360419 เพิ่มเพียรเพื่อตัดภพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข22 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360419 เพิ่มเพียรเพื่อตัดภพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

เพิ่มเพียรเพื่อตัดภพ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

บอกแล้วว่า ผู้ที่เขาค้าขายร้านโต้รุ่งนี่นะ พวกเขาทำงานอยู่ที่ร้านตลาดโต้รุ่ง นอนไม่ได้มากอย่างพวกคุณหรอก นอกจากนอนไม่มากอย่างพวกคุณแล้ว ยังนอนผวาด้วย ไม่ได้นอนสนิทอย่างพวกคุณด้วย พวกคุณน่ะนอนหลับประเดี๋ยวกรนแล้ว ฟรี้ๆ แล้วไม่ได้เหมือนกับพวกเขาผวา คิดโน่นคิดนี่ คิดฟุ้งซ่าน ไอ้โน่นไอ้นี่ โอ๊ย จะเอาไปใช้อย่างไร คิดอ่านต่อสู้ ไอ้โน่นไอ้นี่ คือเขาไม่ได้หัดสงบระงับทางด้านจิตวิญญาณ เขาไม่ได้สงบระงับในเรื่องของทางโลภ โกรธ หลง ตัวกังวล ไอ้เรื่องตัวต่อสู้ อาฆาต เรื่องแสวงหา เรื่องมุ่งมาดปรารถนา ความอยากใคร่ อะไร มันเยอะ จิตมันไม่สงบหรอก เพราะฉะนั้นเขานอนไม่หลับสนิทเหมือนอย่างพวกเราหรอก พวกเราน่ะ ไอ้นี่ก็ปล่อย ละ ไอ้นี่ก็วาง ละ ไอ้นี่ก็เลิกละ เรื่องนี้ตัดไปได้แล้ว มันเบา มันว่างลงได้จริงๆ เพราะฉะนั้นนอนมันก็นอน พอบอกจะนอนเท่านั้นแหละ ยังไม่นอนเลย นั่งอยู่ดีๆ เผลอก็ไม่ได้ เผลอก็จะหลับแล้ว มันสะดวก มันสบายนี่ เราเห็นชัดเจน มันไม่ใช่เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นบางทีที่นี่ ทำไมพวกปฏิบัติธรรมนี่ ทำไมถึงง่วงนัก ก็มันง่วงน่ะ ก็มันชอบ มันรู้น่ะ ก็อยู่ว่างๆ ไม่ต้องไปเอาอะไร มันก็รู้แล้ว มันก็เบากว่า สบายกว่า มันก็ไปติดภพนี้ก่อน มันติดภพ ภวตัณหานี่ก่อน แล้วยิ่งเราวางจริงๆด้วย ยิ่งวางจริงๆ ก็ยิ่งง่วงเก่งจริงๆนะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ปฏิบัติธรรม มาในฐานหนึ่งแล้วนี่จะต้องตกฐานง่วง เราก็ต้องแก้อีก แก้ฐานง่วง แก้ภวตัณหา อันนี้เป็นอัตตามานะ เป็นอัตตาชนิดหนึ่ง เป็นภพ ภวตัณหา ภวตัณหาก็คือภพ หรืออัตตา ไอ้กามก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย

อ่านต่อ

ข้างนอก รสอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้างนอก ไอ้นี่รสอร่อยทางจิต ภพ แหม มันได้ซึมกระทือเข้าไปอย่างนี้ ละ แหม มันนั่งเข้า ตกภพเข้าไป มันก็มันใช่ไหม เราก็ต้องมาเรียนรู้ ที่เขาสอนกัน เขาบอกว่าติดฌาน ติดรูปฌาน อรูปฌาน ว่าแต่รูปฌาน อรูป ฌานเลย แต่แค่นั่งหลับตามันก็เก่ง ไม่ต้องเป็นฌานหรอก มันก็เอาแล้ว ฝึกเข้าเก่งๆ มันก็นั่งทรงสภาพ อย่างกับเข้าฌานน่ะ เปล่า อยู่ข้างใน มันไม่ใช่ฌาน อะไรหรอก วุ่นฟุ้ง เหมือนกับนอนหลับนั่นแหละ หัดเข้ามันได้นะ ทรงสภาพให้มันตั้งอยู่ได้ ไม่โงน ไม่เงน บางคนอาจโงนเงน ท่าโน้นท่านี้อะไร แต่ไปแล้ว แต่ไม่ล้มหรอก นั่งมันอยู่อย่างนั้นน่ะ มันไปแล้ว หลับ ไม่ใช่ฌานอะไรหรอก หลับ ก็มันไป แล้วมันก็จะมาติดนอน มันจะมาชอบนอน ชอบพักๆ คนเรา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้ยืนยันว่า เราไม่พัก เราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้แล้วซาบซึ้งจริงๆ อาตมาล่ะซาบซึ้งจริงๆ แต่คนข้างนอก ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอง เรามาปฏิบัติธรรมไปแล้ว เห็นได้เลยว่า เมื่อกินก็น้อย ใช้ก็น้อย ไม่ต้องเรื่องอะไร แฟชั่นทางโลกเขาสวยโน่นสวยนี่ เดินช็อปปิ้ง เดินตรวจตลาด เปิดแคตตาล็อกอะไรอยู่แต่ก่อนนี้ พวกคุณก็เคยกันมา เดี๋ยวนี้มันก็ แหม มีอะไรเล่า ไม่อย่างนั้นก็เดี๋ยว แม่ช้อยนางรำ ประเดี๋ยวก็ ถนัด ส. ประเดี๋ยวก็นั่นนี่ แนะนั่นกินนี่ โน่นน่ะ ไป เขาว่าที่โน่น ที่ไหนอร่อย เราก็เฉยๆแล้ว เราวางได้แล้ว คุณพอจะเพลาๆได้หรือยังว่า อาหารขนาดทุกวันนี้ เรานี่ก็พอได้แล้วล่ะ แม้มันยังจะรสนั้น รสนี้ ยังติดอยู่บ้าง อันนี้อร่อยกว่าอันนี้ อร่อยกว่าอันนี้หน่อย เล็กๆน้อยๆ ขนาดนี้เราก็โถ ถมถืดไปแล้ว อย่างนี้เราก็ตัดไปแล้ว ตัดภพ ตัด ไอ้ที่เราจะต้องไปดิ้นรน แสวงหา ไอ้กามข้างนอก หรือว่าภพแห่งลาภ ยศ ภพนั้น ภพนี้ ได้สร้างภพไป ตรงโน้นน่ะ เขาว่าดีนะ จะต้องไปร่ำรวย ตรงนี้เขาว่าดีนะ จะต้องไปได้ลาภ ได้ยศ ตรงนั้นน่ะ จะได้สรรเสริญ เยินยอ ตรงนั้นจะโด่งจะดัง จะเด่น จะนี่ เราสร้างไป เราจะทำอย่างนี้ เราจะเจริญงอกงาม โลกถึงจะเจริญรุ่งเรือง โด่ง หรูหรา ฟู่ฟ่าอะไร ไอ้ภพแบบนั้นๆ เราก็ไม่ค่อยจะเป็นจะไปแล้ว จะต้องไปแข่งขันเขา ไม่ต้องไปร่ำรวยกว่าเขา ไม่ต้องไปมียศชั้น สรรเสริญ ไปมีฐานะ มีอำนาจ มีใครยก ใครย่องอะไรแบบโลกๆ เราก็เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว เราก็ไม่ไปดิ้นรน ไม่ไปแข่งขัน ไม่ไปวุ่นวาย ไปแย่งชิงอะไรอย่างนั้นแล้ว เราก็มาทำของเรา อย่างนี้ๆแล้ว มันก็เมาน่ะซิ เมาไปเมามา มันก็ถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงานด้วย ไม่ใช่ไม่ถูกเคี่ยว นั่งอยู่ในนี้ก็ทำงาน เพราะฉะนั้นคนไหนที่เขาไม่มีกิเลสขี้เกียจมากนัก ความเห็นแก่ตัวน้อยหน่อย เขาก็ขยันหมั่นเพียรเอาภาระในการงานพอสมควร พวกเราก็มีการขยันพอสมควร ขยันมากๆ ก็มีอยู่ หลายผู้หลายคนอยู่นี่ พวกเราปนๆเปๆกันอยู่นี่ ในหมู่กลุ่มพวกเรา มันก็เหมือนครอบครัวใหญ่ๆ มีผู้สร้างสรร มีผู้ทำอยู่ ทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ ทำมาหากิน ต้องทำงาน ทำการ ทำอาชีพโน่นนี่ อะไรต่ออะไร สร้างสรรอยู่ในนี้ มันก็เหมือนกับกงสีใหญ่ๆ ครอบครัวใหญ่ๆ มีระบบ มีโน่น มีนี่ หมุนเวียนอยู่ในนี้ มันก็อุดมสมบูรณ์ แล้วพวกเราก็กินน้อยใช้น้อยด้วย มันไม่เหลือยังไงทนไหว แล้วลักษณะอย่างนี้ คุณเข้าใจให้ดีเลยว่า นั่นวิธีการที่จะทำให้คนเองมีฐานะดี และสะพัด หรือว่าสร้างสรรขึ้นมา แล้วก็นำไปเสียสละ แจกจ่ายเจือจานแก่ผู้อื่นๆต่อออกไปๆได้ เป็นการเกื้อกูล อนุเคราะห์โลกไปได้จริงๆ ก็ลักษณะนี้แหละ แต่มันมีซ้อนใน ซ้อนในตรงที่ว่า คนไหนที่มันยังปล่อยระเริง หลงตัวอยู่ ไม่พยายามที่จะเคี่ยวเข็ญตัวเองให้สำรวมอินทรีย์ สิ่งที่เหลือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โภชเนมัตตัญญุตา เครื่องกิน เครื่องใช้ นี่ยังมีนะนี่ ไอ้โน่น ไอ้นี่ก็ยัง แหม ยังเลือก ยังเฟ้น ซ้อนๆ มันไม่หยาบ มันไม่จัดจ้าน ก็จริงอยู่ แต่มันก็ยังมีต่อๆนะ อย่าว่าใครเลย แม้แต่สมณะ ก็ยัง แหม เลือกอันนี้ๆ ยังอย่างโน้น อย่างนี้ มันก็ยังเลือก ยังเฟ้น หรือว่าอะไรอยู่บ้าง เราก็ดูรายละเอียดพวกนี้อีก อุปโภค บริโภค อาหารการกิน เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องอาศัยอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้โน่นไอ้นี่ เหมาะสมที่เราจะต้องไปฟุ้ง ไปเฟ้อ หรือว่าไปเที่ยวได้สุรุ่ยสุร่าย มันไม่ประณีต ประหยัด ก็เรียนรู้เพื่อที่จะเกิดประณีต ประหยัดยิ่งๆขึ้น ซ้อนลงไปอีกได้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา แล้วก็พยายามพากเพียร ประกอบความเพียร ประกอบความเพียร ก็คือขยัน มีสติปัฏฐาน วิจัย พยายามให้มีสติบ่อยๆ เราจะทำงานทำการ จะกระทบสัมผัสอะไรๆ ก็แล้วแต่ มันก็มีสัมผัสเป็นปัจจัยนั่นแหละ สัมผัสทางตา จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือกับผู้กับคน กับงานกับการอะไร เราเกิดกิเลส อึดอัดขัดเคือง มีโทมนัส หรือโสมนัส พอใจหรือไม่พอใจ ถ้าพอใจมากไป มันจะติด จะยึด มันจะดูด มันจะดึง เราก็ต้อง อย่าเชียวนะ หัดอ่าน ไอ้ตัวที่จะไปผูกยึดติดตรึงอะไรพวกนี้ แต่เรารู้แล้วว่า อย่างนี้แหละดี เราทำด้วยรู้ก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นกิเลสมันละเอียด ชอนไช ซ้อนอยู่ในนั้นแหละ จับมันมาลดละลงไปได้อีก มันก็ได้ ตามที่เราจะรู้ มีญาณ อ่านรู้ อ่านเห็นจริงๆ นี่ความละเอียดลออ ประณีต เพิ่มเติมพวกนี้น่ะ เราจะต้องศึกษาจริงๆ อ่านจริงๆ ในความเป็นอยู่ ปฏิบัติธรรมในความเป็นอยู่ เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมในอะไรหรอก มีชีวิตบทบาท ลีลานี่ มีความคิด มีวาจา มีการกระทำ จะเป็นกรรมกิริยา การงาน อะไรก็แล้วแต่ เรามีอันนี้ เราก็ปฏิบัติธรรม โดยปฏิบัติธรรม แคล่วคล่องชำนาญ ปฏิบัติเป็น มีสมถภาวนา มีวิปัสสนาภาวนา ในสังกัปปะ ในวาจา ในกัมมันตะ ในอาชีพได้จริงๆละเอียดลออขึ้นไป ญาณเราก็ละเอียดขึ้น เราก็โยนิโสมนสิการได้มากขึ้น แยบ คายขึ้น ละเอียดขึ้น กาย วาจา ใจ เราก็ปรับได้สัดส่วน เป็นมัชฌิมา หรือลงตัว ได้พอเหมาะพอดี อยู่กับหมู่กับฝูง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจตัวเอง เพราะว่าเราอยู่กับหมู่นี่นะ ถ้าเราพูดมากไป พูดแรงไป กระทบกับคนนี้ๆ เออ กระทบคนนี้ๆ เออ คนนี้ทนได้ กระทบคนนี้ คนนี้ทนไม่ได้ คนนี้ยังขนาดนี้ คนนี้แรงไปกับขนาดนี้ เออ คนนี้ เขาทนได้ขนาดนี้ คนนี้เขาทนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อะไรก็แล้วแต่ ขนาดนั้นขนาดนี้ เราจะค่อยๆรู้ ค่อยๆเข้าใจ เมื่อเรารู้บุคคลนี่เรียกว่าปรปุคคลานัง ปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง รู้บุคคลอื่น เป็นเจโตปริยญาณ เป็นวิชชาอีกตัวหนึ่ง เป็นการรู้บุคคลอื่นได้ ด้วยการคบคุ้น ด้วยการกระทบสัมผัส แล้วเราก็รู้ความจริงของคนนี้ เออ คนนี้อย่างนี้นะ ถ้าลีลาอย่างนี้ให้เขา กายกรรม ก็ตาม วจีกรรมก็ตาม เราแสดงออกไปกระทบกับเขาแล้ว ผลสะท้อนตอบออกมา มันก็จะบอกให้เรารู้ว่า ผลสะท้อนตอบของคนนี่ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มันก็จะออกมา ให้เรารู้นานๆเข้า หลายๆทีเข้า ก็ต้องรู้จนได้น่ะว่า คนนี้เขาชอบ หรือว่าคนนี้เขาไม่ ชอบ คนนี้เขาทนได้ หรือเขาทนไม่ได้ ขนาดนี้เขาทนได้ ขนาดนี้เขาวางได้ ยอมรับได้ ขนาดนี้ก็อย่างนี้ แรงกว่านี้ เขาก็ยังยอมรับได้ด้วยซ้ำ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็ชัดขึ้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ายืนยันว่า คนเราจะรู้กันได้ด้วยการคบคุ้น อยู่กันนานๆ คบคุ้นกันไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยอ่านสัจจะพวกนี้กันได้ ไม่ใช่ว่าการจะรู้ผู้อื่นได้ เจโตปริยญาณก็ตาม ปรปุคคลานัง รู้บุคคลอื่นได้ด้วยการนั่งเพ่งฌาน แล้วก็เอาจิตไปอ่านเขา เอาพลังจิตเข้าไปอ่านจิตเขา หยั่งจิตรู้ใจเขา มันไม่ใช่หรอก คำว่าสมาธิ หรือคำว่าความละเอียดลออของอธิ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นี่มันสัมพันธ์ มันจะมีความละเอียดลออ ที่เราจะเข้าใจ เออ คนนี้มีศีลอย่างนี้ เขาก็ ปฏิบัติได้อย่างนี้ คนนี้มีกาย วาจา ใจ อธิจิต ก็คือจิตของเขาสูง มีกำลังสูง ควบ คุมกาย ควบคุมวาจา หรือปล่อยวาง หรือมีปัญญา จิตของเขาเป็นอธิจิต เป็นจิตที่สูงยิ่งๆขึ้น แล้วสูงขนาดไหนล่ะ สูงแล้วของเขามั่นคงไหม สูงเป็นคราวๆ ผีเข้า ผี ออก คราวนี้กระทบแล้ว ดูจิตแข็งแรงนะ เหมือนพระอรหันต์เชียว พออีกทีหนึ่ง เหมือนผีนรกว่ะ แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้วูบวาบแล้ว ผลสะท้อนออกมาก็แสดงอากัปกิริยาออกมา ก็แสดงโลภ แสดงโกรธ อะไรออกมาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรเล่า จิตของเขามั่นคงหรือยัง ความหมายที่ยืน ยัน เขาแข็งแรงด้วย เขาปรับจิตได้ดีแล้วก็มั่นคงด้วย ก็เรียกว่าสมาธิ หรืออธิจิตที่สูง ที่เอาความหมายว่าตั้งมั่น แข็งแรง ถาวร อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราจะรู้กัน เมื่อรู้กันได้มากเท่าไหร่ ความรู้จักอนุโลม ปฏิโลมแก่กันและกัน มันก็คือบทปฏิบัติสมานัตตตา เสมอ สมาน หรือว่าประนีประนอม เป็นการ เอ้า ยืดหยุ่น อนุโลม ปฏิโลมแก่กันและกันไป ไม่ใช่ว่าจะดึงดันกัน ทะเลาะเบาะแว้งแข็งกระด้างใส่กัน ไม่ใช่ เราประนีประนอม ยืดหยุ่น ประสมประสานกันไปได้อย่างดี พลังงานที่รวมกันสร้างอย่างผสมผสานนี่ เป็นพลังงานที่มีพลังมาก สร้างสรรได้มากจริงๆ ถ้าพลังที่มันไม่รวมกัน แตกระแหง เอ็งก็เอ็งซิวะ ข้าก็ข้าซิวะ แหลกเลย พลังงานพวกนี้แหละ แยก ย่อย ไม่เป็นพลังรวม ไม่สมัครสมาน สร้างอะไรไม่เป็นปึกเป็นแผ่น เป็นโล้เป็นพายหรอก หนักเข้าต้องแยกวง หนักเข้าก็แตกกันไป ซึ่งไม่ใช่คุณลักษณะของมนุษย์ มนุษย์เป็นสังคมโขลง อยู่กันอย่างสามัคคี อยู่กันอย่างร่วมไม้ร่วมมือ อยู่กันอย่างภราดรภาพ สันติได้ และทุกคนมีลักษณะ ของอิสรเสรีภาพซ้อน อิสรเสรีภาพของพระพุทธเจ้านี่มันซ้อน มันสูงส่ง ซ้อนอยู่ในนั้นจริงๆ นี่ อ่านอาการที่อาตมาเสริมๆให้ในช่วงนี้นะว่า แม้แต่ใจของเราหดหู่ ใจของเราเฉื่อยชา จิตตกอะไร ที่ใช้ภาษามาเรียกจิตตก จิตท้อแท้ จิตแข็ง พวกถีนมิทธะทั้งนั้นเลย แต่ทีนี้เราไม่รู้ว่าเราเองเราเสพ เสพก็คือเรา ให้มันมีอยู่ในตัว เรา โดยความชอบ เออ เราทำอารมณ์อย่างนี้นะ นั่นแหละเป็นมิจฉาทิฐิแท้เลย มิจฉาทิฐิ ชัดๆ ตรงๆ ที่ว่า เออ ถ้าเป็นอารมณ์เซ็งๆอย่างนี้มันดีโว้ย บ้าเหรอ อยู่ เฉยๆ อย่างนี้ เฉื่อยๆ อย่างนี้ มันดีโว้ย มิจฉาทิฐิตาย มีมิทธัง เพราะฉะนั้น มิทธสุขังไปติดสุข ไปเสพสมประสงค์ สมอร่อย สมใจ ที่เรา เป็นอย่างนี้ว่า เออ ดี อยู่อย่างนี้ ไปวันหนึ่งๆ เฉื่อยๆ แฉะๆ เรื่อยๆ ไม่กระปรี้กระ เปร่า ไม่กระตือรือร้น ไม่ขวนขวาย ไม่มีอิทธิบาท เซ็งๆ จืดๆ มันเบาดี ว่างดี โล่งดี ง่ายๆดี ไม่ต้องเอาอะไรมาคิด ไม่ต้องไปขวนขวาย ไม่ต้องไปออกแรงอะไร นี่มิจฉาทิฐิ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ตัวมิจฉาทิฐินี้แล้ว เราก็อ่านใจเรา เอ๊ เราเองเราทำไมเราจะต้องไปแช่ หรือไปทำให้จิตของเรา ถ้าจิตของเราเป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่จิตเจริญ จิตมีลักษณะอย่างที่อาตมาพูดไปแล้วนี่ เซื่องซึม เฉื่อยชา ช้าๆ เซื่องๆ เนือยๆ ลักษณะไม่กระตือรือร้น ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีพลัง จิตที่เจริญแล้วนี่ เป็นจิตที่ไม่มีกิเลส แล้วก็เป็นจิตแข็งแรง หนุ่ม สมาทหัง จิตที่อาตมาเคยแปลตัวหนึ่งนี่ เราเคยอ่านจิตที่เป็นสมาทหัง สมาทหัง อันเดียวกันกับทหารน่ะ ทหารนี่ แปลว่าหนุ่ม ทหาร ทหะนี่ สมาทหังนี่ แปลว่าหนุ่ม จิตมันหนุ่ม เคยได้ยินอาตมาพูดไหมเล่าว่า อาตมานี่หนุ่มนะ จิตของอาตมาหนุ่มเสมอ อาตมาไม่รู้จะขยายความยังไงกับพวกคุณ พวกเรานี่ฟัง จิตมันหนุ่ม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่แก่ แต่ไม่ใช่เฒ่าหัวงูนะ พูดไปพูดมา ต้องวงเล็บเรื่อยๆ จิตหนุ่มนี่ ไอ้โน่นไอ้นี่ มันก็น่า จะทำ น่าจะเข้าไปสร้างสรร น่าจะเข้าไป เป็นจิตพลังงาน เป็นจิตอิทธิบาท ยินดี วิริยะ เป็นจิตอิทธิบาท พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า อะไรเป็นเครื่องแสดงความเป็นสมณะ อะไร เป็น ลูกศิษย์โพธิรักษ์แล้วตอบไม่ได้นี่ ตก เอาไปจมคูตเลยนะ รู้จักคูตหรือเปล่า แปล ว่าอะไร สอบตกเอาหัวจมคูต เครื่องแสดง มันมีลักษณะของมันเลย เป็นเครื่อง แสดง ลักษณะกระปรี้กระเปร่า เบิกบาน แจ่มใส หนุ่ม ลักษณะของอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดงความเป็นสมณะ สมณะโสดา สมณะสกิทา สมณะอนาคา สมณะที่ เป็นอรหันต์ สมณะที่ 4 มันก็จะมีบทบาทชัดเจน จริงจัง ยิ่งเป็นอรหันต์อย่างนี้ต้องจริงจังเลยว่า สมณะในระดับต้องมีอิทธิบาท แสดงบทบาทชัด เป็นคนเบิกบาน ยินดี พอใจ ไม่มีความมืดมัว ความหม่นมอง ไปในทางลบ โทสมูล นี่ไม่มีเลย จะมีก็จะเรียกมันว่าโลภะ หรือเรียกว่าลำลองนะ เป็นจิตปรารถนา ก็แล้วกันเรียกว่าอิจฉาวจร อากังขาวจร นี่เป็นภาษาบาลีนะ เป็นจิตที่มีความปรารถนา อิจฉาก็เป็นความปรารถนา อากังขาก็แปลว่าความปรารถนา มีความปรารถนาดี เห็นเลยว่า อยู่ในหน้าในตา ในเนื้อในตัว ในกิริยาอาการ เป็นคนมีความกระปรี้ กระเปร่า เป็นความปรารถนาดี กระตือรือร้น สดชื่น เหมือนเด็กหนุ่มที่แข็งแรง เนื้อเต้นอยู่เรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ใช่เป็นโรคสันนิบาตนะ เนื้อเต้นอยู่เรื่อยๆ ก็อธิบายไปอธิบายมาก็ต้องวงเล็บเอาไว้ด้วยว่า มันเกินเลย อันนั้นมันก็ไม่ใช่เป็นคนอย่างนั้นน่ะ มันเป็นลักษณะจริงนะ อาตมานี่ มีลักษณะบ้างไหมน่ะนี่ ลองดู อายุสัก 90 นี่ จะเป็นอย่างไร มีลักษณะหนุ่มใน 90 เป็นคนหนุ่มในอายุ 90 มันจะเป็นยังไงนะ อาตมาก็ว่าขณะนี้นี่เป็นคนหนุ่มนะ อายุกำลังจะ 60 อยู่นี่ เดี๋ยว 5 มิถุนา นี่ก็ขึ้น 60 หนึ่งวันแล้ว หนุ่มในอายุ 59 หนุ่มในอายุ 60 มันจะเป็นยังไงก็พอดูออก ถ้าไปถึง 80 มันจะมีความหนุ่มใน 80 มันจะเป็นยังไง สมาทหัง พวกเราก็เหมือนกัน ไอ้หนุ่มแท้ๆ ก็เหมือนคนแก่ปะแล้ว เซื่องๆ หงอยๆ เหมือนไม่หงอยจะตายไปได้ยังไง หน้าตาก็ดูเหี่ยว ทั้งๆที่ไม่เหี่ยวๆนะ หน้าตาเหมือนซีดๆ อิดโรย โอ๊ย เหมือนคนไม่ได้นอนมาสักเดือน มันได้ยังไง มันต้องหน้าเปล่งปลั่ง คือราศี แม้ ว่าคนเราหน้ากระดูกก็ตามนะ หน้ามันก็จะมีผิวหนังไม่ค่อยดี มันย่น มันยู่อะไรไปมากก็ตาม แต่ราศีมันบอกได้นะว่าคนเรามันสดชื่น มันเบิกบาน มันหนุ่มอะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันพอดูออกนะ คนเรามีปฏิภาณ พอดูออกนะ เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกขจัดสิ่งที่เราควรขจัดออกจากชีวิต แม้แต่ราศีที่ไม่เข้าท่า เราก็ไม่เอา กรรมกิริยาที่ไม่เข้าท่าเราก็ไม่เอา ฝึกฝนให้มันเป็นกรรมกิริยาที่ควรจะเป็น ฝึกไปเรื่อยๆ มันก็จะขัดเกลาทั้งกาย วาจา ใจ เราฝึกไปด้วย แล้วเราก็จะเกิดบทบาทจริงๆว่า เอ๊ ถ้ากายกรรมเราเป็นกายกรรมแบบคนมีอิทธิบาท มีความขยันหมั่นเพียร มีความยินดี กายกรรมก็เป็นลักษณะของความยินดี มีความพอใจเบิกบาน ปรารถนาดีอยู่กับโลก กับหมู่ กับกลุ่ม จะกระทบสัมผัสยังไงก็ไม่วูบวาบ ไม่ mood เสีย ไม่อารมณ์เสีย ไม่บูดไม่บึ้ง ไม่กระแทกกระเทือนอะไร ยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบาน มีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่วูบวาบดี อะไรพวกนี้ แม้เราเอง เรายังทำไม่ได้ถึงจิต แต่เราก็พยายามปรับกาย วาจา ไอ้การปรับกาย วาจา สังวรอยู่ในรูปที่ดีเสมอ มันก็เท่ากับเราปรับจิตของเรา คือจิตของเราได้ฝึกฝน คุณเอาอะไรเล่ามากำหนด กาย วาจา ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณเอาอะไร เอาคอมพิวเตอร์ เอาพลังงานไฟฟ้า เอาอะไรมากำหนด กายกรรม วจีกรรม เอาอะไร ก็เอาจิตวิญญาณของเราน่ะเป็นตัวประธาน เอามโน เอาจิตน่ะมาควบคุม เพราะฉะนั้นในการได้ควบคุมกาย วาจาอย่างนั้นๆ มันก็ฝึกจิตเราตลอดเวลา จิตเรา ฝึกอยู่ตลอดเวลา มันก็เกิดความชำนาญตลอดเวลา เมื่อเกิดความ ชำนาญแล้ว ยังมีญาณซ้อนอยู่ในจิตอีก ญานเราก็ตรวจตราอีก ญาณของเรา ตรวจตราว่า เออ เราทำอย่างนี้มันดีไหม มีผลตามมาดีไหม ตรวจตรา ดีนี่ๆ ดี แล้ว อารมณ์ละ สบายใจดีไหม อย่างนี้นี่ เป็นสภาพเรียบร้อย ราบรื่น เจริญงอก งาม เสียสละ สร้างสรร สงบระงับอย่างนี้แหละ จิตใจจะเป็นยังไง มีญาณตรวจสอบไปได้อีก ก็จะเกิดผลทำให้เราเกิดความมั่นใจอีก อินทรีย์ 5 พละ 5 ศรัทธา อู๊ อย่างนี้ดี เชื่อ เชื่อเลย เชื่อความจริงนะ ความจริง ผลเกิดเชื่อ เราก็ยิ่งวิริยะเพิ่มขึ้น วิริยินทรีย์ก็ตามมา สติเป็นสตินทรีย์ เราก็ยิ่งตั้งอกตั้งใจ มีสติ สติก็ยิ่งทำให้เรารู้ รู้ตัว รู้อาการ รู้องค์ประกอบเป็นกาโย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม รู้สติ ก็เจริญรู้รอบ รู้ทั่ว รู้ถ้วน รู้ตัวทุกๆ ตัว ตั้งแต่ตัวหยาบ ตัวกลาง ตัวละเอียด รู้ตัวอะไรๆ ไปหมด จนกระทั่งรูปธรรม นามธรรม ยิ่งรู้ซ้อนเข้าไปใหญ่เลย เป็นสตินทรีย์ เป็นสมาธินทรีย์ ยิ่งปฏิบัติเข้าไปก็ยิ่งตั้งมั่น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็ยิ่งเจริญขึ้นเรื่อยๆ แข็งแรง ตั้งมั่น สมาธิ เราจะแปลว่าตั้งมั่น หรือ แข็งแรงก็ได้ มันก็ยิ่งสั่งสมลงไป เป็นบทบาทสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ปัญญินทรีย์ก็ยิ่งเฉลียวฉลาด อ่านความจริงตามความเป็นจริงได้อย่างโยนิโส อย่างแยบคาย อย่างถ่องแท้ จิตของเราก็ทำจิตทำใจได้เจริญขึ้นเรื่อยๆ พยัญชนะ อุเทศของพระพุทธเจ้า พระบาลีที่มาขยายความซ้อน ขยายเป็นภาษาไทย ขยายอธิบายสู่ฟังนี่ อาตมาว่า ขยายให้ง่ายขึ้นแล้วนะ หรือยังฟังยากอยู่ อาตมาพยายามเก่งนะ พยายามเก่งที่จะอธิบายสื่อให้ฟังเข้าใจ นี่บทบาทการปฏิบัติของเราเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเข้าใจว่า แม้แต่อาตมาจับประเด็นว่า สุภาพที่ไม่เจริญ แล้วไปเข้าใจสุภาพผิด ว่าสุภาพนี่จะต้องช้าๆ จะต้องเฉื่อยๆ ไอ้โน่นก็ช้า ไอ้นี่ก็ช้า ขืนเร็วขึ้น ไม่สุภาพนะ ไม่ใช่ เร็วขึ้นได้ตามกาลเทศะ ฐานะที่ควรเร็ว ถ้าเร็วแล้วมันก็ดีนี่ เร็วโดยไม่ต้องไปเอากิเลสเข้าไปผสม หรือไม่ให้มันเกิดบทบาทของทุจริต ไม่ให้เกิดความผิดพลาด ถ้าเร็วแล้วมันผิดพลาดได้เหมือนกัน แต่ถ้าเร็วของเราแคล่วคล่องแล้วสามารถเร็วโดยไม่ผิดพลาด ก็ดี นั่นก็เป็นความเจริญแท้ เราจะไปช้าอยู่ทำไม ไปติดยึด ช้านี่แหละมันสุภาพ ถ้าขืนเร็ว มันไม่สุภาพ มันก็ไม่ถูก ไม่ใช่ซื่อบื้อ ไปกำหนดตายตัวเป๋งๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่าสุภาพแท้ๆนี่ ถ้าเข้าใจไม่ได้แล้ว เราจะเข้าใจมิทธะที่อาตมาอธิบายไปไม่ได้เลยว่า ถ้าเราไปเชื่อ หรือเราไปเข็น เราไม่เข้าใจ ไปยึดติดอยู่ว่าสุภาพ จะต้องช้า เร็วไม่ได้ๆ เมื่อเชื่ออย่างนั้น คุณก็ต้องทำอย่างนั้นตลอดกาลนาน ไม่ฝึก คุณก็ไม่เคยชำนาญที่จะเร็วขึ้น และเร็วขึ้นนี่ มันจะผิดพลาดได้ คุณก็เป็นไม่ได้หรอก เร็วไม่ผิดพลาด คุณก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าเราฝึกขึ้นไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เร็วขึ้นไปตามลำดับ มันก็จะเร็วขึ้นโดยไม่ผิดพลาด ชำนาญขึ้น ไอ้เร็วขึ้นมันก็ดีนี่นะ การงานหลายๆอย่างมันเร็วขึ้น มันคล่องขึ้นมา ก็ดู ชำนาญขึ้น จึงจะเรียกว่าความเจริญ แล้วยังช้าอยู่เท่านี้ เร็วขึ้นไม่ได้สักที มันจะไปเจริญอะไร มันก็ได้เท่านี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความประณีต มันจะประณีตซ้อนเชิงอย่างนี้ ทั้งกรรมกิริยา บทบาท ลีลา ความชำนาญ ความเร็วขึ้น จะได้ทั้งเร็วขึ้น ได้ทั้งคุณภาพ คุณภาพ ก็ดีขึ้น ความเร็วก็เร็วขึ้น ปริมาณก็ทำได้มากขึ้น เจริญหมดเลย คุณทำการงาน คุณภาพดีขึ้น เร็วขึ้น ปริมาณมากขึ้น จิตใจของคุณก็อ่านย้อนให้การงานอีก จิต ใจก็ละลดกิเลสได้มากขึ้น จนกระทั่งไม่มีกิเลส แล้วทำงานโดยไม่มีกิเลส ทำงานไม่มีกิเลสที่มีคุณภาพดี ดับได้เร็ว ปริมาณมากด้วย ดีไหมล่ะ ไม่มีใครสอบตก นี่มันเป็นสัจจะที่ซ้อนๆขึ้นไป ยิ่งทุกวันนี้นี่นะ โลก สังคมเขา มันพึ่งไม่ไหว หวังอะไรไม่ได้ มันก็ผลาญมาก เพราะฉะนั้นยิ่งขาดแคลน หรือพร่อง ภาษาที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า โลกพร่องอยู่เป็นนิจ มันก็พร่องลงไปมากๆ คนทำพร่องมากกว่าคนสร้างสรรให้โลก ทุกวันนี้นะเราจึงหนักๆ พวกเรานี่ทำยังไงๆก็ช่วยไม่ได้หรอก พวกคุณมีบุญบารมี เท่านี้ เกิดมายุคนี้กาลนี้ ถ้ามองไปในแง่ดีนะ ดีโว้ย เราจะได้ทำบุญมากๆ เพราะโลกมันต้องให้เราช่วยมากๆ เป็นโอกาสอันดีแล้ว ถ้าโลกมันเต็มๆแล้ว เราสร้างเข้าไปมันก็เฟ้อ มันไม่ได้เรื่องหรอก พร่องๆอย่างนี้ โอ้โฮ ถึงตายแล้วยังจะต้องสร้างได้เต็มที่เลย นี่ มองไปในแง่ดี มันไม่ใช่ความเลวนะ มันไม่ใช่โอกาสเลวนะ มันเป็นโอกาสดีใช่ไหม ที่เราจะสร้างให้โลกได้มากๆ เพราะมันพร่องอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ แล้วเมื่อไหร่มันจะเต็มเล่า จนกระทั่งเขาต้องร้องเพลงถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม มันไม่เต็มจริงๆ นี่เราสร้างให้เถอะ โดยเฉพาะที่เราจะสร้างนี่เป็นสัจจะสาระด้วย ไม่ใช่เราไปสร้างสิ่งที่มอมเมา สิ่งที่งมงาย สิ่งที่ไม่เข้าเรื่องอะไร เราพาสร้างแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่จะต้องสร้างอยู่ในสังคมนี่แหละ ยังไม่ล้นไม่เต็มหรอก ยังทำได้ตลอดตาย อาตมาว่า อาตมาพาพวกคุณไป ในทิศทางที่มันจะสร้างสรรอะไรได้ มันไม่จนแต้มหรอก มีอะไรที่จะสร้างสรรตลอดกาล โดยเฉพาะขณะนี้ พาคุณ บอกแล้วระบุแล้วว่าเราจะไปเป็นชาวนา นี่ สันติอโศกนี่ ฟังไม่ค่อยขึ้นน่ะ ไม่กระดิกหูหรอก เป็นชาวนา อยู่ปฐมอโศก ฉันจะอยู่ตรงนี้น่ะ จะทำกิจอันนี้น่ะ ฉันไม่เอาหรอก ชาวนา เอาก็เอา ไม่เอาก็ไม่เอา แต่อาตมาจะพาเอา ชาวนาก็ต้องทำ เพราะไม่ ทำได้ยังไงทุกวันนี้ ข้าวนอกจากราคาแพง ยังเป็นข้าวมีสารพิษ ยังไปทำลายดินยังไปทำลายอะไรต่ออะไร ต่างๆนานาอีก โอ้โฮ มันมีความสูญเสียตั้งเท่าไหร่ เสียหายตั้งเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ยังมาสร้างค่านิยมเหลวๆแหลกๆ มาสีเป็นข้าวสารขาวกินกันอีก ทั้งๆที่ไม่ควรจะไปเข้าใจผิดอย่างนั้น เราก็มาปรับทั้งนั้นเลย แล้วเราก็จะต้องพยายามแบกหามให้ได้ อโศก จะยึดหัวหาดลงไปเอาอาชีพชาวนานี่แหละ และพอใจที่จะเป็นชาวนา และขายมันราคาถูกๆ แจกได้แจก คุณเข้าใจถูกหรือยัง นี่ตั้งหลักได้หรือยังนี่ ถ้าเราแจกได้เลยนี่ มันน่าจะเสียใจไหม เอาละ ก็ไม่ถึงขั้นแจกทีเดียวละ แจกบางครั้งขายก็ให้ราคาถูกๆไม่ต้องไปให้รัฐบาลเหนื่อยเลย ไม่จะต้องมากำหนดราคาข้าว ตีราคาข้าวอย่างโน้นอย่างนี้ ไปเลยๆ รัฐบาลไปคุมคนตะกละ คนเอาเปรียบเอารัดไปเลย อโศกนี่ ไม่ได้ขัดแย้ง ไม่ได้ค้านอะไรหรอก รัฐบาลน่ะต่ำกว่าราคา เราขายนี่ เราเป็นชาวนา เราอยากได้ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลกำหนดด้วย เป็นความพอใจของเรา ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องใช้เล่ห์ลิ้นลมอะไรหรอก เสร็จแล้ว เราก็ฉลาดที่จะขายด้วย ขายให้ใครละ ขายให้พวกที่จะซื้อข้าวส่งนอกไปเอากำไรแบบโลกๆ เอาแบบทุนนิยม ช้าก่อน คนไทยยังไม่มีกินถ้วนทั่ว ลื้ออย่าเพิ่งไปซื้อออกไปข้างนอก สะพัดให้พวกคนข้างในนี่กินก่อน เราเอามาขายราคาถูกๆ สะพัดให้กินถ้วนทั่วกันให้ได้ก่อน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่เป็นนัยที่ซับซ้อน ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ขัดกับสิ่งที่เขาต้องการในโลกหรอก เรายังทำไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไปนั่นน่ะ ถึงแม้เราจะทำมาได้บ้างนี่มันก็ยังไม่ละเอียดลออ มันก็ยังไม่สูงส่งอะไร มากมายอะไร เพราะฉะนั้นทางที่เราจะประพฤติ ปฏิบัติที่เราจะทำมันยังมีอีกเยอะ ไม่ว่างานอะไรหรอก งานอาชีพสารพัดใช่ไหม งานอาชีพที่เราเป็นอยู่ มีอยู่ จะเป็นการ ค้าขาย จะเป็นการกสิกรรม จะเป็นการอะไรต่างๆนานาสารพัด งานสาธารณสุข งานอะไร อาตมาก็ไม่รู้จะไปเอาศาสตร์อะไรต่ออะไรบ้าง หนักๆเข้า ถ้าเผื่อว่าเราก็ทำกันอย่างถ้วนทั่วได้ทุกงาน ทุกแขนงงานที่มันมีความจำเป็นในสังคมที่จะต้องกระทำ เราก็ทำได้ดี มันก็ขยายกันไปหมด ยิ่งเต็มไม้เต็มมือกัน หรือว่ามีกันครบบริบูรณ์แล้วยังเหลือคนที่จะทำงานได้อีก ก็งานอะไรที่จะทำได้ ก็ทำซิ ทีนี้ ที่เราจะรังสรรค์ให้มันเป็นการขัดเกลากิเลสคน หรือว่าเราเอง มันจะต้องมีกิจนี้ในสังคมเราก็ทำ งานอะไรที่สมควรจะทำ ได้ทั้งนั้นน่ะ ความเจริญยังจะมีอีกมาก สังคมที่เจริญยังจะมีอีกมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน