360211 ตอบให้ถึงโพธิ ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360211 ตอบให้ถึงโพธิ ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
ตอบให้ถึงโพธิ (ตอน 2) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2536
คำถาม : ถ้าปฏิบัติขั้นโสดาบันได้ แต่ไม่ใช่อรหัตผลในโสดา จะเลื่อนขึ้นเป็นอนาคามีผลได้หรือไม่ พ่อท่าน : มาเล่นลัดจัง (คนฟังหัวเราะ) เอาทีเดียวผ่านหลายขั้นเหลือเกินนี่ โอ๊ กระทรวงไหนๆ เขาก็ยังไม่ยอมง่ายๆนี่นะ ไม่ได้หรอกนะ อยู่ดีๆ ไม่ใช่อรหัตผลในโสดาด้วย เป็นโสดาแต่ไม่ได้อรหัตผลในโสดาด้วย จะ pass ขออนาคามีผล ตะกละไป ไม่ได้หรอก เอ๊ะ คิดยังไง ถามอย่างนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) คิดยังไง ทำไมจะเป็นอนาคามีไปถึงปานนั้น (พ่อท่านหัวเราะ) คำถาม : เพราะเหตุใด ผู้นำของประเทศรัสเซีย จึงมีเงินเดือนน้อยกว่าทุกชาติ พ่อท่าน : ที่ประเทศนั้นเขามีเงินเดือนน้อยกว่าทุกชาติ เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ นี่นะ เป็นลัทธิที่พยายามที่จะเฉลี่ยให้เสมอภาค นี่เป็นหลักเกณฑ์เขา เพราะอย่าง นั้นแม้แต่เวลาที่เราได้ปฏิบัติกันไปเสร็จแล้ว เขาก็ปฏิบัติมาเพื่อที่จะแบ่งส่วนของผู้ที่มีมาก แล้วก็ส่วนกลาง หรือว่ารัฐบาลนี่ เขาจะเอามาแจกจ่ายเจือจานกัน เป็นวิธีการที่มีอุดมการณ์ที่ดี แต่นั่นแหละ คนเราถ้าไม่ลดกิเลส ผู้ที่เข้าไปมีหน้าที่แบ่งแจก มันก็งุบงิบกันเก่ง หรือลำเอียงได้อยู่ มันก็เลยไม่ค่อยจะทั่วถึงกัน ไม่ซื่อสัตย์ทีเดียวนัก ไอ้นี่ก็เป็นภัยต่อการบริหาร หรือการช่วยเหลือเฟือฟายสังคมมนุษยชาติอยู่จริงๆอันหนึ่ง และอีกอันหนึ่งที่คอมมิวนิสต์ไปไม่รอดก็เพราะว่ามันบังคับ คนที่เป็นพลเมืองประชาชนนี่ถูกบังคับ จำนนที่จะต้องจำเป็นให้ถูกแบ่งส่วนไปอย่างมากเหลือเกิน ยิ่งกว่าการเก็บภาษีแบบประชาธิปไตย วิธีการมันเลี่ยงไม่ได้ อิสรเสรีภาพไม่มี เพราะว่ามีผู้บังค
อ่านต่อ
ับกดขี่อยู่ คณะเขาบังคับกดขี่มากเลย เขาเรียกเผด็จการหมู่ เรื่องของคอมมิวนิสต์นี่ เพราะฉะนั้นการบังคับกดขี่นี่ มันถึงเกิดการกดดัน แล้วมันก็ไม่ยินดีที่จะเจริญงอกงาม ทำมากเอ็งก็เอาไปมาก ข้าก็ทำนิดๆหน่อยๆ ก็แล้วกันงั้น เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจจึงล่มสลาย เศรษฐกิจจึงพัง ไปไม่รอด แต่สรุปแล้วที่ถามว่า ทำไมเงินเดือนเขาถึงน้อย ผู้นำนี่ ก็เพราะเขามีหลักการอันนั้นนะ เขาก็เลยทำน้อย ถ้าขืนทำมากมันก็ผิดรูปหลักการ เขาก็ทำไม่ได้ ก็เลยดูว่า ค่าของผู้นำประเทศนี่จะมากกว่าค่าของประเทศชาติ โดยเฉลี่ยแค่สามสี่เท่า ประมาณนั้น ซึ่งที่จริงแล้วตามเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ผู้ที่สูงกว่าก็ควรจะมีส่วนได้ ถ้าว่ากันจริงนะ ตามหลักการ ก็ควรจะมีส่วนได้มากกว่าคนพื้นๆอยู่ มันเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นมากกว่าหนึ่งเท่าหรือสี่เท่าอะไรนี่ ก็ถือว่าเขาฐานะปุถุชน ก็สี่เท่าก็ถือว่าดีแล้ว (พ่อท่านหัวเราะ) สู้พี่ไทยไม่ได้ ล่อเกือบสามสิบเท่านี่ แหม มันน่า ฟังแล้วก็สะอื้น (พ่อท่านหัวเราะ) คำถาม : ประเทศญี่ปุ่น ก่อนประวัติศาสตร์ เสนาบดีฝ่ายในของจีน ขออนุญาต จากพระราชาไปหาแผ่นดินใหญ่อยู่ รวมพลพรรคหนุ่มสาวลงสำเภาไปตามทะเลรวมพันคน ห้าร้อยคู่ ชายห้าร้อย หญิงห้าร้อย ไปพบเกาะกลางทะเลในเวลารุ่งสางสว่างพอดี จึงได้ชื่อว่าแจแปน ในบริเวณเกาะมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ พาพลพรรคขึ้นเกาะ แล้วจัดการแต่งงานเป็นคู่กันห้าร้อยคู่ จากนั้นก็เริ่มแต่งตั้งหมู่บ้านก่อครอบครัว ถากถางป่ามาทำมาหากิน ตั้งรกรากเป็นบ้านเป็นเมือง เป็นประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีประชากรรวมทั้งหมดเท่าใด พ่อท่าน : มีผู้ยืนยันว่าร้อยกว่าล้าน คำถาม : จากคำพูดมานาโซ ที่ว่าประเทศญี่ปุ่น อาศัยอาหารจากต่างประเทศ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ยากจนที่สุด หากประเทศอื่นไม่ส่งอาหารให้ ก็จะอด ไม่มีอาหารเลี้ยงประชากร พ่อท่านมีความเห็นอย่างใด ช่วยอธิบายด้วย พ่อท่าน : อาตมาไม่มีความเห็นอย่างใดดอกนะ ถ้าเขาจะไม่มีกินก็ไม่มีกินของเขา ถ้าเขาจะมีกินก็ของเขา อาตมาไม่มีความเห็นอย่างใดนะ แล้วก็ไม่รู้ความจริงด้วยว่า เขามีอย่างที่ว่านี้หรือเปล่า เขาขาดแคลนอาหาร ถ้าต่างประเทศประเทศข้างนอกไม่มีส่งไปให้เขากิน เขาจะอดตาย อาตมาก็ไม่มีความรู้จริงนั้นเหมือนกัน เพราะเท่าที่ฟังดู การกสิกรรมอะไรของเขาก็มีเหมือนกันนะ ญี่ปุ่นเขาก็ดูเยอะแยะอยู่เหมือนกัน พอกินพอใช้รึเปล่า ก็ไม่รู้ อาตมาตอบไม่ได้อันนี้ ยิ่งความเห็นแล้วไม่มีความเห็นอะไร เห็นอย่างใดก็ไม่เห็นอย่างไร เพราะว่าไม่ได้ไปคิดช่วยเขาเลยญี่ปุ่นนี่ จริงๆไม่ได้คิด แม้ก่อนก็ไม่เคยคิด และเดี๋ยวนี้ถามมาก็ไม่คิด แล้วก็ไม่อยากจะคิดนะ เพราะฉะนั้นก็เลยตอบ ตอบว่าไม่รู้เรื่อง คำถาม : พ่อท่านคะ ถ้าเวลาเราฝัน เรามีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา พอตื่นมาวันใหม่ เหตุการณ์ที่ฝันเป็นจริงหมด เป็นอุปาทานหรือเปล่าคะ หรือว่าเป็นการฟุ้งซ่านคะ พ่อท่าน : อาการมันนี่นะ บางทีมันก็ตรงกะเหตุการณ์ที่เกิดจริงเป็นจริงได้ เขา เรียกในภาษา ที่เขาตั้งข้อสังเกตเข้าไป เขาตั้งชื่อการฝัน มีเทพนิมิต จิตนิวรณ์ ลางสังหรณ์ ธาตุโขภ นี่คือ ธาตุเป็นภัย ในท้อง ในไส้ ในอวัยวะ มันก็เลยฝันไป เพราะว่าไอ้ธาตุไม่ดี ธาตุเสียน่ะ ก็เป็นได้ฝัน เพราะฉะนั้นฝัน 1. เทพนิมิต หมายความว่า ฝันนี้เป็นการฝันที่มีสภาพนิมิตนั้น คือเรื่องราวนั้นเกิดโดยมี มีสิ่งหนึ่งทำให้เกิดอย่างจริง หรือจะแปลโดยภาษาลึกๆ ก็แปลว่ามันเป็นนิมิตที่ถูกต้อง เป็นเรื่องราวที่ถูกต้องตามเหตุตามผล ตามเรื่องจริง เช่นว่า พระอาริยเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้านี่มีนิมิต นิมิตในใจนะ เวลาท่านนิมิต คือฝันของพระอรหันต์นี่นะ คือฝันที่เราถือว่าเป็นกิเลสมาผสมร่วมสังขาร แต่พระอรหันต์เจ้าขึ้นไปแล้ว ท่านไม่ได้ฝัน หรือแม้แต่พระอาริยเจ้าชั้นสูงบางที ยังไม่ถึงอรหันต์ก็ตาม ก็เป็นนิมิตได้โดยไม่ได้ฝัน คือมีสภาพที่สังขารธรรมที่เป็นรูป เป็นเครื่องหมายอะไรสื่อแสดงอยู่ในจิตในใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของกิเลสเข้าไปสร้างสรรค์ แต่ว่าเป็นพลังงาน เป็นงานที่คิด ที่ทำ ที่ปรุงอยู่ เป็นงาน เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเทวดานี่ สอนเทวดานี่คือนิมิตของพระพุทธเจ้าที่ทำอยู่นะ แล้วคนก็ฟังไม่เข้าใจ ก็คิดว่ามีเทวดาเป็นตัวเป็นตน แล้วพระพุทธเจ้าก็ ไปสอน หนักเข้าก็ไปเข้าใจว่าเทวดาเยอรมัน เทวดา (พ่อท่านหัวเราะ) อเมริกัน เทวดาอะไร แล้วก็ลอยตุ๊บป่องๆมาเรียนกัน มาอะไรกัน ก็ไปกันใหญ่ ก็เป็นเรื่องราวอะไรไป ก็เป็นนิมิต เป็นเครื่องหมายอะไรอันหนึ่งที่เจริญ พาเจริญ เรียกว่าเทพนิมิต จิตนิวรณ์ ก็หมายความว่ากิเลส จิตนิวรณ์นี่กิเลส ฟุ้งซ่านไป ปรุงไป สร้างไป เป็นเรื่องเป็นราว เลอะๆเทอะๆ อะไรได้สารพัดสารเพ แม้แต่กิเลสมันก็ยังสามารถบังเอิญตรงกับเรื่องจริง จิตนิวรณ์นี่ได้เหมือนกัน ทีนี้ลางสังหรณ์ นี่แหละคือ ตัวที่มันฝัน หรือว่ามันนิมิตได้ เห็นนิมิตอยู่ อยู่ในจิตในใจแล้ว เสร็จแล้วมันก็มาบังเอิญตรงนี้แหละ เขาก็เลยเรียกระบุบตรงเข้าไปในตัวนั้นว่า นั่นคือลางสังหรณ์ ตัวจิตนิวรณ์ที่บังเอิญตรงนั้นแหละ เรียกว่าลางสังหรณ์ ส่วนในเรื่องเทพนิมิตนั้น ถ้าเผื่อว่ามันจะเป็นนิมิตโดยญาณปัญญา เป็นพยากรณ์อะไร หมายความว่าสภาพที่เป็นผู้รู้นี่นะ ท่านคิดนึก ปรุงอยู่ในจิตใจ มีเหตุมีผล มีเหตุมีปัจจัย รู้จักข้อมูล รู้จักอะไร เสร็จแล้วมันก็บวกลบคูณหารกันออกมา Solve ออกมา ก็ได้เรื่องนั้นตรง มันก็ไม่แปลกประหลาดอะไรหรอก มันไม่ใช่ลางสังหรณ์ข้างหน้าคล้ายๆ อย่างนั้น เป็นเทพนิมิตนี่ มันก็ตรงได้ ยิ่งกว่า ถ้าเผื่อว่าเป็นความจริงว่าผู้นั้นมีความบริสุทธิ์ใจ จะมีเทพนิมิตหรือจะมีตัวฝันหรือตัวนิมิตนั้นๆนี่ตรงได้ ส่วนคำว่านิมิตนั้น เป็นเครื่องแทน ไอ้เครื่องแทนนี่นะ หรือว่าไอ้สภาพแทนนี่ ดอกบัวแทนความหมายอันหนึ่ง น้ำแทนความหมายอันหนึ่ง ฟ้าแทนความหมายอันหนึ่ง ช้าง ม้า วัว ควาย แทนความหมายอันหนึ่ง กิริยาท่าทีอันนั้นเป็นความหมายอันหนึ่ง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เหมือนกับอย่างพระพุทธเจ้า ท่านพยากรณ์พระสุบินของ พระเจ้าอะไร พระเจ้าปเสนทิโกศล อะไรนี่ เป็นต้น คือเป็นเครื่องหมาย เพราะฉะนั้นนิมิตอันนี้ จึงไม่ได้หมายความว่า จะเป็นตัวจริง เป็นเครื่อง หมายแทนเท่านั้น ได้นะ เรื่องพวกนี้ ก็ที่จริงอาตมาไม่อยากจะพูดเท่าไหร่หรอก ก็ถาม ก็มีโอกาสบ้าง ก็เล่าให้ฟังกันบ้าง อย่าไปจริงไปจังอะไรกับมันมากนักนะ มันจะเป็นเครื่องแทนที่จริงก็ตาม พยากรณ์อะไรได้ อะไรก็ตาม ก็มันไม่น่าจะต้องไปอยากรู้อยากเห็นอะไรมามากนักหรอก ยิ่งเป็นเรื่องลวงๆ เป็นจิตนิวรณ์แล้วก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่นะ เพราะฉะนั้นก็ตอบได้ว่า มันเป็นเรื่องของบังเอิญตรงก็ได้ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ อาตมาไม่รู้นะ ที่คุณนี่ คุณจะเป็นพระอาริยะ หรือคุณจะเป็นคนธรรมดา ที่พูดนี่ไม่รู้ คำถาม : ผู้ชายขี้งอน ขี้น้อยใจ ขี้บ่น จู้จี้จุกจิก ชาติหน้าคงจะไม่เกิดเป็นผู้ชายอีกใช่มั้ยคะ พ่อท่าน : ใช่ (พ่อท่านหัวเราะ) เพราะว่าสะสมแต่อิตถีภาวะเอาไว้ ภาวะหรือกิริยาของคนขี้งอน ขี้ใจน้อย ขี้บ่น ขี้จู้จี้จุกจิก นี่เป็นอิตถีภาวะทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แม้จะเป็นผู้ชาย สั่งสมเอาไว้ ชาติหน้าก็เกิดเป็นผู้หญิงเข้าให้แหละ สั่งสมแต่วิบากที่มันเป็นอย่างนั้นน่ะ คำถาม : ข้อ 2 ถ้าไม่มีพ่อท่านแล้ว พ่อท่านคิดว่าอโศกจะเป็นอย่างไรต่อไปคะ พ่อท่าน : อันนี้ก็ดีเหมือนกัน ถามอันนี้ ถ้าไม่มีอาตมาต่อไป หมายความว่า อาตมาตายลงไปแม้วินาทีนี้นะ อาตมาก็คิดว่าอโศกไปรอด ไปได้ เชื่อ อาตมาเชื่อ ว่าแต่ละคนก็ต้องทำ แม้จะไม่มีอาตมานำพานี่แหละ อาตมามั่นใจว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นระบบแล้ว มันเป็นรูปเรื่อง รูปราวแล้ว แล้วพวกเรานี่มีความมั่นใจ มีความเชื่อ ปัญญา พวกเราก็ทำด้วยปัญญาขนาดนี้ แม้มันจะมีอัตตามานะอะไรบ้างก็ตาม มันจะเกิดการรวนเรกันขึ้นบ้าง แข่งดีแข่งเด่นอะไรขึ้นบ้าง มันจะมีแน่ มีบ้างเหมือนกัน ก็ตาม แต่มันก็จะเดินไปได้ มันจะไปได้ มันจะพัฒนาต่อไปได้ คำถาม : นอกจากโลกมนุษย์ที่เราอยู่ทุกวันนี้แล้ว ยังมีโลกอื่นๆอีกไหม ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ แล้วมนุษย์พวกนั้น เหมือนพวกเราไหม พ่อท่าน : โอ๊ ถามอจินไตยนี่ไม่เข้าเรื่องเข้าราว อาตมาไม่เคยไปนั่งส่องกล้อง ว่าโลกลูกไหน มีมนุษย์อยู่โลกไหนอีกหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้ว มีโลกที่มีมนุษย์อยู่อีก โดยหลักการมี โลกนี้ไม่ได้มีลูกเดียว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าโลกลูกหนึ่งมีมนุษย์ แล้วก็มีพระพุทธเจ้าเกิดในโลกลูกหนึ่ง ในโลกลูกเดียวกันนั้นก็มีอย่างนั้นๆ โลกลูกอื่นก็ต้องมีอย่างนี้อีกด้วย โลกลูกใดลูกหนึ่ง มันมีอยู่ได้ แต่ในโลกลูกเดียวนั้น จะมีพระพุทธเจ้าเกิดพร้อมกันสององค์ หรือในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น อฐานะ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นโลกลูกอื่นก็จะมีอีกก็ได้ ขณะนี้พระพุทธเจ้าอาจจะเกิดอยู่ในโน้น โลกลูกไหนก็ได้โดยหลักการมัน เพราะว่าเอกภพนี้ จักรวาล มหาจักรวาลนี้มันนับไม่ถ้วนเลย นับไม่ถ้วนจริงๆ แล้วมันระยะห่างระยะไกลกัน จนไม่สามารถที่จะติดต่อ ติดตามอะไรกันได้ สิ่งเหล่านี้เป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่เราคะเนคำนวณ คำนวณไม่ได้ คิดไปก็ฟุ้งซ่านเปล่าๆ แล้วมันก็ไม่เข้ายาอะไร มันไม่มีหน้าที่ มันไม่มีเรื่องอะไรที่เราจะเที่ยวได้ไปวุ่นวายเรื่องเหล่านั้น อาตมายังมองอยู่เลยว่า โลกทุกวันนี้อยากจะออกไปจากโลกลูกนี้ แล้วก็ไป โลกพระอังคาร ไปโลกพระศุกร์ ไปโลกพระอะไรนี่ ถ้าฝรั่งทำอยู่นี่นะ ไม่รู้เขาจะทำไปหาอะไรของเขา อ๋อ ไปตากอากาศดาวพระอังคารงั้นเหรอ นั่นน่ะ มันฟุ้งซ่านขนาดหนัก ค่าใช้จ่ายขนาดไหน มันก็ทำไปบ้าๆบอๆ อะไรของเขางั้น ก็เถอะ ก็ช่างเขาเถอะนะ ก็แล้วไป ที่จริงแล้วนี่นะ มันเป็นความทุกข์ มันไม่ได้เป็นความสุขอันน่าสมควรแก่เหตุเลย มันลนลานจนเกินการ โอ๊ย ถ้าไปทำแล้วได้โก้ได้เก๋ ได้ยิ่งได้ใหญ่ ได้สุขอะไรมากมาย ซึ่งมัน โอ้โฮ ผลาญพร่าเปลืองเปล่า ทำลายหนักหนาสากรรจ์ ลงทุนมากมายนะ มันไม่คุ้ม ไปเจอพระจันทร์ ได้ก้อนหินมาก้อนนิดหนึ่ง โอ้โห ล่มจมมากมายเลยนะ ขาดทุนยับเยินเลยนะ เสร็จแล้วก้อนหินก้อนนั้น มาตั้งอยู่ในนี้หายเห่อกันหมดแล้ว เพราะก้อนหินก้อนนั้น ไม่ต่างไปจากก้อนหินอะไรบ้างในนี้ ไม่มีอะไรพิเศษเลย แทนมาแล้ว ในนั้นน่ะ ยังไม่มีเห็นวัตถุอะไรที่น่าจะประหลาดอะไรเลยในดวงจันทร์ แล้วก็เลย ตกลงดวงจันทร์เลยตกลงทิ้งแล้วตอนนี้ ร้างแล้ว ไม่ทำอะไร ไม่ใช้อะไรหรอก ทำอะไรไม่เกิด ลงทุนไปมากมายมหาศาลนะ อ้าว ตอนนี้ยังไม่พอใจ จะไปโน่น แหม ผูก จูง ดึง ปลุกเร้าว่าที่นั่นจะมีอย่างนั้น มีความหวังว่าจะมี หรือว่าสร้างนิยายขึ้นมาว่า ต่างโลกต่างดาวอะไรนี่ มีผู้อย่างนั้นอย่างนี้ อะไรต่ออะไรกัน แหม มาทำอะไรต่ออะไรในโลกเรา อย่างโน้นอย่างนี้ มาเป็นศัตรูมั่ง มาทำอะไรต่ออะไรบ้าง ต่างๆนานา ก็ว่ากันไปอยู่นั่น โอ้โห มากมาย ไทยเราดีนะยังไม่บ้าไม่บอ เหมือนกับทางโน้น ทางโน้นเขามีจริงๆนะ โอ้โห ตื่นตัวกันนี่ ต่างประเทศหรืออเมริกา อย่างนี้เป็นต้น บ้าๆ บอๆ มนุษย์ต่างดาวต่างโลกจะเดินทางมาอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรต่างๆ ที่จริงในแกแลคซี่หนึ่ง แม้ แต่ในโลกของเรานี่นะ แค่สุริยจักรวาล 9 ดวงนี่นะ นี่ของเรานี่เป็นแกแลคซี่ ไม่ใช่แกแลคซี่ด้วย เป็นหมู่จักรวาลเล็กเท่านั้นเองนะ จักรวาล 9 ดวงนี่นะ ดาวเคราะห์ 9 ดวง กับพระอาทิตย์หนึ่ง เราจะให้หลุดพ้นออกไปจากแรงดึงดูดของจักรวาลน้อยอันนี้นี่ ออกไปจากโลกลูกนี้ ก็ยากทั้งยากแล้ว ในแรงดึงดูดที่จะต้องสลัดหลุดออกไปจากการโคจรหมุน มีพลังงานมีอะไรอยู่นี่ ก็ทั้งยาก แล้วจะออกไปนอกนี้ไป นอกจักรวาลไปอีก ไปหาจักรวาลอื่น ไปสู่แกเลคซี่อื่น ซึ่งอาจจะสามารถส่องกล้องก็พอเห็นได้ ขณะนี้ทุกวันนี้ พอมีฤทธิ์แรงเห็นได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย โลกแตกอีกกี่ลูกก็ยังไม่ทันได้เลย ไม่รู้มันจะทำไปหาอะไรนะ แต่เขาก็ฝันเพ้อไปนั่นแน่ะ ในดาวอังคาร ในดาวศุกร์อะไรๆ มีน้ำ มีธาตุ มีโน่นมีนี่ มันไม่เจริญหรอก ในสุริยจักรวาลของเรานี่มีดาวนี้ ในโลกลูกนี้ลูกเดียวเท่านั้นแหละ ที่เจริญที่สุด นอกนั้นจะสังเคราะห์ตัวไป โลกนี้แตกไปแล้ว โลกอื่นก็จะมีอีกหรือไม่มีอีก จนกระทั่งจักรวาลนี้มันจะทรงตัวมันอยู่ไม่ได้ เพราะเสียดุล มันก็จะสลายดวงนี้ไปรวมกับจักรวาลอื่น มันจะเป็นอยู่อย่างนี้โดยหลักธรรมชาติเลย แต่เสร็จแล้วคนนี้ๆ ก็ฟุ้งซ่าน คิดเพื่อใหญ่เพื่อโต เพื่อที่จะอะไรต่ออะไร ซึ่งลงทุนแล้วก็ทำลาย ทำลายทั้งบรรยากาศ ทำลายทั้งแกนหมุน แกนหลักอะไรต่ออะไรของโลกนี้ เขาช่วยทำลายอย่างมหาศาลเลย วัตถุดิบอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ทำลายมาก แม้ แต่เอาไปทำลายทางด้านเศรษฐกิจ ก็เอาไปถม ไอ้พวกนี้ก็เกิดการทำลาย ทำลายมหาศาลเลย แต่เขาก็ไม่รู้ตัว เขาก็คิด เขาก็ทำไป ก็พังไปเท่านั้น เราก็ไม่รู้จะทำไง ไปห้ามเขาไม่ได้นะ คำถาม : ถ้าพ่อท่านจากพวกเราไปแล้ว ถ้าพ่อท่านจากพวกเราไปแล้ว พ่อท่าน จะกลับมาอีกมั้ยคะ เมื่อไหร่ [ไม่อยากจะคิดถึงวันนั้นเลย อยากหยุดวันเวลานี้ไว้] (คนฟังหัวเราะ) พ่อท่าน : แหม (พ่อท่านหัวเราะ) โอ๊ย ไปถาม อจินไตย อาตมาจะไปหรือจะมา อาตมาตอบไม่ได้หรอก จะมาอีกหรือไม่มา แล้วจะมาทันคุณหรือเปล่า โลกจะแตกหรือเปล่า อาตมาก็ไปตามวิบาก อาตมาตอบไม่ได้หรอก ไปตอบไอ้สิ่งที่เกินตอบ คำถาม : เด็กวัย 15 -16 ปี แล้วต้องเรียนหนังสือด้วย ทานมื้อเดียว จะมัชฌิ มามั้ยคะ จะมีประโยชน์หรือโทษประการใดคะ พ่อท่าน : เด็กวัย 15-16 ปีนี่นะ จะทานมื้อเดียวก็ได้ ถ้าฝึก มันไม่เสียหาย อะไรหรอก มันเป็นอุปาทาน มันเป็นความยึดถือ เชื่อถือว่า เด็กหรือผู้ใหญ่นี่ต้องกินสามมื้อ ยิ่งเด็กๆ นี่ ต้องการอาหารมาเลี้ยงรูปขันธ์อะไรต่างๆนานา ถ้าเด็กนี่นะ ฝึกกินมื้อเดียว แกก็จะกินมื้อเดียว อวัยวะ ความต้องการ กระเพาะอะไร ลำไส้ อะไรต่างๆ แกก็จะถูกฝึกกินมื้อเดียว นี่มันก็จะทำงาน จะรับไป พอที่จะได้สมดุลของมัน พอที่จะใช้งาน เพื่อที่จะสังเคราะห์ให้ร่างกายแข็งแรง มันก็จะฝึก แกกินวันละหลายมื้อ มันก็จะแบ่งกิน แต่ถ้ากินมื้อเดียว มันก็จะกินเพิ่มขึ้นอะไรนี่ มันจะเป็นไปตามสิ่งที่ฝึก ที่ทำให้มันเป็น มันไม่เสียอะไรหรอก แต่คนที่เอามาฝึกอย่างผิด มันก็จะเลยพาเด็กไปกินไม่มีมื้อ กินจุบกินจิบ กินเล่นกินหัว กินอะไร นั่นแหละเสียหายและเลวร้าย เพราะฉะนั้นพาเด็กมาฝึกกินเป็นมื้อเป็นคราว ให้กินสองมื้อนี่ โดยอนุโลมนี่นะ หมายความว่าจิตใจมันยังไม่แข็งแรง มันมีกิเลสทางจิตใจด้วย อุปาทานทางจิตใจด้วย เพราะฉะนั้นเด็กมันกินสองมื้อนี่ รับรองไม่ได้เป็นภัยต่อชีวิตร่างกายอะไรของเด็กเลย อย่าว่าแต่เด็กสิบห้า สิบหกเลย ต่อให้ เด็กอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ คำถาม : การพูดว่าความไม่ดีของผู้อื่น เป็นค่านิยมใหม่ที่ควรส่งเสริมใช่ไหม พ่อท่าน : เรื่องการว่าความไม่ดีของผู้อื่นนี่ พูดตรงนี้ก่อน อ่านมาตรงนี้พูดอันนี้ก่อน เป็นค่านิยมที่ควรส่งเสริมใช่มั้ย ที่จริงนี่นะ อาตมาว่าอาตมาเปิดศักราช หรือว่ามาสร้างค่านิยมอันนี้เหมือนกันนะ ว่าให้ว่าความไม่ดีของผู้อื่น แล้วเขาไม่ ค่อยจะกล้าว่ากันหรอก ใช่มั้ย เพราะว่าโดยสามัญสำนึก คนเรามันก็รู้ ไปว่าคน อื่นเขามันก็ไม่ดี ว่าคนอื่นเขา เดี๋ยวก็มีภัย เดี๋ยวก็มีศัตรู เราก็ไม่ปลอดภัย เพราะ ฉะนั้น อยากให้คนอื่นเขารัก เราก็อย่าไปว่าเขาเลย เงียบๆ ซึ่งมันก็มี คนเรามันก็ รู้จักอยู่นี่ ไอ้เหตุผลข้อนี้น่ะ เพราะฉะนั้นผู้ยิ่งอยากจะให้คนอื่นรัก อยากให้คนอื่นนิยมชมชื่น ชมชอบอะไรมากๆ นี่นะ หาเสียงว่างั้นเถอะ หาเสียง ไม่ค่อยจะไปว่าใครหรอก คนหาเสียงให้ตัวเองนี่ เราจะไม่ค่อยว่า แล้วก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ สังคมก็เลยไม่มีใครตำหนิติเตียนคนที่ไม่ดี หรือความไม่ดีของคน เพราะติเตียนไปแล้วตัวเองไม่ได้เสียง ตัวเองไม่มีใครรักชอบ ตัวเองไม่มีใครชมชื่น ไม่มีใครอยากจะ คือคนไม่รักน่ะ เพราะฉะนั้นวิธีให้คนรักก็คือ อย่าไปว่าคนอื่นเขา นี่เป็นเหตุผลง่ายๆ แล้วเขาก็ทำกัน เพราะฉะนั้นพระผู้ใหญ่ก็ตาม หรือพระผู้ที่อยากดัง หรือคนที่อยาก ดังก็ตาม หาเสียงนี้ ก็ไม่ว่าคนอื่นอะไรหรอก นอกจากจะว่าคู่ต่อสู้ที่เป็นคู่แข่ง ถ้าคนอื่นๆ ทั่วๆไป แล้วนะไม่ว่า แต่ทีนี้ อาตมาเห็นว่ามันไม่ใช่ว่าเราจะไปว่าคนอื่น เพราะว่าเราเอง เราจะไปเที่ยวได้สะใจไปว่าคนนั้นคนนี้ แต่ว่าเราว่าเพราะว่ามันเป็นความจริง ที่อาตมาเห็นว่าความบกพร่อง หรือความไม่ดีของคนนี้ มีอยู่ในผู้ใด หนึ่งวินาที มันก็ไม่ดีอยู่หนึ่งวินาที ให้รีบบอกให้เขารู้ตัว แล้วเขาไม่ค่อยจะรู้ตัวด้วยนะ รีบบอกให้เขารู้ตัว ขยายความด้วย อธิบายชี้ยืนยันเข้าไปด้วย แล้วชี้มากด้วย อาตมาชี้มากจนคน รู้สึกตัวว่าถูกว่า คนก็ไม่ค่อยชอบ อาตมาไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะให้คนชอบ จริงๆ ชาตินี้ไม่ได้แคร์เท่าไหร่หรอก ไอ้เรื่องคนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้พูด อย่างหยิ่งผยองอะไรเกินไปหรอกนะ เราคิดว่าเราทำสิ่งนี้ถูกสาระ ถูกสัจจะ ถูกสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็ว่า ก็วิเคราะห์วิจัย แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ไม่ดี รีบๆรู้ซะ รีบๆ แก้ไขปรับปรุง บอกวิธีแก้ไขด้วย ว่าด้วยเจตนา ว่าด้วยความมุ่งหมายที่ดี ไม่ได้ไปว่าเพราะให้สะใจ หรือว่าสุ่มสี่สุ่มห้า เล่นๆ ว่าสาดเสียเทเสีย เล่นๆ ไม่ใช่นะ อาตมาว่าด้วย บอกว่าเป็นค่านิยมใหม่ที่ส่งเสริม ที่ควรทำ เราก็ได้ทำ อาตมาว่าอาตมาเปิดศักราชอันนี้และทำมา จนเขาหาว่าอาตมาไปเที่ยวได้ด่าพระ ที่จริงอาตมาว่าพระก่อนเพราะว่าในฐานะเท่ากัน ในฐานะเป็นสงฆ์เหมือนกัน อาตมาก็วิเคราะห์วิจัยว่า จนกระทั่งอยู่ในหมู่เดียวกัน อยู่ในคณะเถรสมาคมด้วยกัน ก็ว่าพอสมควร จนเขาไม่ชอบใจ แกล้งทำโน่นทำนี่ตามวิถีของเขา จนกระทั่งอาตมาเห็นว่า อยู่ไม่ได้แล้ว ก็ถึงลาออกมา ที่จริงก็ว่าน้อยลงกว่าเก่าด้วยนะ ว่าลงน้อยกว่าเก่า แต่ก่อนนี้อาตมาอยู่ในโน้น อาตมาว่ามากกว่านี้ เพราะถือว่าเราอยู่ด้วยกัน ครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้พอเราออกมาแล้ว เราก็ถือว่า เออ ห่างออกมาแล้ว พอห่างออก มาแล้ว ก็อย่าไปว่าเขามาก เราสร้างของเราให้ดี ดีกว่า อาตมาจึงสร้างของเรามากกว่าเขา แต่ก็ไม่ทิ้ง ยังว่าอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ว่ามาก จะสังเกตได้จริงๆ อาตมาเอาภาระกับพวกเรามากกว่า แต่ก่อนนี้ยังอยู่ในวงเดียวกันนี่ อาตมาว่ามากกว่านี้ สมัยก่อนว่ามาก วิเคราะห์วิจัยหนัก เขาก็ถือโกรธถือเคืองมาจนป่านนี้ จนทุกวันนี้ ออกมาแล้วยังไม่ยอม ยังจะลากเข้าไปเฉาะไปฉะ ซัดอยู่อย่างเก่าอยู่นี่ ไม่ยอม (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ยอมปล่อยอยู่นี่ นี่เป็นเรื่องของการจะว่าสร้างค่านิยมใหม่ ควรส่งเสริม ก็ใช่นะ แต่ว่าเราจะว่าเขานี่นะ ว่าความไม่ดีของผู้อื่นนี่ จะต้องดูตนนะว่า เราอยู่ในฐานะจะสมควรว่า จะว่าได้มั้ย ถ้าไม่สมควรจะว่าหรอก เราเองเราก็ โถ ตัวเราก็เท่านี้ ก็อย่าไปว่าเขา ประเดี๋ยวเราจะลำบาก แล้วอย่าหาว่าอาตมายุนะ ประเดี๋ยวโดน แล้วจะมาหาว่าอาตมาสอนไม่ดี ต้องประมาณนะ คำถาม : เพื่อพิสูจน์ความกล้า ความจริงใจของคน พ่อท่าน : มันก็ไม่ทีเดียว มันก็มีส่วนนะ บอกว่าพิสูจน์ความกล้าก็ได้ ความ จริงใจของคนก็ได้ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าเพื่ออันนั้น คำถาม : แต่ถ้าการพูดโดยไม่ประมาณ และมาจากจิตยึดดี และถือสา มิก่อผล เสียให้มากกว่าหรือ พ่อท่าน : ใช่ จะก่อผลเสียให้มากกว่า ถ้ายึดดี หรือว่าคนถือสา หรือว่าไม่ประ มาณนี่นะ คำถาม : พวกเราชาวอโศกที่มีเรื่องระหองระแหงกันส่วนใหญ่ก็มาจากค่านิยม นี้ไม่ใช่หรือ พ่อท่าน : จริง ก็มีเรื่องระหองระแหงกันบ้าง ก็มาจากส่วนนี้ก็ใช่ แต่อาตมา เห็นว่าชาวอโศกนี่อยู่ในสภาพ อยู่ได้ดี สงบขนาดนี้อยู่ได้ เบียดเบียนกันขนาดนี้ อยู่ได้ ทุกวันนี้อาตมาถือว่าชาวอโศกเป็นอยู่ผาสุก จริง มีการระหองระแหงกันบ้าง ก็เพราะว่ามันยังมีความถือสา มันยังมีอัตตามานะ มันยังถือตัวถือดีอะไรอยู่บ้างจริงๆ และก็มีบทบาทอย่างนี้ละพอทำเนา ประมาณกันบ้าง แล้วก็ต้องพยายามต่อไป จะว่า จะติ จะเตียนกัน ก็ต้องมีวิธีอีก ซ้อน อาตมาเติมให้แล้ว ก็ต้องหัดประนีประนอมกันให้ได้ ว่ากันก็ว่ากันไปพอสมควรอย่างที่เป็นอยู่นี่บ้าง ก็ไม่ต้องรุนแรงขึ้นกว่านี้หรอกนะ ประเดี๋ยวจะกระเจิงกันหมด เอาแค่นี้ก็ดีแล้วละ แต่ต้องเพิ่มประนีประนอม มีวิธีการที่จะประสาน ประนีประนอมกันให้ได้อีก จะดีขึ้น แต่ที่จะไม่ติไม่เตียน ไม่ว่ากัน ไม่กล่าวกันน่ะ ไม่ได้หรอก ไม่เจริญแน่นอนนะ คำถาม : พวกชาวอโศกมีเรื่องระหองระแหงกันส่วนใหญ่ ก็มาจากค่านิยมนี้มิใช่หรือ เพราะถือว่าเป็นการชี้ขุมทรัพย์ แต่การชี้ขุมทรัพย์นั้น มาจากจิตเช่นไร ประกอบด้วยเมตตาอย่างจริงใจหรือเปล่า สำหรับพ่อท่านขอยกไว้ เพราะเชื่อความเมตตาจริงของพ่อท่าน แต่พวกเราที่ชี้โทษแก่กันมักจะมีจิตยึดดี ยึดทิฏฐิเป็นแกนมากกว่า คนรับจึงรับไม่ได้ ฉะนั้นค่านิยมนี้ก็ควรมีศิลปะการให้ มีศิลปะประกอบให้ชัดด้วย ขอให้พ่อท่านบอกศิลปะนั้นด้วย พวกเราจะได้ไม่พาซื่อชี้ขุมทรัพย์ตะบี้ตะบัน พ่อท่าน : แหม ศิลปะนี่ มันก็สอนกันยากเหมือนกันนะ ศิลปะนี่ มันต้องเป็น ศิลปินด้วยนะ บอกให้ตาย ถ้าเผื่อว่าไม่มีเชื้อศิลปิน มันก็ไม่เป็นหรอก ไอ้ความ เป็นศิลปินนี่ มันมีพรสวรรค์ แล้วมันมีอะไรในตัวเอง ที่จริงอาตมาก็บอก ศิลปะวิธีนี่ แม้แต่บอกว่าจะชี้เขาก็ต้องมีการประนีประนอม แล้วก็ต้องประมาณอะไรต่างๆนานาที่ ก็ล้วนแล้วแต่องค์ประกอบของการใช้ศิลปะทั้งนั้นแหละ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อะไรนี่ก็พูด ก็บอกไปตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง พูดอยู่ตลอดเวลา อาตมาว่า เตือน อย่างนั้น อย่างนี้มากไป อย่างนี้น้อยไป เตือน หมุนบอกอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ มาถามส่วนตัวบ้าง มาพูดกันกลาง เปิดโปงกลางบ่อนบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง สาธยายอะไรบ้างอยู่ตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้นจะให้บอกตายตัว ให้บอกเป็นทฤษฎีเดียว เป็นสูตรสำเร็จเลย มันบอกไม่ได้หรอกนะ มันจะได้อย่างนั้นน่ะ คำถาม : ลูกมาถึงเมื่อวันที่ 6 ยามเช้า รู้สึกขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง คือขาดความกระตือรือร้น พอช่วยพวกชาวบ้านทำงานกัน และมีกลุ่มพูดคุยกัน ลูกมาจาก กทม. ก็หลาย แต่เดินเพียงลำพัง เลยนั่งลงช่วยทำงาน ในหน้าที่ผู้จัดอาหารแถวแปด และเสร็จจากอาหารก็ไปช่วยทันตแพทย์ที่ห้องสุขภาพ มาทำได้ชั่วโมงเดียว แต่ผู้ที่มาทำฟันมาก ต้องหยุดวางก่อน เพราะถึงเวลาฟังธรรมตอนเที่ยง จนเวลาผ่านไป ไปช่วยชาวสวนที่สวนรดน้ำผักที่กำลังเขียวสด อีกเวลาหนึ่งก็ไปนั่งพักที่พัก แต่เวลานั้นก็ทำภารกิจไปในตัว จนได้เวลานั่งดูรายการเย็นผ่านไปอย่างดี พ่อท่านคะ ทำไมถึงยังขาดอยู่อีก ในเมื่อเราดูว่ามากพอแล้วนะคะ ที่ขาด คืออะไรคะ (คนฟังหัวเราะ) พ่อท่าน : อาตมาก็ไม่รู้ว่าขาดอะไรล่ะ (คนฟังหัวเราะ) อ่านมานี่ ฟังด้วยกันรู้มั้ย คำถาม : พ่อท่านช่วยโปรด (ด้วยการมองดูทางจิตว่าลูกควรปฏิบัติอะไรอีกคะ) พ่อท่าน : อ๋อ ตัวเองยังรู้สึกว่าตัวเองขาดอยู่นะ อยากจะปฏิบัติให้มากกว่านี้นะ ทำอะไรๆที่สาธยายมาหลายอย่างนี่นะ แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่ายังขาด อยากจะได้ทำอะไรอีก ยังมีอะไรอีก แหม ดีจริง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive