360313 เป็นหมาทำไม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360313 เป็นหมาทำไม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เป็นหมาทำไม? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉัน วันที่ 13 มีนาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เมื่อเช้านี้อาตมาได้เทศน์ถึงเรื่องเป็นหมาทำไม ชื่อเรื่องเมื่อเช้านี้เทศน์เป็นหมาทำไม โดยอาตมาขึ้นต้นด้วย เอาเรื่องของความสัมพันธ์ ความสัมผัส ความสังเคราะห์ต่างๆที่เราเอง เราปฏิบัติธรรมนี่ เราจะมีความสัมพันธ์ มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วมีความสัมพันธ์ แล้วมีการสังเคราะห์ จนกระทั่งลงตัว จนกระทั่งได้ นี่เป็นภาคปฏิบัติ ที่จะต้องมีสภาพเหล่านี้ ซึ่งอาตมายืนยันว่า ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาที่ไม่ได้ปลีกเดี่ยว ไม่ใช่ศาสนาต้องหนี เป็นศาสนาที่จะต้องมีการปฏิบัติมรรคองค์ 8 ที่จะต้องสังเคราะห์ จะต้องวิเคราะห์วิจัย แล้วก็สังเคราะห์ สังเคราะห์ คือทำให้มันลด มันเพิ่ม อะไรที่มันควรลด ลด อะไรที่มันควรเพิ่ม เพิ่ม ในการปรับ ในการเรียนรู้ที่แท้จริง ทั้งสภาพที่เป็นวัตถุ ทั้งสภาพที่เป็นพฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะที่มโน โดยจิตนี่ จะต้องเรียนรู้วิจัยวิเคราะห์จริงๆเลยว่าในจิตเรามีอะไร ที่เป็นกิเลส อาการอย่างไรเป็นกิเลส อาการอย่างไร เป็นอกุศล อาการต้องอ่านรู้จริงๆเลย แล้วก็สังเคราะห์ อาการเป็นกุศล ต้องเอาไว้ ในจิตนี่ อาการเป็นกุศลต้องให้แข็งแรงด้วย ให้มีให้แข็งแรงให้ตั้งมั่นด้วย อาการที่เป็นอกุศลนั้นนะ เป็นอาการทางจิตนี่แหละ กิเลสก็อยู่ที่จิต จิตก็อยู่ที่กิเลส ไม่ใช่จิตอยู่ที่กิเลส คือกิเลสนี่ มันเป็นแขก มันมาผสมผสานอยู่กับจิต จิตวิญญาณนี่เป็นธาตุแท้ เป็นธาตุแท้ของมนุษย์หรือของสัตวโลก แล้วก็มนุษย์ชั้นสูงถึงจะเรียนรู้จิตแท้ หรือว่าทำจิตให้เป็นจิตแท้ได้ ส่วนมากเป็นกิเลสประกอบ หรือเป็นความโง่ เรียกว่า อวิชชาประกอบอยู่เสมอ เพราะฉะนั้
อ่านต่อ
นเราจะต้องเรียนรู้ แล้วสังเคราะห์ออก สังเคราะห์ให้มันแข็งแรง สังเคราะห์สิ่งที่ไม่ใช่เนื้อแท้ออก เป็นกิเลส เป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แล้วให้เป็นเนื้อแท้ที่เป็นจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์สะอาด จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้ แล้วจิตวิญญาณจะต้องสะสมธาตุดีด้วย ธาตุดีทั้งทางจิตวิญญาณ ให้แข็งแรง มันจะได้เป็นประโยชน์ สร้างสรร เสียสละ แล้วสุดท้ายมีความเฉลียวฉลาดที่ไม่ติดยึดนะ มีคำที่อาตมาใช้ก็คือ ปฏิสัมพันธ์ ปฏิสัมผัส ปฏิสังเคราะห์ 3 คำ ปฏิสัมพันธ์นั้นก็คือเขาใช้กันมานานแล้ว ปฏิสัมพันธ์ คือ INTERACTION ส่วนปฏิสัมผัสนั้นคือคำว่า INTERDEPENDENT UTILITY นี่ เมื่อเช้านี้ อาตมาแปล ตีขลุม UTILITY ไปเหมือน UNITY UNITY แปลว่า เอกภาพ แปลว่าหน่วย แปลว่าหน่วย แปลว่าความรวม ความลงตัวสมบูรณ์แบบ UTILITY แปลว่า ประโยชน์นะ UTILITY ไม่ใช่ UNITY ขออภัย UTILITY หรือ UTILIZE มันแปลถึงว่า เราจะต้องทำให้ได้ประโยชน์ ใช้ให้มันเป็นประโยชน์ ทำให้มันเป็นประโยชน์ขึ้นมาให้ได้ ถ้ามันได้ มันลงตัว มันก็เป็นหน่วย เป็นมวล เป็นความรวม เป็นเอกภาพ เป็น UNITY ทีนี้มันก็เป็น UNITY หรือเป็น UNIT เป็น UNITE นะ เป็นภาษาละ มันเรื่องของภาษาละนะ ภาษามันจะเป็นอย่างนั้น มันก็แตกต่าง เพื่อกำหนดรู้ ส่วนในเรื่องสภาวะนั้น ถ้าเราเข้าใจ สภาวะที่มันเปลี่ยนแปลงไป หรือว่ามันมีบทบาท มันมีลีลาอะไร ไปยังไง เราก็เข้าใจสภาวะของสิ่งเหล่านั้นให้ได้ แล้วเราก็เอาใช้ภาษามากำหนดรู้ อันนี้อาตมา เอาคำนี้มาจากคนอื่นเขาตั้ง ถ้าอาตมาตั้งเลย อาตมาอยากจะตั้งว่า INTERDEPENDENT UNITY ด้วยซ้ำนะ คือหมายความว่า เป็นสภาพที่มันลงตัว UNITY เสียด้วยซ้ำนะ คือหมายความว่า เป็นสภาพที่มันลงตัว UNITY ก็เป็นเอกภาพเลย เป็นหน่วยที่สมบูรณ์เลยนะ แต่นั่นแหละ มันเป็นการ มันเป็นการรวม การสมบูรณ์ที่เรียกว่า ที่หมายถึงความหมายที่สูงขึ้นไปกว่า ถ้า UTILITY แล้วละก็ มันจะเป็นในขั้นตอน ที่เรียกว่าเป็นประโยชน์ เป็นความลงตัว อย่างขนาดหนึ่ง ประโยชน์ก็คือความลงตัวขนาดหนึ่ง เรียกว่าได้ว่าประโยชน์ ถ้าความลงตัวสมบูรณ์กว่านั้น เป็น UNITY ไม่ใช่ UTILITY เป็น UNITY นี่ มันเป็นความลงตัวที่เป็นเอกภาพเลย ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบกว่านะ แง่เชิงที่แค่ว่า UTILITY มันบอกถึงคุณค่า มันบอกถึงประโยชน์มัน...ไอ้คุณค่าประโยชน์ก็แสดงว่า มันก็เป็นอันหนึ่งแล้ว ถ้าแปลในภาษาอีกภาษาหนึ่ง ก็ อาตมา เช่น อาตมาจะบอกว่า ถ้าความหมายในเชิง แค่ว่าประโยชน์นี่ ก็คือ ลักษณะที่ว่า เออ มันดีนะ มันดี UTILITY ผลประโยชน์ ก็คือมันดี ส่วน UNITY นี่ หมายความว่า นอกจากดีแล้ว ลงตัวเลย เป็นตัวตนเลย นอกจากดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผนึก เป็นสิ่งที่เป็นแท่งก้อน เป็นสิ่งที่เป็นสภาพสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เป็น UNITY นะ ถ้าเป็น UTILITY ก็แค่เป็นประโยชน์ อาตมาขยายความตีขลุมไปเมื่อเช้านี้ เป็นลักษณะของ UNITY นะ เป็นลักษณะเอกภาพ ลักษณะลงตัว เป็นลักษณะสมบูรณ์แบบ ถ้าจะใช้กันให้มันลงตัวอย่างนั้นก็ได้นะ อาตมาว่าจะใช้เมื่อมัน ถ้าเรารู้ความหมายในความลึกซึ้งขนาดนี้แล้ว ถ้าสิ่งที่เป็นปฏิสัมผัส ที่อาตมาใช้ภาษาเรียกว่าปฏิสัมผัสนี่นะ เขาไม่ได้แปลอย่างนี้หรอก เขาแปลความหมาย ก็อย่างที่เขาหมายๆ อย่างที่ว่านี่ เป็นลักษณะของความสัมผัสสัมพันธ์กัน จะเกี่ยวข้องกัน แล้วมันก็ ขัดเกลา หรือว่า มันก็สังเคราะห์กัน ให้มันลงตัวขึ้นมา มันก็จะได้ขนาดนั้นนะ ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าเราทำแล้ว จนกระทั่ง ได้ผลดี มันก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ผลดีเลย แท้จริงแล้วมันก็จะ อาตมามองเห็นด้วยซ้ำไปว่า ถ้าภาษา INTERACTION นี่ มันมาจาก Inter กับ Action ACTION ก็แค่ได้แสดงออกเท่านั้นเอง INTERACTION แต่เขาไป เขาก็ไปแปลกันว่า ปฏิสัมพันธ์นะ ปฏิสัมพันธ์ ก็หมายความว่า เมื่อมันมี ACTION มันก็มี REACTION ที่สะท้อนไป สะท้อนมา ACTION แล้วมันก็มี REACTION สะท้อนไป สะท้อนมา ก็เรียกว่าเป็นการปฏิสัมพันธ์ คือการมีทั้ง 2 ด้าน กลางๆ ปฏิสัมพันธ์ก็คือความสัมพันธ์กลางๆ ยังไม่รู้ผลว่า สนิทเนียน ยังไม่รู้ผลว่า มันได้สังเคราะห์กันเข้าไปแล้ว หรือยัง ได้ประโยชน์แล้ว หรือยัง เป็นผลรวมที่เป็นเอกภาพแล้ว หรือยัง ยังไม่ได้มีคำตอบอันนั้นด้วยซ้ำ Interaction ส่วน Interdependent Unity หรือ INTERDEPENDENT ถ้าเป็นถึงขั้น UNITY แล้วละก็ มันหมายความว่า มันได้สภาพของมันออกมาถึง 2 สภาพ Dependent หรือ Independent นี่ ท่านหมายความว่าอิสรเสรี ลอยตัว ส่วน UNITY โดยตรง เอาคำว่า UNITY ก่อน UNITY มันแปลว่า มัน สภาพมันรวมกันได้ สนิทเนียนแล้ว อันหนึ่งมันแปลว่ารวม อีกอันหนึ่งมันแปลว่าเดี่ยว อิสระนี่มองตื้นๆ เหมือนกับมันเดี่ยว มันแยกเดี่ยว ปลีก เป็น...เอกเทศ ส่วน UNITY เหมือนมันรวม แต่มันก็เอก เป็นหนึ่งรวมตัวเหมือนกัน แต่เป็นเอกภาพ รวม เป็นสภาพรวม ส่วน INDEPENDENT มองไปในแง่ที่เพี้ยนๆ มันก็เหมือนกับมันปลีกเดี่ยว เอกเทศ เป็นหนึ่งเดียว อิสรเสรีภาพ ที่จริงมันไม่ใช่ อิสรเสรีภาพ อย่างนั้นมันเป็นตัวตน มันเป็นตัวกูของกู โดยลักษณะ โดยภาษาธรรมะแล้ว อาตมาถึงไม่เอาลักษณะความหมายอย่างนั้น ความหมายของอิสร-เสรีภาพของความหมายที่สูงส่ง INDEPENDENT หรือ DEPENDENT ก็ตาม มันจะต้องหมายความว่า มันลักษณะที่มัน อยู่เหนืออะไรทั้งหมด เป็นลักษณะ อนุตระ หรืออุตระ เป็นลักษณะที่อยู่เหนือโลก อิสรเสรีภาพ ชนิดที่ไม่เป็นทาสอะไรหมดเลย แม้แต่ตัวเอง ไม่เป็นทาสแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง มันยิ่งใหญ่อย่างนั้น อิสรเสรีภาพ ความอิสรเสรีภาพของอันนี้นี่นะ มันไม่ได้หมาย ความ หมายแค่กลางๆ ที่อาตมาว่า ต้องไปใช้...ฟรี หรือ FREEDOM อะไรนี่นะ มันเป็นความอิสระเหมือนกัน เขาแปลว่าอิสระเหมือนกัน แต่ อิสระอย่างนั้น กลางๆ มันไม่มีความหมาย ลึกซึ้งอะไร ถ้า INDEPENDENT หรือ DEPENDENT มันมีความหมายลึกซึ้งมาก มีความหมายอย่างที่อาตมากล่าวแล้วนะ เพราะฉะนั้นในลักษณะของ Interdependent Unity หรือ Utility ก็ได้ Interdependent Utility ก็หมายความว่า มันมีทั้งสภาพ 2 อย่าง สภาพที่ได้ผล เมื่อเราสัมผัสสัมพันธ์ เมื่อเรามีปฏิกิริยา Action Reaction สัมผัสสัมพันธ์กันแล้ว สัมผัสสัมพันธ์กันแล้ว มันก็จะเกิดสภาพสังเคราะห์ ที่อาตมาเอาอีกคำหนึ่งมาใช้อยู่ ในขณะนี้ ใช้ในพวกเราแล้ว คือว่าปฏิสังเคราะห์ คำว่าปฏิสังเคราะห์นี่ คำว่าสังเคราะห์ ก็คงพอรู้แล้วละ มันเกิดการยังไง ที่นักวิทยาศาสตร์หรือเรียนวิทยาศาสตร์มา ก็คงจะฟังเข้าใจดีนะ SYNTHESIS นี่ ภาษาอังกฤษก็ SYNTHESIS SYNTHESIS นะ การสังเคราะห์ตัว คือมันจะทำปฏิกิริยาของมันให้มัน มันจะขัด มันจะแตกตัว มันจะทำ ปฏิกิริยากัน ขัดก็ขัด กัดก็กัด กร่อนก็กร่อน บวกก็บวก รวมก็รวม อะไรก็แล้วแต่ มันจะสลายและมันจะรวมอยู่ในตัว บวก ลบ คูณ หาร กันทั้งหมดละ ทีนี้เกิดปฏิกิริยาอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเป็นธาตุ มันก็จะต้องมีบทบาท จะเกิดปฏิกิริยาอย่างไร มันก็ทำ จนกระทั่งมันจะปรับตัวของมันเข้าเป็นอันหนึ่งขึ้นมาอีกใหม่ เกิดขึ้นมาอีกใหม่ อันหนึ่ง เกิดปฏิกิริยาอย่างนั้น ขึ้นมานะ อาตมาก็เลย เอาภาษาอังกฤษมาใช้ว่า INTER SYNTHESIS เรียกว่าปฏิสังเคราะห์ อาตมาบอกแล้ว เมื่อเช้านี้ก็ว่าไม่รู้ อาตมาไม่เก่งภาษาอังกฤษเท่าไหร่หรอก แต่ว่าแอ๊คๆพูดไปอย่างนั้นละ เอามารวม ถ้าเผื่อว่ามันจะเป็นหลักภาษาของภาษาอังกฤษเขาผิด ก็หาคำใหม่มาให้อาตมาบ้าง ก็แล้วกัน คนที่เก่ง ถ้าหาไม่ได้ อาตมาขอใช้คำนี้ไปก่อน Inter Synthesis นี่ ปฏิสังเคราะห์ ในความหมายของปฏิสังเคราะห์ อาตมาขยายความได้ ที่จริงปฏิสังเคราะห์ มันก็เป็นภาษาบาลีนะ แต่เราก็ใช้ภาษาไทย เราก็ไปเอาจากบาลีมาเยอะ มาใช้ ปฏิสังเคราะห์ คือการสังเคราะห์ เรียกว่า มีบทบาท ซ้ำซ้อน มีบทบาท ซับซ้อน ซ้ำซ้อน ซับซ้อนกันไปๆมาๆ ทบทวนแล้ว ทบทวนเล่า ปฏินี่แปลว่า ทวนไปทวนมา แล้วๆเล่าๆหลายๆครั้ง หลายคราว แล้วมันก็มีการสังเคราะห์กันแล้วๆเล่าๆอีก ลึกซึ้ง ซับซ้อน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ลึกซึ้งซับซ้อนขึ้นไปมากๆ แล้วมันก็จะเกิดผล เมื่อมันได้สังเคระห์กันเกิดผล เมื่อเกิดการสัมผัส เมื่อสัมผัสแล้ว ก็มีการสังเคราะห์ด้วยปฏิกิริยาที่มันสังเคราะห์ เมื่อมันสังเคราะห์กันได้ผล ลงตัวเสร็จ ก็เป็นผล เป็นผล ผลนั่นแหละ เราเรียก เอาไปเรียก เป็นภาษาว่า ปฏิสัมพันธ์ คือการสัมพันธ์อันดีแล้ว ก็เลยไปเป็น เรียก ผลสุดท้ายของแอ๊คชั่น เป็น Interaction อาตมาก็โอเคนะ ที่จริงในผลของมัน ปฏิสัมพันธ์ ก็คือ ถ้าจะแปลแล้ว เป็นผลของการ ปฏิสัมพันธ์อันดี มันอยู่กันรวมกันอย่างรวมดี แล้วมีบทบาท จะมีปฏิกิริยาอยู่ในตัว แต่ในมีปฏิกิริยา ก็ไม่เกิดการวนเร ไม่เกิดการทำร้าย มีการชัดเกลาในตัว แล้วแถมมีการสร้างสรรในตัว ปฏิสัมพันธ์ที่ดี ก็คือการมีการขัดเกลาในตัว แล้วก็มีการสร้างสรรในตัว สังคมใดก็แล้วแต่ ถ้าสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ก็คือสังคมนั้น มีการขัดเกลา มีการขัดเกลามีสัลเลขธรรม มี นิยยานิกธรรม มีสันติธรรม มีปฏิสัมพันธ์ มีสิ่งที่สลายสิ่งไม่ดี แล้วก็สร้างสิ่งที่ดี ให้เจริญ แข็งแรงขึ้นไปได้ อยู่กันอย่างสันติดี นี่ไม่ต้องเป็น ที่พูดนี่หมายความว่า เป็นลักษณะของลักษณะธรรมชาติ หรือลักษณะของสภาพที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะหมู่กลุ่มมนุษย์สังคมมนุษย์ ตั้งแต่หมู่กลุ่มเล็กๆ คนกลุ่มน้อยๆ ไม่ต้องโต ไม่ต้องมาก จนกระทั่งคนหมู่โต หมู่มาก มีแผนกและแตกต่างหลายแผนก หลายหลากเยอะแยะ จนกลายเป็นสังคมประเทศชาตินะ ถ้าสังคมมีปฏิสัมพันธ์อันดี ก็เพราะเกิดจากปฏิสังเคราะห์ที่ดี เกิดการปฏิสังเคราะห์ที่ดี เมื่อมีปฏิสังเคราะห์ที่ดี ก็เพราะว่าเราทำลักษณะของ DEPENDENT กับ UTILITY หรือ UNITY ได้ เกิดลักษณะอิสรเสรีภาพ เกิดลักษะหลุดพ้น เกิดลักษณะลอยตัว กับลักษณะที่ลอยตัวที่อยู่ในความรวม ลอยตัวที่เป็นประโยชน์คุณค่า มี UTILITY ลอยตัวอย่างเป็นเอกภาพ มี UNITY ลอยตัวอย่างมีเอกภาพ มีความรวมที่อยู่อย่างสัมพันธ์อันสนิทดี เป็นคามหมายที่สื่อรายละเอียดลงไป อาตมาแปลอันนี้ว่าปฏิสัมผัส ปฏิสัมผัสเพราะว่ามันจะต้องเรียนรู้ ถ้ามีสัมผัสแล้ว จะต้องเรียนรู้ เราเองเรามีกิเลสอัตตามานะ อยากจะทำตามใจตน แล้วอย่านึกว่าฉันทำตามใจฉันได้คืออิสรเสรีภาพ (ขี้หมา) เป็นอิสรเสรีภาพขี้หมา เป็นอิสรเสรีภาพที่มันเอาตัวเองเป็นหลัก เอาตัวเองเป็นเอก เอาแต่ใจตัว มันมีอัตตาตัวตน มันไม่ใช่อิสร-เสรีภาพที่แท้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ คือตัวเรา ต้องเรียนรู้ตัวตน แล้วก็ต้องพยายามที่จะละกิเลสตัวตน ละจริงๆ ปฏิบัติอยู่กับหมู่กับฝูงนี่ ละกิเลสตัวตน ละกิเลส แม้แต่กาม แม้แต่กามก็ตาม เพราะฉะนั้นต้องละ คนเขาชอบที่จะอ้างความรัก รักอย่างกาม เจ้าความรักอย่างที่เรียกว่าไม่ใช่กาม ชอบอ้าง แล้วปนๆเปๆเข้าใจกันไม่ค่อยได้ง่ายๆ ความรักที่ทางศาสนาคริสต์ ศาสนาที่เขามีพระเจ้านี่ เขาว่า พระเจ้ามี เป็นผู้ที่มีความรัก กว้างขวาง มีความรักมวลมนุษยชาติ มีความรักสัตวโลกทั้งโลก ความรักอย่างนี้ ถ้าพูดโดยความหมายดี มันเป็นได้ ความรักที่จะเพื่อเอามาให้ตน ความรัก กามนี่ มันจะหวงแหนมาเป็นของตัวของตน ส่วนความรักของสิ่งที่วิเศษนี่ มันไม่ได้หวงแหนเพื่อตัวของตนนะ อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟังจุดหนึ่ง ผู้ที่มีความรักนี่นะ ที่เป็นความรักที่วิเศษ เป็นความรักที่แท้นี่นะ ฟังภาษา เอาเข้าใจความหมายกับภาษานี้ไปเรื่อยๆก็แล้วกัน ผู้ที่มีความรักที่แท้นี้ เรารักผู้นี้ ถ้ารักแท้แล้ว ก็ไม่มีความหวงแหน ถ้ารักแท้แล้วมีความหวงแหน แสดงว่าเราเองยึดอันนั้นเป็นตัวเราของเรา หวง แหนนั่นนะ มันอันนั้นเป้นตัวเราของเรา มันไม่ใช่อิสรเสรีภาพ มันมาสมใจเรา ตัวเราของเรา เราไม่ให้ใคร หวงแหน มันขี้เหนียว มันไม่ใช่คุณค่านะ หวงแหนนี่ ขี้เหนียว เป็นของตัวเรา ไม่ให้ใคร ไม่ใช่คุณค่า เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือผู้ใดผู้หนึ่งแล้ว เราต้องรักด้วยความเกื้อกูล รักด้วยสิ่งที่จะรักด้วยอารมณ์ หรือความรู้หรือความเข้าใจว่า รักสิ่งนี้ ก็เพราะว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนี้จะต้องเป็นประโยชน์ เมื่อสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์เราก็ต้องเต็มใจ ที่จะให้ใครๆก็ได้ ก็เป็นประโยชน์นะ ให้ใครๆก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังหวงแหนอยู่ ยังไม่ใช่ความรักแท้ ถ้าความรักแท้แล้วก็คือจะต้องไม่หวงแหน เพราะมันต้องไม่เป็นของเรา ถ้ามันรักแท้จะไม่เป็นของเรานะ ทีนี้อาตมาจะอธิบาย ความรักที่ แหม จุดสำคัญ จุดหนึ่งให้ฟัง คนใดที่รักอะไร ก็แล้วแต่ รัก เอาละ เอา เอาผู้หญิงผู้ชายดีกว่ามันชัดดี คนใดที่รัก ผู้หญิงผู้ชายที่รักกันนี่นะ มันมีกาม มันจะเป็นอย่างนี้ มันมีกาม ก็คือหึงหวงเป็นเรา แล้วก็เสพเป็นของเรา เป็นอัตตา ถ้าไม่ใช่กามแล้วนะ ผู้หญิงผู้ชายก็ตาม ถ้าแน่จริงๆแล้วละก็ จะไม่หวงแหนเลย แล้วเราจะได้รักแท้ รักแท้มันเป็นยังไง รักแท้ก็คือว่า ถ้าเผื่อว่า คนนี้นี่นะ เอ้า ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายนี่ รักคนนี้ รักแล้วเรารักนะ เราก็รัก แล้วเรามั่นใจว่า จะต้องได้รักบริสุทธิ์ จะต้องได้รักที่แท้ ถ้ารักที่แท้แล้ว เราจะไม่ระแวง เราจะไม่หึงหวง เราจะไม่กลัวอะไรเลย ผู้หญิงคนนั้นรักเราหรือไม่ ถ้าผู้หญิงคนนั้นรักเรา ผู้นั้นต้องไม่ไปรักใครใช่ไหม จะต้องไม่ไปรักใคร เพราะถ้าเขาไปรักใครนี่ รักแท้หรือเปล่า แท้ไหม ถ้าเขาไปรักใครได้ เขาก็ไม่รักเราแท้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไประแวงเขาอยู่ ว่าเขาจะไปรักใครอื่น เราก็โง่ ไม่ต้องระแวง ถ้าเขารักเรา เขาต้องไม่รักคนอื่น เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่รักคนอื่น ก็คือวางได้ ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องหวงแหน ไม่ต้องอะไรเลย สบาย ถ้าเขาไปรักคนอื่น ก็ไปซิ เขาไม่ได้รักแท้นี่ ฟังดีๆ ก็เขาไม่ได้รักแท้นี่ เขาจะไปรักคนอื่นมากหรือน้อย ก็ตามใจเถอะ มันไม่แท้ ถ้าแท้นะ มาเอง อยู่กับเราเอง ไม่เป็นอื่น เพราะฉะนั้นปล่อยได้ วางได้ ไปเลย ไปไหนก็ได้ เพราะไปไหน ก็ไปไม่รอด เพราะเขารักเราแท้ เขาไม่เป็นอื่นนะ เพราะฉะนั้นวางใจได้เลย ไม่ต้องหึง ไม่ต้องหวง ไม่ต้อง... ยึดถือว่าเป็นตัวของตน ถ้ามันเป็นของตัวของตนแล้ว มันก็จะไม่เป็นอื่นๆเด็ดขาด เพราะเรายังไปเป็นอื่นๆอยู่ แม้แต่นิดหนึ่งเท่าธุลีละออง มันก็ไม่ใช่ของเราทั้งหมด จบ ลึกสุด ใครทำใจได้อย่างนี้ จะได้รักแท้ แล้วจะหมดทุกข์ หมดความหวงแหน หมดความระแวง ไม่มีอะไรที่จะมาอธิบายอีกแล้ว เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้ว คนใดวางใจได้อย่างนี้แล้วนะ จะได้รักแท้ แล้วไอ้ที่ไม่แท้ เอามาทำไม มีเศษธุลีละอองหมองๆหม่นๆ เลอะๆเทอะๆ อยู่แม้เล็กแม้น้อย ไม่ต้องเอา เพราะฉะนั้น อาตมาไม่ต้องการความรักที่เลอะๆเทอะๆ อาตมาต้องการความรักที่แท้ เพราะฉะนั้น อาตมาไม่ต้องการความรักที่มันมีอะไรไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นใครจะรักบริสุทธิ์ ก็รักได้เลย โดยไม่ต้องไปหวงแหน แล้วก็จะต้องทำใจให้ได้ อย่างความหมายที่พูดนี่นะ แล้วเราจะอยู่รวมกัน อย่างไม่ต้องระแวง ไม่ต้องอะไรเลย ใครจะไปก็ไป ใครจะอยู่ก็อยู่ ใครจะรวมก็รวม ใครไม่รวม ก็แล้วแต่ ทุกอย่างก็เลยลอยตัวทุกอย่าง รักแท้ลอยตัวเห็นไหม ลอยตัวไหม ฟังออกไหม หา เป็นยังไงรักบริสุทธิ์ แล้วเมื่อกี้คำอะไรที่มัน มันไม่ใช่คำ รัก โอ้โห ก็มันบริสุทธิ์ ก็มันก็ต้องถ่องต้องแท้ซิ มันไม่แท้ มันก็ไม่บริสุทธิ์ละ ก็มันไม่บริสุทธิ์นะ ที่พูดนี่ อธิบายความหมายของคำว่าไม่บริสุทธิ์ มันมีอะไรยังเลอะๆเปื้อนๆ ยังไปไอ้โน่นไอ้นี่ กับอื่นๆอีกอยู่นี่ ก็แสดงว่าไม่บริสุทธิ์ละ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่บริสุทธิ์ มันก็ไม่แท้ ถ้ามันแท้นี่ มันต้องบริสุทธิ์ นั่นก็ความหมายของมันชัดอยู่แล้ว เออ ก็ได้ รักแท้นี่ แหม มันรักแท้ นี่มัน มันเป็นกิเลสก็ได้นะ ถ้ารักบริสุทธิ์แล้ว หมายความว่าไม่มี ไม่มีกิเลสด้วย เอ้า ก็ตกลง อาตมาง่ายจะตายไป เอาใจง่ายด้วยได้นะ จะได้รักบริสุทธิ์เลยนี่ จะได้รักบริสุทธิ์ที่สุด ก็คือ ไม่ต้องไปห่วงกังวลอะไร รักบริสุทธิ์นี่ ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องมากลัวว่าจะเป็นเราของเรา ถ้าเป็นของเราแล้ว มันก็ต้องเป็นของเรา มันก็ต้องมาหาเรา มันไม่ต้องไปหาใคร จะไปหาใครอื่นก็ไป โดยการ โดยกิจโดยกรรมกิริยา โดยอะไรๆที่มันเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ สุดท้ายมันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องเป็น UNITYนี้ เป็นหนึ่งเดียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะไม่เป็นอื่น แต่คนเราต้องมีกรรมกิริยาสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง มีโน่น มีนี่ มีอันโน้น กับคนนั้นคนนี้ มีอะไร กับใคร อะไรยังไงก็ได้ที่เป็นประโยชน์คุณค่า เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราจะเป็นคนที่จะมีอะไรเกี่ยวพัน หรือสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะสัมพันธ์ด้วยเนื้อหาที่เป็นคุณค่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มีคุณค่าประโยชน์ในตัวแล้ว สมมุติว่าคน 2 คนรักกัน รักบริสุทธิ์เลยนะ คนนั้นก็มีคุณค่าอย่างนี้ คนนี้ก็มีคุณค่าอย่างนี้ อะไรที่จะพึงให้แก่กันและกัน เขาก็ให้แล้ว ถ้าเรามีกันคนละมากๆแล้ว แล้วเรายังจะให้แก่กันอีกทำไม เราก็ช่วยกันเอาไปให้คนอื่น เรามีสิ่งดีด้วยกันทั้งคู่ มีสิ่งดีด้วยกันทั้งคู่ ก็เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ก็คือรักบริสุทธิ์อันเดียวกันแล้ว เป็นเหมือนพระเจ้าอันเดียวกัน เป็นเหมือนวิญญาณอันเดียวกัน เป็นเหมือนพฤติกรรมอันเดียวกัน ต่างคนก็ต่างมี ต่างคนก็ต่างรวยคุณค่าอันนี้กันอยู่แล้ว แล้วจะต้องมาให้อะไรกันอีก ทำไมกันละ ให้หรือไม่ให้ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือหนึ่งเดียวกันแล้ว เพราะมันมีเหมือนกัน ได้เหมือนกัน ใช่ไหม มีความดี คุณค่าอะไรเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต่างคนก็ต่างจะต้องไปให้คนอื่น รักแท้จึงจะไปให้คนอื่น อันนี้เราจึงไม่จำเป็นจะต้องมาหวงแหนว่าเราจะต้องอะไร ได้อะไรแก่กันและกัน ความเห็นแก่ตัว หรือความจะมาเป็นเพื่อ อันนั้นมาเป็นของตัว ต้องมาให้ฉัน อย่าไปให้คนอื่น ไม่มี ความคิดจะต้องมาให้ฉัน อย่าไปให้คนอื่น ไม่มี มีแต่ เออ เอาไป ไปให้คนอื่นกันเถอะ เราก็ต่างก็ดีกันดีๆรวยๆกันแล้วนะ เราเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกัน มีทรัพย์ศฤงคารอันนี้ ทรัพย์ที่ว่านี้ ก็เป็น...อริยทรัพย์ อาตมาพยายามมาใช้ภาษาอีกคำหนึ่งคือ อาริยะ อาริยทรัพย์ เรามีอาริยทรัพย์ กันแล้ว เราก็ไป ก็ไปแบ่ง แบ่งให้คนอื่นกันเถอะ คนอื่นเขาจนนะ คนอื่นเขาไม่มีอาริยทรัพย์ เราก็จะไปแบ่งให้คนอื่น แบ่งปันความรัก แบ่งปันความรัก ก็เอา ด้วยภาษามันก็ไปได้หลายนัย หลายอย่างนะ ที่อาตมาตั้งชื่อเทปเมื่อเช้านี้ ที่เทศน์ตอนทำวัตรเช้าว่า เป็นหมาทำไม นั่นก็คือ มันเป็นสภาพที่ ที่อาตมาว่าเป็นหมาอยู่ ก็คือพวกที่ มันยังไม่สมาน ยังไม่สัมพันธ์ เมื่อกี้เราก็พูดถึงความสัมพันธ์แล้ว สัมผัสสัมพันธ์สังเคราะห์กันสนิท แล้วจะเกิดความสัมพันธ์อันสนิท สัมพันธ์อันดี เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดี แต่ต้องมีแอ๊คชั่น มีบทบาท มีกรรมกิริยา มนุษย์ทั้งหลายแหล่ ไม่มีแอ๊คชั่น ไม่มีปฏิกิริยา ไม่มีการแสดงออก ไม่มีกรรมกิริยา กาย วาจา ใจ ไม่มี ต้องมี และมีนั่นแหละ มันก็มีกันอย่างสัมพันธ์อันสนิทดี เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่มีสัมพันธ์อันสนิท ก็คือหมา จะมีน้อยก็คือหมาน้อย จะมีมากก็คือหมาขี้เรื้อน มีมากยิ่งกว่านั้นก็คือหมาน้อยที่เป็นหมาขี้เรื้อน แล้วยังแถมเป็นโรคกลัวน้ำอีกด้วย เป็นหมาบ้าด้วย หือ อะไรฟังไม่ทัน หา ไม่มีปฏิสัมพันธ์ อยู่รวมกันสัมพันธ์อันไม่ดี ถ้าสัมพันธ์อันไม่ดี ก็คือทะเลาะกัน กัดกัน ก็เหมือนหมานะซิ กัดกัน ทะเลาะกัน กัดกัน นั่นมีสัมพันธ์อันไม่ดี ถ้ามีสัมพันธ์อันไม่ดี อาตมาเรียกว่า หมา นี่โดนด่าเข้าแล้ว สัมพันธ์อันไม่ดี อาตมาเรียกว่าหมา เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเป็นหมาแล้ว ยังไม่พอ ยังแถมเป็นหมาขี้เรื้อนอีก แหม ยิ่งแย่ใหญ่เข้าไปอีก ยังไม่พอเป็นหมาบ้าให้ด้วย เป็นหมาว่อ รู้จักหมาว่อไหม หมาว่อ หมาว่อก็คือหมาบ้า อีสานเขาเรียกหมาว่อ เป็นโรคกลัวน้ำ เป็นหมาที่ โอ้โห เขาต้องฆ่าทิ้งนะ ถ้าเป็นหมาบ้านี่ หมาเป็นโรคกลัวน้ำแล้วนี่ เขาต้องฆ่าทิ้ง ถ้าขืนปล่อยไว้แล้ว มันทำร้าย มันทำลาย ตัวมันเอง มันก็ไม่รู้ตัว แย่นะ ต้องทำร้าย ต้องฆ่าทิ้ง ถึงขั้นต้องฆ่า ฆ่าทิ้ง ไอ้ลักษณะฆ่าทิ้งนี่นะ พระพุทธเจ้าก็เคยตรัส มีคนไปถาม ไม่ใช่มีคนไปถาม พระพุทธเจ้าไปถาม ไปถามคนเลี้ยงม้า ไปถามคนเลี้ยงม้า บอกว่าเขาฝึกม้าหรือเลี้ยงม้านี่ เขาฝึกม้า เขาฝึกม้า เขาฝึกอย่างไร เขาฝึกม้าพยศเขาฝึกอย่างไร เขาก็บอกว่าเขาผูก เขาตีนะ พระพุทธเจ้าก็บอก เออ เราก็ผูก เราตี เราก็ตี ถ้ามันเรยกว่าร้ายจัดเลย จนกระทั่ง ผูกก็ไม่ไหว ตีก็ไม่ไหว สุดท้ายทำยังไง ฆ่าทิ้ง ผู้เลี้ยงม้าก็บอก สุดท้ายก็ฆ่าทิ้ง พระพุทธเจ้าก็บอก เออ เราก็ฆ่าทิ้ง เราก็ฆ่าทิ้งเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ฆ่าสัตว์หรอกนะ แต่อันนี้เป็นโวหาร เป็นความหมาย ฆ่าทิ้งของท่านก็คือพรหมทัณฑ์ ฆ่าทิ้งของพระพุทธเจ้านี่ คือพรหมทัณฑ์ คือหมายความว่าเราก็ตัดปล่อยเลิกกัน ไม่ดูดำดูดี ไม่เอาตาดูหูแล ถึงเห็นก็ช่าง ปล่อยเฉย เหมือนกับเขาไม่มี ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรแล้ว ซึ่งเป็นการลงโทษสูงสุดของระบบศาสนาพุทธ การที่เรียกว่าพรหมทัณฑ์ ปล่อย เหมือนกับมีเขามีอยู่เขาจะทำยัง จะดีจะชั่ว เขาจะทำชั่วร้ายกาจยังไง ก็เฉย ไม่สะดุ้งสะเทือนจะมายั่วให้ฉันโกรธ จะมายั่วให้ฉันต้องเอาใจใส่คุณ คุณจะชั่วมาประชด สมัยนี้สังคมมันตีกลับนะ เหมือนกับเด็กที่ ไม่ได้รับความอบอุ่นนี่ ก็ประชดดวยการไปทำชั่ว เพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจ ไปทำชั่วเพื่อให้เรียกร้องความสนใจจะทำชั่วทำเลวยังไง ถ้าขืนพรหมทัณฑ์ ที่เรียกขั้นที่ว่าปล่อยว่าง ตัดขาดกันเด็ดขาดนะ คุณจะชั่ว คุณจะตาย ของคุณ คุณจะลงนรกหมกไหม้ยังไง ก็ช่างหัวคุณเถอะ จะเลวจะต่ำยังไง ก็ไม่เอาทั้งนั้น นี่พรหมทัณฑ์ สุดท้าย เรียกว่าใจแข็งที่สุด ถ้าเรียกทางภาษาโลก ก็เรียกว่าใจดำที่สุดแล้ว เรียกภาษาโลกว่าใจดำ ใจดำที่สุด เรียกภาษาทางธรรม ก็เรียกว่าใจแข็งที่สุด วาง ปล่อยเลย เหมือนไม่มีคนนี้ เหมือนไม่มีสิ่งนี้อยู่ เพราะฉะนั้นจะชั่วจะเลวจะลงนรก หมกไหม้ ตกต่ำยังไงๆก็เฉย เพราะฉะนั้นทุกวันนี้การประท้วง มันประท้วงได้ ทั้งทำสิ่งที่น่ารัก และทำสิ่งที่น่าชัง ทำสิ่งที่น่ารักเรียกร้องความสนใจ นั่นเป็นทางที่ถูก ทำสิ่งที่น่าชัง ทำความชั่ว เรียกร้องความสนใจ นั่นเป็นความ เป็นสิ่งที่ไม่ถูก เป็นความผิด สังคมทุกวันนี้ เจอปัญหานี้เยอะ เรียกร้องความสนใจ โดยการประท้วงด้วยวิธีกระทำชั่ว เพราะฉะนั้นเด็กๆปัญหาเยาวชนปัญหาเด็ก ปัญหาประท้วง ผู้ใหญ่ก็ทำ ผู้ใหญ่ก็ยังทำเลย ทำชั่วเพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจ ให้เขามาสนใจเรา เพราะฉะนั้น ขอบอกว่าทางศาสนานี้ ถ้าใครจะประชดด้วยการเรียกร้องความสนใจด้วยการทำชั่ว ขอบอกให้ทราบเลย ได้ว่า ถูกพรหมทัณฑ์อันสมบูรณ์ แบบแล้ว ไปเลย Go to Hell ลงนรกไปเถิด วางแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะเรียกร้องความสนใจได้อย่างเดียวเท่านั้น ต้องทำดี ทางศาสนาขอบอกให้ทราบ เราทำดีเท่านั้น อย่ามาประท้วงประชดด้วยการทำชั่ว แล้วก็จะเรียกร้องความสนใจ โน แอ้ม ไม่ได้แอ้ม ไม่ได้แอ้ม ไม่เอา เพราะว่าแค่เรียกร้องความสนใจ ด้วยการทำดีนี่ ทำดีแล้ว ก็ยังไปหลงดี ทำดีแล้ว ก็ยังไปติดดี แล้วก็ยังเรียกร้องสูงอีก ได้อีกเหมือนกัน มีชั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive