องตั้ง เพราะว่ามันมีงาน คนเข้าคนออก ไม่อย่างนั้นดูคนไปคนมา รู้สึกว่าคนไปคนมาไม่ค่อยดี แต่ที่สันติอโศกทำ ดูแล ใครมาพัก มาอะไรต่ออะไร ก็ต้องวิกัปป์ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ จะรับหรือไม่รับ ไม่ให้พัก ให้ออกไป ไม่ให้อยู่ ดูแลน่ะ หรือแผนกอื่นๆที่ทำงานการส่วนนั้นส่วนนี้ จะมีย่อย มีอะไรต่ออะไรอยู่ ตัวอย่าง อย่างสันติอโศกนี่ งานอาจจะไม่เหมือนกันบ้าง ปฐมอโศกอาจจะไม่เหมือนกัน กับสันติอโศกบ้าง แต่แผนก แผนกนั้นแผนกนี้น่าจะมี มีสมณะเข้าไปดูแล อย่างที่สันติอโศกมี ไม่ได้ตั้ง...แต่ก็เป็นไปตามธรรม แผนกการศึกษาไม่ได้ตั้ง สันติอโศกก็ไม่ได้ตั้ง แผนกการศึกษาไม่ได้ตั้ง แต่เป็นไปตามธรรม ท่านก็รับผิดชอบเอง ตั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive