360814 สามอาชีพกู้ชาติ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360814 สามอาชีพกู้ชาติ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

สามอาชีพกู้ชาติ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

วันนี้มาพูดถึงเรื่องอาชีวะ สัมมาอาชีพกันบ้างดีกว่า พูดแต่ปรมัตถ์มา หลายวันแล้ว ประเดี๋ยวหัวบวมนะ นี่พกเล่มนี้มา ถ้าอาตมาเจาะลึกทีไร ก็เข้าหาปรมัตถ์เรื่อยเลย เพราะฉะนั้นเราก็มาเอาสัมมาอาชีพกันบ้าง เพราะตอนนี้พวก เรานี่ ยังจะต้องพัฒนาเรื่องนี้กันไปให้สำคัญ เรากลุ่มเล็กๆนะ กลุ่มพวกอโศกเรา นี่เล็กๆ แต่ว่าเล็กที่มีคน ที่มีคุณภาพนะ พวกเรานี้มีคุณภาพ และเราก็ตั้งใจจะ ทำอะไรต่ออะไรให้มีการงาน ให้มีอะไรต่ออะไรที่เป็นโล้เป็นพาย และงานเราก็ต้อง ทำอย่างบุกเบิกด้วย มันถึงหนักอะไร มันก็ต้องบุกเบิกหมดเลย 1. เป็นระบบใหม่ เป็นระบบของชาวอโศก เราเป็นบุญนิยม เป็นระบบที่จะเข้าหาสภาพของธรรมชาติให้มากกว่าวิทยาศาตร์ สมัยใหม่เขาออกไปหาวิทยา- ศาสตร์ และเขาก็ใช้เครื่องทุ่นแรง และเขาก็ใช้สารเคมี ใช้สารสังเคราะห์ ใช้อะไร ต่ออะไรเป็นระบบเข้าไปหาสภาพสมัยใหม่หมดเลย ของเราดันผ่าเข้าไป จะเจาะ ทวนกระแสเข้าไปหาทางเกวียนสายเก่า มันก็เลยค้านแย้งกับเขามากจึงหนัก นอก นอกจากจะบุกเข้าไปหนัก มันไม่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน ที่เขาเองเข้าไปหา สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์มากแล้ว เราจะหาธรรมชาติมากแล้วนะ เรายังทำระบบบุญ นิยมเสียอีก ระบบบุญนิยมนี่ ต้องเอาจิตวิญญาณเป็นหลัก ผู้ที่มาทำก็คือพวกเราที่มีจิตใจเข้าใจว่า เราจะมาทำงานนี้เพื่อสร้างสรร เพื่อสิ่งที่ประเสริฐ เพื่อเป็นสิ่งมี คุณค่า เพื่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อมาบำเรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เรามาทำ สิ่งเหล่านี้ โดยใจจริง มีกิเลสอยู่ก็ต้องพยายามลดละกิเลสออก และก็มาทำด้วยความพากเพียร อุตสาหะวิริยะ ท

อ่านต่อ

ี่จริงมันก็เป็นบุญของตัว ดังที่อาตมาก็เคยบอก เสมอว่า เราทำนี่ก็บุญของเรานั่นแหละ กรรมของใครกรรมของมัน กุศลใครกุศล มัน อะไรไม่ใช่กุศลมันก็ไม่ใช่กุศล ทำแล้วมันก็ได้ มันก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นจริงแล้วนะ เราทำเราก็ได้ เราขี้เกียจเราก็ไม่ได้ เราทำเราก็ทำไป ได้ไป เราไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญแลกเปลี่ยนก็จริงอยู่ ยิ่งไม่ได้ลาภแลกเปลี่ยนนั่นแหละยิ่งได้มาก ถ้าเราไปแลกลาภ ก็ลบมา มันก็หมดค่าของบุญ อย่างที่เคยอธิบายสู่ฟังแล้ว แลกก็ลบมา มันก็ยิ่งลดค่า ยิ่งไม่แลกมันก็ยิ่งได้เต็ม นอกจากไม่แลกแล้ว เราก็ต้องปรับใจของเราอีกด้วยว่า ใจของเรานี่มันยังมีการตระหนี่ถี่เหนียว หรือว่า ต้องการแลกเปลี่ยนคืนมา ส่วนเหลืออยู่เท่าไหร่ ก็ตรวจตราให้มันสะอาด มันไม่ มีความต้องการอะไรตอบแทน อะไรคืนมา หรือว่ามันเป็นความโลภ ที่จะให้มา บำเรอใจ บำเรอเรา เราก็ทำใจเรียนรู้จริงๆ ล้าง ทำก็ทำไปเพื่อปล่อย ทำไปเพื่อสละ ทำไปเพื่อวาง ทำไปเพื่อให้มันเกิดขึ้นมาจริงๆนะ ยิ่งสะอาด ซ้อนปรมัตถ์ สะอาดซ้อนได้เท่าไหร่ ค่าของสิ่งที่เราสร้างยิ่งมีราคาแพงตามธรรมตามสัจธรรม ยิ่งราคาแพง ยิ่งเป็นของบริสุทธิ์ ไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นมาเพื่อจิตที่สกปรก เป็นจิตที่สะอาดสร้างขึ้นมา และสละอย่างสะอาด ยิ่งสละสะอาดเท่าไหร่ สละไม่มีอำนาจของความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความต้องการแลกเปลี่ยนมานี่ ยิ่งไม่มีกิเลสพวกนี้ผสมเท่าไหร่ ราคาความบริสุทธิ์เหล่านั้น ยิ่งแพงตามสัจจะนะ ฟังดีๆ แล้วจะเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องโมเมอะไรหรอก มันเป็นเรื่องสัจจะ เพราะฉะนั้นค่าของบุญ ราคาของบุญที่จะสูงมาก ก็เพราะว่าเรามาปฏิบัติธรรมให้เป็นผู้สะอาดสะอ้านทางจิตวิญญาณนี่แหละ มากเท่าไหร่ เราก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นงานเราจึงหนัก เราไม่มีกิเลสอยู่นั่นแหละ ถึงหนัก ฝืนถึงขนาดนั้น เราก็ยังทำกันได้ มาทำกันได้มีกิจการ มีกิจกรรมอะไรขึ้นมา ขณะนี้ที่อาตมาตั้งใจ ที่จะให้พวกเราเน้นให้มันเกิดรูปเกิดร่าง เกิดสภาพขึ้นมาให้สมบูรณ์ แบบก็คือเกษตรหนึ่ง ขยะหนึ่ง ที่เน้นไปแล้ว การเกษตรกับการขยะนี่ ประชาชน คนโลกๆ เขาจะไม่เอาแล้ว กสิกรรม หรือเกษตรนี่ คนโลกๆ เขาจะไม่เอา เขาจะทิ้งไร่ทิ้งนาทิ้งสวน เขาจะทิ้งไปแล้วนะ เขาจะไปทำอุตสาหกรรมนี่ เป็นเมืองนิกส์ เมืองเนิกอะไรกันไป เขาจะไปทำอุตสาหกรรม ไปทางวิทยาศาสตร์ ของเราก็จะกลับมาหาทางที่เขาทิ้ง ที่จริงมันสะดวกนะ เราไม่ไปแย่งใคร จะไปเอาเขาก็ไปแย่งกันเถอะ เขาจะไปทำอุตสาหกรรม ก็ทำกันไป เราไม่ไปวิ่งไปชิงกับอุตสาหกรรมของเขา เราวิ่งทวนกระแสเขา เข้ามาทางที่เขาทิ้ง มาเป็นชาวไร่ ชาวนา จริง เรารู้ว่ามันหนัก เขาทิ้งเพราะมันหนัก เขาทิ้งเพราะมันถูกกดราคา บอกแล้วว่า ราคาพืช ราคาผัก ราคาข้าว ถ้าขืนปล่อยให้ขึ้นราคาแพงๆ ตาย คนจนตาย ประชาชน ตาย ไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น มันก็จริง เพราะเงินไม่ได้ ทีนี้เราเอง เราเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว เราไม่ได้ทำเพื่อเงิน เพราะฉะนั้น มันจะได้ราคาถูกๆ ก็ถูกไปซิ ก็ยิ่งดีละ และทีนี้ ค่าของมันขึ้นตรงไหน ค่าของมันขึ้นตรงที่เขาเองเขาไม่ทำตามหลักอุปสงค์อุปทาน หลักของ demand supply เศรษฐกิจของหลักเศรษฐศาสตร์ เขาทิ้ง เขาไม่เอา เพราะเขาไม่ทำ คนทำก็น้อยลง เมื่อคนทำน้อยลง และความต้องการของสังคม ต้องการอยู่หรือเปล่า ต้อง การสิ่งเหล่านี้ คนยิ่งหนียิ่งไม่ทำ มันก็ยิ่งลดผลผลิต หรือสินค้ามันก็ลดลง มันลดลง เราก็มาสร้างขึ้น มันก็เป็นการสนอง เป็นการ supply ที่ถูกทางแล้ว เราก็นิยมสร้างขึ้น ราคามันก็ต้องแพงขึ้น ราคาทางโลกเขานั่นน่ะ ที่ความขาดแคลน มันมาก ราคามันแพงขึ้น แต่เรากลับจะขายถูก มันก็ยิ่งบวกเลยน่ะ ราคาทางโลกแพง เรายิ่งเอาต่ำ เรายิ่งได้มาก ค่าของบุญมันยิ่งสูงเห็นไหม ราคาทางโลกนี่โดยสัจจะนี่ จะแพงขึ้นไปๆ ที่เขากดเอาไว้ นั่นมันไม่ใช่ค่าจริงนะ รัฐบาลต้องกดราคา ต้องตีราคา กั้นราคาข้าวเอาไว้ให้แพงนี่ ราคาจริงๆ ราคาข้าวมันจะสูง เพราะว่ามันเองมันจะน้อยๆ ทุกทีๆ น้อยลงทุกที ความต้องการมันมากขึ้นเสมอ พวกพ่อค้าก็ซื้อ กว้านออกไปซื้อ ส่งตลาดต่างประเทศออกไปอีก ของมันก็น้อยลงแล้วเรามาสร้างนี่ ยิ่งราคาจะแพงขึ้น ราคาของบุญยิ่ง เราทำนี่ยิ่งจะได้บุญมากขึ้น แล้วเราไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องไปห่วงราคาแบบโลกๆ เขาจะตั้งราคา ไม่ต้องไป ห่วง เพราะเราทำไหนๆ เราก็ทำระบบบุญนิยมอยู่แล้ว เราสร้างไปเลย ยิ่งเรา ต้องลงแรงลงทุน มันยิ่งหนักหนาสากรรจ์ อะไร นั่นแหละ ยิ่งบวกราคาบุญแท้ๆ เพราะเราจ่ายเม็ดเหงื่อ จ่ายกำลังงาน จ่ายอะไรออกไปจริงๆ จ่ายความสามารถ ความอุตสาหะวิริยะจริงๆ มันลงทุนลงแรงไปมากจริงๆ มันก็เป็นค่าโดยธรรม ใครไม่ต้องมานั่งตีราคาหรอก โดยสัจจะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งเหน็ดยิ่งเหนื่อย ยิ่งหนัก แต่เราต้องสร้าง สร้างได้มาก ราคามันก็ต้องแพง ทุกวันนี้มันยิ่งขี้โกงกัน คนทำงานหนักก็ยิ่งให้ราคาถูก ส่วนคนทำงานเบาก็ตีราคาแพง หลงใหลได้ปลื้มกับงานเบาๆ ไปสร้างความเฉลียวฉลาด และก็ได้ แต่ความเฉลียวฉลาด มาขายกันมากมาย มาตั้งราคาแพงๆ พวกนี้เราต้องฉลาด เหมือนกัน พวกเรานี้ต้องฉลาด ถ้าคุณไม่ฉลาด พวกคุณฟังสัจจะพวกนี้ไม่ออกหรอก สัจจะที่อาตมาพูดให้ฟังอยู่นี่ ให้เรามาเป็นนักสร้าง มาเป็นนักเสียสละ เพราะฉะนั้นคนที่จะฉลาดเอาเปรียบนั่น และเขาซักซ้อมกันอยู่ ทุกวันนี้ สอนกัน ซักซ้อมกัน หาทางที่จะฉลาดเอาเปรียบ ฝึกทุกวิธีๆ อะไรที่จะได้เปรียบ อย่างโน้นอย่างนี้ จะได้ชนะคะคานเขา เขาฝึกอยู่ตลอดเวลาเลย ไม่รู้วิธีอะไรต่ออะไรกันบ้าง จะเป็นการละเล่น การโน่นการนี่การอะไรกัน ฝึกวิธีเอาชนะทั้งนั้น เอาเปรียบทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่ละหมากรุก หมากฮอส ตีกอล์ฟ ตีโน่นตีนี่ เล่นตั้งแต่เล่นทอยกอง หาวิธีเอาเปรียบทั้งนั้นแหละ ซับซ้อน ไปศึกษาทางโรงเรียน ไปศึกษาทางมหาวิทยาลัย ก็พยายามที่จะชนะคะคานให้ฉลาดกว่าเขา ฉลาดไปเพื่อที่จะไปล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ โลกียสุข เขาฝึกกันอยู่หมดเลย เพราะฉะนั้นฉลาดในการเอาเปรียบแบบนั้น คนทำมาก เพราะความฉลาดอย่างนั้น โดยสัจจะฟังดีๆนะ ความฉลาดอย่างนั้นน่ะ คนไปทำมาก มันยิ่งมาก มันยิ่งเฟ้อ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นมันยิ่งเฟ้อ ราคามันยิ่งตก แต่ความฉลาดๆ แกมโกงนี่ ของคนนั้นน่าหาทางสร้างอำนาจ หาทางตีค่า ตีราคาอย่างฉ้อฉล ตั้งราคาตัวเอง ฉลาดมากขึ้นๆ ให้ราคามันแพงเฉยๆ ยิ่งขี้โกงหนัก ที่จริงนั่นน่ะ ฟังดีๆนะ มันซ้อนนะ คนคิดฉลาด เพื่อที่จะไปโกงนี่ มีจำนวนมากขึ้นๆ ในสังคม ใช่ไหมๆ ทุกวันนี้ ตลาดคนที่ฉลาด ตลาดของคนฉลาดเพื่อที่จะไปเอาเปรียบเอารัด มีจำนวนมาก หรือจำนวนน้อย มากท่วมตลาด ท่วมประเทศ เมื่อมันมากนี่ ราคาตามหลักเศรษฐศาสตร์ มันจะต้องถูกใช่ไหม ราคามันจะต้องถูกใช่ไหม แต่มันคิดค่าความ ฉลาดพวกนี้แพงใช่ไหม มันโกงซ้อนเข้าไปอีกไหม มันผิดหมดเลยนะ สัจจะมัน บาปหนักจัดเลยเห็นไหม เพราะว่าราคามันควรถูกลง ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ตามหลักธรรมดา ตามหลักสัจจะเศรษฐศาสตร์ก็เป็นสัจจะ เพราะมันเฟ้อมันมาก แต่มันกลับเอาความฉลาดขี้โกงนี่แหละไปฉ้อฉล ตีราคาซับซ้อนอะไรก็แล้วแต่ ไปตั้งเอง เอาความฉลาดนี่ยึดอำนาจในสังคมได้ไปตั้ง และก็โลภโมโทสัน ตีราคาแพงขึ้นๆๆ ยิ่งบาปหนาขึ้น เพราะมันกลับตาลปัตร ตามหลักเศรษฐศาสตร์เห็นไหม เพราะฉะนั้นเรายิ่งมาในทางที่เราไม่เอาราคาของเราแพงนี่แหละ เรายิ่งถูกลง เราก็ยิ่งได้บุญ ค่าของบุญมันยิ่งโกงไปเท่าไหร่ มันยิ่งคูณไปเลย เราก็ยิ่งได้มากเท่านั้น นี่มันเป็นนามธรรมนะ มันไม่มีตัวตนนะ แต่บุญของเราได้มาก ทีนี้นอกจากไอ้พวกนั้นไปสมัครงานเบา ไปตีราคาแพงนี่บาปมาก เป็นหนี้ มากแล้วนะ เราก็ได้ค่าอันนั้นด้วย เมื่อเอามาเทียบกัน เอามาวัด เราไม่เอา บาย เราไม่เอา ปล่อยและเราก็มาเอาที่งานหนักๆ หนักด้วย ซื่อสัตย์ สุจริตด้วย แล้วแถมไม่เอาอีก มันก็บวกบุญเข้าไปอีก เช่นเดียวกับบวกบาปขึ้นไป นั่นฟังทันไหมๆ บวกบุญลงไปอีก ทั้งนี้ยิ่งเป็น demand สูง นั่นบอกว่าเฟ้อแล้ว มี demand แล้ว เพราะฉะนั้นค่าต่ำไอ้นี่ค่ายิ่งสูง demand สูง ค่าสูง ความต้องการสูง อุปสงค์สูง แล้วเราก็มาทำๆ ลงไปนี่ ราคามันแพงแล้ว และยิ่งเราไม่เอาอีก ตี ราคาต่ำไปอีก ถูกลงไปอีก ต่างกันกับทางโน้นเขาตีสูงขึ้นไป อันนี้ก็สองคูณอันนี้ ก็สองคูณ เอาห้าคูณ เอาแปดคูณด้วย ถ้าเขาคูณ ถ้าเอาเปรียบอยากได้แปดคูณสิบคูณเขาก็คูณใช่ไหม ทางโลกเขาตีราคาขึ้นไป บริษัท ก. ธนาคาร ก. พอตั้งเสร็จแล้ว ในราคาพวกชั้นสูงขึ้นไปนี่ ชั้นบริหารขึ้นไปนี่ ยิ่งประธานนี่เปอร์เซนต์ หรือว่าราคาของพวกนี้คิดดูซิ มันเหลื่อมล้ำกัน โอ ภารโรงเงินเดือนสองพัน ห้าพัน พวกโน้นห้าล้าน คนเหมือนกันแหละนะ ราคาคิดมันดูซิ เงินเดือนเดือนหนึ่ง สี่แสน ห้าล้าน ไอ้นี่ห้าพัน ก็แทบตายแล้ว ภารโรง อย่างนี้เป็นต้น นี่ มันเหลื่อมล้ำ มันผิดกันไกลลิบลิ่ว นี่มันขี้โกงอย่างนี้ ทางด้านนามธรรม ทางด้านสัจจะ ทางพวกเรานี่ ก็เหมือนเรามาทำงานนี่ คนเขาไม่มาแย่ง เพราะว่าเราจะไปทำงานหนัก ไปทำงานยาก ไปทำงานจำเป็น ไปทำงานสำคัญ ไปทำงานที่มี demand หรือมีอุปสงค์สำคัญด้วย เสร็จแล้วเราก็ยิ่งไม่ตีราคา ยิ่งไม่เอาเปรียบ ยิ่งเสียสละๆ มันก็เหมือนกับทางโน้นนะ ยิ่งเอาเปรียบ ยิ่งเสียสละ ถ้าทางโน้นเอาเปรียบในอัตราสังคมเขามากเท่าไหร่ เราก็ควรเสียสละนิดหนึ่ง ก็ควรจะแพงเหมือนกันกับทางโน้นเขาแพง เพราะฉะนั้นบุญกุศลมันจึงตีลังกากลับกันจริงๆเลย เราจะได้มาก ทำบุญทุกวันนี้ ได้บุญมาก ได้บุญสูง ค่าของบุญของบาป ฟังดูดีๆ ฟังดูชัดๆ คุณจะเข้าใจซ้อนลึกลงไปอีก และเราต้องมาทำ ไม่มีใครเขาทำนี่ อาตมาพูดถึงงานจริง จริงที่เป็นรูปธรรมนั่นงานกสิกรรม บอกย้ำหลายที แล้วว่า เราจะต้องแบกหาม จะต้องเป็นนักกสิกรรม รังเกียจไม่ได้หรอก ฝึกเข้าไป เถอะ คุณจะชิน คุณจะชำนาญ งานอะไรก็แล้วแต่ เราฝึกไปแล้ว ชำนาญหรือชิน แล้ว ก็ไม่รู้สึกยาก ไม่รู้สึกน่ารังเกียจ และก็ไม่ขี้เกียจหรอก แต่ถ้าเราไม่ฝึกนี่ เราจะขี้เกียจ เราจะรู้สึกยาก โอ๊ พยายามจะทำสักทีหนึ่ง ให้รู้สึกว่ามันไม่อยากจะทำเคลื่อนไม่ค่อยออก ย้ายไม่ค่อยออก แต่คนไหนที่ทำชำนาญ คล่องแล้ว มันรู้สึก เบา รู้สึกง่าย มันจะนิดเดียว แล้วก็ไปคล่อง งานกสิกรรม งานขยะ ทีนี้ งานขยะนี่ มันสกปรก มันเลอะเทอะ รังเกียจกันเยอะ จริงๆไอ้ความน่ารังเกียจนี่ ก็คืออุปาทาน พอเราชินแล้ว มันไม่มีปัญหาหรอก มันไม่น่าเกลียดอะไรหรอก เราไปขยำขี้โคลน ขี้เลน ขยำขี้จริงๆนี่ ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ขี้ควาย แม้แต่ขี้คนก็ตาม ไอ้ใหม่ๆนี่ มันก็มีความรังเกียจ มันเป็นกิเลสน่ะ มันขยะแขยง มันก็จะสัมผัส จะจับ จะทำเมื่อไหร่ มันก็ โอ๋ย แทบเป็นแทบตาย ก็ยาก แต่พอว่าเราเข้าใจแล้วเรารู้เท่าทัน เราก็ชิน เราก็ฝึก เราก็ฝึกซ้อมเข้า แล้วมันก็เฉยๆ อย่างพวกพยาบาลนี่นะ ไปเรียนพยาบาลใหม่ๆ นี่ โอ๋ย พวกนี้นะ อาเจียนโอกๆ อากๆ มันรากแตกนะ เขาให้ฝึกหัดจับขี้จับเยี่ยว พยาบาลหน้าใหม่ๆนี่ โอ้ อ้วกแตกอ้วกแตนอยู่อย่างนั้นแน่ เป็นไข้ เป็นหนาวกันเลยนะ พยาบาลนั่นน่า แต่พอลงฝึกพยาบาลต้องเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว จะต้องเลอะอะไรอย่างนั้นนะ จนสุดท้าย พยาบาลทุกคนต้องจับขี้จับเยี่ยวได้ ธรรมดา จับขี้จับเยี่ยวเป็นของธรรมดา แต่นั่นต้องเช็ด ต้องเก็บ ต้องกวาด ต้องขี้เยี่ยวอะไรเป็นปกติ เป็นเรื่องเฉยๆ เหมือนกับเรานี่เคยกับอะไรก็แล้วแต่ ชำนาญอะไรก็แล้วแต่ มันก็ละอุปาทานที่ไปติด ไปยึดนั่นออก ลดละความอุปาทานนั่นออก มันก็หาย มันก็ชิน เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาทำขยะ ต้องมาหมักมาหมม มาจะต้องใช้ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้วัว ขี้ควาย หรือแม้แต่ขี้คน หรือแม้แต่ไอ้นั่นที่หมักๆเน่าอะไรนี่ต้องมาทำ เสร็จแล้วมันก็จะชินเหมือนกันแหละ ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราเอง หมอฟากฟ้าหนึ่ง กับคุณน้อมบูชา ก็ไปเอาไปดูเขาทำปุ๋ยหมัก ทีนี้ปุ๋ยหมักนี่ เราจะต้องมารับอีกอันหนึ่งซึ่งจะเป็นหน่วยกลางระหว่างเกษตรกับขยะ ขยะมันเป็นของทิ้ง เราก็เอาขยะนี่แหละ มาทำปุ๋ยหมัก เราไม่ต้องทิ้ง ขยะมาทำปุ๋ยหมัก ขยะเมื่อเราเก็บกวาดขยะ ดูแลสิ่งแวดล้อมเรือนชาน ในบริเวณของเราก็จะสะอาดสะอ้านดี จะเป็นเชื้อทุกวันนี้ มันเกิดของเรากันเอง เอาเศษโน่นเศษนี่ ไปเป็นขยะ แล้วเอาไปกองเป็นปุ๋ย เอาไปหมักใส่ต้นไม้ อะไรแมลงวันมันก็ตอมไป ขี้ไป ไข่ใส่ไป เป็นหนอน เป็นอะไร เต็มอะไร เลอะๆเทอะๆ ไม่ใช่มาจากที่อื่นมากมายหรอก มาจากของเราเองนี่แหละ เยอะแยะ ก็หมักเข้าไปลงใต้ดิน ลงอะไรต่ออะไรไปด้วย กลายไปเป็นเรื่องที่สกปรก แล้วก็มีสัตว์ประเภทนี้ แมลงวัน แมลงหวี่ แมงอะไรที่มันเกิดๆ นี่กลายเป็นเรื่องไม่ค่อยดีนัก เราทำไม่ทัน แต่เราก็ปราบมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่อย่างนั้นเลย ทีนี้ปุ๋ยพวกนี้ เราจะเอามาปรับสภาพพวก นี้เป็นปุ๋ยหมักเสียก่อน เป็นปุ๋ยหมักแล้วนี่ แมลงวันไม่ตอม ปุ๋ยหมักที่ได้ที่ดีๆแล้วนี่ เราเอามาใช้กับใส่พืชอะไรต่ออะไรเราได้เลย เพราะฉะนั้นจะไม่เกิดเชื้อตัวนั้น ความสะอาดสะอ้านของสถานที่ในสิ่งแวดล้อมของเราก็จะดี งานขยะก็มาทำเป็นของหมักๆ หมักได้ที่ก็มาเป็นประโยชน์ของกสิกรรมทางเกษตรกรรมนะ พอทางเกษตรแล้ว ก็เอามาใช้มากินๆแล้วก็มาเกิดขยะๆ เกิดอุจจาระ เกิดโน่นเกิดนี่ แล้วก็เอาอันนี้ขยะนี่ เอามาเป็นปุ๋ยหมักๆ หมักๆก็เอาไปทำเกษตร เกษตรก็เกิดเอามาทำมากินมาใช้ เกิดกินใช้ก็กลายเป็นปุ๋ยหมัก เป็นเศษ เป็นขยะ เป็นอุจจาระ เป็นอะไรต่ออะไร ก็เอามาเป็นขยะ ก็เอามาเป็นปุ๋ยหมักๆ ปุ๋ยหมักก็เอาไปเป็นอาหารเกษตรๆก็เอามากินมาใช้ ก็มาเป็นขยะมาเป็นเศษ มาเป็นอุจจาระ เป็นอะไรอีก เป็นขยะอีก ก็เอามาเป็นปุ๋ยหมักๆ เอามาจนเกิดวงจร ชัดไหม เสร็จแล้วเราจะสะอาดสะอ้านหมดเลย ขยะมันก็จะไม่มี มันก็จะสะสวย นี่ของเราจะรู้จักระบบ จะมีความรู้ จะมีวัฒนธรรม มีจารีตประเพณีของพวกเรา เด็กๆ เล็กๆ พวกเกิดมาแล้วก็เห็นวิธีทำของเรา พี่ป้าน้าอา พ่อแม่ ทำอย่างนี้ไป วนเวียน มีวิธีความรู้ทำปุ๋ยหมักได้ดี ปุ๋ยหมัก ก็เอามารับถ่ายถอด ไปทำเกษตรไป เกษตรก็เกิดผลผลิตๆ ก็เอามากินมาใช้ๆ ก็เกิดเศษๆ ผลหมากรากไม้ เกิดเศษผัก เกิดเศษพืช เกิดเศษขยะ เกิดเศษแล้ว เสร็จแล้ว ก็เอาไปด้วยเป็นขี้ด้วย เป็นขี้ เป็นเยี่ยวด้วย ก็เอาสิ่งเหล่านั้นวนเวียนมาๆ เป็นปุ๋ยหมักอีกทาง ขี้เลื่อยทุกวันนี้ ก็ทิ้งขยะ ขี้เลื่อย ก็เอามาเป็นปุ๋ยหมักได้ เศษผลหมากรากไม้ เศษอะไรใบไม้ใบหญ้า ใบอะไรนี่ ใครจะเก็บจะกวาดอันไหน ก็กวาดได้ กวาดก็เอามารวมทำปุ๋ยหมักๆ ขี้เลื่อยนี่ ก็เอามาลงทำปุ๋ยหมัก ไม่ต้องเอาไปพวกโน้นแหละ ช่วยกันทำให้มันเป็นวัฒนธรรมเลย ใครที่นี้จะเก็บจะกวาด ทิ้งไว้ตรงไหน ก็รวบรวมๆๆ กันแล้วก็เอามาลงที่แหล่ง ไม่ต้องขนออกไปข้างนอก แล้วมันจะปรับตัวของมันหมุนเวียนปรับตัวของมัน ก็มันวนเวียนอยู่ในนี้หมดเลย วงจรสมบูรณ์ ดีไม่ดีเราอยากจะให้มันอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่า รับขยะมาจากข้างนอกด้วย อีกหน่อยต่อไป ส่งรถไปรับมาจากสันติ เอาเก็บไว้นะ ไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องไปเสียค่าขนขยะอะไรทางโน้น เราก็เก็บของเรามาเอง มาทำเป็นสินค้าได้ด้วย ตอนนี้หมอฟากฟ้าหนึ่ง กับน้อมบูชา บอกว่าใครไม่ทำ จะลงมือเอง ลุย ปุ๋ยหมัก ก็อาตมาพอดีเจอดินไทอยู่ต่อหน้าพอดี ก็เลยๆ ยัดบุญให้ผัวะเลย ดินไท อีกหนึ่ง เป็นผู้ชาย ใครจะเอาอีกด้วยเชิญ เราจะต้องมารับผิดชอบงานอาชีพพวกนี้ อาตมาว่าสามวงจรน้อยๆ นี่ขยะนี่ เต้าหู้นี่ ก็ทำเต้าหู้กันนะ ทำเต้าหู้แล้วเป็นน้ำหมักน้ำเน่า กากเศษของที่จะทำเต้าหู้ กากเศษถั่วนี่ ก็หมักทิ้งเน่า โอ้โฮ หนอนขึ้นเยอะเลย นี่จะต้องรีบไปจัดการ รีบไปจัดการ ไอ้บ่อที่น้ำเต้าหู้ ไอ้น้ำล้าง น้ำๆ เลอะอะไรนี่ ของที่ทำเต้าหู้ พวกนี้เข้าไปที่บ่อนั่น หนอนยุ่บเลยตอนนี้นี่ อีกหน่อยต่อไปๆ ไม่รอดแล้ว เน่าเหม็นใหญ่เลย บ่อแห่งการเพาะแมลงวัน แมลงหวี่ แมง โน่นแมงนี่ ที่มันเป็นหนอนนี่ออกมาตาย ขนาดนี้ก็ขนาดนี้แล้วแมลงวันนี่ ขืนไอ้อย่างนี้ต่อไปอีก เออเหอะ ที่นี้นั่งที่ไหน ตอม มันเหมือนกะ เห็นไหม บ้านเมืองประเทศที่เขามีมันนั่งตอมหมด ที่ลูกหูลูกนัยน์ตา มองเห็นไหม บางประเทศเขานะ อัฟริกา มันตอมหมดๆ ตอมเนื้อตอมตัว ตอมหน้าตอมตา ตอมจมูก ตอมตา ตอมไปหมดเลยนะ อีกหน่อย ก็จะเป็นบ้านเมืองยังงั้น จะเอาไหมล่ะ ใครอยากจะมาชุมชนปฐมอโศกก็เข้ามาเลย เตรียมตัวหาอะไร ถ้าไม่มีอะไรหุ้มตัวดีๆ ก็มาให้แมลงวันเจาะ เข้ามานั่งก็แมลงวันเข้ามาเจาะไปทั่วสรรพางค์กายนี่นะ ต้องทำเป็นบ่อบำบัด เป็นบ่อกรองดีๆ จริงๆ ต้องลงทุนๆ แล้วมันก็จะหมุนเวียน นี่ทำบ่อบำบัดเสร็จแล้ว ไม่ต้องทำถึงขนาดดี หมุนเวียนขึ้นมาเป็นน้ำสะอาด เอามาใช้หมุนเวียนใช้ได้ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก บำบัดให้มันดีพอสมควร ให้ได้ขนาดตามกฎหมาย เสร็จแล้วก็ระบายลง เพราะว่าเราไม่มีปัญหาหรอก เรื่องน้ำ เรามี น้ำใช้ น้ำของเรานี่ อาตมาคิดว่าพวกเราพอสมควรแล้ว เรื่องน้ำบาดาล เรื่องน้ำที่เรามีหมุนเวียนรักษา เป็นบ่อ เป็นวัง เป็นสระ เป็นอะไรๆ ไว้นี่พอสมควร ขาดแคลนยังไง ก็ไม่ถึงขั้นลำบาก เรื่องน้ำนะ อาตมาว่า อาตมาดูแลทางน้ำมาไว้นะ ถึงแม้ว่าอ่างที่จะเก็บน้ำฝน บาดาลที่จะสูบน้ำดินขึ้นมาใช้ น้ำฟ้าก็จะเก็บเอาไว้ใช้นี่ พยายามหาทางทำไว้พอสมควรแล้ว คิดว่าไม่ขาดแคลน เพราะพวกเราดูๆแล้วนี่ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า เป็นไปได้ ทางน้ำไม่อะไรนักหนาหรอก ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ พอยังใช้ได้ เสร็จแล้ว เราก็ปล่อยลงไปเลยเป็นบ่อบำบัด เป็นท่อระบายลงไปเลย ก็ช่วยกัน ก็ไปช่วยกันทำ บ่อบำบัดนี่ จะต้องสร้างกันให้ดีๆ ที่เต้าหู้นั่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว พวกนั้นนั่นแหละ จะต้องได้ระบายลงไปนั่น ที่นี่เขากำลังจะไปดูแหล่ง ดู location ดูซิว่าจะเป็น จะไปตั้งบ่อ จะไปตั้งโรงเรือน จะไปตั้งสำนักงานปุ๋ยหมักที่ไหนดี ไปตรวจดูกันเสียก่อน และเขาก็คอยดูๆ กัน ไม่รู้ได้ว่าจะไปตั้งที่ไหน คิดว่าไปตั้งนี่ มันจะไปไกลนะ ถ้าอยู่ใกล้โรงที่นั่น จะมีที่ไหนใกล้โรงเต้าหู้ โรงอะไรนั่นแหละ มีกากเต้าหู้ก็เอามาได้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่เอาไปทำ ที่จริงกากเต้าหู้ ก็ยังมีปนโปรตีนอยู่ตั้ง 50 เปอร์เซ็นต์นะ กากถั่วที่ทำเต้าหู้นี่ บดแล้ว ไอ้นั่นแล้วนี่ มันเป็นกากถั่วนี่ ยังมีโปรตีนอยู่ในนั้นตั้ง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราก็ส่งไปทาง ชมร. ก็เอาไปทำแหนม เอาไปทำทอดมันบ้าง เสร็จแล้วมันก็ยังเยอะ ไอ้ส่วนที่รั่วซึม ไอ้ส่วนที่หนีออกไป มันหลุดมันร่วงอะไรออกไป เป็นขยะเป็นกากถั่วนั่นน่ะ ไอ้เศษถั่ว ไอ้เศษชิ้นส่วน นั่นแหละ มันจะเป็นอาหารของพวกแมลงวัน อาหารที่ไปหมักไปเน่าเข้า เราจะเหม็นกลิ่น โอ้โฮ แมลงวันชอบมา แล้วมันอยู่เลย ไข่ เป็นหนอนเต็ม จะเยอะอันนี้แหละ เราก็จะพยายามทำทางระบาย หรือทำทางที่ จะกักจะร่อนให้มันมีแต่น้ำลงไป ไอ้กากมันก็กรองมันไว้แล้วก็เอากากพวกนี้มาจะเอามาลงไปแล้ว เลอะๆเทอะๆ ล้างๆ แล้วเอามันมาเป็นขยะ เอาไปเป็นปุ๋ยหมัก ไอ้อันที่เรา กากถั่วๆ ที่เราเองกรองออกมา มันมีที่กรองที่เหลือไอ้พวกนั้นได้ ที่จะ ไป เอาไปแหนม ที่จะเอาไปทำอาหารกินได้อีกชั้นหนึ่งอยู่ ก็เอาไป ส่วนไอ้ที่ ส่วนสูญเสียด้านนี้ก็เก็บไอ้พวกนี้มาเป็นปุ๋ยหมักได้ ก็จะได้สะอาด มันก็จะประโยชน์สูง ประหยัดสุดไปทุกด้าน ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดไปทุกด้าน โครงการขนาดนี้ อาตมาว่าในด้านการผลิตพวกนี้ ไอ้สิ่งที่มีอยู่แล้วก็ผลิตไป จะทำเห็ด ก็ทำไป จะทอผ้าก็ทอไป จะทำแชมพู จะทำยา จะทำอะไร จะผลิตอะไรอยู่บ้าง ในพวกเรานี่ ก็ทำไป ส่วนผลิตเหล่านั้น ส่วนกากส่วนเศษของสิ่งเหล่านั้น ก็เอามาทำปุ๋ยหมัก เพราะฉะนั้นด้านฝ่ายขยะ หรือด้านฝ่ายเก็บเศษส่วนที่เหลือ ส่วนที่จะต้องเอามาปรับแปร เอามาแปรรูป เอามาแปรเปลี่ยนเป็นประโยชน์ต่อไป ก็ไปเป็นปุ๋ยหมักนี่ เราจะต้องมีส่วน มีการรับผิดชอบ มีคนช่วยกันทุกคนจะมีนิสัย ให้มีนิสัยช่วยกัน รู้จักเอาใจใส่ ในที่ทิ้งขยะ ช่วยกันขน ช่วยกันเมื่อมีเวลาจะต้องเอาภาระดูแลกัน ไม่ใช่ไปเกี่ยงกันอยู่ ไม่มีใครทำก็หมักก็หมม ก็เน่าเหม็น สกปรก เลอะ เทอะ กลายเป็นแมลงวันตอม กลายเป็นไก่คุ้ยกัน กลายเป็นหมูหมาแมวอะไรคุ้ยเละ อะไรอย่างนี้ มันไม่ถูกวัฒนธรรมเลย มันเป็นเมืองที่ไม่ศิวิไลซ์ เพราะฉะนั้นหมู่เมืองศิวิไลซ์จะต้องสภาพมิดชิด มีสภาพไม่โละๆเละๆ เลอะตกหล่นเน่าเหม็นเสียหาย จนกลายเป็นเชื้อ ทางมาของสัตว์หลายประเภทที่มันจะมาทำความเน่าเหม็น มาทำความเลอะเทอะ มาทำสิ่งที่มันเสียหายขึ้นมา ทำจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เราจะป้องกันได้ จะไม่เกิดๆ ต้องเป็นนิสัย ต้องรับผิดชอบ เพราะ ฉะนั้นคนอื่นในทางโลกๆ เขาจะกลายไปเป็น ผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน ขึ้นไปหอ คอยงาช้าง ไม่เลอะ ไม่เทอะ แม้แต่ขึ้นที่นอน ใส่รองเท้าขึ้นไปเลย ปล่อยเขา พวกเรานี่จะว่าแต่ใส่รองเท้าเลย แม้แต่รองเท้าก็ไม่ต้องใส่ ภูมิคุ้มกันสูง เท้าเปียกๆนี่แหละ ย่ำไปเลยนี่ ในกองขยะก็ย่ำได้ เชื้อโรคเข้าไม่ได้เลยนะ ภูมิคุ้มกันจะสูงกว่าพวกคนพวกนั้นเขามาก พวกผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินอยู่ที่ว่านี่ ขนาดขึ้นห้องนอน ก็ต้องใส่รองเท้านี่พวกนี้ ตีนอ่อนๆ อ่อนแอ เหยียบอะไร แตะอะไรก็ไม่ได้ แต่พวกเรานี่ ฝึกปรือแล้ว รับรองแข็งแรง ภูมิคุ้มกันจะสูง นี่ เราจะทำจริงๆ เขาไม่เอาหรอก อย่างที่เราจะมาทำนี่ และดูจะไม่สอนกันเลย และไม่ว่าที่ไหนๆ จะได้ไปเป็นเจ้าคนนายคน จะได้ไปเป็นคนมีหน้ามีตา ทำไมไม่มีหน้า เอาหน้าไปไว้ไหน หน้าไม่มี มีหน้ามีตา มันก็เป็นภาษาโลกๆน่า ก็มีเกียรติ มียศ มีหน้า อะไรไปอย่างนั้น ของเราก็มีเกียรติ มียศ ถ้าเรารู้ ถ้าเข้าใจ เกียรติยศคืออะไร เกียรติยศ คือผู้เสียสละ เกียรติยศไม่ใช่ผู้เอาเปรียบ คนมีเกียรติ คือผู้คนเสียสละ ไม่ใช่คนมีเกียรติ เป็นผู้เอาเปรียบ ผู้เอาเปรียบได้มากๆๆแล้วมาทำทีเสแสร้ง ทำบุญทำทาน ช่วยเหลือ ช่วยคนนั่น ช่วยคนนี่ แต่ที่จริงนั่น เขาเอาไว้มาก เขาจึงรวย เขาถึงมีเยอะ มีเหลือเยอะ เอาเปรียบมักมากๆ มันซับซ้อนอยู่ในสังคม และเขาเยอะๆอย่างนั้นแหละเหรอ เหลือเอาไว้ให้ตัวเองมักมากอย่างนั้นแหละเหรอ ผู้มีเกียรติ ทำทีเป็นเสียสละ ไม่จริงล่ะ เอามาเป็นรูปแบบให้มันเห็นรูปว่า ฉันเสีย สละ ไปเสียสละไปทุกเวลานี่ หาได้บาทหนึ่ง นี่เสียสละไปทันทีบาทหนึ่ง หาได้สิบก็เสียสละไปสิบ หนึ่งไม่ได้สะสมกักตุน มันตัวบาทตัวสิบนี่ กลายเป็นร้อย กลายเป็นพัน กลายเป็นหมื่น กลายเป็นแสน กลายเป็นล้าน เพราะเสียสละไปทุกบาททุกสตางค์ ทุกบาททุกสิบ ทุกสิบ ไม่ได้มีก้อนใหญ่ก้อนโตมาอวดมาอ้างว่าฉันนี่ เสียสละ นี่ได้ไหมเล่า ก็มันสละไปในตัวหมดแล้ว แม้แต่ค่าแรง ก็ยังไม่เอาค่าแรง ก็ไม่ได้คิด ไม่ได้สิบ ไม่ได้บาท ไม่ได้คิดห้าสิบเลย มันสลายไปอย่างละเอียดแล้ว มันให้ไปในตัวของมันเองแล้ว มันจะไปมีรูปการสละที่ไหน ก็มันสลายไปในตัวหมดทุกวินาที ทุกขณะที่เราทำ เสียสละซ้อนลงไปในตัว มันจึงไม่มีรูปที่หยาบ ไม่มีรูปที่เป็นการเสียสละที่มาอวดมาอ้างได้ เป็นมายาลวงโลก เป็นการสละที่บริสุทธิ์ เป็นการเสียสละจริงๆ เพราะฉะนั้นคนพวกเรานี่ จริงๆเรานั่นแหละเป็นผู้เสียสละแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน