600109_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เรียนรู้รูป 28.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600109_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เรียนรู้รูป 28

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เรายังมีลมหายใจ ก็จะมาทำความเพียรกันต่อ ก็นิมนต์พ่อครู พ่อครูว่า...มาทักทาย sms ก่อน SMS วันที่ 8 มกราคม 2560 (รายการวิถีอาริยธรรม)

กรรมดำริชั่วแม้น้อย อย่าทำเสียเลย 0893867xxx นมก.พ่อครูฯขออนุญาตแจง ธรรมะ อภิณหปัจจเวกขณ์ให้พิจารณาอยู่เนืองๆว่า… - ชราธัมมตา เรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ - พยาธิธัมตา เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้ - มรณธัมมตา เรามีความตายเป็น ธรรมดาไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ - ปิยวินาภาวตา เราจักต้องพลัดพรากทั้งจากคนรัก ของที่รักชอบใจไปทั้งสิ้น - กัมมัสสกตา เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดดีชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น ตอบ ...ขอขยายตรงที่ กรรมเป็นของๆตน ทุกอย่างที่มนุษย์ทำ ตั้งแต่เริ่มดำริ ตักกะ มีการเพิ่มมวลของความคิด ที่ดำริ เติมเข้าไปก็เป็นกรรม เป็นมโนกรรม เกิดจากพลังงานภายใน มันเก็บตกทุกเม็ด เป็นของเราทั้งสิ้น ใครคิดไม่ดีๆๆ มันก็เป็นสมบัติของตน คิดไม่ดีๆๆก็สะสม อย่าทำเป็นเล่นไป กรรมเป็นอันทำ กรรมเป็นของจริง เป็นพลังงานที่สะสม ไม่ขาดหกตกหล่น มันรวมกันแล้วไปออกฤทธิ์จริง เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ คาดคะเนไม่ไ ด้ ขนาดพระพุทธเจ้าเอง ยังบอกอจินไตยกรรมวิบาก ท่านก็รู้ได้ยิ่งกว่าใครขนาดนั้น ท่านก็ยังจำนนต่ออีกหลายอย่าง ที่ท่านไม่สามารถรู้ได้ทั้งหมด มันละเอียดจริงๆ ที่อยากจะพูด ก็เพื่อให้พวกเราอย่า ประมาทในกรรม อกุศลกรรม แม้น้อยแม้นิด อย่าทำเสียเลย เมื่อรู้ตัวให้พิจารณาให้ออก ว่ามันไม่ดี จงหยุด ตัดได้ให้ตัดเสีย และฝึกเข้าไปเลย จะเป็น ปฏินิสสัคคะ เป็นการสลัดออกได้เลย

อ่านต่อ

จบแล้วก็เกิดเป็น... มุญจิตุกัมยตาญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ เห็นโทษ เราฟังเข้าใจนะว่า อันนี้เป็นกรรม เป็นอกุศล เป็นโทษ เมื่อรู้แล้วก็ต้อง อย่าไปชอบ ให้เบื่อให้ชังมันเป็น นิพพิทานุปัสสนาญาณ จนทำได้เก่งเป็น... มุญจิตุกัมยตาญาณ ทำการเปลื้องปล่อยจิต ปล่อยด้วยญาณ ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้จริงๆ เหมือนเด็กมีปัญญาว่า จับไฟเข้าไปจะร้อน เด็กมันจับปั๊บก็ร้อน จะวางทันทีเลย มันรู้เลย ไม่มีอะไรแย้งเลย เด็กมันเคยจับไปแล้วร้อน ตอนหลังเจอไฟมันปล่อยเลย ไม่เอาแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ตัวปัญญาญาณของพุทธที่ได้แล้ว มันเป็นพลังปัญญา ที่ปล่อยเด็ดขาด ไม่ต้องไปบังคับ ไม่ใช่ไปกดข่ม ปล่อยด้วยความรู้ กำจัดด้วยความรู้

สร้างสรรของอรหันต์ กับสร้างสรรค์ 0893867xxx พ่อครูสอน ฝึกผัสสะเป็นปัจจัยประจำ! จึงรู้ว่าอยู่เพื่อกิน หลงรสอร่อย ติดกับดัก รสกามคุณ จึงอยู่เพื่อกิน มักมากเกินพอดี! แต่กินเพื่ออยู่ รู้ทันผัสสะรอดกามคุณ5 จึงกินเพื่ออยู่ มักน้อยยังชีวิตพอเพียง! ตอบ ...แน่นอน อาตมาสอนเสมอ ให้มีผัสสะเป็นปัจจัย เพราะเป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ในหลวงตรัสเรื่องพอเพียง มันรู้ความพอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องมีอะไรเสริมให้เปลืองผลาญ มันจึงมักน้อย มันจึงใช้น้อย มันจึงเปลืองน้อย อาตมาว่า พวกเราฟังแล้ว ปฏิบัติไปด้วยจะเข้าใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์สูง ประหยัดสุด ไม่ต้องมากเลย แต่พลังงานจะสูงมาก เพราะคนเรา พัฒนาพลังงานได้สูงขึ้น แต่การที่มีกิเลส มันทำให้เปลือง เมื่อลดกิเลสลง มันจะทดพลังงานให้เหลือ เป็นพลังงานสร้างสรร แล้วเราไม่เอาพลังงานสร้างสรรไปสร้างเสีย ไม่ไปสร้างสิ่งที่เสีย สรร นี่อาตมาใช้ สรร ไม่มี ค์ มันแปลว่า เลือกเฟ้น ถ้า สรรค์ แปลว่า สร้างทำ สรรค์ คนใช้คำนี้ สร้างสรรค์ก็ซ้ำคำ สร้างซ้ำๆ ถ้าจะใช้ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะสร้างด้วย ปัญญา ก็ต้องเป็น สรร สร้างสรร สร้างด้วยการเลือกเฟ้น ผู้ที่จบกิจแล้วไม่ต้องเลือก ปัญญามันจะเลือกสรรของมันเองเลย พระอรหันต์แล้ว ไม่ต้องเลือกสรรอีก ก็ สร้างสรรค์*ไ ด้ ถ้าคนอย่างนั้นสร้างๆๆๆๆ ไม่ต้องเลือก จบแล้วอัตโนมัติได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงอรหันต์ ก็อย่าบังอาจ ให้ใช้ สร้างสรร* ที่ไม่มี ค์ เถอะ ถ้ายังไม่ใช่อรหันต์ นี่คือความละเอียด ของภาษาและสภาวะธรรม ที่เกิดจริงจากภาษานั้นๆ มันจะซับซ้อน สลับกันไปกันมา ผู้ที่ยัง ไม่จบกิจ ใช้ สร้างสรร ต้องเลือกเฟ้น ผู้จบกิจแล้ว สร้างสรร ค์* ใช่เลย หรือผู้ที่สร้างอย่างหน้ามืดตามัว ก็สร้างสรรค์ เพราะเลือกไม่เป็น ให้กิเลสเลือกให้ตนเอง กิเลสโตทุกที ปุถุชน เพราะฉะนั้น การสร้างสรรค์ของปุถุชน จึงได้แต่สร้างๆๆๆ ไม่มีปัญญาเลือกเฟ้น จึงมีแต่กิเลสโตๆๆ ต้องตั้งใจสร้างสรร ไม่มี ค์ ต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เลือกเอาสิ่งที่ควรจะสร้าง

การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ต้องมีสัมผัสกับภายนอกเสมอ

คนที่บรรลุกามภพ พ้นกามภพ ก็จะยัง สัมผัสกามภพ อยู่นั่นแหละ ภายนอก กิเลสทำอะไรไม่ได้แล้ว เหลือแค่กิเลสภายใน เป็นรูปภพ อรูปภพ รูปตัณหา อรูปตัณหา ก็ยังสัมผัสอยู่กับข้างนอก แต่กิเลสทำอะไรไม่ได้ แต่มันไม่ได้หนี มันอยู่เหนือ การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงสัมผัสอยู่ตลอดเวลา -แม้จะเป็น อนาคามี ก็มีสัมผัสภายนอก ตลอดเวลา -แม้จะเป็น อรหัตตมรรค ก็ยังสัมผัสภายนอก อยู่นั่นแหละ เพื่อล้างตัวปลายสุด ก็จะกำจัดตัวกิเลสปลายที่เหลือ -แม้จะเป็น อรหันต์ แล้ว ก็ต้องสัมผัสอยู่กับภายนอก ไม่ได้หนีไปไหนเลย *ในการหลุดพ้นจากกิเลสของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ การหลุดพ้น ประเภทที่… -จบภพกาม ก็มาทำภพภายใน อย่างไม่มีสัมผัส -แต่ได้สัมผัสกับภายนอกแล้ว ภายในก็จะได้เลย -เพราะฉะนั้น ภายในก็ไม่ต้องไปทำอะไร ถ้าหมดกิเลสภายนอกแล้ว ภายในจะมีกิเลสภายนอกได้อย่างไร? ข้อปฏิบัติโดยการ มีผัสสะอันสัมปยุต ด้วยกามาวจรจิต ด้วยรูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต หมดทั้งกาม ทั้งรูปาวจร อรูปาวจร ต้องต่อสู้กัน ในขณะมีสัมผัสทั้งนั้น จบแล้วสัมผัสได้หมดเลย เมื่อไม่สัมผัสแล้ว ผัสสะได้สุญญตาแล้ว ผัสสะแล้วก็แม้แต่ อนิมิต ไม่ต้องกำหนดไปสร้างอะไรมาแทนเลย ผัสสะเป็น อัปปณิหิตะ ไม่ต้องตั้งจิตอะไรอีกเลย ต้องเข้าใจในผัสสะ ที่ต้องต่อสู้กับกาม ผัสสะพ้นกามแล้ว มาผัสสะสัมปยุตกับรูป เราก็พ้นรูปได้อีก มาผัสสะกับอรูปอีก ก็ต้องมีผัสสะ อันสัมปยุตด้วยรูปอีก ผัสสะเป็นนิมิต กับอนิมิต ก็ไม่ต้องกำหนดนิมิตขึ้นมาก็ไม่ต้อง มันจะเป็นอัตโนมัติ ในตัวมันเองหมด เพราะฉะนั้นสุดท้าย ผัสสะโดยไม่ต้องตั้งอะไรเลย อัปปณิหิตะ

ดับผัสสะ คือดับกิเลสในผัสสะนั้น ไม่ใช่ไปดับทุกอย่าง สมณะเดินดินว่า… นักปฏิบัติธรรม ที่ไม่อยากยุ่ง วุ่นวายอะไรกับใคร ไปฝึกสมาธิหลับตา มายาวนาน พอมีเรื่องวุ่นวาย ก็ต้องไปนั่งหลับตา ที่วัดป่าอย่างเก่า พอสงบใจได้ก็กลับมา แล้วก็ต้องกลับไปอย่างเก่า ตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้ว คงสู้ผัสสะไม่ได้ ศาสนาพุทธ จะเรียนรู้ ลดกิเลส ได้ ต้องอยู่กับ ผัสสะ พ่อครูว่า… อ ธิบายมาตั้งแต่ต้นเลย เรื่องผัสสะเป็นปัจจัย เพราะเราไปติดฝึกแบบหลับตา อย่างฝังรากในจิต พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ฝึก ในขณะที่มีผัสสะชัดๆ แล้วชนะ กิเลสตายอย่างไม่เหลือ ไม่มี กิเลสมันตายจริงๆ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ชนะกิเลสอย่างประเสริฐสุด ยอดที่สุด อันติมะ ไม่มีอะไรเทียบเคียงเลย ซึ่งมันต่างจากศาสนาอื่น คนละเรื่อง คนละขั้ว แต่ทีนี้ คนทำไม่ได้ คนทำไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่า มันจะมีมันจะเป็น ดีที่ยังมีหลักฐานของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกให้อาตมาได้เอามาประกอบอ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้น คนจะไม่เชื่อ เพราะมันยิ่งใหญ่มาก พลังมันเหนือเลย เป็นโลกุตระ จะอยู่เหนือโลก ไม่ใช่อย่างข่มเบ่งโลกด้วย แต่รับใช้โลก โลกุตรจิตจะไม่มีใครมาทำอะไรได้ ไม่มีใครทำร้ายได้ ไม่มีใครทำให้โลกุตรจิตของอรหันต์นี้ ถูกทำลายได้ มีแต่เจ้าตัวเราเอง ที่สามารถจัดการได้ ล้างได้ มันยิ่งใหญ่ จึงเรียกว่า อสังหิรัง สุดยอดประเสริฐเลย สรุปแล้วคำว่า ผัสสะ ซึ่งเป็นตัวที่ท้าทายที่สุด ต่างจากที่คนเข้าใจผิดว่า…. ดับผัสสะเสีย ทุกอย่างก็ดับ ดับผัสสะไม่ได้หมายความอย่างตื้นว่า ไปดับทุกอย่าง แต่ดับ กิเลส ในผัสสะนั้น ในผัสสะนั้น กิเลสมันดับในผัสสะนั้น ก็เรียกรวมว่า ดับผัสสะเสียทุกอย่าง ก็ไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีผัสสะ อย่างนั้นก็สบายมาก หายห่วงเลยสิ สบายอยู่แล้วไม่มีผัสสะ สะดวกโยธิน

0893867xxx ดีใจกับชาวกองทัพธรรม ที่อยู่กับชาวกรุงสยาม ที่ได้ผู้ว่ากทม. 2แผ่นดิน ผู้มีธรรมวัฒนมุขเปิดประตูกรุงรัตนโกสินทร์ สู่ความเจริญรุ่งเรือง ตามรอยทศพิธราชธรรมฯ!

ธรรมะวัฒนมุข๖.. อโรคยะ ศีล พุทธานุมัต สุตะ ธรรมานุวัติ อลีนตา

0893867xxx กรุงสยามโชคดีได้ผู้นำ 2 แผ่นดินโดย ธ.วัฒนมุข เช่นลุงตู่เขียว ลุงอัศวินแมน มีอโรคยะ,ศีล,พุทธานุมัต,สุตะ,ธรรมานุวัติ,อลีนตา! 0893867xxx ธรรมะวัฒนมุข6 ประกอบด้วย.! อโรคยะ รักษาสุขภาพดี! ศีล ประพฤติ ดีมีระเบียบวินัย! พุทธานุมัต ได้คนดีเป็นแบบอย่าง! สุตะ เรียนรู้เท่าทัน! ธรรมานุวัติ ทำแต่สิ่งถูกต้องดีงาม! อลีนตา ขยันหมั่นเพียร! คือ ธรรม1ค้ำจุนช่วยชาติศาสน์กษัตริย์เจริญมั่นคง!

จิตเดิมแท้ไม่ได้บริสุทธิ์ทุกคน 0847354xxx ขั้นสุดท้ายในการบำเพ็ญก็คือ การบำเพ็ญถึงสัจธรรมสูงสุดที่เราเรียกว่า"ตรัสรู้" หมายถึง "การรู้แจ้งในตัวตนที่แท้จริง" การรู้แจ้งก็คือ "การกลับคืนสู่สภาวะธรรมดั้งเดิม แห่งความเป็นพุทธะ" ธรรมชาติแท้จริง ภายใน"จิตใจ"ของมนุษย์ มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมไปด้วย ความดีงาม ความรักบริสุทธิ์ ความเมตตากรุณา ความสงบเยือกเย็น และสุขุมคัมภีรภาพ แต่ทำไมมนุษย์ จึงไม่สามารถนำเอา "จิตพุทธะ" ดั่งเดิมแท้จริงออกมาได้ สาเหตุก็เพราะ คนพากันละโมบโลภมาก ริษยา อาฆาตโกรธเกลียด และเต็มไปด้วยความงมงาย ฉะนั้น ตัวกิเลส (โลภ โกรธ หลง ) สามพิษร้าย ต้องขจัดให้สิ้นไป พ่อครูตอบ... คุณ 7354 ยังอยู่ในความเข้าใจของจิตเดิมแท้ คือจิตบริสุทธิ์ แต่แท้จริงแล้วจิตเดิมแท้ ไม่ใช่จิตที่ตรัสรู้ เพราะกว่าจะเป็นมนุษย์ ก็ต้องเป็น อ เวไนยสัตว์มาก่อน จิตเดิมนั้น อวิชชา ทั้งสิ้น ตามปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่รู้ตามสายปฏิจจสมุปบาท นั่นคือจิตเดิมแท้ แต่จะไปเข้าใจลัดว่า จิตเดิมแท้บริสุทธิ์นั้นไม่ใช่ มหายานไปตัดตอนเอาเอง อย่างพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ แล้วหยั่งรู้เข้าไปในจิตของท่าน เป็นของเดิมของท่านเอง หยั่งรู้จิตต้นของท่านเอง ท่านก็รู้ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า นั่นคือ จิตเดิมแท้ของท่าน ท่านได้ปฏิบัติ ได้บรรลุธรรมของท่านแล้วมาก่อน เมื่อนั่งสมาธิ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ใต้ต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้าองค์อื่น ก็ตรัสรู้ใต้ต้นอื่นๆ มีพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ใต้ต้นไฮ หรือเรียกว่า ต้นเฮือดด้วย แต่ต้นใดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ เขาก็เรียกว่าเป็น ต้นโพธิ์หมด

อรหันต์สายเจโตกับปัญญา _ทีนี้ก็มาเข้าสู่ของคุณ the sun ถามว่า…. สภาวะอรหันต์ ที่ดูเรียบง่ายธรรมดา เหมือนบำเพ็ญแต่เจโตมา แต่ไม่ค่อยบำเพ็ญปัญญา เลยดูเป็นอรหันต์ที่ไม่หวือหวา เหมือนยายกิมตัง สภาวะนี้ใช่หรือไม่ครับ พ่อครู ตอบ ...ก็ใช่ ชนิดหนึ่ง เพราะว่าคนที่สายเจโต จะไม่หวือหวาโฉ่งฉ่าง จะไม่แสดงออกมาก จะนิ่งๆ ช้าๆ เฉยๆ เป็นธรรมชาติ แต่เจโตที่คะนองก็มี พาเสียได้เยอะ พอได้ปัญญาก็หลงปัญญาคะนอง แสดงออกเลอะเทอะ ผิดพลาดเยอะ ถึงบอกว่า จะไปกำหนดคนนั้นคนนี้ ตรงเสียทีเดียวก็ไม่ได้ มันก็จะกลับไปกลับมาได้ ไม่ถูกต้องทีเดียว พระพุทธเจ้า ถึงได้กำชับกำชาว่า ต้องเป็นลำดับ อย่าไปทำปฏิบัติลัดขั้นตอน ปฏิบัติไปตามลำดับ จะราบเรียบเหมือนฝั่งทะเล ในสมัยโบราณมีกระจก ก็จะราบเรียบเหมือนกระจก

เรียนรู้ รูปนามได้อย่างไร สังขาร 3 ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร เราก็เรียนรู้ ตั้งแต่กายสังขาร กาย คือ จิต มโน วิญญาณ การเรียนรู้ “ กาย ”ก็คือ เรียนรู้วิญญาณ ไม่ใช่เรียนแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม ภายนอก เราก็เรียนรู้บ้าง ดิน น้ำ ไฟ ลม ภายนอก ก็ใช้เรียนเพื่ออาศัย แล้วมันก็เป็นตัวหลอกเรามาก เราก็ต้องเรียนรู้ รู้ทันมันแล้ว ก็ศึกษาต่อใน วิญญาณ การศึกษาวิญญาณ ต้องมีธรรมะ 2 มีนามรูป หรือรูปนาม เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อมีผัสสะ แล้วก็ต้องมีตัวรู้ ตัวรู้คือตัวจิต ธาตุรู้ แล้วก็ต้องรู้สิ่งที่กระทบถูกรู้เสมอ เป็นธรรมะ 2 แล้วมีตัวที่เกิด ภาวะสอง เมื่อมีอวิชชา ก็จะมีอิตถีภาวะ ต้องทำให้รวมลงเป็นหนึ่ง ปุริสภาวะ ไม่มีเหตุปัจจัยที่เป็น อิตถีภาวะ ซึ ่ง เป็นพลังงานอกุศล อีกเลย วิธีทำจะต้องทำอย่างนี้ทั้งนั้นเลย คุณจะต้องอ่าน อาการ ของจิตออก วกกลับไปเอาต้นอีก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เราจะเรียนรู้ “ นามรูป ”ได้ด้วยความเป็น อาการ กำหนดหมายให้รู้เป็นนิมิต กำหนดให้รู้ว่า อาการอย่างนี้แล้วทำเครื่องหมายของจิต ว่าอาการอย่างนี้อยู่ในจิต เช่น ตอนนี้อาการจิตเรากำลังโกรธ อาการโกรธ นี่ ย้อนมาเบื้องต้นพื้นฐานแล้วนะ อาการโกรธจริงๆ คถาก็ต้องอ่านอาการให้ออกว่าอย่างนี้จริงๆ มันไม่มีรูปร่างไม่มีหัวหาง ไม่มีเส้นแสงสีอะไร อาการโกรธ แล้วคุณก็ต้อง เรียนรู้ เทียบกับอาการ โลภ หรืออาการราคะ ว่าต่างกันอย่างไร? “ โกรธ ”มันจะต้องการทำลาย เอาออก “ โลภ ” มันต้องการจะ เอามา มันต่างกันด้วย ลิงค หรือเพศ ต้องทำให้มันลดลง จนโกรธลดลง ก็ต้องรู้ว่า อาการโกรธมันเหลือนิดเดียวก็รู้ โดยกำหนดเครื่องหมายให้รู้ เอาเอง ไม่มีใครจะทำแทนคุณเลย ต่อให้แฟนร้อยคน ก็ทำแทนไม่ได้ อุเทส คือคำอธิบาย ที่อาตมาใช้คำอธิบายหัวข้อต่างๆมา เมื่อเข้าใจอุเทสให้สัมมาทิฏฐิแล้ว คำขยายความเรื่องราวใด เราเข้าใจอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิพอสมควรแล้ว ก็เอาไปปฏิบัติ อ่านอาการ กำหนดดูเครื่องหมาย (นิมิต) ดูความแตกต่าง (ลิงคะ) จนอิตถีภาวะ (คือภาวะที่ไม่เต็มเต็ง) จะเหลือเศษเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ไม่เต็มบาท ผู้หญิง คือคนไม่เต็มบาท ไม่เต็มเต็ง คนที่เข้าใจแล้วก็ไม่ติดใจว่า เราได้ร่างผู้หญิง ก็ทำจิตของเราให้สะอาด เป็น ปุริสภาวะ เราบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นปุริสภาวะ ไม่ต้องเขียนว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขาอะไร คนติดยึดก็จะยึดถือในตัวตน บุคคล เรา เขาไป เรามีผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย ประมาณหนึ่งต่อสาม หรือหนึ่งต่อสี่ ผู้หญิงก็เป็นอรหันต์ได้ ถ้าเกินบาทก็ไม่เป็นอรหันต์ด้วย อรหันต์ต้องเต็มพอดี

การปฏิบัติ เรียนรู้ในปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ วิญญาณ 6 เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดนามรูป แยกนามรูป พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในปฏิจจสมุปบาท พระไตรปิฎกเล่ม 16 วิภังคสูตรข้อ 14 ว่า

รูป 28 นาม 5 [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและรูป ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า นาม รูป ฯ นาม 5 นี้ที่จริงก็จะแยกได้มากกว่านั้นมากมาย แต่ว่ายังไม่ต้องคำนึง มาคำนึงรูป 28 ซึ่งมี มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24

มหาภูตรูป 4 ยกไว้ อุปาทายรูป 24 มีตั้งแต่ ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5

หมายเอาที่จิตเจตสิกนะ ไม่ได้พูดถึงตัวผู้ตัวเมีย หรือเพศหญิงเพศชายแบบรูปร่าง ง. หทัยรูป1 = 12)หทัยรูป ที่ตั้งการเกิด อาการของรูป ต้องอ่าน อาการของจิต ให้ได้ อยู่ที่ไหน..ก็ตรงที่เราจับอาการจิตได้ มันไม่มีที่อยู่ ไม่มีสถานที่ใดๆ เอาแต่อาการของมันเลย จับให้มั่น ให้พ้นสงสัย (วิจิกิจฉา) แล้วต่อไปก็ดูพลังงานของมันที่มันมี ชีวะ จ. ชีวิตรูป1 = 13) ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ดูอาการความมีชีวิตของ อิตถีภาวะนี่แหละ มันเกิดจากเหตุปัจจัยเครื่องอาศัย คืออาหาร ฉ. อาหารรูป1 = 14) กวฬิงการาหาร จนถึงวิญญาณาหาร 1. กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม ) 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิด เวทนา ) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับ ตัณหา ) 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้ นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิด ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส ความคับแค้นใจ) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244)

นาม 5 ที่ต้องใช้เรียนรู้ สรุปแล้ว นามธรรมที่สำคัญคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี่คือนาม 5 ที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ ใช้ในการปฏิบัติ ถ้าคุณไม่รู้จักเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ 5 ตัวนี้แล้วใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูก ขอยืนยันว่า คุณจะไม่บรรลุธรรม โดยเฉพาะไม่บรรลุอรหันต์ จะบรรลุเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่สมบูรณ์ ต้องเข้าใจต้นทางว่า มีกรรมฐานตัวเดียวในศาสนาพุทธ แล้วเรียนรู้ให้ครบ 108 กรรมฐานของพุทธคือ เวทนา ท่านตรัสใน พรหมชาลสูตร ชัดเจน อาตมาเอามายืนยัน แต่คนก็ไม่เชื่อ เวทนา คืออารมณ์ความรู้สึก มันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างไร? เราก็ต้องเรียนรู้ เราก็จะต้องใช้ สัญญา ในการเรียนรู้ เป็นตัวทำงาน ใช้สัญญาเป็นตัว กำหนดรู้ กำหนดหมายให้ทำ นิมิต รู้นิมิตให้ได้ แล้วต่อจากนั้นก็จับอาการ สัญญามีสภาวะ 2 ลักษณะ คือ จำ กับ ทำงาน กำหนดรู้ รู้นี่ก็คือปัญญา ถ้า รู้จบคือปัญญา หากรู้ ไม่จบก็เป็นแค่สัญญา แล้วกำหนดรู้ส่งเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมปชัญญะ สัมปะต่างๆอะไรมากมาย สัมปชลิตะ สัมปาเทติ ตั้งแต่ สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล (ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) นี่เอามาให้ดูแค่น้ำจิ้มนะ มันจะมีรายละเอียด ซอยลึกลงไปอีก แต่รู้แค่นี้ ก็บรรลุธรรมได้แล้ว จากสติ แล้ว ต้องมีตัวต่อเนื่องไปอีกเป็น สัมปชัญญะ เมื่อมีเวทนา ก็ต้องมีสติรู้ให้ได้ ระลึกรู้ เป็นปฏิจจสมุปบาทต่อเนื่อง เป็นปัจจยาการ มันสำนึกรู้ตัวต่อไปเป็น สติปัฏฐาน ทำงานเป็น โพชฌงค์ เป็น โพธิปักขิยธรรม ตามเหตุปัจจัย ก็กำจัดเหตุปัจจัย จนกระทั่ง แยกแยะเหตุปัจจัยได้ ก็ได้สัมปัชชติ แล้วเราจะจัดการ สังเคราะห์สังขาร เป็นอภิสังขาร เป็นการปรับแต่งเป็น สัมปาเปติ ตัดแต่งให้เป็นจิตที่ดี คือจัดการตัวที่ไม่ดีออกไป ให้มันตาย ให้ตัวที่ดีดีขึ้น ช่วยเหลือตัวที่ดี ให้ดีขึ้น ทำไปเรื่อยๆ เกิดการสังเคราะห์ขึ้น ขณะทำงานเลย อวจร แล้วก็พิจารณา สัมปฏิสังขา พิจารณาตรวจสอบซ้ำ เกิดพลังงานที่ทำได้อย่างเต็มที่ เรียกว่า สัมปัชชลติ จะเป็นพลังงานของปัญญาโหมไหม้ ชนะไฟกิเลส เป็นพลังงานไฟปัญญา มันไม่ใช่เป็นไฟที่เป็นเปลวถ่านแดง แต่เป็นพลังงานมีอุณหธาตุ ที่มีฤทธิ์ทำลายพลังงานกิเลส จนมันสู้ไม่ได้ ไหม้โหมสลายเลย สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ จนเป็น สัมปัชชลิตะ สว่างเรืองรอง แล้วถึงการบรรลุเข้าถึง เรียกว่า สัมปัตตะ เป็นตัวต้น จนถีงตัวจบ เรียกว่า สัมปันนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ รู้เคล้าเคลียอารมณ์ ใช้สัญญาทำการกำหนดรู้ เคล้าเคลียอารมณ์ (เวทนา) 108 ให้สมบูรณ์ เรียกว่าจบกิจหมดแล้ว จึงเรียกว่า สัญญาเวทยิตัง นิโรธังโหติ คือ นิโรธอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ถ้าเรียกในภาวะทำงานอยู่ ก็เรียก สัญญาเวทยิตัง นิโรธังโหติ พอจบแล้ว โหติเป็นจริงแล้ว เกิดแล้วสมบูรณ์ ก็เป็นนิโรธ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นนิโรธที่ไม่มีในศาสนาอื่นใด นิโรธของศาสนาอื่น ก็เรียกอย่างอื่น แต่ของศาสนาพุทธ มี สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นปรินิพพานแบบลืมตา คือ จักขุมาปรินิพพุโพติ

ผัสสะเป็นปัจจัย สรุปว่า การปฏิบัติจะต้องมี ผัสสะเป็นปัจจัย มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเรียนรู้ที่ เวทนา 6 ผัสสะ 6 ก็จะเกิด ตัณหา 6 ให้เรียน แต่คุณต้อง เรียนทีละอันนะ* ไม่ใช่ เรียนตัณหาทางตา ยังไม่ทันได้อะไร ก็มั่วไปทางหูอีก เอาอันใดอันหนึ่งขณะปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ปฏิบัติที่ ตาอย่างเดียว หูก็ไม่เกี่ยว ไม่ใช่ ต้องมีผัสสะอย่างพอเหมาะพอควร ตัวที่ถูกรู้ หรือเรียกว่า รูป คือ object ส่วนตัวที่รู้คือ ประธานคือ subject ต้องเรียนรู้ถึง ตัวใน เป็น จิตเจตสิก มาเรียนรู้ที่ เวทนา ในล.9 ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อแตกเวทนาได้ ตั้งแต่เวทนา 2 3 5 6 18 *สำคัญที่เวทนา 18 * ต้องเรียนรู้ทีละอย่าง ตากระทบรูป ก็เรียนที่รูป หูกระทบเสียง ก็เรียนที่เสียง ทีละอย่าง เสียง ก็คือตัว ที่ถูกรู้ แล้ว แยกกิเลสในเสียง เสียงนี้ดังแบบนี้ คนที่ประสาทหูไม่เสีย ได้ยินเสียงนี้เหมือนกันหมด ฝรั่ง ไทย ลาว จีน ได้ยินเสียงเหมือนกันหมด นั่นเรียกว่า เสียงแท้ แต่คนที่ฟังเสียงนี้ แล้วบอกว่า “ ชอบเสียงนี้” นั่นคือ เสียงปลอม เสียงเก๊ เ กิดขึ้นแล้ว บางคนฟังเสียงเดียวกัน ก็บอกว่า ไม่เข้าท่า ไม่ชอบ นั่นคือ เสียงเก๊ ให้ล้างตัวนี้แหละ สองในหนึ่งตัวนี้แหละ ไปหาเรื่อง “ รสในลิ้น ” ตัวนี้สำคัญ เรียนรู้จักใน กวฬิงการาหาร ชื่ออาหาร ที่เป็นคำข้าวที่เรากินเข้าไป เรียนรู้แล้วจะบรรลุธรรม จึงได้เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา ในการปฏิบัติธรรมที่ไม่ผิด( อปัณกธรรม 3 ) คือ 1.สำรวมอินทรีย์ 2.โภชเนมัตตัญญุตา 3.ชาคริยานุโยคะ ปฏิบัติธรรมอยู่ใน 3 ข้อนี้ รับรองว่า ไม่ออกไปในทางที่ผิด ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วถ้าคุณไม่ทิ้งเรื่องอาหาร คุณปฏิบัติไม่มีผิดแล้ว แต่คำว่า “อาหาร” นี้ มีนัยยะลึกเข้าไปอีกคือ… 1. อาหารคำข้าว 2. อาหารผัสสะ 3. อาหารเจตนา 4. อาหาร วิญญาณ คุณอาศัยสิ่งเหล่านี้ อ่านอาการอกุศล อ่านอาการตัวที่มันไม่แท้ เป็นตัวปลอม อ่านอาการตัวไม่แท้ที่แทรกในจิต แล้วกำจัดตัวไม่แท้ ด้วยไฟปัญญา หรือว่าไฟฌาน มันมีอุณหธาตุที่ไปสลาย ไฟราคะ โทสะ โมหะ ไฟฌานจะสลายไฟราคะ โทสะ โมหะ อาตมาไม่เชื่อว่าคุณจะได้ยิน ไฟฌาน อธิบายแบบนี้จากที่อื่น ว่ามันไปล้างไปทำลายกันอย่างไร ในยุคนี้ไม่เคยเห็นใครอธิบายมาก่อน ถ้ามีใครขอพบตัวหน่อย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จะได้ขอความรู้ น่าจะมียิ่งกว่าอาตมานะ ถ้ามีก็จะรู้มาตั้งแต่ชาติปางก่อน ที่อาตมาพูดนี่ รู้มาแต่ปางก่อน ชาติก่อน ชาตินี้ไม่ได้เรียนจากอาจารย์สำนักไหน ขออภัยพูดเหมือนอวดดี แต่ขอพูดความจริง

ชาคริยา จากโลกีย์สู่โลกุตระ ชาคริยา คือการตื่น ตื่นอย่างสมบูรณ์ ก็เรียกว่าพุทธะ ตื่นในขณะปฏิบัติธรรม ตื่นจากการถูกครอบงำของพลังงานโลกโลกีย์ คือพลังงานกิเลส เราตื่นรู้ว่าเราเป็นทาสของมันมานาน ล้างมันออกๆ ก็ค่อยๆคลาย เป็นอิสระขึ้นมาเรื่อยๆ ..แต่ก่อนหลงใหลงมงาย เรียกว่าทาสผู้ปล่อยไม่ไป ปล่อยอย่างไรก็ไม่ไป ขออยู่อย่างนี้ รัฐบาลเขาปล่อยแล้ว คนที่เป็นศิษย์ธรรมกาย ว่าออกมาได้แล้ว ไม่ต้องไปเป็นทาสเขาหรอก พวกทาสของธรรมกายนั้น ก็ยังงมงายอยู่นั่นเอง ไม่เคยคิดจะออก เขาไม่ได้ผูกโซ่ ไม่ได้กั้นเลย ออกมาได้ แต่ไม่ออก ยังจะไปเสริมแรง ไปช่วยอยู่อย่างนั้น ซื่อจริงๆ ทาสซื่อผู้ปล่อยไม่ไป ขออภัย ที่ต้องหยิบอันนี้มายกตัวอย่าง ไม่ได้ดูถูก แต่พูดอย่างเอาความถูกมาพูด ทาสซื่อผู้ปล่อยไม่ไป คืออย่างนี้ ไม่มีใครบังคับ แต่เขาก็บอกว่า กตัญญูต่ออาจารย์ พูดโก้เลย แต่ถ้าอาจารย์ของคุณเป็นโจร ก็เลิกนับถือได้ ถ้ามีญาณปัญญาตัดสินว่า อาจารย์คนนี้ผิด ก็เลิกกตัญญูได้เลย ไม่เรียกว่าอกตัญญู เป็นเรื่องถูกต้องที่จะเลิกนับถือ คุณงมงายมานาน ให้โจรมันใช้เสียนาน เลิกงมงายได้แล้ว ตื่นเสียทีๆๆ แดดออกแล้ว ฟ้าก็งามดุจเปลวทอง แด๊ดออก ตอนนี้เมืองไทยแจ้งสว่างแล้ว แดดออกจ้าแล้ว ยังงมงายอีก ก็เตือนสติพวกนั้น

ผู้ทำชาคระหรือชาคริยา คือผู้ตื่น เป็นผู้ที่เข้าใจแล้วว่า เรายังงมงาย มืดมัวเมาโมหันธ์กับโลกีย์มานานแล้ว จริงๆแล้วมันมีภาวะมากเลยว่า คนที่ยังไม่มีบารมีจริง จะไกลจากศาสนาพุทธ เขาไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยรู้ ก็จะหลงอยู่กับ ภพภูมิที่เขาเป็น จนกระทั่งเขาค่อยกระเถิบเข้ามา มีกุศล มีบารมี เจริญเป็นอเวไนยสัตว์ที่สูงขึ้นมา ใกล้เข้ามา จนคุณมาค่อยๆสัมผัสศาสนาพุทธ จากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้รู้จากบุคคล ก็ค่อยค่อยสนใจศึกษา จนกระทั่ง มาพบหมู่กลุ่มชาวพุทธ จนกระทั่ง มาเกิดในประเทศพุทธ อย่างประเทศไทย คนทุกคนที่เป็นคนไทย มีบารมีมากกว่า คนที่อยู่ทางตะวันตก หรือในตะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน