360606 โลกุตระสัจจะรส พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข3 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360606 โลกุตระสัจจะรส โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

โลกุตระสัจจะรส โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉันวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เจริญธรรม ผู้ยังใฝ่ในการศึกษาในธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราได้พิสูจน์นะ เราก็ได้ปฏิบัติประพฤติมาแล้ว นั่นน่า เราก็ต้องมาตรวจตรากันจริงๆ ตรวจตราทั้งความเป็นจริงที่เราเอง เรามีกิเลสอย่างไร มีกิเลสจริงๆไหม ไอ้กิเลสนั่นมันเป็นอย่างไร นี่เป็นเนื้อๆแท้ๆเลย อ่านกิเลสมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจ กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่ตา ที่หู ที่แขน ที่ขาโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่ มันอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย กิเลสมันก็ทำงาน ก็เรียกกันไปตามภาษา กิเลสทางตา กิเลสทางหู กิเลสทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่จริงๆแล้วกิเลสมันก็คือรวมอยู่ที่ใจ เป็นตัวบทบาท เป็นตัวลีลา อาการ เป็นตัวฤทธิ์ ตัวเดช มีฤทธิ์นะ ใครไม่เชื่อว่าไอ้กิเลสมีฤทธิ์ มีไหม ใครไม่เชื่อว่ากิเลสมีฤทธิ์ ไม่เชื่อเหรอ นึกว่าไม่เชื่อ มันมีฤทธิ์จริงๆ แล้วเราจะรู้เลยว่า กิเลสมันมีฤทธิ์ มันมีแรง จนกระทั่งเรานี่สู้มันจนเหน็ดจนเหนื่อยนะ จะเหน็ดจะเหนื่อยอย่างไร เราก็ต้องสู้ ถ้ารักจะเป็นคนที่จะพัฒนาขึ้นไปในโลกแล้วละก็ มันไม่มีทางเลือกจริงๆนะ จะเป็น จะตายอย่างไรก็ต้องหันหน้าเข้าสู้ เหมือนคนจนตรอก ไม่ใช่คนนะ เขาว่าหมานะ จนตรอก หมานี่ สำนวนพังเพย หมานี่ หมามันจนตรอกแล้ว มันไปจนตรอก ที่มัน ไม่มีทางไปอีกแล้ว มันก็ต้องหันหน้าเข้าสู้แล้ว หมาจนตรอก เหมือนคนจนตรอก ไม่มีทางไปแล้วละจริงๆ แต่ถ้าเผื่อว่าเราจะนึกว่ามีทางไป มันมีทางเดียวไป ก็คือโลกียะ แล้วก็วนเวียนอยู่กี่ล้านๆๆชาติ อยู่ในสังสารวัฏอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีงอกไม่มีเงย ลงนรก ขึ้นสวรรค์หลอกๆด้วย วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ ส่วนมากก

อ่านต่อ

็ตกนรก ไม่ได้ขึ้นสวรรค์อะไรหรอก ตกนรกนั่นแหละมากกว่าขึ้นสวรรค์ มันไม่คุ้มเลย มันไม่คุ้มกัน วนเวียนอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครรักจะมีชีวิตอยู่อย่างนั้น ก็อยู่ไป เขารักหรือเขาไม่รักก็ไม่รู้ เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น ทีนี้เมื่อเรามาได้ยินได้ฟังแล้ว เราก็รู้ เอ้า รู้แล้ว เราจะเอายังไง จะเลือกเอาทางนี้ไหม มาลองทดสอบดู มาลองพิสูจน์ดู นอกจากจะรู้กิเลสอย่างที่อาตมาว่าแล้ว เราจะต้องรู้ว่า แล้ววิธีการก็ดี อะไรก็ดี พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้ เราลองเอามาฝึกดูซิ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่มันตัดกิเลสได้จริงไหม ลดกิเลสได้จริงไหม รู้กิเลส ลดได้หรือไม่ได้ เราจับกิเลสให้ชัด รู้ตัวกิเลสจริงและหาวิธีการ เราเรียนรู้มาแล้วก็ไปฝึกหัดทำจริงๆ มันจะลดได้หรือไม่ได้ก็รู้อีก จะรู้ลดได้ ลดไปอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อ่อนบางลงไปแล้ว เราก็จะมีญาณรู้อีก ซ้อนอีก ว่าไอ้กิเลสลดนี่ มันเป็นยังไง มีชีวิตชีวาที่กิเลสมันลด ก็แต่ก่อนเรานี่ เราให้กิเลสมันมีบทบาทเต็มที่เลย และเราก็สนองกิเลส บำรุงบำเรอกิเลส เป็นทาสกิเลสอยู่นี่ ให้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่แล้วๆเล่าๆ และเขาก็เรียกมันว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นสุข โลกียสุขอยู่นี่ มันเป็นอย่างไร และเดี๋ยวนี้เมื่อลด เมื่อละกิเลสแล้ว อารมณ์ที่ไม่มีกิเลส ลดกิเลสแล้ว มันเป็นอย่างไร อ่านเอง ของตัวเอง รู้ตัวเอง มีญาณเอง เมื่อกิเลสลด มันมีอารมณ์เป็นอย่างนี้ รสชาติเป็นอย่างนี้ ธรรมรสเป็นวิมุติรสๆ อย่างนี้แหละ จะเอาไหมๆ คุณเคยมีโลกียรส แน่นอนมีมาแล้วทุกคนนะ ไม่มีใครไม่ผ่านไม่พบ พบมาก่อนทั้งนั้น แต่มาเรียนให้เกิดโลกุตรธรรม ให้เกิดโลกุตรรสนี่แหละนะ รสโลกุตระทางวิมุติรส รสทางธรรมรส จนกระทั่งสุดเป็นวิมุติได้ วิมุติรสนี่ วิมุติถาวรเลยก็ตาม รสชาติมันเป็นอย่างไร คุณจะรู้ทั้งสองอย่าง และเลือก จะเอาอย่างไหนแน่ๆ คนที่ยังไม่เคยมีวิมุติรส เขาก็จะเดา มันไม่อร่อย มันไม่สนุกเพลิดเพลิน มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันก็เหมือนตอนเราไม่สุขนั่นซิหนอ แน่ะก็เดาซินะ มันคงจะจืดๆ ชืดๆ สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี มันคงเฉยๆ เฉื่อยๆ ชาๆ มันเหมือนตอนเราเฉยๆนะ เขาก็คงเดาไป และเฉยๆ เฉื่อยๆไป และจิตใจก็เป็นยังไง จิตใจมันคงจะจืดๆชืดๆ หรือหม่นๆ หมองๆ เซ็งๆ เหมือนอย่างที่เราเคยจืดๆ เขาก็คงได้เดาไป แต่เมื่อเรามาลดกิเลสจริงแล้ว เราจะดูซิว่า เราหมดกิเลสนี่ เราเซ็งไหม เราจืดๆ ชืดๆ ไหม ทั้งๆที่พุทธ ท่านแปลว่าเบิกบาน แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานๆ ก็คือสดชื่น ร่าเริง เบิกบานเป็นรสที่น่าชื่นชมอันหนึ่ง ท่านไม่ได้เรียกภาษาเหมือนรสโลกียะ อร่อยๆ เพลิดเพลินสนุกสนานอย่างนั้น เบิกบานก็เป็นลีลาของความร่าเริงเบิกบาน ก็คือความชื่นชมยินดี สดชื่นนั่นแหละ มันจะเป็นยังไง พุทธะต้องเป็นอย่างนั้นด้วย เบิกบานร่าเริง กิเลสลดแล้วจริงๆ ไม่ใช่ว่ากิเลสลดแล้วเราก็จะต้องจุ้มปุ๊กอยู่นิ่งๆ แข็งๆ อะไร กระดี๊กระด๊าก็ไม่ได้ รู้อะไรก็ไม่ได้ จะปรุงจะสังขารกะเขาไปก็ไม่ได้ จะร่วมรู้ร่วมเฮฮา ใช้คำแรงๆหน่อย ร่วมเฮฮากะเขาก็ไม่ได้ มันคงเฮฮาไม่ออก มันคงจะแข็งทื่อ เขาเฮฮากันก็เฉยเฉื่อย ไม่รู้อะไรเลยนะ ไม่รู้ไม่ชี้ กระด้างๆ เขาก็เดาไป ความจริงนะ เราน่ะรู้ เขาสุขอย่างไร เราก็สุข เขาสนุกอย่างไร ก็สนุก นึกถึงสภาพอย่างหนึ่งนะ เราเห็นเด็กเล็กเขาเล่นตุ๊กตา เด็กเขาเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เด็กเขาเล่นอะไรตามประสาเด็ก เขาสนุก เขาอร่อย เขาโอ๊ย สดชื่น เบิกบาน ร่าเริง เราเป็นพ่อเป็นแม่ หรือเป็นพี่เป็นผู้ใหญ่ เราก็ไม่ได้เกิดรสกะเขาแล้ว ไอ้เล่นน่ะ เด็กเล่นนะ เรารู้แล้ว หากเราเล่นจริงๆ หรือไม่เล่นก็ตาม หรือลงไปเล่นจริงๆ เราก็ไม่เกิดรสอร่อยอย่างนั้นหรอก แต่เราเห็นเด็กสดชื่น เด็กเบิกบาน เด็กสนุกสนาน เด็กเพลิดเพลิน เราก็เบิกบาน เราก็สดชื่น แต่ไม่ใช่รสอันเดียวกับที่เด็กอร่อยนะ ที่เด็กเขาสนุกเพลิดเพลินเอร็ดอร่อยน่ะ สดชื่นเบิกบานเป็นชีวิตชีวาของเขา เขาสดชื่น เบิกบาน เอร็ดอร่อย ตามรสที่เขาได้อร่อย ที่เขาได้เล่นนั้น แต่เรานี่จะไปเล่นด้วย หรือไม่เล่นด้วยก็ตาม เราเห็นเด็กสดชื่นเบิกบาน ร่าเริงสนุกสนาน เพลิดเพลินไม่มีทุกข์นี่ เรายิ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง อะไรนะ เราก็จะต้องเบิกบานด้วย สดชื่นด้วยใช่ไหม อาการนี่ไม่ใช่เบิกบานนั้น สดชื่นนี้ไม่ใช่สดชื่นที่อร่อยนั้นอร่อยนี้ ไม่ใช่ นัยคล้ายๆกัน ยังงี้มันไม่ใช่อันเดียว กันหรอก และมันก็เบิกบานร่าเริง มันไม่จืดมะลื่อทื่อ แข็งๆ ทื่อๆ ตามที่เขาเดา นี่อาตมาก็หยิบมาพูดให้ฟัง ไม่ใช่เดา อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่เดา เพราะอาตมาเองลดละมาจริงๆ ที่ไม่สดไม่ชื่นแล้วอย่างนั้น ไม่อร่อยแล้วอย่างนั้น แต่ก็สดชื่นที่มีสดชื่น เป็นภาวะของโลกุตระ เป็นอีกภพหนึ่ง เป็นอีกโลกหนึ่ง เป็นรสอีกรสหนึ่ง ผู้ใดทำจนได้จนถึงน้อยๆ ก็อาจจะยังไม่ชัด อาจจะไม่รู้เท่าไหร่ ทำมากๆขึ้น จนกระทั่งรสอย่างนี้แหละ ชัดขึ้นๆ มากขึ้นๆ ก็จะได้ลิ้มรสจริง ไม่ใช่เดา มากขึ้นก็จะได้ลิ้มรสจริงนี้มากขึ้นๆ จะเอาหรือไม่เอา ก็เป็นเรื่องส่วนตัว สำหรับอาตมา เลือกแน่ เลือกทางนี้แน่ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้ง เขาว่าอย่างนั้น สำนวนไทย เขาว่าอย่างนั้น แน่ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้ง ของฤาษีกับของพุทธมันต่างกันที่ อาตมาพูดซ้ำพูดซาก ฤาษีเขาจะไม่เบิกบานร่าเริง เขาจะมุดๆ แห้งๆ แข็งๆ ดีไม่ดี หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วย เหี่ยวๆ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เขาจะหยุดไปได้อย่างหนึ่งแล้วก็ไม่รู้โลก ไม่มีการสร้างสรร ไม่มีสิ่งที่น่าเบิกบานร่าเริงอะไร ของพุทธนี่ รู้โลก เข้าใจธรรม ทำได้อย่างโลกด้วย แต่เราจะเลือกทำอย่างนี้เราไม่ทำหรอกอย่างนั้น และเราก็มีฤทธิ์มีแรง ว่าไม่มีอะไรมาดึงดันให้เราทำได้ กิเลสหรืออำนาจข้างนอก จะมาให้เราไปทำ ถ้าเราไม่ทำ มันก็คือเราไม่ทำ จะฆ่าให้ตายยังได้เลย ถ้าเราจะไม่ทำแล้ว มันเหมือนดื้อด้าน มันดื้อจริงๆ นะนี่ ให้ทำไม่ทำ ก็จะไปทำ ทำไมเล่า เราเลือกแล้ว ไอ้อย่างนี้เราไม่ทำ นี่เราถือว่าไอ้นี่มันเป็นอกุศล ทุจริต เป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้ว เราไม่ทำแล้ว แต่สิ่งที่ดีเราทำ ทำอย่างที่เรียกว่าคนไม่ขยัน ไม่กล้าทำ หรือคนที่ไม่มีภูมิธรรมสูง เพราะทำแล้วไม่ได้เงิน ทำแล้วไม่ได้ลาภ ทำแล้วไม่ได้ยศ ทำแล้วไม่ได้สรรเสริญ ทำแล้วก็ไม่ได้สุขอะไร ดีไม่ดีถูกติถูกติง ติเตียน ถูกว่า เพราะมันผิดได้พลาดได้ ทำให้ถูกใจคนที่เขาจะเอาไปใช้ด้วย เขาก็ว่าเอาบ้าง ติเอามั่ง ถูกติถูกเตียนด้วยซ้ำ แต่เราก็ไม่มีปัญหา ก็เราทำด้วยใจบริสุทธิ์ เรามีฝีมือเท่านี้ เรามีความสามารถเท่านี้ จะติก็ติ ถ้ามันไม่ดีจริง ถ้ามันดีจริง เขายังขี้เลือก แหม เป็นคนขี้เลือก เป็นคนที่ไม่ค่อยจะพอใจ อะไรได้ง่ายๆ เป็นคนเลี้ยงยาก เราก็รู้ ก็แล้วไป เราก็ทำตามที่เราทำได้ ใครจะตามใจได้ ก็ตาม ตามใจไม่ได้ ก็ไม่ตามล่ะ ก็เราไม่ได้ไปแลกลาภ แลกยศ แลกสรรเสริญ ก็ทำซิ เราสร้างสรรให้ อย่างนี้เป็นต้น สัจจะทุกอย่าง เหตุผลทุกอย่าง อาตมาบรรยายมาคร่าวๆ มันชัด มันจริงหมด และเราทำเราก็เป็นกุศล เป็นบุญ อธิบายปัจจุบันนี้ก็ได้ ว่าทำจริงๆ เอาไปให้จริงๆ ว่าเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นคุณค่าจริงๆ หรือเปล่า นี่เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์จริงหรือเปล่า จะว่าบุญหรือบุญอะไร ก็เห็นอยู่นี่ บุญอย่างนี้ก็เป็นวัตถุ บุญที่เป็นนามธรรม จิตใจเราก็เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ เป็นนามธรรม เป็นคุณค่า เป็นทรัพย์แท้ของเราจริงๆนะ มันเป็นตัวตนอย่างไร มันไม่เห็นหรอก แต่มันเข้าใจไหมล่ะ มันเชื่อมั่นไหมล่ะ มันจริงไหมล่ะ ถ้าคุณลึกซึ้งไป คุณเข้าใจในเรื่องของการต่อภพต่อภูมิ ตอนระลึกชาติได้ มีของจริง มีสภาวะ เมื่อนั้นถึงค่อยว่ากัน มันเป็นเรื่องอจินไตย บอกกันไม่ได้ ของใครของมัน เรายิ่งจะเชื่อ ยิ่งจะเห็นจริงเลย แต่มันไม่ได้มีสิ่งวิเศษ ในระดับ ระลึกชาติข้ามชาติ ให้เห็นของจริงพวกนี้ได้ง่าย มันไม่ง่าย มันยังงั้นนะ แต่ไม่ง่ายปัจจุบันนี้ คุณจะมีปัจเจกสัจจะบรรเทา คุณจะมีความบรรเทาใจ ติดใจ เอ๊ ไม่น่าเชื่อ มันจะเชื่อ มันเห็นจริงอะไร คุณก็จะบรรเทาความสงสัยข้องใจเอง มันจะมีเหตุปัจจัยให้คุณเป็นหลักฐานของจริงนี่ จะเป็นหลักฐานให้คุณได้รับความมั่นใจ เชื่อมั่น คุณทำไป สะสมอะไรต่ออะไรไป สมมุติว่าไม่มีบาป ไม่มีบุญ ที่จะต่อทอดชาติหน้าแล้วก็ตาม ปัจจุบันนี้มันมีสิ่งเห็นๆ อยู่แล้วนี่ หลีกเลี่ยงได้ที่ไหน คุณสร้างๆ เสร็จแล้วก็เอาแจกจ่ายเจือจาน โอ๊ย เรากำลังทำชั่ว มีหรือ ฮือ เราเป็นคนไม่มีคุณไม่มีค่าประโยชน์จริงหรือ ใคร เถียงได้บ้าง มันไม่มีเรื่องเถียงได้ สอดคล้องทั้งโลกทั้งธรรม สอดคล้องทั้งโลกียะ โลกุตระหมด เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องจริง และเป็นเรื่องประเสริฐ เป็นเรื่องดี จริงๆ ไม่เชื่อก็ไม่จ้างใครเชื่อ นี่ลีลาโพธิรักษ์เทศน์ ไม่เหมือนท่านเจ้าคุณปัญญา เทศน์หรอก เจ้าคุณปัญญาเทศน์เมื่อเช้านี่ เทศน์ก็ไม่เหมือนกันหรอก ท่านก็ เทศน์ไปตามลีลาของท่าน สำเนียงสำนวนของท่าน สำเนียงสำนวนของอาตมาก็อย่างนี้ หมอห้ามเค้น ห้ามเน้น ห้ามหนัก ไม่รู้จะทำยังไง เทศน์ไม่เค้น ไม่หนัก ก็เทศน์ไม่ค่อยถนัด มันถนัดอย่างนี้ ก็เทศน์อย่างนี้ จะตายจะเป็น ก็ว่ากันไปน่ะ อาตมายิ่งทำงานนี้ ยิ่งทำไปแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี สิ่งจริงหลักฐานจริง อะไรประกอบจริง มันยิ่งเห็นชัดเจน ยิ่งเป็นระบบระบอบ มีองค์ประกอบกลไกสังคม ความสัมพันธ์ของสังคมมีอะไร มีบทบาท ชั้นเชิง ลีลา พฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม อะไรก็แล้วแต่ เกิดบทบาทในสังคม มีจารีตประเพณี วัฒน ธรรม งานโน้น กิจนี้อะไร มันต่อเนื่อง เป็นโครงสร้างของกลไก ของสังคมเลย เป็นบทบาทลีลาอยู่อย่างนี้ ประกอบไปในทางด้านวัตถุ องค์ประกอบของระบบพิธี ความรู้ ความชำนาญ ความเคยชิน ความเป็นไปตามวัฒนธรรม ตามแนวโน้ม แนวนำ อะไรก็แล้วแต่ มันเกิดอยู่อย่างนี้ เป็นคน เป็นสังคม เป็นมนุษยชาติ อาตมายิ่งอบอุ่นใจ ยิ่งสบายใจ ว่า เออ มันเกิดมาได้นะ มันยากจริงๆ โอ้โฮ มันไม่ง่ายเลย ขนาดได้กันแล้วทำมาได้ขนาดนี้แล้ว ยังเข็นกันต่อเลย เข็นกันต่อเอาต่อไปอีกๆๆ มันยังดีกว่านี้ มีอีก มันยังไม่สมบูรณ์นัก ไปเรื่อยๆ ซึ่งอาตมา พูดยังงี้ ซึ่งอาตมาว่าพวกคุณ ที่หลายๆคน ที่ทำอยู่กับมือ และทำอยู่กับชีวิตเรา คุณจะเข้าใจว่าจริง จะต่อได้อีก จะสมบูรณ์แบบกว่านี้อีก ความเจริญของเราเอง ความเจริญขององค์ประกอบ ที่เราเป็นอยู่ของระบบ ของอะไรก็แล้ว มันจะเกิด อาตมาก็ไม่รู้จะใช้ภาษาไทยว่าอย่างไรนะ มันเป็นรูปธรรมก็มี เป็นนามธรรมก็มี ปนกันอยู่นี่ กลไกโครงสร้างของสังคมทั้งหมดนี่นะ เป็นระบบระบอบระแบบอะไรก็ตามใจเถอะ มันเกิดขึ้นจริงๆ นะ มันก็ยิ่งจริงยิ่งชัด ยิ่งชัดยิ่งจริง เห็นได้ว่า เอาเป็นกลไกของมันไป วันๆคืนๆ ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งเย็น ล้มตัวลงนอนอีกทีหนึ่ง มันก็เกิดกลไกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ เจริญงอกงาม น่าภาคภูมิ น่าสบายใจ ด้วยเหตุด้วยผลต่างๆนานา เราไม่ได้มาเป็นคนผลาญ ไม่ได้มาเป็นคนเอาเปรียบเอารัด ไม่ได้มาเป็นคนแอบเสพ แอบเปลือง เป็นคนโมฆบุรุษ นะ อย่างน้อยก็ไม่เป็นคนกินอากาศเขาฟรีๆ หรือไม่ก็กิน ที่นั่งตรงไหน ที่เดินตรงไหน ที่กินอากาศ กินสถานที่ กินอะไร กินน้ำ กินดิน กินลม กินไฟ กินพืช ผักผลไม้ กินแรงคนอื่นเขา แหม่ มันกินจริงๆ มนุษย์นี่ จริงไหมๆ เราก็ไม่ได้เป็นคนโมฆะ ไม่ได้เป็นคนมาแฝงกินอะไร อาศัยอะไรโดยไม่มีประโยชน์ มีคุณค่าอะไรมาทดแทน เราทดแทน ไม่กินแรงใครให้ได้ เรานี่แหละ ให้คนอื่นเขากินแรงของเราไปเลย มันเป็นเสียสละ มันเป็นคุณค่า เป็นคนมีประโยชน์ใช่ไหม ให้ไปเลย แรงงาน ความรู้ความสามารถนี่ สร้างกอบก่อนี่ เอาไปเลย ให้ไปเลย และมันก็คุ้ม ให้มันเหลือ ให้มันมาก ให้มันเกินจนกระทั่ง คุ้มค่าน้ำ คุ้มค่าดิน คุ้มค่าลม คุ้มค่าไฟแหละนะ คุ้มค่าอาหาร คุ้มค่าบ้านเรือน คุ้มค่าเครื่องนุ่งห่ม คุ้มค่ายารักษาโรค คุ้มค่าเครื่องมือ คุ้มค่าเครื่องบริขาร เครื่องกิน เครื่องใช้ คุ้มเครื่องอุปโภค คุ้มเครื่องบริโภค คุ้มหมด เพราะเราไม่ได้ใช้มาก ไม่ได้กินมากอะไร เครื่องอุปโภคบริโภคอะไร เราก็กินกันเท่านั้นแหละ ลมนี่ก็กินแค่นี้ เอาเท่าที่จะเอามาใช้ในร่างกาย ดินก็กินแค่นี้ ไฟก็กินแค่นี้ พืชผักผลไม้ อุปกรณ์อะไรกินแค่นี้ รวมหมดแล้ว เรากินเราใช้เนี่ย เราต้องอาศัยนี่ เราสร้างเราสรรเกินกว่านั้น เอาเกินไปมากเท่าไหร่ มันยิ่งเป็นปุถุชน เราก็ไม่ได้เข้าใจผิดแล้ว ไม่เอาไปซื้อไปขายหรอก รู้ว่า ค่ามันลดแน่เลย ก็แลกเปลี่ยนมาเป็นตัวเงินน่ะ ก็เอาตัวเงินมาแทนมันแล้ว มันหายไปแล้วนี่ สร้างขึ้นมานี่ ลงทุนไปเท่าไหร่อะไรนี่ คุณเอาไป ไอ้นี่ทุนมันพันหนึ่ง คุณก็เอาพันหนึ่งคืนมา ก็มันก็พอแล้ว ก็เหลือคุณค่าอะไร ก็เอาเงินมาหมดนี่ ธรรมดาไม่เอามาแค่พันด้วยนะ ในระบบ Capitalism นี่นะ ในระบบทุนนิยมนี่ ไม่ได้เอาคืนมาพันหนึ่งหรอก ถ้าได้มากก็เอามาก ก็ชื่นชมยินดี เข้าใจผิดอย่างนั้น เห็นผิดอย่างนั้นด้วย และหลงผิดกันเต็มบ้านเต็มเมือง ถ้ามันเกินทุนไปมากเท่าไหร่ นั่นแหละเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นความเจริญของชีวิต เป็นคนมีบุญ ที่แท้นั่นเป็นคนมีบาป ยิ่งเอามากๆๆ เท่าไหร่ ยิ่งบาปมากกว่านั้น เขาฟังเป็นไหมอย่างนี้ เขาเคยได้ฟังไหมล่ะ อ้าว ถามคุณก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้มาฟังอาตมาพูดนี่ คุณคิดว่า คุณจะได้ฟังกับใคร ในชาตินี้ เอาชาติเลย นี่พูดอย่างนี้ มาขยายบุญ ขยายบาป มาขยายความชัดเจน ความเป็นอยู่ของมนุษย์ อย่างนี้ทั้งโลกใช่ไหม ความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งโลก เขาก็ทำอยู่อย่างนี้ และเราบอกว่าโลกียะอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้เป็นบุญจริง มันไม่ได้เป็นคุณค่าจริง มันไม่ได้เป็นประโยชน์จริงหรอก มันบาปมันเบียดเบียน มันดูด มันขูด มันรีด สังคมมันถึงทุกข์ร้อน สังคมมันถึงลำบากลำบน ถ้ามาเข้าใจสัจจะนี่ อาตมาขอยืนยันว่า นี่คือสัจธรรม มาเข้าใจอย่างนี้แล้ว มาแก้กลับจะไปเป็นอย่างนั้น ทำให้ได้ว่า นี่เราสร้างจริงและเป็นคุณค่าประโยชน์จริง มันได้เท่าไหร่ ทำไปตามลำดับ เอาละ ทุนพันหนึ่ง ขายไปพันหนึ่ง มันก็ต้องเอาพันหนึ่ง ดีไม่ดี บางครั้งบางคราว ขอแลกเกินส่วนเกินหน่อยเถอะ มันมีอีกฉันยังไม่พอ เอาละก็ยังไม่ได้เป็นบุญเป็นกุศลอะไรเลย ยังเป็นส่วนเศษบาปของธุลีบาป อะไรก็บวกเข้าไปก่อนเถอะ จนเราปลดภาระได้ บอกไม่เอาเกินละ ขายเท่าทุนได้ก็ดีขึ้นมาหน่อย อย่าแต่ว่าเท่าทุนเลย องค์ประกอบของเรา ต้นทุน ต้นรากฐานของเรา มีพลังงานอื่นช่วย อะไรช่วยอีกมากมาย ดีไม่ดี มีคนมาบริจาค ช่วยอีกด้วย โอย ขายต่ำกว่าทุนเลย หนักเข้าแจกฟรี นี่ระบบบุญนิยม อาตมาก็ว่า มันมีชั้นตอน มีชั้นฐาน ระดับสูง ต่ำ กลาง ปลายอะไรก็ว่ากันไป เอาไว้ให้หมด แล้วเรามาพิสูจน์ซิ ว่าเราจะทำได้ถึงขนาดไหน จุดดีที่สุด สูงที่สุด เรามีเราทำได้เท่าไหร่ เราก็พากเพียร ไม่ทรมานตน เรียกว่าอยากอวด อยากอ้าง อยากโก้ อยากเก๋ แล้วก็ลวงๆซ้อนๆแฝงๆ มีเหลี่ยมมีคูอะไร เราไม่เอาละ ซื่อตรง ให้ชัดเจน ให้จริง มีได้เท่าไหร่เราก็ทำ แล้วจะเกิดสังคม เกิดกลไก เกิดโครงสร้าง สังคม เกิดระบบระบอบของสังคม อย่างที่เราเป็นขึ้นมานี่ ถึงวันนี้เป็นขึ้นมาหลายแล้วนะ อาตมาก็เห็นแล้วว่าเป็นไปได้นะ ระบบบุญนิยมนี่ เป็นไปได้นะ พูดถึงภาษาที่เขาเรียกกันว่า ระบอบประชาธิปไตย ก็คือเอาประชาชนเป็นใหญ่ โดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน คนเราก็มีด้วย เพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประชาชนด้วย ยิ่งกว่านั้นด้วย ยิ่งกว่านั้นตรงอย่างไร ถ้าประชาชนที่จะมาต่อรอง เรียกร้องอย่างกิเลสมากๆนี่ เราก็ไม่ค่อยตามใจเท่าไหร่แล้ว นี่เราเอาประชาชนที่ซ้อนลึกเข้าไปอย่างนั้นด้วย เพราะฉะนั้นที่เขาบอกประชาธิปไตย ของเราบอกไม่ใช่ประชาธิปไตย ของเราธรรมาธิปไตย เอาความเป็นใหญ่ของธรรมะที่ถูกต้อง ไม่ใช่เอาแค่ประชาชนเป็นมวล เป็นคะแนน เป็นใหญ่ ก็ประชาชนมันมีกิเลสมากใช่ไหมเล่า ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจะเอามวลของกิเลสมาก ของคนส่วนมากเป็นน้ำหนัก จะต้องตามใจคนส่วนมากนี่ ตายแน่ๆ เรา Support ไม่ไหวแน่ ตายแน่ เราจะอนุเคราะห์เกื้อกูลนี่อยู่ไม่ได้หรอก ตาย เพราะฉะนั้นเราจะให้ ทุกวันนี้มีขั้นตอน นี่ของพวกเรานี่ จะเกื้อกูล หรือว่าอนุเคราะห์ จะ Support ผู้ที่เราเลือกเอาไว้ก่อน เอาแค่นี้ก่อน เพราะเราทำได้แค่นี้ คนพวกนั้นกิเลสมาก ตามใจมันก็เลยขี้เกียจ มันก็ยิ่งเป็นบาป มันก็เลยไม่อะไรทั้งนั้นน่ะ คุณธรรมไม่มีพูดตรงๆ กตัญญูกตเวที รู้คุณ ก็ไม่มี เราไม่ใช่อยากจะได้สิ่งตอบแทนหรอกนะ แต่เขาเองเขาย่ามใจ ยิ่งหลงระเริง ยิ่งขี้เกียจ ยิ่งได้เปรียบ ก็ยิ่งนึกว่าตัวเองเป็นคนได้ส่วนได้ ตะกละตะกลาม ไม่ได้แก้ไขเขา เพราะฉะนั้นเอาคนที่มีคุณธรรมรู้จักบุญคุณ กตัญญูกตเวที ที่มีความสำนึก มีความรู้ระดับ รู้กุศล รู้คุณค่าที่ดีให้ชัดแหละ เขาก็จะปรับตัวมา แม้กิเลสเขามี เขาก็พยายามสำรวมระวัง ประพฤติปฏิบัติจริงๆ รู้ว่าทิศทางนี้ คนอย่างนี้ เป็นคนประเสริฐจริงๆ ถ้าเขายิ่งมาเอาเปรียบคนประเสริฐอย่างนี้ เขาบาปมากขึ้นๆ เขาจะเข้าใจในจิตใจจริงๆ ไม่ใช่หลอก ไม่ใช่ล่อ เป็นเรื่องสัจจะ แม้สามัญเลย เขาก็รู้ ถ้าไปทำลายคนดี มันก็บาปมากกว่าไปทำลายคนชั่ว เขาก็เข้าใจ ทำลายสิ่งที่ไม่มีคุณค่าประโยชน์ในโลก มันก็บาปน้อยกว่าทำลายสิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์ในโลก อันนี้เป็นสามัญเข้าใจ คนเขาเข้าใจนัยอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะฉะนั้นพวกเรามีภูมิธรรมแล้ว เราจะมาเบียดเบียนคนที่มีภูมิธรรมหรือผู้มีคุณค่าสูงๆ มันบาปมากกว่าไปเบียดเบียนคนที่มีคุณค่าต่ำๆ อันนี้เขาเข้าใจ คนของเราก็เข้าใจ พูดกันตั้งใจฟังดีๆนะ เพราะฉะนั้นเราย่อมไม่ทำ เรา พยายามที่จะละเว้น เราพยายามที่จะ ตัวเราไม่เบียดเบียน ตัวเราก็จะมีคุณค่า ซ้อนๆๆขึ้นมาจริงๆ เมื่อเข้าใจทิศทางละเอียด หยาบ กลาง อะไรก็แล้วแต่ ทิศทาง อย่างนี้ซ้อนๆลึกขึ้นมา เราก็พยายามรู้ไปด้วย รู้ไปนำทางและเราปฏิบัติประพฤติ แก้ไขตัวเราเอง กายกรรม วจีกรรม มันเคยตัว มันเคยชิน มันเป็นอย่างนั้นมา เพราะซักซ้อมอย่างนั้นมาๆ ก็ต้องแก้กลับ ใจมันไม่มีกำลัง พยายามสั่งสมสร้าง ให้ใจเรามีกำลัง อินทรีย์พละ รู้แล้วก็ฝึกฝนให้จิตใจ ให้กิเลสนั่นตัวต้านใหญ่ ตัว Resistance ใหญ่ ตัวกิเลสนี่แหละ ตัวที่ทำพลังให้ไม่เหลือ กำลังไม่มี อ่อนแอ ตัวกิเลสนี่แหละ มันต้านทาน ตัวฉุด ตัวดึง ตัวร้าย ก็จับให้มั่นคั้นให้ตาย ที่พูดมาตอนต้นๆ รู้กิเลสแล้วมีวิธี แล้วก็ฆ่ากิเลสจริงๆ กิเลสลดลงแล้ว มันก็เกิดการมีกำลัง มีอินทรีย์พละ มีเรี่ยวมีแรง สร้างสรร เสียสละได้อย่างไร มาพิสูจน์ ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ เอหิปัสสิโก ท้าทายให้มาพิสูจน์ มาเลยๆ ท้าทายให้มาพิสูจน์จริงๆ แต่ยาก แต่วิเศษ ประเสริฐสุด เขาไม่ค่อยเข้าใจ เขาลบหลู่ด้วยซ้ำไป เราจึงต้องคุย เราต้องยกธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ โลกุตระนี่ ลบหลู่หมด แล้วเขาเข้าใจผิด ไปยกย่องไอ้ธรรมะเพี้ยนๆ ว่าเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราเองก็เห็นว่า อย่างที่เอาตัวปลอม ตัวปลอมเขายกเทียบกับตัวจริง เราก็ยกตัวจริงว่าไอ้นี่แหละ ยิ่งยอดวิเศษ เหนือกว่าอันนั้น ข่มอันนั้นยกอันนี้ ก็หาว่ามายกตัวยกตนข่มผู้อื่น เอาหาว่า หาไปก่อน เรามั่นใจไหม เราแน่ชัดว่า อันนี้ว่าของพระพุทธเจ้าแท้ๆ และถูกกว่าเหนือกว่าอย่างนั้น เรารู้อย่างนี้เรารู้ เรารู้สองอย่างอันนี้เราจะชัดเจน เพราะอย่างนั้นเราก็รู้ ไอ้อย่างนี้เราก็รู้ รู้ให้จริง ให้มันเข้าถึงเลยนะ ให้เป็นไปได้เองเลย ของตัวเราเองเลยนะ และมันจะชัดอย่างนั้น เราก็เป็นมาเอง อย่างนี้เราก็เป็นมาเอง และทำไมมันจะไม่รู้ล่ะ ไอ้นี่เราเป็น แต่อีกอย่าง หนึ่ง เราไม่เคยเป็นเลย แล้วมันจะไปชัดได้อย่างไร เราต้องไปเป็นอย่างนี้ให้ได้ก่อน มันถึงจะเทียบได้ชัดเจนใช่ไหม นามธรรมในจิตวิญญาณด้วย มันต้องอารมณ์ อาการความรู้สึกเองเลย มีปัญญาญาณ อ่านละเอียดลออในนาม รูปธรรมนี่เองชัดๆ เลย มันจึงจะแท้ เมื่อแท้แล้วคุณรู้เอง คุณรู้ของจริงเองแล้วทีนี้ไม่ต้องไปบังคับอะไรคุณมากมาย คุณจะเอาหรือไม่เอา ก็เรื่องของคุณแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย นี่สัจจะของพระพุทธเจ้า มันเอหิปัสสิโก ท้าทายมาพิสูจน์อย่างนี้ จริงๆ แล้วก็มาทำกันจริงๆ และอีกอันหนึ่ง ก็คือความจริงนี้ มันไม่เปลี่ยนแปลง สัจจะมันคงทน มันถาวร มันเปลี่ยนไม่ได้ จริงๆแล้วถ้ามันเป็นจริง ถ้ามันเด็ดขาด ถ้าคนนั่นแข็งแรงจริงแล้วด้วยนะ คนถึงที่สุด เห็นว่าอันนี้มันเป็นจริงเหมือนกัน แต่ไม่แข็งแรงสุด เราก็ต้องยอมเขาเปลี่ยนแปลงไปได้ บางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งตัวเองก็จะต้องไปเป็นทาส ไปเป็นผู้ที่จำนน ต้องยอมจำนน ไปเป็นทาส ผู้ที่จะต้องเป็นเบี้ยให้แก่เขาก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามให้ตัวเองนี่แข็งแรง อินทรีย์พละ อย่างสมบูรณ์จริงๆ และเราก็จะได้เป็นประโยชน์คุณค่า ได้ช่วยมนุษยชาติ กอบกู้มนุษย ชาติ เพราะมนุษยชาติทุกวันนี้ถูกซาตาน ถูกพวกที่พาเป็นทุกข์ ซึ่งเขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ความจริงในสิ่งเหล่านี้ เขาดึงลงไปมาก ไปเป็นหมู่เป็นบริวารมาก อาตมา ก็มาหาผู้เป็นเผ่าเป็นพันธุ์เดียวกันอย่างนี้ๆ ท่ามกลางผี เผ่าพันธุ์นรก พูดอย่างนี้ มันแรง เขาก็ว่าๆ เราไม่ได้ว่าพวกเขาหรอก เราพูดกับพวกเรา สื่อกันชัดๆ มันง่ายๆ ไม่ได้พรางอะไรหรอกนะ แต่ทุกวันนี้ไม่เหมือนโบราณ โบราณไม่มีเท็ปอัด มันก็จบตรงนี้ นอกจากพวกคุณปากมากไปเล่าสู่คนอื่นเขาฟังเท่านั้นเอง แต่มันก็เล่าไม่ได้ละเอียดเท่าที่อาตมาพูดหรอก ถึงพูดยังไงก็ไม่เหมือนอาตมา หลายอย่างคุณอาจะไม่กล้าพูดหรอก แรงๆอย่างนี้ ถ้าขืนไปพูดๆ คุณไปพูดเอง คุณมีฤทธิ์เท่านี้นะ ไปพูดแรงๆ อย่างอาตมาพูดนี่นะ ฮึ โดนหมัดตวนอย่างโน้นอย่างนี้มาก็เรื่องของคุณนะ ไม่ประมาณเอง ก็ไม่ระวังเอง อย่าเอาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ควรเอาอย่าง เพราะว่าเราไม่ได้ขนาดนั้น ไปเอาอย่างนั้นมันไม่ได้ แต่ไม่รู้ตัวนี่ มันเป็นสัปปุริสธรรม เป็นธรรมะของสัตบุรุษที่จะต้องศึกษาฝึกฝนพิสูจน์ไป ถ้ามันถึงขีด ถึงขนาดที่เราทำได้ก็ทำ มันจะค่อยซ้อนๆ เท่าที่ทำได้ สามารถดีขี้นเจริญขึ้นไล่เรียงกันมา มันก็จะมีคนนี่แหละเป็นฐานแท้ของผู้เจริญๆ รอง เจริญรองๆๆไปเป็นลำดับ ไปเรื่อยๆ ผู้ที่จะเจริญในระดับยอดจริงก็จะน้อยหน่อย ผู้ที่เจริญรองลงมาก็มากขึ้น แต่ก็น้อยอยู่นั่นแหละ ที่เจริญรองลมาอีก ก็มากขึ้นอีก แต่ก็ยังน้อยกว่า ไอ้ที่กเฬวรากพื้นฐานจริงๆ มันก็มาก มันก็เป็นธรรมดาสามัญ ซึ่งสูตรแบบนี้ ทฤษฎีแบบนี้ หลักการแบบนี้ ของแบบอย่างเป็นธรรมดา ก็รู้กันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าใครที่สามารถที่จะพิสูจน์ มาเห็นแล้ว ก็จะค่อยเคี่ยวตัวเองขึ้นไปหายอด ยอดก็ไม่มีทางเลือก มันยากยังไง ก็ต้องหาฐานที่พอเหมาะพอดี จึงเรียกว่ามัชฌิมา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส มันก็เป็นคำกลางๆ เป็นหลักที่จะต้องเอาไปใช้ทุกคน มัชฌิมาของผู้นี้ก็คือมัชฌิมาของผู้นี้ ของผู้นั้นก็ของผู้นั้น มัชฌิมาของนาย ก ก็ของนาย ก. ของนาย ข ก็ของนาย ข. ของนาย ค ก็ของนาย ค ไม่เหมือนกัน อาจจะห่างกันมากๆก็ได้ อาจจะใกล้เคียงกันก็ได้ มัชฌิมา ของใคร พอเหมาะพอดีของตัวเอง ที่ทำได้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน