600110_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความ 0 แบบพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600110_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความ 0 แบบพุทธ สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันอังคารที่ 10 มกราคม 2560 พ่อครูก็หาวิธีทำให้ลูกๆ ลดละกิเลสจนหมด พ่อครูย้ำเรื่องกรรม แม้แค่การดำริก็เป็นกรรม อาตมาเคยอ่าน บทเตือนใจของหลวงพ่อชาว่า.. เธอพึงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของเธอ จะกลายเป็นการกระทำของเธอ เพราะการกระทำของเธอ ก็จะเป็นความเคยชินของเธอ บางคนโกรธไปบ่อยๆ ก็จะเคยชิน โมโหบ่อยๆ เธอต้องระวังความเคยชินของเธอ ว่าจะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ ไปหานิสัย วิสัย อนุสัย แม้แต่อุปนิสัยของเธอ จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเธอ นี่มาขยายความที่พ่อครูว่า แม้แต่ความคิด ก็จะกลายเป็นการกระทำ เป็นความเคยชิน เป็นอุปนิสัย ความคิดนี่แหละที่จะปรุงแต่ง พ่อครูพยายามบอกเรามากมายว่า เวลามีผัสสะ จะกลายเป็นความโลภ โกรธ หลง ทำอย่างไรจะรู้ทันใน อาการ ลิงค นิมิต ของกิเลส แต่อย่างไรเราก็จะ อ่านไม่ทันเวทนา เพราะเรามีภพ เราจะเอาอย่างนี้แน่ ไปอย่างนี้แน่ จะเอาตามภพนี้ให้ได้ ถ้าวันคืนเราอยู่กับภพ อาตมาได้สำนวนใหม่ว่า อยู่กับมักหรืออยู่กับมรรค มักคืออยู่กับข้อย มักจะไปตามกิเลส ตอนนี้น้ำท่วมภาคใต้หนัก มีที่นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ ที่โรงพยาบาลบางสะพานท่วมหนัก เคยมีดาราไปวิ่งหาเงิน ช่วยเครื่องมือแพทย์ แก่โรงพยาบาล คิดว่าจะได้ไม่กี่ล้าน แต่กลับได้เงินเกือบร้อยล้าน ขณะได้เงินมา 80 ล้าน แต่ปรากฏว่าน้ำท่วม จนต้องเคลียร์คนป่วย ออกจากโรงพยาบาลกับหมอ เมื่อคืนนี้รถตู้ตกน้ำ พัดจนตะแคง คนโดยสารต้องปีนขึ้นข้างบน เด็กคนหนึ่ง ตกน้ำจนเสียชีวิต ถ้าจิตเรามุ่งหมายว่า ได้เงินมาเยอะๆ จะได้เจริญ แต่ความพยายามเป็นของมนุษย์ แต่ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เป็นของพระเจ้า ถ้าเรามุ่งจะเอาให้ได้ๆๆ แต่ได้มาแล้ว น้ำกวาดไปลมกวาดไป มีอีกเยอะแ

อ่านต่อ

ยะ ที่จะมีเหตุปัจจัยให้เป็น อย่างที่เราคิดหรือไม่ก็ได้ พ่อครูจึงบอกว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด ถ้ายืนอยู่บนความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ธรรมกายตอนนี้ เอามามากๆ แต่ตอนนี้หาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ ตอนนี้มีคดีกว่าสองร้อยคดีแล้ว บางทีเราคิดจะให้ได้อย่างภพเรา แต่ก็กลับเป็นเรื่องที่หนักยากลำบากด้วยซ้ำไป พ่อครูพาเราทำงานศาสนา ด้วยความจน ด้วยความถูกต้อง พ่อครูว่า ภูมิใจที่ทำงานศาสนา ด้วยการไม่เรี่ยไร สิ่งที่ทำไปแต่ละก้าว มีความมั่นใจและมั่นคง น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรา มีความยั่งยืนถาวรมากกว่า ก็ขออาราธนาพ่อครู ต่อจากเมื่อวานนี้ครับ

สังคมประชาธิปไตยสาธารณโภคี พ่อครูว่า...คุณพูดว่า ผมภูมิใจที่ทำงานศาสนามา จนป่านนี้ทำมาย่างเข้าปีที่ 47 แล้ว ภูมิใจที่ทำงานศาสนามา ไม่ได้เรี่ยไรประชาชนเลย ตลอดรอดฝั่งได้ มีคนมาช่วยเหลือเกื้อกูล มาบริจาค จากผู้ที่เข้าใจ เราไม่ได้เรี่ยไร ผู้ที่จะมาบริจาค เราก็ต้องคัดเลือกอีก คนที่มาครั้งแรก แล้วจะมาบริจาคเลย สัมผัสครั้งแรก ก็ศรัทธาเลย หรือไม่ศรัทธาเลย แต่ก็ตามจารีตประเพณี เห็นพระก็จะทำบุญ(กุศล) บุญคือการชำระกิเลส แต่ส่วนมากเรียนมาไม่ถูกต้อง มิจฉาทิฏฐิ การทำบุญส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่เกิดบุญ เพราะว่าการทำทานหรือบริจาค แต่ไม่ได้ทำจิตใจให้ลดละกิเลส ทำใจในใจ มนสิการผิด ทำทานไม่มีผล ตั้งแต่ทิฏฐิข้อแรก ของมรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ ต้องรู้จักจิต แล้วก็ทำทาน เสร็จแล้ว จิตก็จะได้ชำระกิเลส ทินนัง เกิดการทำทานแล้ว (ทานังเทติ) เป็นกิริยาช่องที่สาม ให้ไปแล้วเสร็จ จิตจะเกิดผล ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ ในข้อแรกของการศึกษา สัมมาทิฏฐิข้อแรกคือทาน ถ้าไม่ได้ทำใจในใจ ให้กิเลสลดได้เลย ไปจับสักกายะ จับตัวจิต ของตัวเอง เรียกว่า กายของตัวเอง แล้วละกิเลส เป็นธรรมะสอง ให้กิเลสเราลดลงไป ไม่เพิ่มกิเลส ไม่สร้างภพชาติ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน เขาทำไม่เป็น ก็จึงไม่เกิดผล ธรรมะพระพุทธเจ้า ตรงที่ทำใจในใจก็ดี หรืออธิบายทานก็ดี บุญก็ดี กุศลก็ดี อธิบายและทำไม่ถูก ตามที่พระพุทธเจ้าสอน อย่างมีนัยยะสำคัญ มันผิดไปคนละขั้ว คนละทาง อาตมานำมาอธิบายขึ้นไป จนถึงทุกวันนี้ มันเหมือนเป็นใครมาจากไหน เพราะว่าอาตมา ไม่มีที่ไปที่มา ไม่มีเครดิตทางศาสนาเลย นอกจากไม่มีเครดิตแล้ว ยังขัดแย้งกับที่เขายึดมั่นถือมั่น ที่ผู้รู้ที่ปราชญ์ทางสังคมศาสนาพุทธ เขาฟังอาตมาแล้ว ก็จัดการอาตมาเลย ทั้งมหาเถรสมาคม จนใช้คำว่า อัปเปหิจากศาสนาเลย เป็นเรื่องน่าสงสาร น่าเห็นใจเขา เขาเข้าใจผิด และยึดมั่นถือมั่นแล้ว ในสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขามีพรรคมีพวก ที่เขาเห็นด้วยกัน เรารวมกลุ่มกัน เป็นหมู่กลุ่มชาวอโศก ทุกวันนี้ อาตมามาทำงาน ในชาตินี้ก็ได้ผลพอสมควร จนเป็นที่น่าพอใจ เพราะว่ามันยาก อภิมหายาก แต่ก็ได้ขนาดนี้ จนเป็นหมู่กลุ่ม มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรมแบบชาวอโศก ทุกหมู่กลุ่มของชาวอโศก เป็นสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีพฤติกรรมสังคม ถึงขั้นเป็นสาธารณโภคี อันนี้ อาตมาภูมิใจมากเลย ตรงที่ว่าในยุคพระพุทธเจ้านั้น ท่านทำสาธารณโภคีได้แค่ ในวงสงฆ์ ท่านทำสาธารณโภคี ในกลุ่มฆราวาสไม่ได้ จนถึงเป็นชุมชนสังคมที่เสียภาษี 100% เอาเงินทองเข้ากองกลางหมด เป็นวัฒนธรรม เป็นพฤติกรรมสังคม จะเรียกว่า เป็นหลักเกณฑ์ก็ได้ ไม่มีการบังคับ เป็นแต่เพียงบอกว่า มีหลักเกณฑ์ให้รู้นะ ไม่ใช่อาชญา หรืออาณา แต่เป็นอนุสาสนีย์ สมัยก่อน เป็นยุคทาสทั้งหมด พระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมด คนยุคนั้น ยังไม่มีความรู้ในเรื่อง สิทธิมนุษยชน สิทธิในการแสดงออก หรือสิทธิอะไรหลายอย่าง ตามกฎหมาย ยังไม่รู้จักสิทธิหน้าที่ ก็เลยทำกว้างไม่ถึงในประชาชน ในฆราวาส ทำได้แต่ในหมู่นักบวช ที่มาอยู่ในธรรมวินัยของท่าน พระพุทธเจ้าประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะว่าในยุคนั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ท่านเองกลับมีรัฐอิสระ ที่มีคนนับถือตามธรรมนูญของพระพุทธเจ้า ธรรมนูญคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือธรรมนูญหลักของศาสนาพุทธ ศีลของท่าน จะทำให้เกิดสมาธิปัญญา วิมุติ ทำให้เกิดพฤติกรรมสังคม กลุ่มหมู่ชาวพุทธ ในยุคนั้นจึงเป็นรัฐอิสระ ไปตรงไหนก็ได้ แคว้นต่างๆยอมให้พระพุทธเจ้า ไปประกาศธรรมนูญของท่าน และประชาชนของแคว้นแต่ละแคว้น ถ้ามาเห็นดีเห็นงาม ก็เข้ารีตพระพุทธเจ้าได้ด้วย พระเจ้าแผ่นดินแต่ละองค์ ในยุคนั้น ในแคว้นต่างๆ แคว้นโกศล แคว้นมคธ ก็ยอมหมด ยิ่งใหญ่มาก ในรัฐวาติกัน ได้แต่ในแค่อิตาลี แต่ของพระพุทธเจ้า ไปได้ทุกประเทศ ทุกแคว้น ทั่วทวีปอินเดีย ท่านไปได้หมด ในการประกาศลัทธิของท่าน ประกาศธรรมนูญของท่าน พระเจ้าแผ่นดินยอมให้หมด ยิ่งใหญ่มาก ในยุคนี้มันรู้เรื่อง ประชาธิปไตยหมดแล้ว ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รู้เรื่องสิทธิมนุษยชนต่างๆหมดแล้ว อาตมาจึงสามารถ ทำให้ฆราวาส มาเป็นสาธารณโภคีได้สำเร็จ สาธารณโภคี อยู่ในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 อาตมาทำในยุคนี้ก็ได้ แต่เทียบกับของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ของอาตมา ก็ถือว่าไม่เบา เพราะว่าเป็นสังคม ที่ทำให้คนมาเต็มใจเสียภาษี 100% ในดินแดนนี้ อย่างน้อยเราเป็นนิตินัย ใช่ไหม ราชธานีอโศก ทุกคนอยู่ในนี้มีชีวิตสาธารณโภคี ทุกคนอยู่ในนี้ทำงานฟรี แล้วเอาเข้าส่วนกลาง กินใช้ร่วมกันไป เกิดจากแรงงานของพวกเรา อาตมาไม่ได้เอาเงินของรัฐบาล มาเลี้ยงพวกคุณ เงินของพวกคุณ ทำงานแล้วเอาเข้าส่วนกลาง แล้วเลี้ยงดูกันไป แม้ว่าจะขาดแคลน อาตมาก็เติมเข้าไป จากระบบสาธารณโภคีในชุมชนอื่น เกื้อกูลกันไป ในฐานะที่นี่เป็นน้องใหม่ ตัวใหญ่กินจุ ก็ต้องอาศัยพี่ๆเลี้ยงบ้าง จงทราบว่า ราชธานีอโศก ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอดนะ ที่ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอด เพราะยังต้องสร้างสถานที่ สร้างที่ทำงาน มันไม่ได้เฉพาะแค่กินอยู่อย่างเดียวในสมาชิก แต่มันต้องก่อสร้าง อันนี้กินหนักกว่า ซึ่งความเป็นสังคมมนุษย์ศาสนาพุทธ อาตมาไม่ได้เรียนทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ไม่ได้เรียน อาตมาเรียนศิลปะ เศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้เรียน แต่อาตมามาบริหารเศรษฐศาสตร์ ก็เรียกว่า เศรษฐศาสตร์บุญนิยมสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์เฉพาะ ของศาสนาพุทธเลย จัดสรรเรื่อง demand-supply ได้ รายละเอียดของการจัดสรร บริหารความเป็นอยู่ต่างๆนานา จึงเป็นเรื่องที่ต่างไปจากลัทธิ หรือวิธีการของชาวโลก ที่เขาเรียกว่า เป็นระบบ ระบอบคอมมิวนิสต์ หรือ ระบอบประชาธิปไตยบ้าง สมณะเดินดินว่า… พ่อท่านพูดถึง ความภาคภูมิใจอย่างมาก อาตมาก็คิดถึง เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมื่อมาอยู่ใหม่ๆ นึกถึงว่าทำอย่างไร คนจะมากินเจบ้าง แค่จะหาคนกินเจ ก็ยังหายาก เหมือนเดินฝ่าภูเขา เคยไปเยี่ยมหลวงพ่อธรรมชาติ ท่านศรัทธาพวกเรา ท่านบอกว่า การกินเจนี้ ไม่ใช่แค่นักบวช แต่ฆราวาสก็น่าจะกินเจเหมือนกันได้ แต่ทุกวันนี้มีชุมชน ขึ้นมา แม้คนไม่มาก แต่สัมมาทิฏฐิในปัจจุบันนี้ กับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็ห่างไกลกันมาก เมื่อก่อน ใครพูดเรื่องตาทิพย์ตาทอง คนก็นิยมมาก แต่ทุกวันนี้ คนไม่ได้นิยมแบบนั้นแล้ว โรงลิเกไม่มีสิทธิ์แจ้งเกิดได้ในสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อน พ่อครูว่า...ในระบอบวิธีที่สังคมเป็นอยู่ จะชื่อว่าระบอบเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือจะชื่อคอมมิวนิสต์ หรือจะชื่อว่าประชาธิปไตย นี่แหละ ของพุทธนี่ เป็นยอดของทุกอย่าง ถ้าในยุคนี้ จะเรียกว่าเผด็จการ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เป็นเผด็จการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของพุทธนี่ เป็นเผด็จการที่มีศีลธรรม ไม่กดขี่ เบียดเบียน ทำร้ายใคร ผู้ที่เป็นใหญ่และมีสิทธิเต็มที่ ในระบบเผด็จการ ก็มีทศพิธราชธรรม ทำเพื่อมวลประชาชน อย่างเป็นประชาธิปไตย พฤติกรรมเป็นประชาธิปไตย แม้จะเรียกว่า ระบอบเผด็จการก็ตาม แต่ผู้เป็นราชาในความเป็นพุทธศาสนา จะมีพฤติกรรมเป็นประชาธิปไตย ทำงานบริหาร อย่างเห็นแก่ประชาชน จะเรียกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้ มีคุณธรรมในประชาชน ก็เป็นไปเพื่อประชาชน ถ้าเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นตัวแท้เลย โลกถึงเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แม้คอมมิวนิสต์ ก็เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แต่เขาเองเขาเชื่อว่า มันจะให้ประชาชนมีสิทธิ อย่างอิสระเต็มที่ไม่ได้ เขาจึงจำเป็นต้องมีคณะบริหาร อย่างเช่นรัสเซีย จีน เขาเข้าใจดี เขาเข้าใจว่า สูงสุดคือการบริหารโดยไม่บริหาร แต่มันทําไม่ได้ เพราะคนมันยังมีกิเลส เขาจึงต้องตั้งคณะเผด็จการในตัว อย่างนี้เป็นต้น โดยที่เนื้อหา เนื้อแท้ ของความเป็นประชาธิปไตย ปัญญาชนเขารู้เลยว่า เนื้อแท้ เนื้อหา essence ของมันคืออะไร เขาเข้าใจ นักรัฐศาสตร์ นักบริหารปกครองรู้ทั้งนั้น นอกจาก ยกเว้นว่า ตัวผู้บริหารนั้น มีกิเลสแรงมาก ที่จะโลภโมโทสันในอำนาจ ในลาภยศสรรเสริญ ที่เขาจะต้องกอบโกย ความเป็นประชาธิปไตย เป็นมาแล้วตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า มีบาลีที่ยืนยันความเป็นประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) 3 ประโยคนี้ ยิ่งใหญ่กว่าอับราฮัม ลินคอล์น ที่บอกว่า ประชาธิปไตยคือ เพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประชาชน แต่ของพระพุทธเจ้า พหุชนหิตายะ คือเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนหมู่มาก พหุชนสุขายะ คือเพื่อความสุขของมวลประชาชน อันนี้ยิ่งใหญ่ แล้วรับใช้โลก อนุเคราะห์โลก โลกานุกัมปายะ นี่คือจิตวิญญาณของคน ทั้งตัวผู้บริหารและประชาชนเข้าใจ concept เข้าใจความหมายรวมอันนี้ ตรงกันหมด ก็เกิดเป็นประชาธิปไตย ในเมืองไทย คนไทยขณะนี้ การบริหารประเทศ เป็นพฤติกรรมของประชาธิปไตย ดีกว่าในทุกยุคสมัย เป็นมา 85 ปีมาแล้ว รัฐบาลชุดนี้เป็นประชาธิปไตย ดีที่สุด โดยเนื้อหา ไม่ใช่โดยรูปแบบ หรือกฏเกณฑ์ แต่โดยเนื้อแท้ นี่คือประชาธิปไตยดีที่สุด ให้อิสระต่อทุกคน มีมาตรา 44 แต่ไม่ได้ใช้กดขี่ ข่มเหงประชาชน แต่เอาไว้รับใช้ ทำเพื่อประชาชน เอาใจใส่ทั้งคณะรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรี มีนายกฯ คนไหนบ้างใน 29 คน ..ผ่านมา 28 คนแล้ว ที่จะเหมือนคนที่ 29 ออกมาเจรจากับประชาชนทุกวัน อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นงานประจำธรรมดา ที่จะต้องพบประชาชน แต่มีอะไรพิเศษ จะต้องพูดกับประชาชน ออกจอโทรทัศน์เป็นกิจจะลักษณะ จะทำอย่างไรก็บอกกล่าว มีหลักเกณฑ์ตลอดเวลา ขยันทำอะไรปีแล้ว ตั้งแต่รัฐประหารมา จนเป็นนายกฯ สองปีกว่าแล้ว ก็ยังทำได้ดี ซึ่งอาตมาใช้ภูมิปัญญาอาตมา ที่เข้าใจ ความเป็นรัฐศาสตร์ ตามภูมิเดิมเก่าแก่มา ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มา แม้จะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็เป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้สอบได้ใบอะไรกับเขาหรอก จนเขาไล่ออก ในความหมายของการบริหารปกครอง ศาสนาพุทธมีพร้อม ทุกวันนี้ถามจริงๆ ชาวอโศกอยู่ด้วยการบริหารปกครองอย่างไร มีกรรมการ มีคณะบริหาร มีผู้รับผิดชอบหน้าที่ โดยไม่ต้องตั้งเยอะ เพราะตั้งหรือไม่ตั้ง เขาก็ทำ รับผิดชอบกัน จึงเรียกว่า เป็นข้าราษฎรการ ไม่ได้มีเงินเดือนเงินดาวน์อะไร ก็ทำหน้าที่ ตื่นเช้าขึ้นมา ก็รับผิดชอบทำ ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวเองนะ แต่นี่ถามจริงเถอะ ชาวอโศกนี่ มีคนแอบๆไม่ทำ จะตายไหม? ก็ไม่ตาย แอบๆอยู่ในนี้ แต่ไม่ได้ทำเข้าส่วนกลาง แม้ไม่มีผลผลิต ก็เป็นแรงงานช่วยส่วนกลาง ทั้งแรงงานทางกาย แรงงานทางสมอง คือรายละเอียด มีงานหลายอย่าง ที่ช่วยได้ทั้งแรงกาย แรงสมอง ที่อาจไม่มีผลผลิต เป็นชิ้นเป็นอัน คนที่ทำอยู่เยอะแยะ แต่ละผู้แต่ละคน คนไหนถนัดอะไรก็ทำ เราไม่ได้บังคับเลยที่ใช้ ขอแรงกันบ้างเป็นครั้งคราว เป็นสังคมที่มีการปกครอง ที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เป็นประชาธิปไตยอย่างสูง อาตมาเข้าใจความจริง ก็ขยายความได้เท่านี้

SMS วันที่ 9 มกราคม 2560 0858812xxx ช่วยทำกรรมโพธิ กรรมศรัทธา อย่างตั้งใจครับ ตอบ...กรรมโพธิก็คือ ความตรัสรู้ที่เกิดจากกรรม ก็ดีมาก

0851614xxx พยายามไม่หมกมุ่นขุ่นใจ พบว่ามันออกมาดีทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ลองทำดูครับ ตอบ...ไม่ต้องลองเลย ทำให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องถึงกับจดจ้อง ทำให้ใสๆ ไม่ต้องหมกมุ่น แต่พยายามทำให้สบายๆ

ความจริงของปัจจุบันเล็กยิ่งกว่าปลายเข็ม(เวทนา 108) 0893867xxx ญตธ.ประจำจอบุญนิยมหน้าโต๊ะงานฝีมือ ว่าจะส่งเฉพาะวันสุดสัปดาห์ แต่อดกราบขอบคุณพ่อครูบ่ได้กับธ.ผัสสะ ค้ำจุณชีวิต ที่ตามดูรู้ทันสุขเวทนา,ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขเวทนา ฤาผัสสาหาร ในอาหาร4 เรามีชีวิตอยู่ในโลก ที่ผันผวนด้วยทุกขวิบาก ปรวนแปรด้วยกรรมพิบัติภัยเตือนใจเราว่า เรายึดกิเลสคืออัตตา เอามาอยู่กับกาลเวลา จนคิดว่ามีอดีต ปัจจุบัน อนาคตมาตลอด! จริง ๆ กาลเวลาในโลก มีวัน เดือน ปี! แต่กาลเวลาในจิตใจคนไม่มี ถ้าละอัตตาตัวตนได้...ถ้าละอัตตาตัวตนได้! จะรู้ว่าอดีตเป็นอนัตตา! ปัจจุบันคือนิพพาน! อนาคตคือสุญญตา! ตรงกับธ.พ่อครูเคยกล่าว อดีต+ปัจจุบัน = อนาคตคือ 0+0=0 จริงเที่ยงแท้ ตอบ...เขาบอกว่าตามดูก็รู้ทัน สุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขเวทนา ฤาผัสสาหารในอาหาร 4 เรามีชีวิตอยู่ในโลก ที่ผันผวนด้วยทุกขวิบาก ปรวนแปรด้วยกรรมพิบัติภัย มันไม่ใช่กรรมพิบัติภัย แต่เป็นผลจากวิบาก เหมือนทำให้เรามีวิบัติภัย ...เขาว่า เตือนใจเราว่า เรายึดกิเลส คืออัตตาเอามาอยู่กับกาลเวลา จนคิดว่ามีอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาตลอด! จริงๆแล้วกาลเวลาในโลก มีวันเดือนปี แต่กาลเวลาในใจ ไม่มีวันเดือนปี จริงๆแล้ว กาลเวลาในโลก มีวันเดือนปี แต่กาละเวลาในจิตใจคน...ไม่มี ถ้าละอัตตาตัวตนได้ จะรู้ว่าอดีตเป็นอนัตตา! ปัจจุบันคือนิพพาน! อนาคตคือสุญญตา! ขอแวะไปหาธัมมชโย ที่เขามีแต่อดีตกับอนาคต หยั่งรู้ว่า ใครตายไปแล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่โกหก จนปาราชิกแล้ว แล้วก็มีปาราชิก ข้อโกงเงินอีกข้อ ส่อให้เห็นว่า ศาสนาพุทธในเมืองไทย ไม่มีใครเอาภาระเลยหรือ มีพระระดับสูงสมเด็จ แต่ไปขึ้นอยู่กับ สมีธัมมชโยหมด มันเสื่อมต่ำ จนไม่เหลือซากอะไรของศาสนาพุทธเลย มันน่าขนพองสยองเกล้าจริงๆ ศาสนาพุทธมันไม่เหลือ อาตมารู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว อาตมาเลยลาออกจากหมู่สงฆ์ใหญ่ อย่างพระโมคคัลลานะ เคยดึงพระสงฆ์ที่ไม่บริสุทธิ์ ออกจากหมู่ ที่จะทำปาติโมกข์ ไม่อย่างนั้นจะทำสังฆกรรมไม่ได้ เพราะมีพระที่ไม่บริสุทธิ์ อยู่ในหมู่นั้น แค่องค์เดียวก็ไม่ได้นะ แต่นี่อยู่ในหมู่ที่แสนเน่า ความจริงไม่มีในอดีตและอนาคต ความจริงมีแต่ในปัจจุบันเท่านั้น ความจริง ยิ่งกว่าปลายเข็มที่จิ้มอยู่ แล้วยก เร็วทะลุเร็วเลย จะเร็วเท่าหรือกว่าแสงเลย นี่คือความจริง ปัจจุบันที่มันเกิดเหตุปัจจัยกัน เกิดกระทบอะไรมา มันไม่มีอะไรเลย อนาคตยังไม่มีเหตุปัจจัยอะไรเลย เราต่างหากแส่ไปหาว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร เราโง่เองที่ไปสร้างภพชาติ ทั้งที่มันเป็นอดีตไปแล้ว ผ่านไปแล้ว คนนี้บอกอีกว่า ตรงกับธรรมพ่อครูเคยกล่าว อดีต+ปัจจุบัน=อนาคต คือ 0+0=0 จริงเที่ยงแท้ รู้เคหสิตเวทนา 18 รู้เนกขัมสิตเวทนา 18 รู้สองอันนี้ สามารถปฏิบัติไปนิพพานได้ ต้องรู้ว่า แม้แต่เป็นอุเบกขา แต่เป็นเคหสิตเวทนา ก็ไม่ใช้ฐานนิพพาน สุขอาริยสัจไม่มี มีแต่สุขขัลลิกะ ก็เป็นเวทนา สุขทุกข์อยู่ที่อาการของจิต ที่เรียกว่าเวทนา ที่อื่นไม่มี จึงต้องเรียนรู้ สุขทุกข์จากเวทนา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานเดียวเท่านั้น ของศาสนาพุทธ ต้องทำสุขทุกข์ให้หมดไป เป็นเนกขัมสิตเวทนาอุเบกขาให้หมด เพราะฐานนิพพานคือ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา คนที่จะทำได้ ต้องรู้มโนปวิจาร 18 ทำจิตของตน ให้เป็นอย่างนั้นให้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ให้ได้จนแข็งแรง จนเป็น คุณเริ่มทำเป็นเมื่อไหร่ก็ทำ มโนปวิจาร 36 นี่แหละคือ เคหสิตเวทนา 18 รู้เนกขัมสิตเวทนา 18 ทำทุกปัจจุบัน เมื่อมันเกิดเป็นเคหสิตเวทนา ก็ทำให้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาเสมอ ทำให้เป็นสุญญตา ทำเสร็จก็เป็นอดีต ปัจจุบันทุกปัจจุบัน ถ้ามีผัสสะ ก็ทำจนเป็นกิเลส 0 แต่ถ้ายังทำไม่ได้ หรือติดลบอยู่ ก็ไม่บริบูรณ์ ต้องทำให้สมบูรณ์ทุกปัจจุบัน เป็น 0 ก็ผ่านเป็นอดีต 0 ทุกปัจจุบัน ทำได้อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ทุกปัจจุบันและอดีต เป็น 0 อนาคตก็ 0 ทำได้เพราะปัจจุบันแข็งแรง ทำมากๆ จนอดีตแข็งแรงตั้งมั้น ทุกปัจจุบันมา จะมีการกระทบกระแทกอย่างไร ก็ไม่มี effect อะไร ไม่มีอะไรเกิดเลย ยังเป็นความเสถียร เป็น 0 อยู่ตลอด อันนี้เมื่อขยายองค์ธรรม 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จะเข้าใจเพิ่มขึ้น ปริสุทธา คือบริสุทธิ์ เมื่อกระทบสัมผัส เมื่อเกิดการเกี่ยวข้อง มีสัมผัสเป็นปัจจัย จิตของคน ก็มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่อย่างเก่า ก็คือมีปริสุทธา ปริโยทาตา แข็งแรง สัมผัสเกี่ยวข้องอย่างไร ก็ทำจิตเปิดสุดขาวผ่องขาวรอบ ตลอดเวลา ประสิทธิภาพของจิต จึงเก่งขึ้นเก่งขึ้นด้วย มุทุ รู้ทัน สายปัญญา หรือเชิงปัญญาของจิต เราก็รู้เร็วรู้ไว เชิงเจโต เชิงจิตก็ปรับได้ไว โดยไม่ต้องปรับด้วยซ้ำ ไปไม่หวั่นไหว อเนญชาภิสังขาร แข็งแรงตั้งมั่นอย่างสัมผัสกับโลกธรรมใดๆ จิตใจก็ไม่หวั่นไหวแล้ว ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ทางปัญญาก็รู้เร็ว รู้ทัน รู้ไว ทางเจโตก็ปรับได้ง่าย มีฐานแข็งแรง ฐานรบก็ไปรอบทันกาล ทั้งสอง ปัญญาและเจโตเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิต ที่มีประสิทธิภาพยิ่งใหญ่ จึงเป็นต้นทุนที่ดีมากของจิต ทำการงานทุกการงาน ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็มาจากฐานคือ มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ทำการงานได้อย่างสละสลวย งดงาม บริสุทธิ์ ผุดผ่อง มีประสิทธิภาพดีที่สุด ไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย เพราะปราศจากอคติ ปราศจากกิเลส เรียกว่า กัมมัญญา สุดท้าย ปภัสสรา ก็ยังผุดผ่อง ผ่องแผ้ว สะอาดบริสุทธิ์ อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) มั่นคงแข็งแรงอย่างเสถียรสนิทเลย ที่พูดภาษาบาลีนี้ ไม่ได้อวดเก่งนะ แต่ให้รู้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ยิ่งใหญ่วิเศษ แล้วเป็นจริงได้อย่างนี้ ถ้าไม่เป็นจริง อาตมาจะสึกแล้วก็ได้ แต่อาตมาออกมาบวช อย่างมี นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) มีตั้งแต่ก่อนบวช มาอย่างประกาศโพธิสัตว์ มาเป็นผู้ที่จะสืบสานศาสนา แล้วมาแก้กลับว่า โพธิสัตว์คืออะไร โพธิสัตว์คือผู้ที่บรรลุธรรม อย่างน้อยเป็นอรหันต์ มาก่อน อรหันต์ในโสดาบัน อรหันต์ในสกิทาคามี อรหันต์ในอนาคามี อรหันต์ในอรหันต์ แล้วเป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทธโธ คือพระพุทธเจ้าในปางที่เก้า คือปางที่มี แต่ถ้าจะอยู่ที่ปางไม่มี ก็คือปางที่สิบ เป็นผู้อมตะ จะมีหรือไม่มี จะตายหรือไม่ตายก็ได้ เป็นอมตะ

_0818557xxx กราบนมก. และระลึกถึงท่านเสมอ พักนี้ลูกพักไปค่ะ เพราะมีแฟนคลับคนใหม่เขียนมาเสมอๆ แต่วันนี้อดบ่ได้ ท่านชอบถ่อมตนมากๆ ซึ่งมันไม่ใช่เลยเจ้าค่ะ กราบนมก.ท่านนะคะ (ถนอมสุขภาพด้วยค่ะ) ตอบ...อาตมาเกิดในยุคเดียวกับพวกคุณ ทุกคนมีอาการ 32 เหมือนพวกคุณทุกคน ไม่มีอะไรประหลาด ดีไม่ดีหล่อน้อยกว่า แข็งแรงน้อยกว่า สุขภาพอาจไม่ดีกว่าบางคนด้วยซ้ำ อาตมาก็ยังยืนยันว่า เป็นคนเหมือนพวกคุณทุกคน แต่ที่พูดไปไม่ได้ถ่อมตน หรืออวดตน รู้อย่างนี้ก็บอกไปอย่างนี้ รู้เท่านี้ก็ว่าไปเท่านี้ ที่จริงรู้ร้อยก็ไม่ปล่อยร้อยหรอก ยักไว้บ้าง ทีหลังคุณมาซักต่อ อาตมาไม่มีอะไรบอก ยักไว้หน่อย อาตมาจะได้เทศน์ ประกาศแต่แค่นี้ก็สูงแล้ว พอแล้ว ที่อาตมาประกาศ อย่านึกว่า อาตมาหมดภูมิแล้ว ยังยักไว้อยู่

รู้สึกไหม ที่อาตมาแสดงธรรมนี้ สูงขึ้นได้เรื่อยๆ นี่แหละคือ อานิสงส์ของผู้แสดงธรรม ผู้แสดงธรรมจะต้องมีธรรมะมากพอที่จะแสดง ส่วนคนฟังจะได้ อานิสงส์ 5 ของการฟังธรรม 1 . ผู้ฟังย่อมได้ฟัง สิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัด ในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202) ถ้าคุณได้อานิสงส์ จะเกิดความยินดีในการฟังธรรม ถึงเวลาจะมาแล้วอย่างคุณ 3867 อาตมาพูดนี้สูง จนเขาจะพูดว่า มันพูดอะไรนะ มีหรือในโลก คนถึงมักบอกว่า อาตมาสอนธรรมะสุดโต่ง เพราะไม่รอเขา ตัวเขาตามไม่ทัน อาตมาก็เลยบอก ณ ที่นี้ว่า อาตมารอคุณไม่ไหวหรอก เพราะคุณยิ่งกว่า เต่าตัวแก่ แล้วแถมพิการอีกต่างหาก ยังไม่พอยังเจ็บป่วยอีก เต่าตัวนี้จะช้าขนาดไหน อาตมารอไม่ได้ ขนาดนี้ยังพูดวนซ้ำตั้งมาก คุณก็ยังตามไม่ทัน ไม่ไหวแล้ว จะให้อาตมา รอเต่าตัวแก่ ป่วย พิการไม่ได้ คุณต้องพัฒนาตัวเอง ตามมาให้ทัน ไม่อย่างนั้น อาตมาตายก่อน ถ้าอาตมาไม่สามารถ ทำให้คนใดคนหนึ่ง บรรลุอรหันต์ อาตมาล้มเหลว จึงจำเป็นต้องอธิบายให้สูงขึ้น ใครตามไม่ได้ ก็ต้องขออภัย อาตมาจำเป็นจะต้องทำเช่นนี้ นี่ยังทยอยพูดให้ฟังได้เรื่อยๆ ก็ยังมีอะไรพูดให้ฟังได้เรื่อยๆ ยังไม่หมดง่ายหรอก ที่พูดไม่ได้แก้ตัวนะ อีกอย่างหนึ่ง ก็อย่าหาว่าอวดรู้ อวดว่าเป็นผู้รู้มาก จนไม่หมดสักที ก็เข้าใจว่า คนที่หมั่นไส้ก็มี แต่การหมั่นไส้นั้น เป็นกิเลสของเขา ก็ไม่รู้จะรับผิดชอบให้เขายังไง ใครที่ชอบหมั่นไส้คนเก่งบ้าง กิเลสในพวกเรานี้ อะไรหมั่นไส้จังคนนี้ อย่าไปหมั่นไส้เลย มันทุกข์ รับฟังเขาให้ดี เราเองไม่ต้องอารมณ์เรา เราเลยหมั่นไส้เขา การไม่ต้องอารมณ์เรา มันเป็นอัตตา เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น อาตมาทำไปนี้ รู้ว่ามีคนเหม็นหน้าอาตมาเยอะ เพราะว่าบรรยายสูงขึ้น คนก็ยิ่งเหม็นหน้าเพิ่มขึ้น รู้อยู่แต่ทำให้ดีกว่านี้ยังไม่ได้ ก็ทำขนาดนี้ก็แล้วกัน อาตมาแม้แก่แล้ว ทำได้ก็จะทำ ทำไปจนทำไม่ไหว ก็หยุด ก็ขอลาตาย

ความไม่มีคือศูนย์กลางกาย

มีอีกสองคนถามมาหลายวันแล้ว พวกเราภายในถามมา

_คนหนึ่ง(ทนายสว่าง)ถามว่า...ผมขอถามพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 43 ดังนี้ ได้ไหมครับ เมื่อยังมีโลกกาม ก็ทำให้ไม่มีกาม เมื่อไม่มีกาม แล้ว ก็อย่าไปยึดความไม่มี (นัตถิ) เมื่อไม่ยึดแล้ว ก็ไม่มี (นโหติ) ก็เข้าถึง ศูนย์กลางกาย (พ่อครูว่า พวกเราคงรู้นะว่า กายมีสอง มีภายนอกกับภายใน) เมื่อยังไม่มีนิโรธ ก็ทำให้มีนิโรธ (อัตถิ) เมื่อมีนิโรธแล้ว(อัตถิ) ก็อย่าไปยึดนิโรธเป็นอัตตา เมื่อไม่ยึดแล้วก็ไม่มี (นโหติ) ก็เข้าถึงศูนย์กลางกายได้

ตอบ…ได้ ขอสรุปให้ฟังอีกอัน เมื่อทำให้ศูนย์กลางกายนี้ได้แล้ว ก็ทำความมีให้สำเร็จ ทำความไม่มีให้สำเร็จ แล้วก็อยู่ตรงกลาง ความมีกับความไม่มี เมื่อคุณมี นิโรธ ก็ทำให้ไม่มีอีก เพราะฉะนั้น คุณอยู่ระหว่าง มีกับไม่มี เรียกว่า อยู่ศูนย์กลางกาย เพราะฉะนั้น พูดมาถึงตรงนี้ ก็ให้นึกถึง หลวงพ่อสด ที่เป็นอาจารย์ ของธัมมชโยด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน