360210 ตอบให้ถึงโพธิ ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์373 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360210 ตอบให้ถึงโพธิ ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

ตอบให้ถึง "โพธิ" (ตอน 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

พ่อท่าน : กว่าจะตอบให้ถึงซึ่งโพธิ ถ้าจะตอบกันจริงๆ ให้ตอบ ให้ถึงซึ่งโพธิ แต่ละปัญหาคงจะต้องถึงโพธิไปทุกปัญหานี่ คงยาว ยาว อาตมาตอบได้นะ ตอบปัญหานี้มาแล้วก็ตอบ ตอบ ตอบ แล้วก็เป็นไป ให้ชอนไชเข้าไปจนกระทั่ง เอาไปแล้วก็คือเจาะเข้าถึงนิพพาน หรือเจาะเข้าถึงตัวตรัสรู้ ตัวสมบูราณ์ ก็ถึงตัววิมุตินั่นน่ะ ให้สุดท้ายทุกทีๆได้ อาตมาตอบได้ มีอิทัปปัจจยตา มีเหตุ มีปัจจัยแล้วตอบไปได้ แต่ว่ามันจะกินเวลามากจริงๆ เพราะฉะนั้นก็คงจะตอบพอสมควร อันไหนที่พอเห็นว่าเหมาะสมที่จะให้มันยาว ให้มันลึกซึ้งไป ในบางปัญหาที่ดูท่าทีดีก็จะตอบ อันไหนที่มันพอไปได้ พอปานกลง ไม่ต้องไปละเมียดละไมถึงขนาดนั้นก็เอาพอสมควร เอ้า เช่น นี่ปัญหานี้นี่เขียนมาตัวดี นี่ตัว โอ้โห อ่านชัด สองตัวสามตัวก็ได้หนึ่งหม้อแกงนี่ดี (คนฟังหัวเราะ) ถาม : สภาวะตอนกินอิ่ม มีอาการตึง จะสับสนมาก ตาหย่อน จะหลับมากเลย พ่อท่านช่วยตีด้วยทีค่ะ พ่อท่าน : เอ้า เอากระบองมา (คนฟังหัวเราะ) ช่วยตี เอากระบองตีรับรองตื่นแน่ ลืมตาแน่เลย รับรองอาตมาหวดซักป้าบเข้านี่ ตื่นลืมตาแน่ นี่ไม่ได้ถามปัญหา นะนี่ เป็นแต่เพียงบอกให้ช่วยตี เอาละ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเราไม่เล่นเหลี่ยม เล่นมุม เล่นแง่ เล่นเชิงตลกอะไรละก็ คงจะหมายว่าให้อาตมาพูด เป็นเชิงที่พูดกระแทก หรือพูดตี หรือพูดเตือน พูดสอนยังไงให้มันตี ให้มันตื่น ใช่มั้ย โดยนัยก็ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเล่นเล่ห์ เล่นความ เล่นคำ ก็บอกว่าเอากระบองไปตี ก็ตี ก็ถือกระบองตีหวดกันเท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้ว

อ่านต่อ

ก็จะต้องหมายความว่า เราจะต้องพูดยังไงให้มันกระทบกระเทือน กระทุ้งกระแทกให้มันตื่น ให้มันได้รู้สึก ให้มันสำนึก ให้มันเจริญขึ้นบ้าง ไม่เช่นนั้นมันก็เอาแต่มานั่งง่วงนั่งเหงา จริงอย่างหนึ่งนี่ เวลาเรากินข้าวเข้าไปแล้วนี่ พลังงานส่วนหนึ่ง จะกลับไปรวมเพี่อที่จะระดมน้ำย่อยทำงาน ทางด้านสรีระ เพราะฉะนั้นพลังงานในตัวคนเรานี่ แคลอรี่มันก็รวมไปทำงานเป็นจังหวะๆ เมื่อกินข้าวเข้าไป รับอาหารเข้าไป มันก็ไปทำงานสิ่งนั้น แล้วยิ่งมานั่งอยู่ไม่ได้ออกกำลัง ไม่ได้มีตัวประสาทที่จะไปสั่งให้ไปออกไป ถ้าเผื่อว่าเราทำงานนะ เคลื่อนไหว เวลากินข้าวแล้วเสร็จ แน่นอนว่ากระเพาะจะต้องรวมพลังงานไปย่อย ทีนี้เราก็ไม่ทำงาน เมื่อไม่ทำงานประสาทก็ไม่ได้สั่งส่วนอื่น ไม่ได้สั่งส่วนอื่น มันก็เอาพลังงานไปรวมที่โน่น ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ตื่น หรือส่วนอื่นๆก็หยุด เมื่อหยุดมันก็หรี่ มันก็ระงับ แล้วไม่ฝึกด้วย ไม่ฝึกสติ ไม่ฝึกที่จะคุมตัวเอง หัดเหมือนอย่างเจโตสมถะ ภายหลังภัตอย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน สอนน่ะนะ ไปเลยนั่นแน่ะ โน่นแน่ะ ที่แจ้ง ลอมฟาง ภูเขา ถ้ำ ไปนั่งกายตรงดำรงสติคงมั่นนะ หายใจเข้ายาว ก็รู้ว่ายาว หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าสั้น รับรอง สองสั้นสองยาวพับ (คนฟังหัวเราะ) สองสั้นสองยาวเท่านั้นน่ะพับ เพราะว่านั่งมันไม่ได้ออกอิริยาบถอะไรนี่ มันไม่ได้ต้องใช้พลังงานประสาทสั่งให้ไปเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่ากินข้าวแล้วไปทำงาน หางานทำพอสมควร อย่าเพิ่งออกแรงเกินนัก ให้ได้มีส่วนหนึ่งไปใช้ประสาทสั่งว่า เราจะต้องสนใจงานนี้นะนี่ จับนั่น ค้นไอ้นี่ ไอ้การที่จะมานั่งปล่อยหรี่ หรือว่าปล่อยแล้วมันก็จะหรี่หลับ มันก็จะไม่หลับ มีงานทำมันก็จะไปงั้น เพราะประสาทถูกสั่งเป็นส่วน แบ่งไปจากการย่อย แล้วก็เอามาใช้ในส่วนที่จะทำงาน มันก็ตื่น แต่มานั่งอย่างนี้แน่นอนแหละ แม้ว่าเราจะพยายามแบ่งพลังเข้ามานะ ฟังๆๆๆ ฟังมันก็ยากหน่อยถ้าไม่ ถ้าไม่สนุก ไม่น่ารื่นรมย์ ไม่น่ายินดี ยิ่งฟังแล้วก็ยิ่งยาก ยิ่งไม่ค่อยรู้เรื่อง โอ๊ย ไม่สนุกด้วยแล้ว ไม่รู้เรื่องด้วยแล้ว ไม่รู้เรื่องด้วย ยากด้วย มันก็ไปแน่นอน หลับง่าย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนอยู่ ท่านสอนพระโมคคัลลานะว่า เราจะหรี่จะหลับนี่ทำไง ใส่ใจให้มากต่อสิ่งที่เรากำลังใส่ใจ บทแรกเลย ถ้าเราสามารถที่จะทำใจในใจของเรานี่นะ มนสิการ ให้ใจเราใส่ใจในสิ่งที่กำลังสนใจนะ ให้ได้มาก เป็นอินทรีย์เป็นพละสูง เป็นกำลัง ฝึกเข้า ใส่ใจสิ่งที่ใส่ใจ มันน่าใส่ใจอย่างไร น่าฉันทะ น่ายินดีอย่างไร ที่เรากำลังฟังนี่เป็นภาษา หรือว่าเป็นสิ่งที่กำลังรับฟังสิ่งที่ไร้ค่าไร้คุณ หรือว่าสิ่งมีค่ามีคุณนะ สิ่งที่น่าสนใจนะ ถ้าพลาดโอกาสแล้วเราจะพลาดนะ อะไรแล้วแต่คุณ หาเหตุผลให้ตัวเองด้วย แล้วก็พยายามที่จะตั้งอกตั้งใจฝึกปรือด้วย ก็จะชำนาญขึ้นๆ ถ้าไม่เช่นนั้นก็นั่งโง่อยู่ ยิ่งปล่อยปละละเลย มันก็ไปกันใหญ่ จม เรื่องนี้มันเป็นปัญหาเหมือนกัน คนเป็นอยู่เยอะ ไม่ใช่เป็นอยู่น้อย ตามความเป็นจริงอย่างที่อาตมาว่า ทั้งสรีรวิทยา ทั้งด้านจิต สรีรวิทยาก็เป็นอย่างที่อาตมากล่าว ด้านจิตก็ต้องฝึกอย่างที่อาตมากล่าว แล้วมันก็จะดีขึ้น เอ้า ต่อมา ถาม : ดิฉันตั้งจิตอธิษฐาน ฟังธรรมพ่อท่านอย่างเต็มที่ แต่เช้านี้มีญาติธรรม สองคนมานั่งข้างๆ ดิฉัน แล้วคุยกันอย่างไม่เกรงใจเลย ดิฉันนั่งทำใจมาตลอด อยากให้พ่อท่านช่วยพูดปรามให้ด้วยค่ะ ดิฉันไม่อยากให้เขาบาปกรรม พ่อท่าน : เอาบาปยัดให้เขาเปรี้ยงเลยนะ (คนฟังหัวเราะ) แล้วก็คนที่ทำบาปนั้น บาปจริงหรือเปล่าล่ะ พูดกัน แหม ไม่เกรงอกเกรงใจคนข้างๆจริงๆ ก็เวลาที่จริงตามสามัญสำนึก ก็มาฟังธรรม แล้วจะมาคุยอะไรกันล่ะมากมาย ไอ้นี่สามัญสำนึกก็คงรู้อยู่แล้ว มันมีเรื่องที่จะถามไถ่กันเล็กๆน้อยๆ บางครั้งบางคราวก็แล้วไปเถอะ มันก็เป็นข้อยกเว้นบ้าง แต่ถ้าเผื่อว่าไม่จำเป็น ไม่สมควรแล้ว ก็นั่งตั้งใจฟังซิ ไปคุยแข่ง คุยให้มันเป็นที่รำคาญของคนอื่นทำไม มันไม่ถูกต้องตามมารยาท ตามกาลเทศะ ไม่เหมาะสมนะ ก็พูดกันดีๆนะ เข้าใจกันดีๆให้ได้ ที่อาตมาพูดนี้ นี่พูดอย่างผู้ดีแล้วนะ ถาม : ได้ฟังรายการตามดูผู้ทำ พ่อท่าน : เมื่อวานนี้ ตั้งชื่อเรื่องนี่มันไม่น่าปลุกเร้าเลยนะ แต่เรื่องดีจังเลยนะ เมื่อวานนี้ ตามดูผู้ทำ มีหลักฐานยืนยัน มีไฟ มีแรงงาน มีตัวที่ตั้งต้นตั้งหลัก แล้วมีอุดมการณ์ มีอะไร โอ้โห มันพร้อมนะเมื่อวานนี้ แล้วมีอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ที่เรากำลังดำเนินไป มันบอกถึงชาวอโศกเราว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง โอ้โฮ เดี๋ยวนี้นี่ แม้แต่โรงสีบุญนิยมนี่นะ ลาออกจากงาน ลาออกมาหลายคนแล้วปีนี้ แก่นขวัญก็ลา แล้วก็แก่นหล้าก็ลาอีกคนหนึ่ง แก่นหล้านี่คือ สุนทร สาคำมัยเดิม ลาออกมา เขาอยู่สาธารณสุขก็ลาออกมา พวกนี้เงินเดือนหมื่นๆ ขึ้นไปทั้งนั้นแน่ะ ปีนี้ก็ยื่นใบลาแล้ว เขาก็ไม่อยากให้ลาออกเหมือนกัน ก็ออกมารวมกัน ออกมาร่วมพรรคร่วมอะไรกัน ทิ้งเงินทิ้งทอง ทิ้งตำแหน่งยศศักดิ์ออกมา ทำงานฟรี โอ๋ย แล้วก็รู้อยู่ว่าทำงานนี่ มันทำงานอะไร มาแบกมาขนก็เห็นๆ อยู่แล้วเนอะ แหม ไม่ให้ปลื้ม เมื่อไหร่จะปลื้ม (คนฟังหัวเราะ) เนอะ (คนฟังหัวเราะ) แล้วมันก็หลายๆอย่าง เมื่อวานนี้ก็ดีนะ เอ้า เขาถามว่าอะไร แหม พออ่านถึงแค่นี้ก็ปลื้มแล้ว (คนฟังหัวเราะ) ถาม : ได้ฟังรายการตามดูผู้ทำ สัมภาษณ์หมอฟากฟ้าหนึ่ง ที่ต้องใช้วัตถุดิบ เช่น สมอ มะขามป้อม ในงานพุทธาฯ ที่จะถึง ญาติโยมที่มีสมอ มะขามป้อม มา จำหน่ายให้หมอฟากฟ้าหนึ่ง จะได้ไหมคะ พ่อท่าน : แหม จำหน่ายเสียด้วยนะ (คนฟังหัวเราะ) มาให้ฟรีไม่ได้เหรอ (พ่อ ท่านและคนฟังหัวเราะ) แหม (พ่อท่านหัวเราะ) ก็เอามานะ เอามา หมอก็บอกว่าเราก็จะซื้อนะ หมอก็บอกอยู่เหมือนกัน ก็ไม่เจตนาจะไปเอาเปรียบเอารัดใครหรอก ใครจะขาย ก็ซื้อในราคาเหมาะควร ก็ซื้อกัน ถ้าเผื่อว่าไม่ซื้อ ก็จะให้ฟรี ไม่ขายจะให้ฟรี ก็ดีนะ ยินดีนะ ก็เอามาได้ เพราะว่าของพวกนี้เป็นวัตถุดิบ เอาไว้นานก็ได้ มะขามป้อมบ้าง สมอบ้าง เอามาตากไว้ได้ ไม่ต้องกลัว รับรองไม่สูงเหมือนกับมะละกอนี่ ถาม : บุคคลที่ได้ชื่อว่าปทปรมะ ปทปรมะ รู้มาก สาธยายมาก แสดงว่าเขามีภาษาที่จะสื่อให้คนอื่นรู้และเข้าใจได้ อาจจะบรรลุก่อนคนสอนก็ตาม จะยังเป็นบุคคลที่ใช้ไม่ได้หรือคะ พ่อท่าน : ใช้ได้ ทุกวันนี้เขาก็ยังใช้กันอยู่ แต่มันน่าสงสารตัวเองนั่นล่ะ เป็นจับกัง จับกัง นี่ แบกไปให้แต่เขา แบกหีบทอง แบกหีบเพชรไป ขอค่าแบก มันได้ค่าแบกใช้สอยนิดๆหน่อยๆ ไอ้ที่แบกไปให้เขานั่นน่ะ เป็นทองเป็นเพชรนะ จับกัง บุญแท้ๆ แปลว่าการชำระกิเลส ก็เขาไม่ได้ปฏิบัติละกิเลส ก็บอกว่าผู้นั้นไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินั้นๆ แม้ว่าจะเป็นชาติในปรมัตถ์ หรือเป็นชาติของชาติการ เกิดจนแก่ตาย เขาไม่ได้บรรลุในชาติใดชาติหนึ่ง หรือในชาตินั้นๆ เลย นี่คือปทปรมะ คือเป็นผู้ที่น่าสงสาร เป็นผู้ที่เหมือนจับกัง ที่อาตมาว่า ได้แต่แค่แบกไปให้เขา นำมาบอกเขา ถ้าผู้รู้นี้รู้ถูก รู้เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วอธิบายให้คนอื่นเขารับรู้ รับฟัง รับได้ มันก็แค่นั้น เพราะฉะนั้นก็น่าเสียดาย น่าสงสารนะ มันควรจะต้องตนเองให้มันได้ด้วย ความจริงแล้วมันเพี้ยนได้ง่ายนะ แค่รู้ปริยัติ แค่แต่รู้แค่นั้น รู้ ท่องจำได้มาก ทรงจำไว้ได้มาก รู้พุทธพจน์มาก ทรงจำมาก แล้วก็สอนเขาก็เก่งด้วยนะ สอนฉอดๆๆๆ คุณอันสมควรไม่ทำก่อน มันจะเพี้ยนได้ง่าย เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึงได้ว่ามันต้องทำคุณอันสมควรให้แก่ตนก่อน แล้วค่อยพร่ำสอนผู้อื่น จะได้ไม่มัวหมองในภายหลัง มันจะได้ไม่ผิดพลาด ถ้าไม่เช่นนั้น ผิดพลาดและ มัวหมองได้ ทุกวันนี้ศาสนาเสื่อมเพราะลักษณะนี้เยอะ แล้วอวดดี อวดดีแล้วยอมรับกัน ยอมรับกันเยอะ มันก็มีลักษณะพอเป็นไปได้ จะบอกว่าบุคคลนี้ใช้ไม่ได้เหรอ ใช้ได้หรือไม่ได้ เขาก็ใช้กันอยู่ไง ถาม : เช้าวันพุธนี้ การบรรยายธรรมะมีหัวข้อมรรคองค์ 8 นั้น อ้างอิงออกไปกว้างไกลมาก มีการพาดพิงถึงธรรมะอื่นๆอีกมากมาย (หลังจากพูดถึงการทำปุ๋ยสะอาด) ข้าพเจ้าตามไม่ทัน ด้วยสภาวธรรมที่ยังไม่ถึง (และแปลบาลีไม่ทัน) ความรู้นี้กว้างไกลกว่าธรรมะมรรคองค์ 8 ในสมาธิพุทธมาก 2. ส่วนโพชฌงค์ 7 เข้าใจพอสมควร แต่ความสัมพันธ์กับมรรคองค์ 8 ที่ เข้าใจชัดมากคือ โพชฌงค์ 7 เป็นลูกศิษย์ มรรคองค์ 8 เป็นอาจารย์ (พ่อท่าน : เออ เข้าใจเปรียบ) แต่รายละเอียดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองหัวข้อธรรมะนี้ฟังไม่ค่อยทัน (แต่พยายามมาก) เพราะกลับไปกลับมา พ่อท่านกรุณาอธิบายซ้ำได้หรือไม่ หากไม่เป็นการเสียเวลา พ่อท่าน : ตกลง พรุ่งนี้เช้าติดตามอย่างกระชั้นชิด (คนฟังหัวเราะ) ก็ต้องอธิ บายอยู่อีก พรุ่งนี้และมะรืนนี้ ก็เรื่องนี้แหละ ก็มรรค 8 โพชฌงค์ 7 นี่แหละ ก็ตัวสำคัญนั่นแหละ โพธิปักขิยธรรมทั้งหมดก็คือ โพชฌงค์ 7 กับมรรคองค์ 8 นั่นแหละ แต่ขยายให้เป็นสูตรที่จะต้องจับเป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ให้สั่งสมให้เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่ ขยายให้ชัดเจน จริงๆก็ตัวหลักโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 นั่นแหละ ซึ่งเป็นสูตรสำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดเมื่อใดก็มาสอนมรรคองค์ 8 เกิดเมื่อใดก็มาสอนมรรคองค์ 8 พระพุทธเจ้าอุบัติเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ทฤษฎีเดียวนี่แหละ มรรคองค์ 8 แล้วก็โพช ฌงค์ 7 ที่เป็นคู่เคียง พระพุทธเจ้าตรัสนะ มีในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์เกิด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ไม่เกิด เพราะฉะนั้นการเกิดของพระพุทธเจ้า ก็คือโพชฌงค์ และมีองค์ 7 เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเกิดเขาจึงมาอธิบายเป็นบุคลาธิษฐานว่าพระพุทธเจ้าเกิด ก็คือการก้าว 7 ก้าว คือองค์ 7 นี่เอง การเกิด เกิดก็คือการก้าวหน้าไป คือการพัฒนาไป การเดิน การเกิด เพราะพระพุทธเจ้าเกิด เกิดมาก็พาเจริญไปด้วยการก้าวเดิน ก้าวหน้าไป แต่ก่อนมันมีแต่หยุดตาย ไม่มีโพชฌงค์หรอก ไม่มีการเดินการก้าวอะไร หยุด ตาย ถอยหลัง ลงนรกไป ออกนอกลู่นอกทางไป ไม่ได้ก้าวหน้าอะไร ถาม : ความรู้สึกพอใจ ภูมิใจในความเป็นสตรีที่ดีงาม และอยากเป็นหญิง ซึ่งเป็นองค์ประกอบในพุทธบริษัท 4 คืออุบาสิกาที่ดีงาม ภิกษุณีที่ดีงาม ความคิดข้างต้นเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ อย่างใด พ่อท่าน : ก็คุณติดความเป็นหญิง แต่ก็ดีที่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ดี จะเป็นอุบาสิกาที่ดี หรือจะเป็นภิกษุณีก็เป็นภิกษุณีที่ดี ก็ดี สร้างสรรความดีโดยไม่ติดยึดเพศ แต่นี่ไปติดยึดเพศว่าผู้หญิง พอใจในผู้หญิงก็ไม่เป็นไร แต่โดยธรรมแล้วนี่นะ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดไม่ได้ติดยึดในเพศ มันจะเปลี่ยนไปตามสัจจะ อาจจะเป็นผู้ชายบ้าง เป็นผู้หญิงบ้าง สลับสับเปลี่ยนตามวิบาก อันนี้ก็เป็นอจินไตย อาตมาก็อธิบายไม่หวาดไม่ไหวนะ ก็จะได้รู้ จะได้รับทราบถึงทุกข์นานาสารพัด ก็เป็นไปตามสัจจะน่ะ แต่ถ้าเผื่อว่าคุณเองคุณไม่รังเกียจอะไรที่จะเป็นผู้หญิง แต่จะเป็นผู้หญิงที่ดีให้ได้ ก็ดีแล้วล่ะนะ ไง อยากจะถามสดเหรอ ถาม : ดิฉันอยากจะทราบว่าโคตรเง่าลูกหลานของราคะ มีอะไรบ้างคะ พ่อท่าน : โคตรเง่าของราคะมีอะไรบ้าง ก็ราคะน่ะซิ เป็นโคตรมันอยู่แล้ว (คน ฟังหัวเราะ) ราคะนี่มันเป็นโคตรเลยนะ ทีนี้มันก็มีลูกมีหลานออกมา ราคะมันก็มี รักมีชอบ มีอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา อาตมาเคยให้เรียบเรียงภาษาบาลีกันอยู่บ้างเหมือนกันว่า สายรัก สายราคะ หรือสายโลภะมีอะไรบ้าง อาตมาก็ไม่ได้จำแล้ว มีเปมะ นั่นก็คำเดียว มันมีราคะ โลภะ อะไรบ้างก็ไม่รู้ แม้แต่ปีติ แม้แต่อะไรพวกนี้ มันก็เป็นสายของราคะทั้งนั้นน่ะ สายชอบ สายยินดี มีเยอะๆแยะๆ ทีนี้มันก็เป็นภาษา ข้อสำคัญน่ะ รู้สภาวะมันให้ได้ว่าสภาวะอันนี้มันเป็นการผูกมัดรัดรึงอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างร้ายๆ ไปจนกระทั่ง เป็นเรื่องหยาบๆ เป็นเรื่องไปชอบไปติดอยู่ในสิ่งที่เลว ที่ผูกพันกัน เป็นเรื่องอยากได้มาเป็นของตัวของตนอย่างนั้นอย่างนี้ หรืออยากเสพ อยากเสพให้สมใจ จัดจ้านเข้าไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เป็นการเสพด้วยลักษณะ ถ้าเสพสมใจในสัมผส สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย พวกนี้ก็เป็นราคะอย่างหนึ่ง เป็นราคะใคร่อยากในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อะไรอย่างนี้ เราก็รู้นัยที่มัน ความจริงก็คือ ความต้องการ ความอยากมาให้ได้สมใจตน อะไรอย่างนี้ หรือแม้แต่เป็นภพเป็นชาติอะไร เป็นราคะ เป็นความต้องการมาให้แก่ตนเอง เงื่อนไขหลักมันก็อยู่ที่ว่ามาต้องการให้แก่ตนเองสมใจ แม้จะเป็นวิภวตัณหา เป็นความต้องการให้มาได้สมใจ ในสิ่งที่ดีที่ประเสริฐ ต้องการเสียสละ ต้องการสร้างสรร ต้องการนิพพาน มันเป็น ตัณหา เขาถามว่าตัณหา ก็เป็นตัณหา วิภวตัณหา ต้องการนิพพานเป็นตัณหามั้ย เป็น เป็นวิภวตัณหา แต่สุดท้ายของนิพพาน สุดท้ายของความสุดนี้ แม้แต่ความต้องการเมื่อได้แล้ว จริงแล้ว คือได้สิ่งที่หมดอยากได้ จนกระทั่งเราเป็นจริงเลย เราได้สิ่งเหล่านั้นอย่างอัตโนมัติ คือได้สุญญตา ได้การหมดกิเลส ถอนอนุสัยอาสวะแล้ว มันก็เป็นการได้สิ่งที่หมด ได้สิ่งที่ไม่ได้ ได้สิ่งที่สูญ มันจะอยู่ในนั้นเสร็จเรียบร้อยเลย อย่างนี้เป็นต้นนะ ก็ดีนะ อาตมาอธิบายไม่หมดหรอก ราคะมีลูกเต้าเหล่าหลานอะไรบ้าง เรียนรู้สภาวะเอาเถอะ แล้วชื่อก็จำไม่ค่อยไหว อาตมาก็บอกแล้ว แหม ไอ้เรื่องจำชื่อ จำอะไรนี่ มันยาก แล้วอาตมาจำไม่ค่อยเก่ง จำได้เก่งขนาดนี้นี่ อาตมาก็ว่าอาตมาก็ดีหลายแล้วนะ แล้วก็พยายามอยู่ ไม่ใช่ท้อแท้ ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม ก็พยายามทำ แต่มันก็มากนะ อะไรบางอันบางอย่าง ก็จำไม่ได้ ก็ตอบไม่ได้ ก็อย่างนี้แหละ ถาม : พ่อท่านคะ ถามต่อเลยนะคะ อยากให้พ่อท่านอธิบายคำว่า ที่ท่านถิรจิตโตบอกว่า พยายามทำอารมณ์ให้มีอารมณ์เดียว ท่านบอกว่ามันยาก ทำอย่างไรคะ พ่อท่าน : ก็ขจัดสิ่งที่มันยุ่ง มันวุ่น มันกวน เราต้องรู้ว่าในขณะนี้นี่ ลักษณะของความรู้ของคนนี่ ถ้าใครเรียนมาแล้ว ลักษณะอารมณ์เดียวนี่ เขาเรียกว่า unity เรียกว่าเป็นเอกภาพ ในเอกภาพหนึ่งนี่ มีสิ่งที่แตกต่างกัน ก็รวมกันอยู่ได้ อย่างที่อาตมาเคยบอกว่า ความสามัคคีนั้นคือ ความขัดแย้งกัน อันพอเหมาะ เพราะฉะนั้นความสามัคคีไม่ใช่ว่า หมายความว่ามันเหมือนกันหมด เหมือนกันหมดไม่ใช่ความสามัคคีหรอก เหมือนกันหมดมันก็คือสิ่งเดียว เดียวจริงๆเลย สิ่งเดียวจริงๆเลย สามัคคีหมายความว่า หลากหลาย แต่มันสามัคคีคือ มันรวมกันได้ สามัคคีคือมันรวมกันได้ เพราะฉะนั้นมันจะมีการแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้างก็ตาม เพราะฉะนั้นลักษณะใดก็แล้วแต่ ที่มันอยู่กันได้ ขัดแย้งกันแต่รวมกันอยู่ได้อย่างพอเหมาะ เรียกว่าเอกภาพ unity เรียกว่ารวมกันได้ เพราะฉะนั้นอารมณ์เดียวที่ว่านี้ อย่าไปพาซื่อว่าเป็นอารมณ์เดียวอย่างหนึ่งเดียว มีความคิดหนึ่งเดียว ไม่มีอะไรสังขาร ไม่มีอะไรปรุง ไม่มีอะไรปนเลย หนึ่งเดียว ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นล่ะฤาษีเข้าใจ ฤาษีเข้าใจว่าอารมณ์หนึ่งเดียวก็คือ อยู่เฉยๆ มีแต่แสงสว่าง ไม่มีอะไรเลย ใช่ ฌานฤาษี อารมณ์หนึ่งเดียว เอกกัคคตารมณ์ของฤาษี แต่เอกัคคตารมณ์ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่อย่างนี้ แม้ในมหา จัตตารีสกสูตร ที่ท่านบอกว่าเป็นอารมณ์เอกัคคตา ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็ไม่ได้ หมายความว่าอารมณ์อย่างฤาษี คือมีแต่แสงสว่าง แล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย รอบ ข้างก็ไม่รู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่รู้เลย ไม่มีรูป ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียงอะไร มีแต่แสงสว่างอย่างเดียว เป็นอารมณ์เดียว อย่างนี้ก็ถูก เป็นอารมณ์เดียวอย่างฤาษี ไม่ใช่เป้าหมายเอกัคคตารมณ์ของศาสนาพุทธ เพราะเอกัคคตารมณ์ของศาสนาพุทธนี่มีกำลัง มีประสิทธิภาพ มีประโยชน์คุณค่า ทีนี้ความหมายลึกที่สุดของเอกัคคตารมณ์ของพระพุทธเจ้าก็คือ หนึ่งเดียวก็คือมีแต่จิต เจตสิกที่สะอาดบริสุทธิ์เพียวๆ ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมสังขารด้วยเลย เพราะฉะนั้นจะสังขารอยู่โดยจิต เจตสิก สังขารอย่างไรก็ตาม ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมเลย นั่นแหละเป็นเอกัคคตารมณ์ของศาสนาพุทธแล้วจะปรุงยังไง จะคิดยังไง จะสร้างสรรอะไรยังไงๆ ยิ่งเชี่ยวชาญ ยิ่งช่ำชอง ยังไงก็ได้ โดยไม่เป็นของตัวของ ตนด้วยเลย ไม่มีกิเลสมาเพื่อตัวเพื่อตนเลย มีแต่สร้างสรร เสียสละ สร้างสรร เสียสละตัวสมบูรณ์แบบเลย เป็นอารณ์เอกัคคตารมณ์อันยิ่งใหญ่ อันวิเศษ ดีถามตรงนี้ดี ถามประโยคนี้ดี ถามอันนี้อาตมาไม่ค่อยได้อธิบายนะ เอกัคคตารมณ์ชนิดที่วิเศษอย่างนี้ไม่ค่อยได้อธิบาย คราวนี้ใครได้ฟัง ก็ฟังไว้ดีๆนะ มีนิวรณ์ แม้จะเป็นเตวิชโชนี่นะ มันก็ไม่ใช่ เอกัคคตารมณ์แบบมีแต่แสงสว่างอย่างเดียวนะ ถ้าพักผ่อนแล้วให้มันนิ่ง ให้มันได้หนึ่งเดียว เป็นแบบมีแต่แสงสว่าง หรือว่ามี บางทีไม่มีแสงสว่าง เป็นอสัญญีไปเลย อสัญญีดำมืดมิด นิ่ง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รับอะไรนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ไม่มีเลยนะ ก็ได้ พักผ่อน หรือเป็นแสงสว่างอย่างเดียว ก็ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องอะไร ไม่ต้องใช้แคลอรี่อะไรนักหนาเลย แคลอรี่เลี้ยงร่างกาย เลี้ยงสรีระนิดน้อยเลย เหมือนกับเครื่องยนต์ที่ แหม ระงับเครื่องได้นิ่ง อ่อนมาก พวกฤาษีเขาเล่นกันถึงขนาดทำฌานหนัก นี่ได้แล้วเอาไปฝัง มีสถิติทั้งที่อาตมาเคยได้ข้อมูลมา มีฤาษีที่ฝังได้ถึงยี่สิบหกวัน นี่แหละทำฌานให้นิ่ง แล้วก็ฝังในดิน แล้วก็ขุดขึ้นมา ใช้พลังงานของในตัวเอง ออกซิเจนกินน้อยมากเลย ใช้เลี้ยงขันธ์ เอาขึ้นมายังมีชีวิตอยู่ดี ยี่สิบหกวัน ไม่ต้องกินอะไรทั้งนั้นเลย ใช้พลังงานเลี้ยง มันเผาผลาญน้อยที่สุด ออกซิเจนก็เดินน้อยที่สุด กินน้อยที่สุด จ่ายน้อยสุด เครื่องเดินเบาที่สุด อาตมาว่าจะใช้เครื่องวัดการหายใจ อาจจับชีพจรนี่ คงจับไม่ติดแล้ว คงไม่มีแล้ว เหมือนคนตาย ถาม : ถ้าอย่างนั้นนะ ก็อย่างที่ท่านสิกขมาตุมาบรรจบท่านอธิบายถึงว่า ช่วงที่พ่อท่านอยู่ที่อโศการาม ท่านนอนน้อย พ่อท่าน : อาตมาบำเพ็ญเรื่องของอาตมาหลายอย่าง เจโตสมถะด้วย วิปัสส นาของอาตมาด้วย ถ้าเป็นเตวิชโช อาตมาก็บอกเตวิชโช ไม่เหมือนกันกับเจโตสมถะ ลักษณะที่แบบพักผ่อน ถ้าพักผ่อนก็คือพักผ่อน ไม่พักผ่อนก็เตวิชโชแล้วก็เป็นการศึกษาของอาตมา ศึกษาหลายประการนะ อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรแล้วแต่อาตมาจะทำ ถาม : แล้วอย่างที่พ่อท่านนอนน้อย แต่ท่านยังเบิกบานแจ่มใส พ่อท่าน : มันไม่ได้กินมาก ไม่ได้จ่ายมาก ไม่ได้ฟุ้งซ่านอะไรมาก ไม่ได้ใช้มาก ถาม : ก็เหมือนกะฤาษีที่ถูกฝังยี่สิบหกวัน อย่างนี้เหรอคะ พ่อท่าน : ใช่ อาตมาใช้มากกว่าฤาษีนั่นเยอะ แต่มันคุ้ม มันไม่ได้หมายความ ว่า ถึงขนาดจะต้องไป โอ้โห ให้ฝังอยู่ ไม่ได้กินน้ำกินข้าว ไม่ได้อะไร อยู่ตั้งยี่สิบหกวัน อย่างนี้ไม่ใช่ ไอ้แค่วันหนึ่งสองวัน ไอ้แค่คืนหนึ่งไม่นอน ไม่พักผ่อนให้มัน สมดุล แค่นี้มันวนเวียน มันใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างสมดุลได้ ถาม : แล้วสภาพอย่างที่ท่านบอกว่าเหมือนอะไร อะไรน้ำจั้น อะไรนั่นน่ะ (พ่อ ท่านและคนฟังหัวเราะ) นอนวันอะไร (พ่อท่าน : กินน้ำจั้น) สภาพอย่างนั้นน่ะ ที่ว่าอยู่ในฌาน อะไรอย่างนี้ พ่อท่าน : ไม่ใช่นะ อันนั้นมันลักษณะที่อาตมาอธิบายลูกข่างกินน้ำจั้น หรือลูก ข้างนอนวัน นี่มันเป็นลักษณะของพุทธนะ ซึ่งมันจะมีตัวที่ทั้งเร็ว แรง เร็ว แรง แต่นิ่ง เร็ว แรง แต่นิ่ง มีสภาพการงานที่เต็มที่ การงานที่เต็มที่แต่แข็งแรง นิ่ง สงบ ไม่หวั่นไหว ไม่กระเทือนเลย สงบ มีอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนาในตัวของจิต ความสามารถของจิตเองที่วิเศษ ปรุงสร้าง คิดอ่านอะไรได้หมดเลย ไม่หวั่นไหว ไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย มีประสิทธิภาพเฉลียวฉลาด ทำงานอย่างเต็มที่ หมุนเร็ว แรง เย็น ไม่ปะทะ ไม่เดือร้อน ไม่ไปทำความยุ่งยากวุ่นวายอะไรด้วยเลย ตัวเองก็ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่งยากอะไรเลย อารมณ์เดียวที่วิเศษ อารมณ์เอกัคคตารมณ์ที่วิเศษ มีทั้งการงาน และมีทั้งตัวแข็งแรง มั่นคง สงบจากกิเลส ไม่ใช่ไปนั่งอยู่เฉยๆ นอนอยู่เฉยๆ หรือว่าหลับ ตาอยู่เฉยๆ ติดภพอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ ถาม : ขอโอกาสค่ะ ต่อเนื่องกันค่ะ พ่อท่านคะ แล้วคนที่กำลังติดภพอยู่น่ะค่ะ จะรู้ได้ไงคะ ก็เราอาจจะมีความรู้สึกว่าเรากำลังมีอารมณ์เดียวอยู่ พ่อท่าน : อารมณ์เดียวแล้วคุณจะศึกษาอะไรล่ะ อารมณ์เดียวของคุณน่ะ ขณะ นั้นคุณกำลังจะทำอะไร ต้องการพักผ่อน ถ้าพักผ่อนพอแล้วมันก็ควรพอ จะมานั่งจมอยู่ในภพทำไม ไม่ได้เมื่อย ไม่ได้อ่อนเพลีย ไม่ได้อะไรเลย คุณไปทำงานอะไรอีกก็ได้นะ อะไรล่ะ คุณจะทำอะไรล่ะ ศึกษา กำลังศึกษาอะไรล่ะ ถาม : ธัมมวิจัย พ่อท่าน : วิจัยอะไรล่ะ วิจัยกิเลส วิจัยกิเลสน่ะเวลาตื่นๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปมีกรรมกิริยาสัมผัสนี่ โอ้โหย เห็นกิเลสเยอะกว่านี้ วิจัยได้ดีกว่านี้ หรือจะทำเตวิชโช ระลึกย้อน ทบทวนอะไรต่ออะไร ถาม : อาจจะทำงานอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ค่อยพบปะผู้คนอะไร พ่อท่าน : นั่นก็ได้ แต่ว่ากิเลสตัวที่จะยั่วให้เกิดกิเลส หรือตัวกระทบสัมผัส ตัว อะไร บทฝึกหัดนี่มันอ่อน คุณก็ทำแบบฝึกหัดประถม หรือมัธยมต้นอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ก็เพิ่มให้สูงขึ้นมา ก็สามารถเพิ่มแบบฝึกหัดที่มันจัดจ้านขึ้นกว่า แรงกว่า ขึ้นมาเป็นมัธยมปลาย เป็นอุดมศึกษา เป็นอะไรขึ้นมาบ้างซี้ ถ้าไม่เหมาะ ไอ้ที่คุณพูดนี่ พูดเองนะว่า มันไม่เหมาะกับฐาน มันเหมาะกันแค่นั้น คุณก็หยุดอยู่แค่นั้น คุณอยากโตขึ้นมั้ยล่ะ ถาม : อยาก พ่อท่าน : เอ้า อยากโตก็พัฒนาขึ้นมารู้ เราโต เราก็เดินไปตามโต ตามความ เป็นจริง ถ้าเราแก้ตัวแต่ว่า อันนี้ยังเล็ก คุณก็เล็กดักดานอยู่นั่น ก็แคระ เป็น เบบี้ไปตลอด ก็แก้ตัวแต่ว่าอยากโต แต่ไม่ปฏิบัติ ให้มันสอดคล้องกับความโต ตามควร เพราะขี้เกียจ ถาม : ขอถามว่า ผู้ตายที่นำมาวัดวันนี้ ตายแล้วจะไปไหนครับ ยังสงสัยครับ พ่อท่าน : เขาเอาไปวัด ถ้าคริสต์ก็เอาไปวัดคริสต์ พุทธเอามาวัดพุทธ ตาย แล้วไปไหน เขาหามไปวัด (คนฟังหัวเราะ) ถาม : วิญญาณนี่จะไปไหนครับ พ่อท่าน : เออ วิญญาณจะไปไหน ไอ้เรื่องวิญญาณ อาตมาอธิบายๆแล้ว วิญ ญาณไม่มีทางไปหรอกนะ ไม่มีไป ไม่มีมา ไม่มีสถานที่ วิญญาณนั้น ถามกันอย่าง ภาษาคน อย่างคนๆ คำนวณว่ามันเป็นตัวตน มันเป็นแท่งเป็นก้อน มันเป็นชิ้นเป็นอัน มันจะต้องไป มันจะต้องมา มันจะต้องขึ้น มันจะต้องลง มันจะต้อง มันเหมือนมันมีทิศมีทาง ลงนรก หรือว่ามันลงไปโน่น ขึ้นสวรรค์ก็ว่ามันลอยขึ้นโน่น มันไปขวาไปซ้าย มันไม่ไปมันไม่มาหรอกวิญญาณน่ะ มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่รูปร่างอย่างที่เราเดาเลย อาตมาก็ไม่รู้จะตอบยังไง ถาม : พ่อคะ มันมองไม่เห็นเลย วิญญาณนี่มันไม่มีจุด ไม่มีอะไรเลย พ่อท่าน : ในตัวคุณมีวิญญาณหรือเปล่า ถาม : มีค่ะ มี พ่อท่าน : คุณมองเสียให้เห็นซิ (คนฟังหัวเราะ) ถาม : ไม่ใช่ เวลาตายไปแล้วค่ะ พ่อท่าน : ตายไปแล้ว ก็คุณเอาเป็นๆ นี่ก่อน มีสติสัมปชัญญะ มีคนสอนให้มอง แล้วก็มองให้เห็น ตอนตายแล้วไม่มีคนแนะนำให้มองได้เลย จะไปมองออกได้ยังไง เป็นๆนี่ศึกษาเข้า อย่าเอาแต่ถาม ศึกษาเข้า มันมองไม่เห็นเลยเหรอ ก็ศึกษาเข้า มันรู้เป็นอาการ เป็นนิมิตได้ วิญญาณนี่ อยู่ในตัวเรานี่ รู้อาการได้ อาการหรือ นิมิต มันเป็นอาการอย่าง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน