360703 พ่อท่านตอบปัญหาอาจารย์จุฬาฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์371 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360703 พ่อท่านตอบปัญหาอาจารย์จุฬาฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ตอบปัญหาอาจารย์จุฬาฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ถาม : นี่ ทำไมฆ่าตัวตายนี่นะ ไอ้นี่คืออหิงสาหรือยังไง พ่อท่าน : มันก็ไม่รุนแรงเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับที่อื่น เขาก็ไม่รุนแรงเท่าไหร่ จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้โหดร้ายรุนแรงเท่าๆกับของที่อื่นเขาหรอก แต่ก็มัน มันความเชื่อ ความเชื่อว่า มันไม่น่าจะรุนแรง เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมา เขาก็เลยตีค่าสูงไป ตีค่าว่า มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ เหมือนกับคนดีๆนี่ไปทำผิดขนาดหนึ่ง ไม่ได้ทำผิดหยาบคาย เหมือนกับไอ้คนชั่วหรอกนะ แต่เขาก็ว่า เอ๊ะ ทำไมไม่น่าเป็นไปได้ คล้ายๆ อย่างนี้ มันค่า ถาม : สรุปไปแล้ว ก็คือผู้ที่มีอำนาจนี่นะครับ ก็สามารถที่จะบงการ เขาก็ทำอยู่แย่นะ พ่อท่าน : อาตมาว่าอย่างนั้นนะ ทางโน้นเขากำลังฝืนๆ เขาก็ถูก ฝืนก็ถูก เพราะฉะนั้นเห็นว่าเราทำขึ้นมานี่ มันเป็นการทำลาย มันเป็นการทำลายที่เขามี เป็นอยู่ เพราะว่ามันค่อนข้างจะแน่นอน ถาม : แต่ผมมาดูอย่างนี้นี่นะ ผมว่าผมกลับศรัทธากว่า พ่อท่าน : ก็แล้วแต่ ถาม : เพราะว่าพระนี่ เท่าที่ผมดูๆนี่นะฮะ ผมเคยบวชมาเหมือนกันนะวัดใหญ่มากด้วย ผมมาดูแล้วนี่ เอ๊ ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ เปลี่ยน เปลี่ยนไปตั้ง 3-40 ปี เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมากทีเดียว รู้สึกเราจะยึดทางวัตถุมากเลยทีเดียว ไอ้ฝรั่งใช้คำว่า SERVE CONTAIN ก็คือสิ่งที่มีอยู่ ดำรงชีพเท่าที่สิ่งแวดล้อมจะมีให้ อันนี้นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า นี่เขาบอกว่าในศาสนาพุทธมี เป็นศาสนาสันโดษ ที่เรียกว่าสันโดษ อันนี้เขาจะพยายามเน้น แล้วผมก็ภูมิใจอยู่นะฮะ ที่เขาเข้าใจคำนี้ แต่เดี๋ยวนี้พวก ฝรั่งที่เขามานี่ เขาอยากไปวัดใหญ่ๆด้วย อย่างที่เร

อ่านต่อ

ารู้ๆ อยู่ 6-7 วัดนี่ เขาบอก โอ กลับมาแล้วเขาบอก อ้อ มันเป็น Luxury ก็คือ เขาเรียกอะไรฟุ่มเฟือย ฟุ่มเฟือย มันเกินความจำเป็นแล้ว ใช่ไหม นี่สิ่งเหล่านี้ นี่เขาจะถามอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่นะ ไอ้ Conflict นี่นะฮะ ที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาหาคำตอบไม่ได้ เขาบอกรัฐบาลเรา ก็หาคำตอบไม่ได้ นี่แมกกาซีนใหญ่ๆ ที่ลงนะฮะ TIME, NEWSWEEK, NEW YORK TIME, ASIAN WEEK พ่อท่าน : อาตมาเคยเห็นแต่ไทม์ ถาม : ไทม์ ไทม์ได้นำมาลงนิดเดียว ต้องดู Asian Week นี่เยอะ เสร็จแล้วเขาจะเปิด ลงท้ายก็คือนี่นะฮะ ไม่มีคำตอบ ก็คือนี่ ให้เราเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป เป็นการหาคำตอบ พ่อท่าน : เราก็ไม่ได้คำตอบว่าทำไมจะต้องทำ ถาม : นั่นน่ะสิ เราก็ไม่ได้คำตอบ พ่อท่าน : เราก็ไม่ได้คำตอบว่าทำไมเขาทำอย่างนี้ ถาม : เพราะอะไร เขาถึงต้องทำอย่างนี้ พ่อท่าน : ก็ได้แต่คาดเดา คาดเดาว่าเขาไม่พอใจ คาดเดาว่ามันไม่เหมือนเขา เขาก็อยากจะล้มล้าง ก็คาดเอา แต่คิดว่าไม่ต่างกับคำตอบพวกนี้ ถาม : แต่รู้สึกว่านี่นะ เอาแต่ละราย แต่ละ แต่ละอย่าง นี่รู้สึกว่า มโนสาเร่ไปหมด คือ หยุมหยิมไปหมดนะฮะ แล้วเจาะจงตัวบุคคลด้วย พ่อท่านฮะ เป็นไปได้ไหมฮะ ที่โดยสรุปแล้ว คือไปขัดผลประโยชน์ของเขาด้วย พ่อท่าน : อ๋อ มีส่วน ถาม : มีส่วนนะฮะ พ่อท่าน : ที่ไปขัดผลประโยชน์นี่มีส่วน ถาม : รู้สึกจะขัดมากด้วย โดยเฉพาะเรื่องการรับเงินรับทองนี่ พ่อท่าน : รับเงินรับทอง มีวิธีหาเงิน อะไรต่ออะไร เราก็ต่อต้าน แม้แต่เทศน์ รับค่ากัณฑ์เทศน์อะไรนี่ เราก็ต่อต้าน เราบอกว่าเป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้วมาเทศน์ แล้ว ก็รับค่ากัณฑ์เทศน์ ไม่เฉพาะเขาไปเที่ยวได้รดน้ำมูกน้ำมนต์ ไปสวดมนต์อะไรก็เอาเงินเอาทองอะไร เราก็ว่าหมดละ ขัดผลประโยชน์เขาแน่นอน ซึ่งเราเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหรอก ไปทำอย่างนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้หนักมาก มันไม่ได้เรื่องเลย ไม่ถูกแล้ว ถาม : ขัดผลประโยชน์อย่างเดียว พ่อท่าน : ขัดผลประโยชน์ แต่ทางวัฒนธรรมนี่ ทางพฤติกรรมที่เป็นอยู่ มันก็ ค้านแย้งกัน ก็เกิดเป็นอย่างนี้ มันก็เลยทำให้คนเขาก็หวั่นใจละว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็กลัวว่า เมื่อมันชัดเจน (มันสูญเสีย) เขาก็สูญเสีย เสียชื่อ เสีย เมื่อเปรียบ เทียบกันแล้ว แน่นอนโดย Common sense ธรรมดา มันก็รู้อยู่แล้วว่า ไอ้อันไหนมันดีกว่า เขาก็รู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าขืนปล่อยไป ก็แน่นอน เขาก็เสียเปรียบ เสียท่าแน่ เพราะฉะนั้นเกิดให้เรานี่ ยืนหยัดยืนยันอยู่อย่างนี้ไป ทางโน้นเขาก็ต้อง เสื่อมเสียแน่ แต่ลึกๆ เขาต้องยืนยันว่าอย่างโน้นถูกต้อง เขาจะต้องทำลายอันนี้ ถาม : แล้วทำลายยากนะ ไม่ยอมรับความจริง พ่อท่าน : ไม่ยอมรับนี่ ถาม : โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่มีการศึกษานี่ เขาจะพยายามเชิญมารับรู้ มารับอะไรต่ออะไร เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้ พูดแล้วมันมีน้ำหนัก แต่เขาหารู้ไม่ว่า บุคคลเหล่านี้นะฮะ มันมีความวิเคราะห์ มีการชั่งน้ำหนัก มีการที่จะศึกษา ไม่ใช่ฟังแล้วนี่นะ เราโอเค เรียบร้อยแล้วนี่นะ ก็เชื่อสนิท ไม่ง่ายๆ เศรษฐศาสตร์ ทางสถิติ กระผมหนักไปทางด้านภาษานะ เพราะว่าเคยเป็นประธานนักศึกษาที่โน่น หลายปี เลยทำให้ผมเป็นอยู่ 7-8 ภาษา ภาษาในตะวันตก ตะวันออก ผมกลับมาแล้ว สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศิริราช แล้วก็ เสร็จแล้วเรียบร้อยดี ก็ออกมา ทำงานให้เอกชน เพราะว่าผมไม่ศรัทธาในระบบราชการที่ว่านี่ คำนี้ คำว่า สร้าง สรรนี่ เราไม่มีเลย จิตใจที่มันสร้างสรรทำอะไรนี่ กลับเป็นว่า เรานอกลู่นอกทางทำกันอย่างนี้ เพราะว่าผมไปสอนนี่นะ ผมเห็นหลักสูตรแล้วนี่รู้สึก 3-40 ปีก่อน ผมเรียนยังไง บัดนี้ก็เหมือนเดิม ซึ่งมันไม่ work มันใช้ประยุกต์ไม่ได้ ใช้สอบเราก็ว่าไปอย่าง โอเค ถ้าจะสอบนี่นะ ผมก็ใช้อย่างนี้ ใช้อาทิตย์เดียว ผมก็สอนหมด แต่ผมจะใช้เวลาเหล่านั้นนี่นะฮะในการประยุกต์ให้ความรู้ใหม่ ว่านี่นะ เราควรจะได้ใช้ภาษานี่นะ ให้พูดให้ได้ยังไง อ่านให้เข้าใจยังไง ฟังให้รู้ยังไง 3-4 อย่างนี้นะ ประกอบในตัว.... ส่วนสุดท้ายแล้วเหลือนี่ อาทิตย์กว่าๆนี่ ค่อยว่ากันในเรื่องสอบอีกที ซึ่งเหล่านี้มันไปเป็น conflict เหมือนกันนะ เพราะว่าจะบอกว่ามีอาจารย์ชัยยงค์ ดอกเตอร์ชัยยงค์ ถ้าจะสอนเรื่องความอย่างนี้ มันเป็นนอกลู่นอกทางยังไม่ได้ เพราะความจริงมันก็ไม่ได้นอกลู่นอกทาง เป็นแต่ว่า ผมว่ามันก็เข้มข้นน่ะ คือเดิมที เป็นยังไง เราก็ต้องถามดูอย่างนั้นอยู่ ซึ่งผมเห็นแล้วนี่ มันไม่มีอะไรท้าทาย ไม่มีอะไรสร้างสรร เด็กก็เรียนไป ซังกะตายอย่างนี้ เรียนๆไปก็หาย ก่อนจะสอบนี่ เด็กเขาก็จะมาละ อะไรต่ออะไร ผมว่า โอ้ นะฮะ เรียนในลักษณะแบบนี้ ผมว่า เอ๊ มันไม่ มันไม่ดีเท่าที่ควร ก็เหมือนท่านน่ะ ยึดมั่นในสิ่งที่นึกว่านี่เรามันมีประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่ดี ไอ้นี่ไม่ได้ ไปขัดผลประโยชน์ คือ ไปขัดกับไอ้สิ่งที่เขาเคยปฏิบัติมา เราก็นอกลู่นอกทาง แกะดำหรือเปล่าไม่ทราบ มันมีการนี่ ลดชั่วโมงการสอนน่ะ ลดเอาบทบาท อะไรต่ออะไร ผมก็ไม่ว่า ก็สู้เขา อย่าเอาเสียดีกว่า บ้านเรานี่ ผมว่านี่นะ ถ้าทำอะไรนี่ที่มัน จะช่วยยังไงดี อะไรที่ขัดกับประเพณีนิยมนี่ หรืออะไรอย่างนั้นนี่ เรารู้สึกว่า ได้รับแรงต่อต้านอย่างแรงเหลือเกิน จริงไหมฮะ แล้วอย่างนี้ ท่านแก้ยังไง พ่อท่าน : พิสูจน์ ถาม : พิสูจน์ พ่อท่าน : ทำสิ่งที่เราคิดว่า อย่างนี้มันดีกว่า ไอ้อย่างที่เขาถืออยู่ หยิบอยู่ หรือ เป็นอยู่ ค่อยๆทำขึ้นมา เพื่อให้เปรียบเทียบ เพื่อให้เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า อย่างนี้ มันดีกว่า มีคุณค่า มีประโยชน์กว่า ถูกต้องกว่าที่ทำ ถาม : แล้วเขาจะเชื่อหรือฮะ สมมุติสมาชิกเราน้อย พ่อท่าน : ไม่เป็นไร น้อยก็มันมีลักษณะที่มันบอกค่าของมันได้เหมือนกัน แม้ น้อย มันก็บอกค่าได้เหมือนกัน ถ้ามันมีพอ มันมีชัดเจนพอ มันก็บอกค่าได้ แหม นี่ไม่ใช่ของง่ายนะ ไม่ง่ายก็ต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือก ถาม : ในปัจจุบันนี้ ท่านก็ทำอย่างนี้อยู่ พ่อท่าน : อาตมาก็ทำอยู่ ไม่ได้หยุดหย่อนเลย ถาม : แล้วไม่อึดอัดใจหรือ พ่อท่าน : ไม่ อาตมาเห็นแต่ความจริง ความจริงที่อาตมาว่านี่คือ ถ้าเผื่อว่า อาตมาผิด เขาก็ถูก อาตมาก็ต้องการจะพิสูจน์ความจริงให้ชัดเจนเลย ถ้าไม่มี ปัญหา เมื่อมันต่างคนต่างก็เข้าใจ ต่างคนก็ต่างเห็นผิดและถูกต่างกันอยู่แล้ว เขาก็ต้องพิสูจน์ไปจนถึงที่สุดท้าย อย่างน้อยก็มี ขนาดหนึ่ง คุณก็เท่ากันกับเรา เมื่อมีปริมาณเท่ากัน คุณภาพก็จะต้องบอกว่าอะไรดีกว่าอะไร แต่ถ้าของคุณปริมาณมีน้อยละก็มันน้อยอยู่ อาตมาเชื่อแน่นะว่า แม้จะปริมาณน้อยกว่า ถ้าของมีสาระสัจจะมีมากพอเพียง มีของแท้ ของนี่แท้ๆแล้ว อันนี้แม้น้อยกว่า ก็อย่างที่บอก ค่าออกมาได้ชัดเลยว่า มันเหนือกว่า ไม่ต้องรอถึงว่ามันจะต้องไป เท่ากัน แหม ไอ้ ไอ้สาระนี่ บุคคลที่จะดูว่าซึ่งสาระนี่ มันไม่ใช่ชาวบ้านนะ ใช่ ใช่ แม้ทุกวันนี้ สาระก็ไม่ใช่ว่าจะบอกกันได้ง่ายๆ อาตมาขึ้นเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หรือเศรษฐศาสตร์ อาตมาเรียกเศรษฐศาสตร์บุญนิยม เศรษฐศาสตร์บุญนิยม ทุกวันนี้ ค่าของสิ่งที่มันต้องเกี่ยวข้องกับวิญญาณ มันเกี่ยวกับค่าทางจิตใจ จิตวิญญาณ อาตมาอธิบายว่ากำไรคือไม่ได้เกินทุน กำไร คือ ไม่ได้เกินทุน ถ้าเกินทุนนี่ ถือว่าขาดทุน หรือว่าเบียดเบียน หรือว่าขูดรีด หรือว่าทำให้โลกฉิบหาย กำไรคือ ถ้าทุน 100 เราจะขาย ต้องขายต่ำกว่า 100 จึงเรียกว่ากำไร เอ๊ะ 100 ขายต่ำกว่า 100 สมมุติว่าเราขายแค่ 95 ก็ได้กำไร 5 กำไร 5 เพราะ ว่าเราได้เสียสละ 5 เราได้ให้แก่โลก 5 เราได้ให้แก่ผู้อื่น 5 ถ้าทุนมัน 100 เราไปขาย 105 เราขูดรีดเขามา 5 เราไปขาย 110 ไปขูด รีดมา 10 แต่ถ้าเราไม่ได้มีนี่ ไอ้ 105 ไอ้ 5 บาท ไอ้ 110 กับ 10 บาท นี่เราจะเป็นคำตอบไปได้ยังไง ได้ เพราะค่าแรงงานของคนนี่ มันสูงกว่าที่เรากินเราใช้ แต่คนทุกวันนี้ไปกินใช้มากกว่าแรงงานที่ตัวเองทำ ถาม : อ๋อ แน่นอน พ่อท่าน : เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองกินใช้หรือว่าเอามาบำเรอตน ใช้จ่ายบำเรอตนนี่ น้อยกว่าแรงงาน หรือผลผลิตที่เราทำแล้ว ขายต่ำกว่าทุนได้ ไปคิดดู เพราะฉะนั้น เมื่อคนหนึ่งทำได้ ถาม : อันนี้หรือเปล่า ที่ว่านี่... พ่อท่าน : นี่ละหลักเศรษฐศาสตร์ ถาม : หลักเศรษฐศาสตร์ ไอ้ที่บอกว่านี่นะ ไอ้กำไรที่ 5% แล้ว คือ พ่อท่าน : ไม่ใช่ 5 เท่านั้น กำไรมากหรือน้อย บุญนิยม บุญคือสิ่งที่เสียสละให้ แก่สังคม ให้แก่มนุษย์อื่น ไม่ได้ไปขูดรีด เอาเปรียบเขามา อธิบายในแง่บุญก็เป็น บุญ อธิบายในแง่เสียสละก็คือบุญ อธิบายในแง่ไปช่วย กับผู้อื่น หรือประชาชน ให้แก่ผู้อื่น ก็ได้ให้แท้ๆ เขาไม่ได้เอาเกินทุนมานี่ มันได้ให้แน่นอน นี่คือสัจจะ ถาม : อันนี้ที่เราทำได้ ก็หมายถึง ลดกิเลส และลดอะไรต่ออะไรไป พ่อท่าน : ใช่ ต้องกินอยู่ มักน้อยสันโดษ ไม่ต้องไปฟุ่มเฟือย ไม่ผลาญพร่า ตัว เราเองต้องมีสมรรถภาพ สามารถที่จะสร้างสรรได้เกินกว่าที่ตัวเองกินตัวเองใช้ เพราะฉะนั้นแต่ละคน แต่ละคนนี่ มีส่วนเกินอยู่ในนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีส่วนที่จะเสียสละให้แก่โลก แก่สังคม แก่มนุษย์ได้ ถาม : ใช้ ใช้ในลักษณะอย่างนั้น พ่อท่าน : ใช่ ถาม : ทีแรกนี่ บอกบุญนิยมนี่ ผมมาดู เอ๊ ผมยังไม่เคยได้ยิน พ่อท่าน : นี่แหละ บุญนิยม ไม่มีภาษาอังกฤษ ถาม : ไม่มีหรือ พ่อท่าน : หาแล้ว หาภาษาอังกฤษอะไร ก็ไม่ COVER ไม่ได้ ไม่จบ ไม่ได้ อาตมาก็ทับศัพท์มันเลย บุญนิสซึ่มเลย ไม่พอ Merit ไม่พอ ไม่เพราะ ไม่ Cover ไม่ ถาม : ทำไมฮะ พ่อท่าน : ไม่ครบ เพราะว่ามันมีนัยลึกซึ้งมาก ของศาสนานี่ เพราะจะต้อง รวมความหมายของศาสนาเข้าไปทั้งหมด เอาแค่ Merit ก็ทั่วไป เป็นสากล เท่านั้นเอง ได้แค่ทั่วไปเท่าที่เขา ถาม : อันนี้แต่เรา เราต้องมานั่งนิยามใหม่อีกที พ่อท่าน : ต้องนิยามใหม่แน่นอน ถาม : คำว่า คอมมิวนิสต์ก็มีนะ ถ้าเราจะผิวเผินมันก็ไม่ซึ้ง พ่อท่าน : ไม่พอหรอก ถาม : ใช่ไหมฮะ พ่อท่าน : คอมมิวนิสต์ ยังน้อย ยังด้อยกว่า ถาม : ก็ใช่สิครับ แต่ว่าวิเคราะห์นี่ ตามศัพท์นี่ ก็ไม่ลึกซึ้ง แต่เราต้องศึกษา เข้าไป ถึงจะลึกซึ้ง พ่อท่าน : ใช่ลึกซึ้งอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็ยังมีนัยของ... ถาม : ใช่ไหมฮะ ถ้าพิจารณา ISM นี่นะ ในทุนนิยมนี่ เขาก็เอาแค่ไอ้คำว่าทุน พ่อท่าน : ใช่ ถาม : เพราะฉะนั้นผมคิดว่า คำว่า Meritism นี่ ไม่เลวเหมือนกัน ลองไปคิด พ่อท่าน : ก็อธิบายพอได้ ถาม : แน่นอนสิครับ ทฤษฎีนี่เราต้องเจาะลึก เราฟังผิวเผินนี่แหละ ถ้าทุก อย่างอยู่ในนั้น มันก็ไม่ต้องศึกษาแล้ว พ่อท่าน : ใช่ มันไม่ถึงราก ไม่ขุดราก ไม่ถึง Root ถาม : ท่านนี่ภาษาคงจะเก่ง พ่อท่าน : แหม อาตมาไม่ประสาหรอก อาตมาถึงเป็นคำไม่เท่าไหร่ ยัง Comparison ไม่เป็นเลย ถาม : แล้วรู้มาจากไหน พ่อท่าน : ก็เรียนมา ตามประสาที่เราเรียนมาตอนชั้นมัธยม ชั้นอะไรไปอย่างนี้ แหละ ก็ได้เรียนมาเท่าที่ได้เรียน ถาม : น่าจะเผยแพร่ไปอีกนะ ไปทางต่างประเทศบ้างก็ดี พ่อท่าน : โอย แค่เมืองไทยนี่ก็ยังยากอยู่ พูดกันด้วยภาษาพ่อภาษาแม่ ภาษา ถาม : ผมว่าไม่จริง ต่างชาตินี่นะ มันจะมีอิทธิพลนี่บีบกลับมาอีกทีหนึ่ง พ่อท่าน : ก็มันก็ได้ แต่ว่าอาตมา ถาม : ทีนี้อาจจะดีมากเลย พ่อท่าน : อาตมายังไม่อยากจะให้มันเป็นทางอย่างนั้น ถ้าจะชนะไม่ได้ชนะด้วยใช้อิทธิพลบีบ ถ้าจะชนะต้องคุณจำนนต่อสัจจะนี้ อาตมาต้องการอย่างนี้มากกว่า ถาม : แต่บุคคลที่จะมองเห็นนี่นะฮะ พ่อท่าน : ก็ไม่เป็นไร ถาม : คือสัจจะอันนี้นี่นะ มันไม่ใช่ว่า คนทั่วๆไปมองได้ พ่อท่าน : ถูก ถูก แต่ว่าอันนั้น มันมีอีกทางหนึ่ง ถ้าเผื่อว่าเขายอมรับโดยของ เขาเอง เขายอมรับด้วยความเข้าใจ ด้วยความซูฮก ด้วยความเชิดชูจริงๆ แล้ว จบ แต่ถ้าเขายอมรับเพราะจำนน เพราะถูกบีบบังคับ เขาไม่มีทางดิ้น ไอ้นี่มันไม่จบ ถาม : แหม ยากมาก เขา พ่อท่าน : อาตมาไม่ต้องการ ถาม : เขาจะมายอมรับอย่างนี้ได้ยังไง พ่อท่าน : ก็ให้เขายอมรับ ถ้าเราไม่เก่งจริง สามารถเปิดเผยสิ่งจริงนี้ จนกระ ทั่งเขายอมรับ อ๋อ ไอ้นี่จริง อันสุด Absolute เขายอมตกลง ถ้าไปถึงขั้นนั้น เราก็ใช้วิธีอื่น ก็เข้าใจวิธีเหล่านั้น แต่ว่ามัน มันไม่ มันไม่จบ มันไม่สมบูรณ์ ถาม : แหม นี่อย่างนี้ต้องอดทน อดกลั้น พ่อท่าน : อดทน ก็ต้องอดทน ต้องอดทน ถาม : แล้วท่านจะใช้กี่ปี พ่อท่าน : ไม่มี ไม่มีคำพยากรณ์ กี่ปีก็ทำไป จนกว่าเราจะตาย ตายแล้วคนอื่น ทำต่อ ถาม : ง่ายนะ ไม่มองแง่บวกเกินไปนะ พ่อท่าน : โอ ต้องบวกเสมอ ไม่มี ไม่ไปลบ ไม่ท้อ ไม่มีการท้อ เพราะว่าเรารู้อยู่แล้ว อาตมามั่นใจ และอาตมาชัดเจนว่า เรื่องนี้มันไม่พลิกผัน ไม่มีได้เป็นอื่น อาตมาก็มีตั้ง มีตั้งเข็มข้างหน้าเท่านั้น จะมีอะไรมากระแทกเพื่อที่จะเบี้ยวไปแล้วก็หา เข้าหาที่ตรงอย่างเดิม ใครจะมาทำให้ถอย เราก็พยายามเดินหน้า ใครจะมาทำให้เบี้ยว ก็เข้าหาที่ตรงตามเดิม ไม่มีทิศอื่น ไม่มีทางอื่น ไม่มีวิถีอื่น ถาม : งานนี้นี่ ต้องเป็นอย่างนี้ พ่อท่าน : เพราะว่าอาตมาไม่ได้งมงาย อาตมาเห็นอยู่ รู้อยู่ เข้าใจอยู่ อย่างนี้ ทุกๆคนมา ก็บอกว่า ค่าของอาตมาเพิ่มขึ้นทุกเมื่อๆ เขาก็มาเป็นเช่นนี้ คนนี่เป็น เช่นนี้ มันทิศทางเดียวกัน ไม่ได้เป็นอื่น ถาม : จริงๆแล้วนี่นะฮะ ก็มีจำพวกหนึ่งนี่นะฮะ ที่เห็นกับท่านนี่มีเยอะ แต่ว่า ปากนี่พูดไม่ได้ พ่อท่าน : เข้าใจ อาตมาเข้าใจ ถาม : อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้นี่ฮะ ก็เลยยังเป็นอยู่ใน เขาเรียกว่าพลังเงียบอยู่ พ่อท่าน : ใช่ ใช่ ถาม : ท่านจะต้องมีวิธีที่จะปลุกพวกเหล่านี้ขึ้นมามั่ง พ่อท่าน : แต่อาตมาว่าไม่ต้องปลุก ถาม : ในลักษณะ ไม่เป็นที่เพ่งเล็งของ... พ่อท่าน : ไม่ต้องปลุกหรอก อาตมามีหน้าที่ทำความจริงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วความ จริงนี้มันก็จะยืนยัน ยืนยันไปเรื่อยๆ ผู้ที่เฝ้ามอง หรือผู้ที่เข้าใจอยู่บ้าง แม้ว่าจะ ยังไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวนี่ก็ตาม ถาม : ไม่กล้าเสี่ยง เพราะหลายๆอย่างที่... พ่อท่าน : ถูก มันสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่างมัน มัน อาตมาเข้าใจ สักวันหนึ่งมัน จะเต็มรอบ มันจะเต็มค่าของมันเอง ด้วยความบีบคั้น เพราะว่าคนเรา อาตมาเข้าใจจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมนุษย์นี่ เมื่อสุดทาง สุดทน เขาก็ต้องยอมจำนน ต่อความสุดทนนั้น เมื่อสุดทนแล้วจริงๆ นี่ก็คือภาวะจริงอันหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อเวลานั้นมาถึง อันนี้จะเปิดออกมาทันที แล้วมันจะกรูเกรียวออกมาทันที ถาม : สิ่งเหล่านี้นี่นะ เพราะในปัจจุบันนี้นี่ก็คือสร้างกรอบ สร้างอะไรต่ออะไร พ่อท่าน : ก็ใช่ ใช่ เข้าใจ ถาม : ให้เป็นอย่างนี้ และห้ามรับจากอย่างอื่น พ่อท่าน : ใช่ แต่มันจะปิดกั้นวิญญาณไม่ได้ ปิดกั้นสัจจะไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้ หยุดที่จะเปิดเผยสัจจะ เราเปิดเผยสัจจะอยู่ตลอดเวลา เราไม่หยุดยั้ง เราทำ ถึง แม้เราทำนี่ เราทำนี่ เราไม่ได้ปิดบัง เราไม่ได้ซ่อนเร้น เราไม่ได้อำพราง เราก็ทำอยู่อย่างนี้ คนจะหลับหูหลับตา จะตาบอดหูหนวกอะไรนี่ อาตมาว่าไม่เป็นไปได้ คนก็จะต้องลืมตา หูฟัง แล้วต้องรับซับทราบ ไม่ทางใดก็ทางใด แม้คนตาบอดก็ต้องรู้ แม้คนหูหนวกก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา อาตมาเข้าใจเรื่องว่าไม่มีปัญหา คนเราแกล้งหูหนวก ตาบอดไม่ได้หรอก แล้วคนเราก็ไม่พยายามที่จะทำให้ตัวเองหูหนวก ตาบอดทุกคน แม้จะไม่พยายามรู้มันก็รู้ เพราะกระแสทุกกระแส มันเดินทางอยู่ตลอดเวลา ด้วยกระแสของบทบาทอะไรก็แล้วแต่ ในสังคมมันเดินอยู่ตลอดเวลา เมื่อคนยิ่งใฝ่รู้ ถาม : ไอ้แบบนี้ มันต้องใช้ระยะยาวจริงๆเลย พ่อท่าน : จะยาวจะนานเราก็ไม่ ถาม : เพราะว่าระยะสั้นนี่ ถูกบิดเบือนไปหมด พ่อท่าน : ก็ถูก ก็ไม่เป็นไร ถาม : บิดเบือนไปอย่างน่าเกลียดทีเดียว พ่อท่าน : ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเพราะว่าอาตมาเอง อาตมาไม่ได้หวังผลเลิศว่า อาตมาจะต้องประสบผลสำเร็จในตนเอง ขอให้ผลดีอันนี้เกิดต่อๆไปอีก เมื่อไหร่ มันเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ก็ของมันเอง อาตมาหมดเวลาก็ตายลง ก็จบไป คนอื่นก็ต่อ เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ต่อไปอีก ข้างหน้าอีกตั้งกี่พันกี่ปี อีกกี่หมื่นปีก็ช่างมัน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี ถาม : แล้วเมื่อกี้นี้ท่านบอกว่า เวลานี้นี่นะ ต่อจากนี้ไป อีก 1,500 ปี พ่อท่าน : อ๋อ ถาม : จะต่ำลง พ่อท่าน : มันเป็นเคิร์ฟของมัน ถาม : ท่านได้ยินหรือฮะ พ่อท่าน : มันเป็นเคิร์ฟของมันตามสัจจะ ถาม : สิ่งนี้รู้สึกสั้นนะฮะ พ่อท่าน : ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ประมาณ 5,000 ปี พระพุทธเจ้าสมณโคดม ถาม : เหรอฮะ หมายถึงอาจจะหมดเลย พ่อท่าน : ใช่ ก็มาแล้ว 2,500 ปี ยังอีก 2,500 ปี ในอนาคตข้างหน้า แล้วเราก็มาเชื่อมโยงศาสนานี้ต่อไป เพื่อที่จะให้ครบ ไม่ใช่เพื่อที่จะหรอก มันจะมีคุณภาพ เท่านี้ ในคนที่มีภูมิธรรมเท่านี้ คนยุคกาลสมัยนี้ เท่านี้ เป็นได้ขนาดนี้ ไม่มากกว่านี้ นี่ก็นับวันที่จะเสื่อมลงๆ จนกระทั่งถึงสภาพคนก็จะแย่ลงหมดทั้งจิตวิญญาณและยีน ยีนก็จะ ถาม : พอจะมีทางแก้ไขได้ไหมครับ ยกกราฟอันนั้น พ่อท่าน : เรา เราไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ เรามีทางที่จะชะลอหรือช่วยไปให้ถึงที่ สุดที่ยาวนาน เท่าที่มันเป็นไปได้ ถาม : แต่ก็ต้องไปถึงได้แค่นั้น พ่อท่าน : ได้แค่นั้น เพราะเรารู้ที่จบก็มีอยู่ แต่เราก็ต้องช่วย เพราะถ้าเราไม่ ช่วย ยิ่งแย่กว่านั้น ยิ่งไม่ถึงขนาดนั้น แล้วเราก็ไม่มีทาง อาตมาไม่มีงานอื่นนะ อาตมาไม่มีปัญหา ตายวันนี้อาตมาก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาไม่มี อาตมาเข้าใจ เกิด แก่ เจ็บ ตายกันเท่านั้น คนใดยังมีคุณค่าอยู่ ก็สร้างสรรสิ่งที่ดีให้แก่มนุษยชาติได้รับต่อไปเท่านั้นเอง เงิน ทอง ลาภ ยศ อะไร อาตมาไม่มีปัญหาจริงๆ ไม่มีปัญหาเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อาตมาก็เข้าใจ ไม่เห็นจะต้องไปแย่งชิงมาทำไมให้มันเหน็ดเหนื่อย เหนื่อยอย่างนี้ดีกว่า เหนื่อยมาช่วยเขานี่ เหนื่อยเสียสละดีกว่าเหนื่อยไปกอบโกย เหนื่อยกอบโกยไร้ค่า เลวทราม เหนื่อยเสียสละนี่ ยังมีคุณค่า เพราะฉะนั้นชีวิตนี้มันจะเหนื่อย เหนื่อยก็พักนี่ พระพุทธเจ้าสอนไว้ เราไม่พัก เราไม่เพียร มีเทวดาไปถามท่านว่า จะข้ามโอฆสงสารก็คือนิพพานนั่นแหละข้ามโอฆสงสารนี่ ก็คือนิพพาน จะไปถึงนิพพานเป็นยังไง คำตอบ นิยามของนิพพาน คล้ายๆอย่างนั้น ท่านบอกว่าเราไม่พัก เราไม่เพียร นี่แหละ เราข้ามโอฆสงสารได้แล้ว เพราะฉะนั้นที่อธิบายคำว่า นิพพาน ก็คือเราไม่พัก เราไม่เพียรเท่านั้นเอง ชีวิต เราไม่พัก เราไม่เพียร เราไม่เพียรก็คือ รู้จักพัก ก็จบในตัวของมันเอง เมื่อย อาตมาก็พัก ไม่ได้ไปแย่งชิงอะไรใครได้ ไม่ได้ เราไม่ได้สละก็ได้ แต่อยู่เปล่าๆ เวลาผ่านไป ผ่านไป ทุกวินาที ทุกนาที เราก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ได้ สร้างสรรไปสิ เมื่อยเมื่อไหร่ก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร วันๆๆ ชนวัน ชนวัน 24 ชั่วโมง ชน 24 ชั่วโมง ก็เท่านี้เอง ไม่มีปัญหาอะไร สบายทุกอย่าง ใครด่าเราก็ฟัง ใครติเตียนเราก็รับฟัง เออ เขามีหลักวิเคราะห์ให้ด้วย ติเตียนบอกเหตุ บอก ผล แล้วเราก็มาฟังมาแก้ไข อันไหนมันถูก จริง เออ นี่เขาว่าเราไม่ดีไม่ถูกต้องนะ เออ มันจริงๆของเขานะ เราก็แก้ไข ถ้าเขาว่าผิดๆ เราก็บอก เอ๊ นี่เขาว่าไม่ถูกนะ มันผิด เขาไม่ได้ข้อมูล เขาไม่ได้หลักฐาน เขายังเข้าใจไม่พอ อะไรถึงแม้เขาโง่อยู่ก็ตาม ยังไม่ถูกหรอก เราก็ เออ เอา เขาก็ว่ามา เขาก็มีหวังดีบ้าง ไม่หวังดีบ้าง ก็แล้วแต่ ไอ้ที่ไม่ถูกเราก็ฟังไป เรื่อยไป อันไหนมันถูก เราก็แก้ไข ก็เจริญขึ้น ก็สบาย อาตมาถูกด่าลงหน้าปกนี่ ถึงขั้นบอกว่าเดรัจฉานเลยนะ โอ๋ย กฎหมายเมืองไทยนี่จับได้นะ แต่อาตมาไม่ฟ้องเขา โพธิรักษ์เดรัจฉานเลยนะ ตัวหนังสือเบ้อเร่อ หน้าปกพิมพ์ 4 สีเลย หนังสือ พญาครุฑ ลงเดรัจฉานโพธิรักษ์ ไม่เคยมีในโลก แหม ทำอะไรถึงขนาดนี้ ด่าได้ขนาดโจ้งๆ อาตมาก็เฉยๆ ไม่มีปัญหาอะไร ก็ฟัง เออ เขาด่าดูซิ เอ้า นอกจากจะด่าหน้าปก แล้วข้างในเขาวิจัยว่าอะไร ก็อ่านดู ถาม : ไม่ตกใจหรือที่ที่... พ่อท่าน : ไม่ ไม่ตกใจ เพราะอาตมาเข้าใจอยู่แล้วว่า เขาโจมตี ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาโจมตี ก็เอา ก็โจมตีๆ เขาก็อย่างนั้นจริงๆ บางทีเขาออกจะน่าสงสารที่เขาเองเขาไม่รู้ความจริงอะไร แล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้เขารู้ได้ด้วย จริง เพราะคนเรา ไปบังคับให้ปัญญามันเกิด หรือว่าให้มันฉลาด บังคับไม่ได้ บังคับให้คนมีปัญญา บังคับให้คนฉลาด บังคับไม่ได้ ยัดเยียดไม่ได้ เขาเป็นเช่นนั้น เขาก็เป็นเช่นนั้น ภูมิเขามีแค่นั้น ได้แค่นั้น ถาม : วันนี้ได้รับคำตอบดีนะ ทำให้ผมได้เข้าใจขึ้นมาอีกเยอะทีเดียว แต่ไอ้ทีนี้ นะฮะ เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์นี่นะฮะ ผมดูแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลย นะฮะ อยู่ใน... พ่อท่าน : ไม่น่ามาเป็นความ ถาม : ไม่น่าเลย พ่อท่าน : เป็นความเห็น เป็นความเชื่อของเราว่าไม่น่า แต่ความจริงมันบอก เราว่า มันเป็นไปแล้ว มันเป็นไปอย่างที่ไม่น่านั่นแหละ มันเป็นไปจริงๆ เราก็ต้องรู้ ความจริง ถาม : แล้วท่านเชื่อไหมฮะ พระที่ทำอย่างนั้น ก็รู้ตัว ทำไม่ถูก พ่อท่าน : อาตมาเชื่อว่ามีอยู่บ้าง ถาม : แล้วทำไมถึงต้องทำ พ่อท่าน : ก็กิเลส ถาม : เดี๋ยวนี้นี่เกือบทุกวัดแล้วนะฮะ พ่อท่าน : กิเลส อำนาจกิเลสนี่มันแรง กิเลสนี่ มันทำให้คน รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ดี ก็ ต้องทำ เพราะกิเลสมันเป็นเจ้าของ มันเป็นอำนาจ มันเป็นเจ้านาย คนตกเป็นทาส กิเลส เป็นนายจริงๆ รู้ บางทีก็รู้ แต่ก็ทำ ก็ต้องทำ เพราะนายมันใหญ่ มันเป็น อำนาจในตัวจริงๆ เพราะฉะนั้นถึงมาล้างกิเลส พระพุทธเจ้าต้องล้าง ถาม : ล้างยากน่ะ ล้างยาก พ่อท่าน : ยากก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือก เพราะมันพาเลวจริงๆ มันพาให้ เพราะ ฉะนั้นศาสนาถึงต้องล้างกิเลสจริงๆ มาเรียนรู้กัน ฝึกฝน ทุกวันนี้ก็เรียนรู้ ฝึกฝนล้างกิเลสทั้งนั้นแหละ พอล้างกิเลสแล้ว เราก็บอกระบบที่ควรจะเป็น วันๆ คืนๆ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างสร้างสรรยังไง สร้างสรรยังไงก็ทำไป เมื่อสร้างสรรก็ให้ ไม่ ใช่สร้างสรรไปเพื่อที่จะมาสนองกิเลสเรา สร้างสรรไป ก็ล้างกิเลสด้วย ก็ทำ ไม่ใช่พวกเราอยู่กันเดี๋ยวเดียว อยู่กันไม่ใช่น้อยคน ครอบครัวใหญ่ ช่วยกันทำมาหากินทำมาใช้กัน แล้วก็สร้างสรรไป เสียสละไปให้แก่ประโยชน์ ที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชนยังไงได้ เราก็ทำไปบ้าง...ทุกคนอยู่ในหลักอย่างที่ว่านี่ ทุกคนจะต้องอย่าให้ขาดทุน อย่าให้เป็นหนี้ ตั้งแต่เด็กๆนี่ ก็จับมาเรียน มาอะไร เพิ่งเปิดโรงเรียน ได้ปีนี้ ปีกลายนี้ ปีนี้ ปีที่ 2 สำหรับเด็ก แต่ก่อนนี้เราก็ไม่มีแรงพอที่จะทำ ปีนี้ปีกลายนี้ เราก็คิดว่าพอได้ ก็เลยได้เปิดโรงเรียน ขออนุญาตก็ยาก พอบอกว่า อโศกเท่านั้นแหละ ต้านไปหมด ราชการ ราชเกิน ดูมันติดขัด ลำบากไปหมดเลย ขนาดอนุมัติออกมาให้ตั้งโรงเรียนแล้วนี่ ยังกำหนดลงไปเลยนะ ห้ามสอนโน่นสอนนี่ ห้ามมีนักเรียนเกินชั้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน