360407 ตอบให้ถึงซึ่งอาริยะ (ตอน 1) โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360407ตอบให้ถึงซึ่งอาริยะตอน 1 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก
ตอบให้ถึงซึ่งอาริยะ (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2536 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก
ตอบให้ถึงซึ่งอาริยะ ก็ไขความกันอีกทีว่า อาริยะมาจากอะไร มาจากอริยะ+อารยะ ก็เลยมาเป็นอาริยะเสียเลย ให้มันต่างไป เจตนาเลย เพราะว่าคำอริยะนี่เขาเอามาเรียกคนที่มีคุณธรรม ส่วนอารยะเขาเอาไปเรียกคนทางโลก เขาเอาไปเรียกคนที่เจริญทางโลก เรียกอารยชน พวกประเทศอารยะ อารยธรรมอะไรของเขาไปโน่น มันเจริญทางสร้างสรร ส่วนอริยะเขาก็ว่ามาเรียกผู้ที่เจริญทางธรรมะทางเป็นผู้สงบ สละ ลดละอะไรไปโน่น แต่มันเพี้ยน อาตมาเห็นเพี้ยนทั้งคู่ อริยะก็เพี้ยน อารยะก็เพี้ยน ไม่สมบูรณ์แบบทั้งสองข้าง แต่มันก็มีส่วนถูก ส่วนดีอยู่ทั้งสองข้างเหมือนกัน เราก็เลยเอามารวมกันเสียเลยว่า เอามันทั้งสองแหละ เลยเป็นอาริยะ นี่ไขความอาริยะแล้ว
ถาม : ปีนี้สังเกตว่าผู้มีบัตร แต่ไม่ติดบัตรสมาคมเป็นส่วนมาก บางท่านเห็นติดแล้วแต่ก็ปลด เก็บไว้ ไม่ทราบว่าพ่อท่านให้ติดเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งมีคนติดบัตรน้อย
พ่อท่าน : เราเคยนะ อาตมาก็เคยบอก ปลุกเสกก็เคยพูดว่า บัตรสมาคมนี่มีก็ติด มันจะได้เป็นที่ชัดเจนว่าคนข้างนอกมานี่เห็นติดบัตร เขาไม่มีบีตรนี่เขา เฮ้ย เราต้องระมัดระวังแล้ว เพราะว่าเราเข้ามานี่ชักจะผิดแล้ว ผิดรูปผิดกลิ่นแล้ว แต่ถ้ามาแล้วต่างคนเข้ามาที่นี่ เอ๊ย ไม่มีเราก็ไม่ต้องติดบัตร เขามาก็สบายเลยนี่ จะมาแทรกแซงอะไรต่ออะไรก็ได้เยอะ มันมีประโยชน์หลายอย่าง อย่างน้อยก็ติดบัตรก็จะได้รู้ เออ ไม่ต้องถามชื่อก็อ่านรู้แล้วว่าคนนี้ชื่ออะไร อ๋อ คนนี้ชื่ออย่างนั้นชื่ออย่างนี้ อะไรต่ออะไรก็ได้รู้ หรือใครอยากจะประกาศชื่อตัวเองนะ มีชื่อเพราะๆ เราก็จะได้บอก หลายคนมีช
อ่านต่อ
ื่อเพราะๆ ออกกรึ่มๆอยู่เหมือนกัน นางสาวปีกรัก อย่างนี้เป็นต้น คุณก็เพราะ นางสาวแก้วตะวัน (คนฟังหัวเราะ) เขา ปิยะดาเดิมน่ะ ปิยะ มันแปลว่าอันเป็นที่รัก อาตมาก็เลยถามว่า เอารักไว้คำหนึ่งมั้ย บอก เอาๆ อาตมาก็เลยดู อ๋อ มีคำปีกรักพอดี เจอแล้ว เอาปีกรักก็แล้วกัน ถาม : มีการควรแก้ไขเร่งด่วนที่ร้าน ชมร. เชียงใหม่ คือเดินทางไปที่ชมร.เชียงใหม่แล้วเห็นว่าในร้านไม่ควรจะมีทีวี ที่จะเปิดดูได้ตามใจ แต่ถ้าหากจะดูดิฉันเห็นว่าควรจะเป็นการขอยืมวิดีโอจากสันติฯไปเปิดดู โดยกำหนดเวลาดูระหว่าง 16 นาฬิกาถึง 18 นาฬิกา หรือเวลาอื่นที่เหมาะสม
พ่อท่าน : นี่ก็เป็นการเสนอความเห็นมา อันนี้อาตมาเอามานำมาเป็นปัญหาแล้วก็อ่านออกกลางๆ ก็เพราะว่ามันควรจะได้ตรงกัน เพราะว่าชมร.นี้เป็น ชมร.ของสมาคมนะ ชมร.ที่โคราช ชมร. ที่เชียงใหม่ ชมร.ที่นครปฐม ชมร.ที่กรุงเทพฯ ก็ตาม เพราะฉะนั้น น่าจะได้คำนึงนะ พูดนี่จะได้รู้ร่วมกันไปหมดเลยนะ มีวิดีโอดู มีได้ ที่โคราชก็มี แต่ต้องเอาไปจากสันติที่ผ่านเซ็นเซอร์ แล้วต้องบอกด้วยนะว่าเป็นวิดีโอ ไม่ใช่ว่าโทรทัศน์เปิดดูเองหมดเลย เขาตะลิ้ดติ๊ดชึ่งเมื่อไหร่ ก็เปิดดูมันหมด โฆษณาอะไรก็ดูหมดเลย จะโป๊จะเปลือยยังไงก็ดูมันเรื่อยไป โทรทัศน์นี่เป็นต้วที่มอมเมาร้ายกาจที่สุด แม้แต่ตะวันตกอเมริกาเองเขาก็รู้สึกตัวขณะนี้ ว่ามันเป็นผีร้าย โดยเฉพาะ เด็กนี่เขาเรียกว่าเป็นลูกโทรทัศน์ เขาเรียกว่าลูกของโทรทัศน์เลย พ่อแม่ไม่มีอิทธิพลเท่าโทรทัศน์ โทรทัศน์นี่มันทำให้เด็กเป็นไปตาม เด็กจะเป็นไปตามโทรทัศน์ครอบงำเลย พ่อแม่ไม่มีอิทธิพลเท่า เขาจึงเรียกเด็กที่เกิดมาทุกวันนี้ว่าคือลูกโทรทัศน์ ไม่ใช่ลูกพ่อแม่ไหน อิทธิพลมันสูง แล้วมันก็มอมเมา เพราะพวกนี้เสียสตางค์โทรทัศน์แพง เมื่อแพงเขาก็จะต้องพยายามที่จะเอากิเลสของคนนี่มาปรุงแต่ง เพื่อที่จะให้คนมาติด ติดสินค้า ติดอะไรที่เขาต้องการของเขา เขาจ่ายสตางค์มาแล้วนี่ ค่าโฆษณาในโทรทัศน์ เขาจะต้องเอาเข้าไป เพราะฉะนั้น จึงเอากิเลสของคนนี่แหละมาปรุงลงไป ผ่านเซ็นเซอร์ได้ พยายามให้มันเฉียดเส้นเซ็นเซอร์ให้ได้ทุกอันเลย หรือบางทีเอาเงินยัดด้วยให้เจ้าหน้าที่คอรัปชั่น ให้ของฉันผ่านทั้งๆที่มันผิดกฎ ผิดหลักอะไรบ้าง เป็นต้น ออกมาเละเทะ มันก็มอมเมากันไปเต็มบ้านเต็มเมือง เราต้องสำนึก สำเหนียกจริงๆนะ อย่าไปประมาท เอาตามใจตัวเองก็กิเลส เพราะฉะนั้น จะดูก็มีวิดีโอ มีโทรทัศน์ ไม่ดูโทรทัศน์ จะต้องดูวิดีโอเท่านั้นที่ผ่านเซ็นเซอร์ไป จะขอข่าวก็มีข่าวให้ ถ้ามันจะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกน่า เรามันไม่เป็นถึงกับขนาดเราไม่ล้าสมัยนักหรอกอยู่กับอโศกนี่ ข่าวเราก็อัดไว้ดู ส่วนกลางเราก็อัดไว้ จะดูข่าว ดูสารคดี สารคดีนี่ยิ่งมีเยอะ ไม่ค่อยขอด้วย จะขอไปดูส่วนมากขอหนังเรื่อง สารคดีไม่ค่อยขอ สารคดีก็มีเยอะ ดีๆเราดูเอาอัดไว้ โอ๊ ดีๆเยอะแยะ ที่สันติอโศกนี่เพิ่งฉาย เป็นสารคดีเสรีไทย 4 ม้วน คนดูกะหร็อม กะแหร็ม ไม่คุ้มค่าไฟ จะดี มันจะได้รู้อะไรต่ออะไร พอดูแลัวคนดูก็ โอ๊ ยังนึกถึงเพื่อนๆ แหม ไม่ค่อยชอบดู ไปดูไอ้ประโลมโลกอะไรมากๆ นวนิยายอะไรต่ออะไรไปมากกว่า บันเทิงเริงรมย์มาก สื่งพวกนี้เราจะให้มันเป็นประโยชน์แก่เรา หรือจะให้มันเป็นโทษแก่เรา เราก็สังวรระวังบ้างนะ ส่วนจะฉายตั้งแต่กี่โมง ถึงกี่โมง ในนี้กะมาเสร็จว่าควรจะซัก 4 โมงถึง 18 ไอ้ 4 โมงมันเสร็จงานแล้วรึ ก็ดูได้นะ ไปถึงทุ่มประมาณ อย่าเกินสองทุ่ม ที่สันติอโศกตอนนี้ก็ฉายวิดีโอแค่ทุ่มครึ่ง นอกจากมันมีเหตุการณ์จำเป็น เวลาที่จะต้องเลยไปหน่อย อย่างคราวที่แล้วนี่เสรีไทยมันยังไม่จบ เขาจะมาพุทธา- ภิเษก เขาก็เลยขอดูให้มันจบ กะว่าไปถึงสองทุ่มไม่เกินสองทุ่ม ก็ไม่เกินเท่าไหร่หรอก สองทุ่ม ทุ่มครึ่งเลยไปหน่อย แต่ธรรมดาทุ่มครึ่งเขาก็ปิด ทุ่มครึ่งเขาก็หยุดๆๆๆนะ ที่สันติอโศก ส่วนปฐมอโศกนั่นเล่นถึงสองทุ่ม สองทุ่มเศษ สิบห้าบางทีดีไม่ดีหยวนสองทุ่มครึ่ง ปฐมอโศกนั่นน่ะ เพราะฉะนั้น ที่เชียงใหม่ก็พยายามกำหนดดู จะต้องพยายามรู้ และเข้าใจนะว่า เราทำนี่เพื่อที่จะให้มันเกิดประโยชน์ ไม่ใช่ว่าไปเล่นๆนะ มีอีกอันหนึ่งเหมือนกันพูดไปตอนนี้น่าจะดี เขาบอกมาเหมือนกัน คือเรื่องของการประชุม และเรื่องของการออกความเห็น อาตมากำลังพูดถึงเรื่องอัตตามานะ มาก และคนอายุมากชอบถือว่าตัวอายุมาก แล้วไม่ค่อยได้ไปทำงานหรอก คนทำงานนี่คือคนหนุ่มสาว ที่เขาทำอยู่ เสร็จแล้วคนอายุมากๆนี่ไม่ค่อยไปทำหรอก อยู่บ้านอยู่ที่นานๆ ก็ไปทีบ้าง หรือไปก็ตามเถอะ แต่ว่าก็ไม่ได้ทำกับมือจริงๆ เท่าไหร่มากเท่ากไปออกความเห็น แต่เวลาเข้าประชุมก็ไม่ค่อยออกที่ประชุม แต่ก็ไปออกความเห็น พอเขาไม่เอาตาม ไม่ฟังเสียงบ้าง ก็หงิก งอ โกรธ มันไม่เคารพผู้ใหญ่ มันไม่ฟังผู้ใหญ่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น อันนี้อาตมาก็ขอบอกว่า ผู้ใหญ่พยายามฟังเขาบ้าง เขาทำงาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ปรารถนาดี ผู้ใหญ่ก็ปรารถนาดีก็จริง แต่เด็กเขาก็ปรารถนาดี หนุ่มสาวเขาทำกับมือของเขา ไม่ใช่เขาโง่นะ เขาก็ฉลาด เขาก็รู้ จะบอกว่าเราผู้ใหญ่รู้กว่า เข้าไปประชุมร่วมกันเลย วิเคราะห์วิจัยหัดปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมในการประชุมนี้แหละ มันมีเหตุผล มีเหตุปัจจัยอะไรพวกนี้ลดละอัตตา อันใดพอเหมาะพอเอา อะไรมติที่ประชุมแล้วเสร็จก็เอานะ เพราะฉะนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงจุดนี้ให้ดีๆด้วย จะเป็นผู้ใหญ่เป็นคนอายุมากอะไรก็ตามแต่ ขอร้องเถอะว่าเราฟังเสียงกันบ้าง ฟังเสียงเด็กๆ หนุ่มๆสาวๆ ที่เขาทำงานบ้าง หนุ่มๆสาวๆ ก็ให้ความเคารพสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่บ้าง บางทีก็ แหม ข้าทำกะมือข้าเหนื่อยนะ มันก็มากไป อัตตามานะมันทุกส่วนทุกด้านทุกคนน่ะ ระวังของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นใคร ระมัดระวังกันดีๆ ถ้าเราปรับอันนี้ได้นะ อาตมาอธิบายด้วยหลักการของ populism ที่อุตส่าห์อธิบายมาตั้งหลายวันนั่น เขาก็ว่ากันไว้ดีเหมือนกันนะ หลักการต่างๆนี่ ดี มันจะได้มีทั้งความเป็นเนื้อเดียว ความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาค ความกระจาย ความเป็นส่วนร่วมของสมาชิก และร่วมกันมีโอกาสให้เปิดออก ให้สมาชิกมาร่วม หรือสมาชิกก็พยายามที่จะกระจายเผยแพร่ สื่อกันไปให้ถึงกันให้ถ้วนทั่วอะไรพวกนี้ มันจะเกิดผลที่สมบูรณ์ ทุกอย่างจะเต็มครบเต็มรูปขึ้นมาได้ ก็ด้วยการประพฤติอบรมปฏิบัติอย่างนี้ อาตมาขอยืนยันอีกทีว่า populism ที่จะมีหลักการหวานๆ อย่างนั้นได้นี่ ถ้าไม่เอาหลักธรรมะอย่างที่กล่าวนี่ของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะนี่แหละ 4-5-7-8 นี่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจริงๆนี่ ลดอัตตาตัวตนไม่ได้หรอก ลดอัตตาตัวตนไไม่ได้ก็จะไม่เป็น ไม่เป็นจริงๆ ลึกซึ้งมาก อัตตาตัวตนนี่ ไม่ใช่ได้รู้ได้ง่ายๆนะ
ถาม : พวกเราชาวอโศก (ไม่ได้อยู่ในวัด) บางคนได้นำเอาอาหารหวานคาวไปเลี้ยงชาววัดนอกๆคือวัดของชาวโลกๆ เขาส่วนใหญ่ ในระหว่างที่เขามีงานบวช ชีพราหมณ์ ซึ่งก็มีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตมาร่วมกิจกรรมกันเป็นร้อยๆ ไม่โกนผม ไม่โกนคิ้ว เขาเรียกว่าบวชชีพราหมณ์ เมื่ออยู่ร่วมกันในวัดในเวลาเจ็ดวันบ้าง เก้าวันบ้าง สุดแล้วแต่ทางวัดจะกำหนด การปฏิบัติก็เป็นปฏิบัติแบบเขา คือแบบฤๅษี สมาธิหลับตา ภาวนาสัมมาอรหัง หรือไม่ก็ยุบหนอ พองหนอ ก็แบบ ทั่วๆไปของคนส่วนใหญ่นั่นแหละ มีสอดแทรกคำสอนเข้าด้วยบ้าง การกินก็กินเวลาเช้า กลางวัน มีแถมน้ำปานะตอนเย็นตอนค่ำอีก เที่ยงถึงบ่าย บางทีก็บ่าย สองโมง นอนหลับพักผ่อนกันจากที่เข้าสมาธิแล้วก็สวดมนต์ ตามแบบเจ็ดตำนาน สรุปให้สั้นๆก็เป็นที่เข้าใจกันว่า การปฏิบัติอย่างนั้น น่ะไม่ถูกทาง ไม่ใช่ทาง ของพุทธ (ผู้ปฏิบัติในสายของอโศกจะทราบอยู่แล้วว่าไม่ใช่ทางของพุทธ) ฉะนั้น การที่มีคนบางคนจากสายของอโศก ผู้นั้นคือผู้ปฏิบัติ และศรัทธาสันติอโศกอยู่ แต่ได้นำเอาอาหารหวานคาวของตนไปเลี้ยง ไปให้กับคนกลุ่มนั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาที่เขาบวชชีพราหมณ์อยู่ น่าจะเป็นการไม่สมเหมาะสมควร ถ้าหากให้กับคนกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่ในวาระที่เขาถือบวช ถือปฏิบัติ อยู่ในกาละอันเป็นปกติ กาละอันเป็นปกติก็ดีไม่สงสัย จริงอยู่การให้ การเสียสละนั้นเป็นการทำความดีก็ดี ก็เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดี เป็นเรื่องที่ดี แต่น่าเลือกกาละ เลือกเวลาที่เหมาะสม (ผู้ถามคิดว่าไม่เหมาะสม) เพราะผู้นั้นปฏิบัติธรรมะสายสันติอโศก (เป็นอุบาสิกาอุบาสกของสันติอโศก) แถวย่านนั้นเขาก็ทราบกันดี (ถือว่ามีเกรด มีดีกรีแล้ว) (คนฟังหัวเราะ) การกระทำดังกล่าวนั้นเท่ากับว่าไปสนับสนุนส่งเสริมเขาให้กำลังใจเขาเชียร์เขาให้เขาหลงผิดติดยึดยิ่งๆขึ้นไป ทั้งน่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้เขาดูหมิ่นดูแคลนพวกเราชาวอโศกเข้าด้วย ว่าหลักการปฏิบัติของชาวอโศก หลักธรรมคำสอนของชาวอโศกคงไม่ได้ผล คนคนนี้จึงหันมายอมรับนับถือเขาถึงกับนำอาหารหวานคาวมาถวายมาเลี้ยงเขา แสดงตนว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกาศตนว่าเข้าถึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตน แต่ยังอยู่ๆก็นำเอาอาหารของตนไปถวายพวกบูชาพวกเดียรถีย์ ซึ่งปฏิบัติธรรมคนละแนวทาง (เปรียบเทียบแล้วน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเท่าใดนัก ซึ่งถือว่าไม่ใช่ทางของพุทธ น่าจะเป็นการไม่สมเหมาะสมควร (ผมคิดมากไปหรือเปล่า) แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรหรือไม่สมควร แค่ไหน อย่างไร รู้แต่การให้การเสียสละนั้นน่ะดี แต่การให้แก่กลุ่มคนดังกล่าวนั้น ในกาละเช่นนั้น เกิดการลังเลสงสัย จึงไม่แน่ใจ ขอกราบถวายพ่อท่านได้โปรดชี้ชัดให้กระผมด้วย
พ่อท่าน : เรื่องนี้นี่นะ อาตมาเคยสงสัยพระพุทธเจ้าท่านมีอาบัติข้อหนึ่งในวินัย บอกว่าพระนี่ถ้าเอาอาหารไปถวายพวกนอกรีตนอกศาสนาด้วยมือของตน อาบัติปาจิตตีย์ ทำไม่ได้ อาบัติ ถ้าเอาอาหารของเรานี่ไปให้แก่นักบวชนอกศาสนาด้วยมือของตน อาบัติปาจิตตีย์ เป็นอาบัติ อาตมาก็ว่า มันก็เป็นความดีนะ ให้เขาเผื่อแผ่ มันเป็นอะไร แต่เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อตถาคตโพธิญาณ ต้องเชื่อปัญญาตรัสรู้พระพุทธเจ้าแน่นอน ยิ่งมาถามอันนี้ขึ้นมา อาตมาเห็นว่า อ้อ เห็นมั้ย คนเรามันรู้สึกได้ เรามองแง่มองมุมไปอีกเยอะๆ ได้เหมือนกันนะว่า เราจะไปสนับสนุน เราจะไปส่งเสริม เราจะไปสักการะก่อน หรือเราจะไปอะไร จริง มันเป็นความแสดงออก เป็นเรื่องของการเอื้อเฟื้อเจือจาน แต่ว่าในหมู่พวกเรา เราก็มีที่มีทางมีอะไรต่ออะไรที่เราจะเกื้อกูลกันอยู่ อีกอันหนึ่ง คือว่าเราเป็นสมณะ โดยเฉพาะสมณะก่อนนะ เราบิณฑบาต เอาเอาอาหารจากญาติโยมเขามา เขาศรัทธาเรา เขาจะให้พวกเราฉัน เสร็จแล้วเราเอาไปให้คนนอกรีต เขาก็จะต้องติดใจถือสา ซึ่งมันไม่สมควรแน่นอน อันนี้อาตมาพอเข้าใจอันนี้ แต่ในเรื่องนี้นี่ อาตมาก็คิดว่ามันก็คงจะเข้าข่ายคล้ายๆกันนะ มองไปในแง่ว่ามันดี มันเอื้อเฟื้อเจือจาน ก็ดี ถ้าเผื่อว่าในคราวจำเป็น ในคราวที่มีโอกาสที่จำเป็น ที่สมเหมาะสมควร เป็นครั้งคราว อาตมาก็คิดว่ามันก็คงจะไม่ดูน่าเกลียดอะไร แต่ถ้าจะทำโดยเจตนาว่า เห็นว่าอันนี้เป็นการทำบุญทำทานเฉยๆ แล้วก็ทำเสมอ ทำบ่อยๆ หรือว่าทำเป็นเรื่องเป็นราวอะไรต่อไป อาตมาก็คิดว่าไม่สมควรหรอกนะ ตอบได้อย่างนี้ เข้าใจนะว่าถ้าเผื่อว่ามันเป็นโอกาสจำเป็น เขามาขอความช่วยเหลือ หรือเห็นว่าสมควรจะช่วยเขาเป็นครั้งเป็นคราว ได้ แต่จะให้ไปทำโดยเจตนาว่า โอ๊ย ทำอย่างนี่ล่ะเป็นบุญเป็นกุศล เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอะไรต่ออะไร ทำด้วยความชอบใจแล้วละก็ อาตมาคิดว่าไม่ค่อยดีนะ มันจะกลายเป็นเรื่องที่จะมีเหตุปัจจัยที่จะต่อเนื่องขึ้นมาอะไรต่ออะไรขึ้น พัวพัน และแม้แต่อย่างที่ว่าแง่คิดคน เชิงคนต่างๆ นานาพวกนี้มีได้อีกนะ
ถาม : พระพุทธองค์ได้พิจารณาเรียงลำดับความสำคัญของศีล 5 พระองค์ได้พิจารณาอย่างไร ใช้กฎเกณฑ์อย่างไร
พ่อท่าน : โอ้โฮ ถามใหญ่นี่นะ ถามปัญหานี่ปัญหาไม่ใช่ปัญหาเบาๆนะ พระพุทธ- องค์ได้พิจารณาเรียงลำดับความสำคัญของศีล 5 พระองค์ได้พิจารณาอย่างไร ที่จริงแล้วศีล 5 นี่เป็นหลักแกนของชีวิตมนุษย์ที่เก่าแก่มาก ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติก็มีศีล 5 อยู่แล้ว ศีล 5 นี่เป็นหลักแกนของมนุษยชาติที่ลึกซึ้งมาก อาตมาเคยบรรยาย ศีลนี่ถึงนิพพานทุกข้อ ศีลข้อที่ 1 ปาณาติบาต อธิบายขยายลึกเจาะไปจนกระทั่งถึงนิพพาน อทินนาทาน ก็อธิบายลึกไปจนกระทั่งถึงนิพพาน เป็นเล่มๆ เลยเขียนตั้งเยอะแน่ะ ใครเคยอ่าน แต่ว่าสำนวนโวหารสมัยโบราณนะ สมัยก่อนนี้ที่อาตมา แหม หวือหวา พูดกันไม่ฟังเสียงแล้ว แปลบาลีเองบ้างอะไรบ้าง จนเขาเอามาว่า อาตมาก็เลยคิดว่า ข้อเขียนพวกนี้จะได้เกลาทีหลัง ตอนนี้มาพิมพ์ซ้ำ เคยพิมพ์ซ้ำ ทั้งสามข้อละ ปาณา อทินนา กาเม อาตมาเขียนถึง อันนี้มันจะเกี่ยวถึงหมดเลย เป็นสัมมากัมมันตะ หรือมิจฉากัมมันตะสาม อาตมาเคยขยายความจนถึงนิพพานหมด ส่วนข้อที่ 4 ข้อที่ 5 อาตมาไม่ได้เขียนต่อหรอก ไม่ได้เขียนอธิบาย สามข้อนี่ที่จริงก็สมบูรณ์แล้ว มันไปถึงตรงนั้นได้นะ ศีล 5 นี้ มันก็มีกายกรรรม 3 กัมมันตะ หรือว่าเป็นรูปหยาบ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร วจีกรรมก็ข้อ 4 และอาตมาก็เคยย้ำยืนยันว่าศีล 5 ข้อ 5 นั่นคือมโนกรรม แต่เขาไปอธิบายแปลกันว่าดื่มสุรา ได้ แปลเอาความหมาย อาตมาไม่สงสัยหรอก สติคนเรานี่ปกติธรรมดามันก็ยังไม่เป็นสติที่ดีเลย มันก็เป็นสติปุถชน จะเป็นสติกัลยาณชนก็ต้อง แหม ต้องเพ่งเพียรพิจารณา สังวรตั้งหลักตั้งใจดีๆ ด้วยซ้ำ แต่มันยังไม่ถึงสติสัมโพชฌงค์ได้ง่ายๆ ที่อธิบายกันไปแล้ว เพราะฉะนั้น คนเราคนใดที่ยังไปกินเหล้าเมายา เสพสิ่งเสพย์ติด มันประสาทเสีย อย่างนี้มันก็แน่นอนเบื้องต้นน่ะ สูงขึ้นมามันมีอีก แต่เขาไม่เข้าใจกันแล้ว ฟังไปก็ไม่รู้เรื่อง สุราก็เหล้า เมระยะ ก็เหล้า มัชชะก็เหล้า แหม พระพุทธเจ้านี่ก็ติดอ่าง สุรา เมระยะ มัชชะ มันก็แปลว่าเหล้าๆๆทั้งนั้นน่ะ บอก เหล้า เหล้า เหล้า เหล้า (คนฟังหัวเราะ) อย่าติดเหล้านะ อย่าดื่มเหล้านะ คล้ายๆอย่างนั้นน่ะ เมื่อไหร่ เมื่อไหร่ ก็เหล้า เหล้า เหล้า เหล้า อย่าดื่มเหล้านะ มันใช่หรือภาษามันก็คนละคำ สุราก็คำหนึ่ง เมระยะ ก็คำหนึ่ง มัชชะก็คำหนึ่ง แล้วก็มาแปลว่าน้ำเหล้า น้ำเหล้า น้ำเหล้า ติดอ่างอยู่อย่างนั้นได้ยังไง แล้วตรากันเป็นภาษาพยัญชนะคำที่จะเรียบเรียงด้วย มันไม่ใช่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่ น้ำเหล้าก็ต้องมีระดับ มีความหมายที่ต่างกัน บางคนเขาก็แปลว่าสุราแปลว่าโน่นแน่ะ เมระยะแปลว่าเบียร์ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) มัชชะแปลว่า คนฟัง : ไวน์ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) โอย ฟังแล้วก็ เอ้า ก็เลอะเทอะกันไป อาตมาก็ว่ามันไม่ตรงหรอก อาตมาก็อธิบายแล้ว อาตมาไม่ขยายความหรอกนะ สรุปแล้วก็ศีล 5 เรียบเรียงลำดับนี่ มันลึก มันเก่า อาตมาเองอยากจะบอกนะว่า ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ตาม ว่าศีลเหล่านี้เป็นหลักแกนของศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ไหนตั้งนานนับแล้วละ แล้วก็เป็นลำดับที่ดีมากมาแต่ไหนแต่ไหนแล้ว เป็นแกนหลักเลย ศีลอื่นอาตมาขอยืนยันว่าขยายจากศีล 5 ทั้งสิ้น ศีลอื่นๆ ตั้งแต่ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปถึงวินัย ไปถึงโอวาทปาติโมกข์ ศีลทั้งหลายทั้งแหล่ ขยายไปจากศีล 5 ทั้งนั้นแหละ จะถามว่าเรียงลำดับอย่างไรนั้น ก็เรียงลำดับด้วยสัมมาสัมโพธิญาณน่ะซิ อย่างนั้นแหละ เราก็เข้าใจนั้นน่ะ เป็นหยาบ กลาง ละเอียด มีกาย วาจา ใจ สามข้อแรกกาย ข้อสี่วาจา ข้อที่ห้าใจนะ ตอบเท่านี้นะ
ถาม : ขออภัยในความผิดพลาดของลูก เหตุเกิดที่งานปลุกเสกฯ ที่ศรีสะเกษ ขณะที่ลูกกำลังทานข้าว ขณะนั้นเอง ตาของลูกมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง พอเห็นเข้า จิตก็ปรุงเป็นกามทันที ลูกรู้สึกละอายเหลือเกินที่ลูกคิดอย่างนั้น ไม่รู้ออกมาได้อย่างไร ลูกไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะคิดอย่างนั้น พอลูกกลับมาถึงบ้าน ลูกรู้สึกมีความละอาย เกิดความเกรงกลัว เหมือนอย่างกับว่าได้ทำความผิดเอาไว้ ขอพ่อ ท่านลบล้างความผิดให้ลูกด้วย (คนฟังหัวเราะ)
พ่อท่าน : ถ้าอาตมาไปตามล้างความผิด เกิดกามแต่ละคนไปตามล้างให้ อาตมาไม่ต้องทำงานอื่นหรอก ไปตามล้างก็ไม่ทันแล้ว (คนฟังหัวเราะ) จะตั้งอู่นะ บอกตั้งอู่ เอ้า ใครเกิดกามมาล้างที่นี่ (คนฟังหัวเราะ) แข่งกับอู่ล้างรถนั่นน่ะ เอ้า ใครเกิดกามมาล้างที่นี่ ยังไม่ทันเลยนะ ไม่ไหวหรอกล้างเอง (พ่อท่านหัวเราะ) เกิดเอง ล้างเอง อาตมาล้างให้ก็ไม่ได้ ล้างพวกนี้ต้องเรียนรู้อาการลิงคนิมิตในจิตของตัวเอง แต่ดี รู้สึกตัวแล้ว ก็สำนึกอย่างนี้น่ะดีแล้วล่ะ รู้สึกตัวแล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลูกจะพยายามให้มีสติให้มากกว่านี้ จะปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆขึ้น และจะไม่ท้อ สาธุ เอาเลย นั่นล่ะดีแล้ว รู้ตัวดีแล้วล่ะ อย่างนี้ดีแล้ว แล้วก็พยายามพากเพียรนะ
ถาม : หลวงพี่ที่จังหวัดนนทบุรี วัดไทรน้อย ฝากเรียนถาม ที่ว่าคนดี เขาวัดกันตรงไหน ต้องทำความดีอย่างไร ให้งามครบพร้อมบริบูรณ์ ตอบให้ถึงแก่นๆ เลยค่ะ หลวงพ่อให้เอาแก่นๆ ไม่เอาเปลือก (คนฟังหัวเราะ)
พ่อท่าน : อาตมาเคยเห็นต้นไม้นี่ มันเกิดมาปั๊บ มันมีแต่แก่น ไม่มีเปลือก แล้ว ไม่เคยเห็นมันเกิดรอดได้สักต้นเลย (คนฟังหัวเราะ) จริงๆนะ ไม่เคยเห็นต้นไม้ที่ไหนที่มันเกิดมาแต่แก่นๆ แล้วไม่ได้มีเปลือก ไม่มีกระพี้ ไม่เคยเห็นมันเกิดรอดสักต้น มันต้องมีเปลือก มีกระพี้บ้างซี้ แหม ทำไมเพ่งเอาแต่แก่นนัก เอ้า ตกลง เอาสั้นๆหน่อย ไม่ต้องฟุ่มเฟือย ไม่ต้องยุ่มย่ามอะไรนักก็ได้ ถามปัญหานี่สั้นๆนะ คนดีน่ะ มันเอาตรงไหน วัดกันตรงไหน ทำควาามดีทำอย่างไร แหม ถามง่าย บอกว่าให้ตอบสั้นๆ ด้วยนะ โอ้โฮ ถ้าถามอย่างนี้แล้วให้ตอบสั้นๆ น่ะยาก เพราะว่าคำว่าความดี หรือคนดีนี่มันกว้างและลึก และจะให้ตอบสั้นๆ และเอาย่นย่อให้กว้างๆ ลึกๆ นี่มาให้จุ๊ดจู๋นี่ มันจะไปกว้างยังไง มันก็แคบนิดเดียว มันก็ไม่ตรงลักษณะที่จะตอบได้ นี่ก็ยาวแล้วนะ (คนฟังหัวเราะ) นี่ก็เห็นว่า คงจะไม่ใช่แก่นเสียแล้วละนะ แต่ความจริงบอกความจริงให้ฟัง แล้วยิ่งลึกด้วย แล้วก็จะบอกให้แก่นๆ หรือคงอยากคงฟังง่ายๆ ปัดโธ่ ลึกๆมันง่ายที่ไหนเล่า มันยาก ทำของลึกให้ตื้น ตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่านี่ มันไม่ใช่ของง่ายๆเลย คำรวมเท่านั้นเอง คำว่าคนดีก็คือคนมีความดี เพราะฉะนั้น คำว่าความดีนี่ มีสัจจะที่ลึกซ้อนมากเลย อาตมาจะตอบและยกตัวอย่างสั้นๆ แต่ก่อนโน้น เรามาปฏิบัติธรรมนี่นะ โดยอยู่ในชาวโลกธรรมดานี่ คนดีก็คือคนที่นึกว่าแค่นี้ แต่พอมาศึกษาธรรมะแล้วมัน โอ๊ มันไม่ใช่ อย่างนั้นมันก็ยังไม่ดีๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น แต่ก่อนนี้นะ เรามีผัวเดียวเมียเดียวนะ เรามีคู่มีความรัก ปุถุชนธรรมดา เราก็นึกว่าดีแล้ว แต่พอมาชั้นสูงนี่ เราก็บอกว่ามีคู่แต่งงานนี่ ยังไม่ดีเท่าการไม่มีคู่ ไม่มีคู่ หรือไม่แต่งงานนี่ดีกว่า อย่างนี้เป็นต้น เราจะเกิดปัญญา เราจะเข้าใจว่าดีมันมีดีกว่า ดีมันมีดีกว่า ดีที่ลึกซึ้ง ก็จนกระทั่งกลับกัน แต่ก่อนนี้เรานึกว่า โอ๊ย การทำงานทำการนี่นะ ขยันหมั่นเพียรแล้วเราได้เงินได้ทอง ร่ำๆรวยๆ นี่เป็นคนดี เราไม่ได้ทุจริตนะ เราไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร เราก็ทำตามโลกๆนี่แหละ เราจะค้าจะขายก็เอากำไรเป็นธรรมดานี้ละนะ ก็นึกว่าดีแล้วนะ แต่พอมาที่นี่บอก ยิ่งมาฟังเขาบอกไอ้เอากำไรน่ะ มันก็เป็นหนี้แล้ว มันจะต้องพยายามให้ต่ำกว่าทุนนั่นน่ะ ถึงจะเป็นกำไรแท้ อันนี้ว่าดีๆ นี่ชักตีลังกาอีกแล้ว กลับแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ต้องมาเรียนตามลำดับๆๆ แล้วก็มีฐานะสูงขึ้นๆ จึงจะมีความดีที่สูงขึ้น แล้วก็มีนัยที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งถึงอริยคุณ ที่สูงขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้น มันอาจจะกลับกันไปกลับกันมา กลับกันไป เป็นสภาวะสัจจะย้อนสภาพ ซึ่งลึกซ้อน หนักเข้าสูงสุดคืนสู่สามัญนี่ยิ่ง เฮ้ย อะไรกันนี่ สัจจะย้อนสภาพ ถึงขนาดสูงสุดคืนสู่สามัญเหมือนคนธรรมดา เพราะฉะนั้น คนจะดูพระอรหันต์ออกยาก เพราะพระอรหันต์ก็คือผู้ที่อยู่กับสังคม แต่จิตใจของท่านแข็งแกร่ง จิตใจของท่านไม่ให้กิเลสเข้าแล้ว เป็นลักษณะที่ดีที่สุดของคนดี แล้วก็อยู่อย่างอนุโลมปฏิโลมได้ ทำได้ทุกฐานะ หนักเข้าเหมือนกับอรหันต์จี้กง อรหันต์จี้กงกินเหล้าด้วย อรหันต์อะไรโว้ยกินเหล้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่จริงๆไม่สมควร ก็ไม่ต้องไปกินเหล้า ไอ้นั่นก็ยกไว้เป็นพิเศษหนึ่งรูปอะไรงี้ แต่เราต้องเข้าใจว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าท่านจริงท่านกินเหล้าก็เรื่องของท่าน แต่จริงๆแล้วต้องเอาตามวินัย ไอ้นั่นมันเป็นมหายานไป แต่คนเป็นไปได้ถึงขนาดนั้นนะ ท่านจะอนุโลมกินเหล้า แล้วท่านก็จะสอนตามวิธีของท่าน มันเป็นสิ่งที่เกินหลักการของพระพุทธเจ้า แต่สุจริตใจของท่านมีได้เหมือนกัน แต่เราไม่นับเข้าหรอก ถ้าขืนเอาออกนอกรีตนอกแบบ นอกกฎเกณฑ์ นอกวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็เลอะเกินไป ไม่ได้เลย ประเดี๋ยวก็ปนวุ่นกันหมดเลย เละเทะหมดเลย อนุโลมปฏิโลม ปนเปเละไปไม่ได้นะ สรุปแล้วก็คือ คนดีก็ต้องมาศึกษา พระอภิธรรมถึงได้ย่นย่อเอาไว้ เรามาศึกษาสูงสุดนี่เรียกว่าพระอภิธรรม ไม่มีอะไรหรอก มีแต่กุสลาธรรม กับอกุสลา-ธรรมา คือความดีกับความไม่ดีเท่านั้นเอง เป็นอย่างไร ก็ยกตัวอย่างให้ฟังอย่างนี้แค่นั้นเอง แล้วยังมีซับซ้อนลึกกว่านี้อีก เพราะฉะนั้น ต้องมาศึกษากันดีๆ ตอบให้แก่นก็แก่นอย่างนี้แหละ โลกุตระน่ะมันยิ่งเข้าใจยาก เพราะบางอย่าง บางอันมันตีลังกากลับอย่างที่ว่า คนจนนี่แหละเยี่ยม เหมือนพระพุทธเจ้านี่แหละจนที่สุด สูงที่สุด คนร่ำรวยแย่ อย่างอาตมาว่า ยิ่งรวยเท่าไหร่ยิ่งโลภโมโทสัน ยิ่งกอบโกยเอาเปรียบเอารัดมากเข้าไป ก็ได้มากๆ สะสมไว้มากๆ ยิ่งแย่เลย ยิ่งเอามากไม่รู้จักกระจาย ไม่รู้จักลดละ ไม่รู้จักกระจายเผื่อแผ่ออก แล้วไม่เข้าใจว่าตัวเองจะพึ่งตนเองได้โดยตนเองไม่ต้องมีเงิน คนไม่มีเงินแล้วพึ่งตนเองได้ แล้วคนมากราบเคารพนับถือให้เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้อย่างดีด้วย ไม่ใช่ว่ามีเงินเท่านั้น เป็นที่พึ่งของคนได้ นี่ไม่มีเงิน เป็นที่พึ่งของคนได้ยิ่งกว่า อย่างพระพุทธเจ้าเราถือว่าเป็นที่พึ่งที่สูงสุด เป็นพระโลกนาถ เป็นที่พึ่งของโลกเลย โลกนาถะ อย่างนี้เป็นต้น ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่มีฐานะทางโลกอะไร แหม เป็นพระโลกนาถได้อย่างนี้เห็นมั้ย นี่มันก็ต้องศึกษากันให้ดีๆนะ เอ้า ตอบได้อย่างนี้ละนะ ไว้วันหลังตอบได้เก่งกว่านี้ก็จะตอบใหม่ (พ่อท่านหัวเราะ)
ถาม : พ่อท่านครับ เวลาอยู่ที่งานพุทธาฯ พอเราทำงานช่วยส่วนรวมเราจะช่วยกัน แต่พอกลับไปบ้าน หรือที่ทำงาน จะดูเหมือนว่าเขานี้เก่งคนเดียว จึงหวงงาน จะทำแต่คนเดียว เพื่อจะได้บุญคนเดียว และรู้สึกสบายใจที่เห็นคนอื่นนอนหลับสบายไม่ทำงาน
พ่อท่าน : เออ คนนี้แปลกแฮะ จะทำคนเดียว ค่อนๆ จะเหมือนกับดินเกื้อแล้วนะนี่ (พ่อท่านหัวเราะ) ค่อนๆจะเหมือนกับดินเกื้อแล้วนะนี่ ถาม : เห็นคนอื่นนอนหลับสบายไม่ทำงาน ดีใจที่ตนเองดีคนเดียว แต่พอคนอื่นจะมาร่วมทำงานด้วย หรือทำงานอื่น เขาก็กลัวบุญจะได้น้อยกว่าเขา ใจจึงหวั่นหวาดระแวง จะแก้ไขจิตตัวนี้อย่างไร
พ่อท่าน : อือ อย่างนี้ก็มีด้วยนะ (คนฟังหัวเราะ) เดี๋ยวให้ทำเสียให้เข็ด ทำคนเดียว (พ่อท่านหัวเราะ) จะเอาบุญคนเดียว หวงงานเสียด้วย แล้วทำไห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive