600111_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การศึกษาความพอเพียง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600111_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การศึกษาความพอเพียง

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 11 มกราคม 2560 ช่วงนี้คนที่บ้านราชฯ อาจจะน้อยลง เพราะถึงรอบที่บ้านราชฯ จะไปทำหน้าที่ที่สนามหลวง ตอนนี้มีข่าวหลายอย่าง ว่าจะเลิกหรือจะทำโรงบุญต่อ เนื่องจาก ทางบ้านเมืองต้องใช้สถานที่ในการประกอบพิธีสำคัญ ของบ้านเมือง ก็มีหลายภาคส่วนไปช่วยกัน อยู่กันจนเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน มีความอบอุ่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ข้อจำกัดของหลายแห่ง ก็คือมีคนน้อย ถ้าออกห่างไปไกล คงจะไม่ทำแล้ว ของเราก็ปรึกษาหารือกัน พวกเราก็ยังมีพลัง มีไฟที่จะทำงานกันต่อ กิจกรรมกำลังไปด้วยดี เจริญทั้งงานและผู้ร่วมงาน พ่อครูก็ว่า ถ้าพวกเรายังเห็นประโยชน์กันอยู่ ก็ทำต่อกันไป ในข้อมูลเฉพาะวันนี้ ก็ยังคงเดินหน้าต่อ งานแบบนี้ มีครั้งเดียวในรอบร้อยปี หรือหลายร้อยปี ที่จะมีงานพระบรมศพที่ยิ่งใหญ่ เป็นยัญพิธีที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ที่พลังจิตวิญญาณผู้คนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรักสามัคคีกัน พวกเราก็ว่า ไหนพ่อครูจะให้อยู่ไปสองปีสามปี จะรีบเลิกทำไม พวกเราก็ยังไม่รู้สึกว่าเหนื่อย ยังมีปีติจะทำต่อ อย่างนั้นข้อมูลเฉพาะตรงนี้ ยังไม่หยุด ที่ปลูกผักก็ปลูกกันต่อ ถ้ามีอะไรที่เป็นอนิจจัง ก็ค่อยฟังข่าว ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็คงอยู่ไป จนถึงถวายพระเพลิงพระศพ เราก็ไปรับใช้ ถ้าเขาบอกว่า รับใช้แค่นี้พอ เราก็เลิก เพราะงานของเรา ก็มีเยอะอยู่แล้วในชุมชน ส่วนเรื่องจิตวิญญาณ ที่จะพัฒนากันต่อ ก็จะมีพ่อครูมาให้ปัญญา ให้ความเข้าใจไปเรื่อยๆ

การศึกษาที่ล้มเหลว พ่อครูว่า...เราก็มาฟังธรรมะ ธรรมะนี่เกิดจากความรู้ ความรู้ที่เป็นความรู้ในการพัฒนาจิต ถ้าความรู้นั้นไม่ได้พัฒนาจิต ความรู้นั้นไม่ชื่อว่าธรรมะ คนที่เรียนรู้ในโลกนี้ เรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

หรือเรียนอะไรก็แล้วแต่ เรียนแล้วธรรมะไม่พัฒนา เรียนแล้วมีแต่กิเลสมากขึ้นๆ การศึกษานั้นล้มเหลว แต่ทุกวันนี้ เขาว่าการศึกษาเขาเจริญ เพราะการศึกษานั้นรู้มาก รู้จักทฤษฎี รู้จักวิธีการ รู้จักวิทยาศาสตร์ รู้จักสังคมศาสตร์ รู้จักความสัมพันธ์ของมนุษยชาติ รู้จักงานการ รู้จักกิจการต่างๆ รู้จัก ทำได้ ทำเป็นขึ้นมาเยอะ ความสามารถในทางความเก่งในฝีมือ ในการทำ ในเทคนิคต่างๆ มันเป็นการเจริญทางโลก รู้มาก ทำเป็นมาก รู้มากเขาก็เรียกว่าเจริญ ฉลาดเฉลียว ไปตอบปัญหาในโทรทัศน์ รู้รอบโลก รู้ลึกซึ้งอะไรมากมาย ตอบได้หมด หรือทำอะไรก็เป็นก็เก่ง ทำจนพิสดารเกินคนธรรมดาสามารถทำได้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักประดิษฐ์อะไรเก่ง เหล่านั้นเป็นความเจริญทางโลก แต่ความเจริญทางธรรม คือจิตวิญญาณที่กิเลสลด นั้นเรียกว่าความเจริญทางธรรม ถ้าความเจริญทางโลก เจริญมาก แต่ความเจริญทางธรรมไม่มี กิเลสไม่ลด บ้านเมืองสังคม มันก็บรรลัยไปเรื่อยๆ มีความทุกข์ยาก มีความเอาเปรียบ คนที่เก่งมาก รู้มาก ก็หาทางเอาเปรียบมาก ช่องว่างระหว่างการได้เปรียบ ก็ออกกฎเกณฑ์มาสร้างวัฒนธรรม ที่ผู้มีเปรียบ จะเป็นผู้ได้อัตราส่วนที่ได้เปรียบ เป็นปฏิภาคทวีขึ้นได้เรื่อยๆ กำหนดอัตตาทับทวีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้ไม่ฉลาด ไม่มีอำนาจบริหารในสังคม ผู้ที่มีเปรียบในสังคม คือผู้มีอำนาจในสังคม อำนาจในลาภยศ ชั้น แม้แต่อำนาจสรรเสริญ ก็สามารถกำหนดอัตราความได้เปรียบ ผู้ที่เก่งทางลาภยศสรรเสริญ มีแน่นอน เป็นผู้ที่กำหนดอัตราส่วน การได้เปรียบในสังคมขึ้น เสมอๆๆ คนที่เสียเปรียบก็ต้องจำนน มีความจำเป็นที่ต้องรับ สิ่งที่ผู้มีอำนาจนั้นจะให้ ได้ สามารถอำนวยให้ได้ ผู้ที่ต้องรองรับผู้ที่มี ลาภมาก ผู้ที่ต้องการลาภมาก ก็ต้องยอม เขาจะตั้งอัตราส่วนได้เปรียบอย่างไร ก็ต้องยอม ผู้ที่มีอำนาจในยศ ก็ต้องยอมผู้ที่มีอำนาจ จะอวยยศให้ได้ จนต้องหาทางซื้อตำแหน่งยศศักดิ์ เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นอันร้ายแรง ผู้ที่ได้สรรเสริญมาก เช่นดารา ได้รับความนิยมชมชอบสรรเสริญ ก็กำหนดอัตราส่วน ให้ตนได้เปรียบมากขึ้น ตอนนี้อบายมุขนิยม ก็เลยตั้งอัตราค่าตัวได้สูงขึ้น พวกการละเล่น กีฬา ร้องรำทำเพลง บันเทิงเริงรมย์ อัตราของดารา กีฬา เต้นรำ เขาเรียกตัวเองว่าศิลปิน ที่จริงคือพวกเต้นกินรำกิน เขาก็เรียกร้อง อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นเยอะเลย สังคมใดที่ราคาของพวก บันเทิงเริงรมย์กีฬาพวกนี้ มีค่าตัว สูงขึ้นเท่าไหร่ สังคมนั้นยิ่งเสื่อม คือให้คนเป็นทาสอารมณ์ เสพรสกิเลส บันเทิงเริงรมย์ไร้สาระ มีแต่ปลุกเร้าเอาชนะคะคาน เสพรสราคะ เสพรสโทสะ ถ้าแข่งขัน เอาชนะคะคานกันเป็นเชิงโทสะ ถ้าเชิงเสพรสก็ราคะ สัจจะพวกนี้ไม่ค่อยเข้าใจไม่รู้เรื่อง แต่กลับไปสรรเสริญยกยอพวกที่ จัดจ้านในทางบำเรอกิเลส หลงยศศักดิ์ หลงเป็นคนมีลาภมากๆ พระพุทธเจ้าสอนคน ให้มามักน้อยกล้าจน ให้เอาน้อยๆ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ

ไตรสิกขาของพุทธ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ การศึกษาของพระพุทธเจ้าเลย ส่วน อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ เป็นความเจริญ ที่จะกล้าจน มีน้อยก็พอ สันโดษแปลว่าพอ ใจพอ มักน้อยอย่างนี้พอแล้ว กินใช้แค่นี้พอแล้ว เรียกว่าสันโดษ ปวิเวกะก็สงบ เมื่อมีขีดพอ จิตสงบ ไม่แย่งชิง ไม่ก่อเรื่อง ก่อราวในสังคม สร้างสรร แล้วเป็นคนมีใจพอ ไม่ขี้เกียจ เป็นคนขยันเสมอ วิริยารัมภะ คือปรารภความเพียร ขยันอยู่ตลอดเวลา ไม่ขี้เกียจ เจริญตามกถาวัตถุ 10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69) อสังสัคคะ แปลว่าไม่หลงสวรรค์ ไม่ต้องประกอบสวรรค์ ไม่ต้องมีสวรรค์ ไม่ต้องเอาสวรรค์.. ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นผู้บรรลุธรรม ผู้ที่รู้ว่าอาการสวรรค์คือภพชาติ คนเราไม่รู้จะไปหลงสวรรค์ โดยวิธีการล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ ล่าโลกธรรมให้แก่ตัวเองเรียกว่า จาตุมหาราช คือสวรรค์ภพแรกของสวรรค์ 6 ชั้น คือคนจะต้องล่าเอาโลกธรรม ให้กับตัวเองให้ได้ เรียกว่ายักษ์ เป็นยักษ์สี่ตน ประจำทิศ เหนือ กลาง ใต้ ออก ตก พอล่าได้ก็ดีใจ ดีใจก็คือดาวดึงส์ แปลว่าสุข เอร็ดอร่อยขึ้นสวรรค์ ดาวดึงส์คือสวรรค์ที่ได้เสพสม ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ยามาก็คือ กาลเวลา จะต้องมีสุขอย่างนี้ ยืดยาวไป ยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม ยามสี่ ตลอดวันตลอดคืนก็ยิ่งดี ติดใจในอารมณ์ เป็นอารมณ์หลอก เป็นสุขเก๊ เป็นสุขที่ไม่มีจริง เป็นอนัตตา คนเรามีอาการ 32 คือ ทวัตติงสาการ แต่คนโง่ก็ไปสร้างอาการที่ 33 เป็นภพชาติที่หลอก ที่ไม่มีในอาการของจริงในดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นอาการ 32 ตามธรรมชาติ แต่นี่ประหลาดกว่าอาการธรรมชาติ เป็นอาการที่ 33 อาการ เก๊ เวทนาเท็จ ไม่ใช่เวทนาแท้ เป็นอารมณ์เท็จ ไม่ใช่อารมณ์แท้ เป็นความรู้สึกเท็จ ที่ถูกหลอกโดยอุปาทานให้หลงว่า มันมีจริง ทั้งที่มันไม่มีตัวตน ไม่มีของจริงเลย พระอรหันต์ สัมผัสกะหล่ำปลี สีเขียว สีเหลือง สีขาว ก็เห็นความจริง ตามความเป็นจริง ไม่ได้มีอารมณ์ที่ 33 พระอรหันต์ทุกองค์ ไม่มีอารมณ์ที่ 33 ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก นี่เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาสรุปจบถึงอรหันต์ เป็นอาการอารมณ์ของศาสนา แต่เดี๋ยวนี้ เมืองไทยไม่มีโลกุตรธรรม อธิบายแต่จิตว่าง แต่ไม่รู้สภาวะธรรมจริงเป็นอย่างไร อาตมาได้ฟังคนอธิบายเรื่องจิตว่าง จะฟังรู้ว่า คนนี้ไม่เข้าถึงสภาวะเลย สภาวะความจริงของจิตที่เป็น เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เขาก็พูดไปตามตรรกะเหตุผลที่เขามี แต่จะไม่เข้าถึงสภาวะ ฟังดูจะรู้ ใครว่างแบบเวิ้งว้าง ไม่มีสภาวะจริง จิตบรรลุธรรมเป็นฐานนิพพาน จิตไม่มีสุขทุกข์ คือฐานนิพพาน อาตมาก็พยายามสอนพวกเรา เอาสัจจะธรรมะพระพุทธเจ้า มาให้พวกเราปฏิบัติ จนเกิดมีอาริยะชน ในหมู่พวกเรา ขอบังอาจกล่าวว่า ในหมู่ชาวอโศกมีอาริยชน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ขาดทุนคือกำไร กับแบบคนจน SMS วันที่ 10 มกราคม 2560 _ 0851614xxx การคิดก่อนพูดและทำ จึงช่วยให้บุคคลสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร และหยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง (พระราชดำรัส ร.9 พศ. 2540) ตอบ...พ่อครูว่า...มาดูพระราชดำรัส "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เขามีอุตสาหกรรมสูง จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำรา แล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง" แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 เป็นพระราชดำรัสที่ยิ่งใหญ่ ตำราที่ว่านั้น ในหลวงละไว้ ในฐานที่เข้าใจ เพราะท่านเป็นในหลวง ท่านจะไปบอกว่า ตำราที่จะต้องดูนั้น คือตำราศาสนาพุทธ ท่านตรัสไม่ได้ เพราะเมืองไทยมีหลายศาสนา ที่บอกว่าปิดตำรานั้นเสีย คือปิดตำราสากล วิชาการโลกียะ แต่ตำราของพระพุทธเจ้า เป็นตำราโลกุตระ ท่านมีพระปัญญาธิคุณ ในหลวงองค์นี้มีโลกุตรธรรม คนธรรมดาจะมาบอกว่า ต้องมามีชีวิตแบบคนจน ไม่มีใครพูดหรอก สำหรับคนธรรมดาสามัญทั้งหลาย นอกจากยกเว้นเลย คนๆนั้นจะต้องมีภูมิธรรม เป็นอาริยะจริง มีนะ ราษฎรที่ไม่เอา รวยไม่เอามาก ชาติอื่นก็มี ไม่ใช่มีแต่ชาติไทย รวยกว่านี้ไม่เอา มากกว่านี้ไม่เอา เคยมีแม้แต่ประธานาธิบดีอุรุกวัย ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่บ้านรับรองก็ไม่ไปอยู่ อยู่บ้านตัวเองหลังเก่าๆ รถประจำตำแหน่งก็ไม่ใช้ แต่ใช้รถเก่าๆของตัวเอง อยู่อย่างนั้นแหละ แต่บริหารประเทศได้ อยู่อย่างพอใจตัวเอง อยู่ในฐานะแบบคนจน ไม่ได้ไปหลงใหลว่า จะต้องมีมากอะไรนี่ คือจิตใจของอาริยะ แล้วทำงานช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ ช่วยเหลือผู้อื่น มีความรู้ความสามารถ ก็ขยันหมั่นเพียร ไม่ได้หลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ศาสนาไหนก็เข้าใจจุดนี้เหมือนกัน แต่ทฤษฎี(สันสกฤติ) หรือทิฏฐิ (บาลี) ของพระพุทธเจ้านั้นทำได้ จะพูดหรือความหมาย อธิบายศาสนาพุทธ พูดอย่างไร ก็ไม่นอกเหนือ กถาวัตถุ 10 ในทุกชาติ ทุกศาสนา ก็เข้าใจอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ทฤษฎีคือทิฏฐิ ที่จะทำให้จิตใจลดละ จนเป็นคนเช่นนี้ได้ อันนี้แหละสำคัญ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่อาตมากล่าวถึง กถาวัตถุ 10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) คนทั่วไปแปลว่า พึงพอใจที่ตนมีอยู่ มันไม่สัมพันธ์กับมักน้อย เพราะไปถามบิลเกต เขาก็ต้องพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แล้วจะบอกว่าเป็นคนสันโดษได้อย่างไร จะฟังขึ้นไหม บิลเกตนี่ แต่ละปี มีรายได้ต่อปี ไหลเข้าอย่างน้ำก๊อก แต่ละวินาทีของเขา เขาไม่พอหรอก ไม่มีทางพอ ถ้าพอแล้วเขาก็ต้องบอกว่าพอแล้ว นอกจากนั้น ก็แจกจ่ายแก่ผู้อื่น เอาออกไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แค่นี้พอแล้ว ถ้าคนที่พอแล้วจะบอกเช่นนี้ เหมือนเรากินข้าวอิ่มแล้ว จะบอกว่าพอแล้ว แต่คนที่ตะกละจะไม่พอ คนที่อิ่มแล้วนะ แต่ปากมันอยากก็เอาอีก มันไม่ใช่ปากหรอก กิเลสมันอยาก ท้องอิ่มก็พอสิ คนธรรมดา แต่คนตะกละยังติดอร่อย อิ่มแล้วก็สวาปามเข้าไปอีก คนที่จะเข้าใจว่าชีวิตจริงๆแล้ว มันไม่ใช่จะต้องไปรวย ลัทธิพุทธ จึงเป็นลัทธิจน อย่างเช่นในหลวงเรา เป็นพระอาริยะ เป็นโพธิสัตว์ ที่เป็นพระอาริยะจริง ไม่ใช่ยกยอปอปั้น แต่เป็นคุณลักษณะพิเศษ คุณลักษณะอันประเสริฐ เป็นคุณสมบัติที่มีธรรมะ อันเป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ เหนือโลกียะ ปุถุชนสามัญ ที่เขาต้องเอารวย เอาลาภ ยศ มีอำนาจบาตรใหญ่ ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ส่วนผู้ที่เจริญจริงๆ จะไม่หลงไป จะทวนกระแสโลกโลกียะ เรียกว่าโลกโลกุตระ ทุกวันนี้เห็นโลกุตระของศาสนาพุทธนี้เสื่อมมาก ในหลวงท่านตรัสว่า ให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เขาฟังเหมือนพอเข้าใจ มันดีนะพอเพียง แต่อาตมาเชื่อจริงๆว่า ไม่รู้ชัดเจนละเอียดจริงว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือต้องมามักน้อย เป็นคนมีวรรณะเก้า ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ มีวรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) กินง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย มาง่าย เลี้ยงง่าย 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ไม่เอาแบบรวย ตรงกันข้ามกับสำนักธรรมกาย ที่เป็นสำนักปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ เป็นศาสนามหัปปิจฉะ รวยไม่สิ้นสุด รวยตลอดกาล เป็นขบถต่อศาสนาพุทธ อย่างคนละขั้วเลย เป็นคนไม่รู้จักพอ อสันตุฏฐิ เป็นคนไม่พอ เป็นคนเกียจคร้าน (โกสัชชะ) ถ้าจะขยันก็คือ ขยันบำเรอกิเลสตัวเอง 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

ทุกวันนี้สังคมเมืองไทยยืนยันได้ เป็นปรากฏการณ์จริง สำนักที่สอนให้ไปรวย ยิ่งใหญ่ คนนับถือมาก มีอำนาจในสังคมมาก เช่น ธรรมกาย สำนักที่สอนให้คนมาจน ไม่มีคนเข้าใจ ไม่มีคนยอมรับนับถือ ไม่มีคนมาขึ้นเลย อย่างชาวอโศก ตั้งหน้าตั้งตาสอนให้คนมาจน จนกระทั่ง พยายามช่วยกัน ช่วยกันอย่างไร อาตมาก็ขอบคุณพวกเรามาก ช่วยกันมา ที่สุดเอาชีวิตมาปฏิบัติอย่างนี้ ให้ถึงที่สุดถึงนิพพาน เป็นพระอรหันต์ให้ได้ ยังไม่พอ ยังเปลี่ยนนามสกุล จากนามสกุลเก่า มาเป็นนามสกุลที่ยืนยัน มุ่งมาจน ตั้งใจจน พร้อมจน จนอีหลีอีหลอ มีเกินกว่าสิบตระกูล ที่มาจนแล้ว คนเหล่านี้ เอานามสกุลตัวเองมาเปลี่ยน ที่ต้องมาจนจริงๆ ของศิลป์สร้าง มีสกุล จนทุกชาติ จนสารพัด มาตั้ง ไม่รู้กี่สิบจนแล้ว ก็ขอขอบคุณ มาเป็นตัวหลักให้เห็นว่า มาจนนี่ดีจริงๆ นี่คือความเข้าใจ ความเต็มใจ พอใจ มาปฏิบัติตนให้เป็นคนเช่นนี้ อาตมาก็ภูมิใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มาประกาศให้พวกเราเข้าใจ และปฏิบัติ ชาวอโศกก็เข้าใจ มาเป็นคนจน จนกระทั่ง อาตมาพูดไปแล้ว เขาน่าจะสะดุดนะในพวกนักบริหารประเทศ น่าจะมองออกว่า ชาวอโศกนี่ ปฏิบัติตามศาสนาพระพุทธเจ้าจริงๆ ตามในหลวง เดินตามในหลวง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเอาแบบคนจน ท่านก็ขยายความแบบคนจน อย่าไปเป็นคนรวย ก็เอาไปพัฒนาต่อไม่ได้ ท่านก็บอกว่า “แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” พระราชดำรัส ขาดทุนคือกำไร….ก็แปลว่า ขาดทุน เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้อง ว่าไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษ มันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่า ภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้ว เขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่า ต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไร ที่เป็นการกระทำ แล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้น มันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534

พ่อครูว่า...ประเทศไทยเรามีในหลวง ที่เป็นอาริยะบุคคล เป็นผู้ที่ประเสริฐ ท่านตรัสเศรษฐกิจพอเพียงแบบคนจน ขาดทุนคือกำไร ก็น่าเห็นใจผู้บริหาร ที่จะมาประพฤติแบบคนจน ต้องชัดเจน เหมือนอย่างประธานาธิบดีอุรุกวัย ก็จะชัดเจน จะทำจริง แต่ประเทศไทยยังไม่มีโอกาส คนที่รับสิ่งนี้ ยังไม่เข้าใจว่าเป็นคนเจริญ คนอย่างประธานาธิบดีอุรุกวัย เป็นคนเจริญ ขออภัยที่ต้องกล่าว ชาวอโศก มาเป็นคนจนได้สำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคม ชาวอโศกที่เป็นด็อกเตอร์ก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้หลักฐาน แต่ทางการไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ประเทศยังไม่รู้จัก ขออภัยอีกที จะอธิบายตัวเอง ชาวอโศกเป็นชุมชน ที่มีทฤษฎี ปฏิบัติตน จนกลายเป็น คนมีวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีศีลเคร่ง พัฒนาให้มีศีล เพิ่มขึ้นตามลำดับ จนฆราวาสชาวอโศก ก็สามารถถือศีล 10 ได้ แต่พระเณรทั่วไป ถือศีล 10 ไม่ได้ 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

คนที่เจริญจริงเป็นอาริยะ จะมีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นคนจนแต่ขยัน สร้างได้มาก แต่เอาไว้เป็นของตนเองน้อยๆ ขยันหมั่นเพียรสร้างได้มาก ขออภัย อย่างชาวอโศก วันๆก็ขยันทำงานทั้งวัน จนตลอดเดือน ไม่มีรายได้เข้าส่วนตัว ทำงานฟรี เป็นปีก็ทำงานฟรี เสียภาษี 100% อย่างชาวบ้านราชฯ เป็นหมู่บ้านแบบนิตินัย หมู่ที่ 10 ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ มีผู้ใหญ่บ้าน ตามนิตินัย แต่หมู่บ้านนี้ คนเสียภาษี 100% ทำงานฟรี ไม่มีรายได้เข้าส่วนตัว ทำงานได้รายได้ เข้ากองกลางสาธารณโภคี กินใช้ร่วม ที่ดินก็ใช้ร่วมกัน บ้านช่องเรือนชาน ก็อาศัยร่วมกันได้ ใครควรอยู่บ้านไหน ก็แบ่งกัน ไม่ยึดติดเป็นของตัวของตน แม้จะมีของตัวของตน ก็ให้คนอื่นอาศัย ไม่หวงแหนยึดติด เป็นคุณสมบัติ เป็นสิ่งที่ติดตัวบุคคลชาวอโศก พัฒนามา 30-40 ปี ราชธานีอโศก ตั้งมาปีพ.ศ. 2537 พอถึงปีนี้ก็ 23 ปี แล้ว ตั้งแต่เป็น แผ่นดินที่ใครเขาก็ไม่เอา เพราะน้ำท่วม เขาก็ยกให้อาตมา ตอนแรกก็มี 30 ถึง 40 ไร่ จนเดี๋ยวนี้ มีที่ดินเป็นพันไร่แล้ว สมณะเดินดินว่า...มีคนสงสัยว่า ทำไมต้องมีเยอะด้วย พ่อครูว่า...ก็เพราะว่าทำงานสร้างสรร เราปลูกไม่ทันเลย ส่งสนามหลวงตอนนี้ ไขน้ำเข้า ไขน้ำออกอยู่นี่ ผลผลิตของที่นี่ กล้วยทำไมลูกใหญ่ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ทำไมลูกใหญ่ขนาดนี้ ปลูกอะไรก็งาม ไม่เคยเจอ หัวไชเท้าหัวเท่านี้ ในสังคมประเทศไทย ถ้าเป็นวัดที่รวยๆอย่างธรรมกาย ก็ขึ้นจังเลย มีคนไปมากมาย ทั้งที่เป็นขบถต่อศาสนาพุทธ แต่ทางการ หรือผู้รู้ทางศาสนา ถ้าไม่เข้าใจก็จะไปส่งเสริม โดยเฉพาะพุทธกระแสหลัก ที่เป็นพระภิกษุ เป็นเถรสมาคม ไม่เข้าใจชัดเจนว่า อย่างนี้คือกบฏต่อศาสนาพุทธ กลับไปส่งเสริม ตกเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป กับเขาด้วย ก็จบเห่ จะยกตัวอย่างทางวิชาการ ธัมมชโย มีหมายจับทางการ ว่าไปโกง โกงนี่ปาราชิกข้อที่ 2 ระบุอธิกรณ์โดย DSI แต่เจ้าคณะจังหวัด ที่ดูแลวัดธรรมกาย ทำไมไม่เชิญตัวธัมมชโยมา แต่เจ้าคณะจังหวัดบอกว่า เป็นเรื่องของทางการ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา นี่คือศาสนาพุทธที่เสื่อม อธิกรณ์คือกล่าวหา ขนาด DSI กล่าวหา ก็ยังบอกว่า เป็นเรื่องของทางการ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ก็พฤติกรรมของลูกวัด คุณเป็นผู้บริหาร เป็นเจ้าคณะจังหวัด กลับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ขนาดว่าที่สังฆราช ก็ยังมายกยอ ธัมมชโย ทั้งที่ สังฆราชองค์ก่อนบอกว่า ธัมมชโยปาราชิก นี่คือความเสื่อม แต่มหาเถรสมาคม ไม่ยอมรับคำตัดสินของสังฆราช นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ อย่างไม่เหลือซากเดน ของความเป็นศาสนาเลย ไม่มีเนื้ออาริยธรรม มีแต่อบาย มีแต่โลกธรรมแท้ๆชัดๆ ขออภัยที่อาตมาพูดชัด ระบุตรง พูดความจริง เพราะอาตมา เกิดมาชาตินี้ เพื่อที่จะฟื้นเนื้อแท้ของศาสนา อาตมาไม่ได้เกิดมาแย่งโลกธรรม จากทางศาสนา และ อาตมาจะไม่มีลาภยศทางศาสนา จะไม่ได้รับการสรรเสริญ จากทางศาสนา เรื่องสุขโลกีย์อาตมาไม่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าสุขอย่างนิพพาน ปรมังสุขัง อาตมาก็มีตามฐานะอาตมา แต่สุขเก๊ สุขขัลลิกะอาตมาไม่มี เพราะนิพพานนั้น ยิ่งกว่าสุข นิพพานัง ปรมังสุขัง อาตมามาชาตินี้ ไม่ได้แย่งโลกียสุข ไม่ได้แย่งลาภยศ ชาตินี้จะไม่มี ได้ยศตำแหน่งก็ไม่มี สรรเสริญก็ไม่ได้ อาตมามีแต่ถูกตำหนิ ไม่ได้อยากได้ แต่เป็นสัจจะ เป็น phenomenol เป็นปรากฏการณ์จริง อาตมามีหน้าที่ ที่จะบรรยายวิชาการ ของศาสนาพุทธ อาตมาเน้น ชี้ พูดตรง ก็ไม่มีเวลาพูดอ้อมค้อม ลดเลี้ยว พูดตรงขนาดนี้ ก็ยังไม่ยอม พูดผ่าถูกหน้าแง ก็ยังไม่ยอม อาตมาเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไปมัวโค้งงอ ขี่ม้าเลียบค่าย พูดอ้อมไปอ้อมมาไม่ได้ อาตมาจะอายุเต็ม 83 มิถุนา ขึ้น 84 แล้วนะ อาตมาไม่ได้แก่นะ แต่อายุยาว ไปบังคับเวลาไม่ได้

เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียง ก็อธิบายเผื่อแผ่แก่ผู้ที่มาฟัง ที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง อันนี้ยิ่งใหญ่ คำว่าเพียง ขยายให้รู้ว่า ไปตามฐานะ คนนี้ทำได้แค่นี้ เพียงแค่นี้ก่อน แล้วก็ลดลงไปอีก ปฏิบัติให้มักน้อย กล้าจน ใจพอลงไปอีก เช่นเรานี่ ตรวจตัวเอง เดือนหนึ่งเราใช้เงินตั้งสองหมื่น มันมากนะ เราน่าจะใช้แค่เดือนละหมื่นเดียว ก็น่าจะพอ เอาแค่นี้ ก็พัฒนาตัวเองให้น้อยลง นี่คือ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิสัมพันธ์กัน เราก็มาตั้งใจประพฤติตน ส่วนใดที่เฟ้อเกิ นก็ลดลง คนนี้ก็เจริญ ก็เอาหมื่นที่เหลือ ไปเกื้อกูลสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ทางโลกเขาจะเอาเงินไปออกดอก ทั้งที่ลดลงมาได้ แต่เอาไปลงทุนค้าอีก จะมักน้อยไปทำไม ดันไปหาเพิ่มอีก นี่คือคนโง่ ดูเหมือนมักน้อย แต่ไม่ใช่ ถ้าผู้ใดทำงานได้เงินเดือนละสองหมื่น ก็ตั้งใจลดลง ใช้เดือนละหมื่นให้ได้ก็พอ เพียงแค่นี้ก็พอ นี่แสดงว่าคุณลดมาจาก ความเพียงพอ จากแต่ก่อน เดือนหนึ่ง ใช้สองหมื่นถึงจะพอ ก็มาเอาเพียงหมื่นให้พอ คุณก็ต้องใช้จนสำเร็จ คุณก็สำเร็จความพอเพียงของชีวิต นี่คือการแก้ปัญหาของชีวิต ถ้าเราเอง เราไม่เข้าใจความหมายว่า ชีวิตต้องกินให้พอดี ทุกวันนี้คุณกินกันอย่าง ปากไม่มีวินัย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า บางทีไม่เอาไว้ข้างหน้า แต่คนเอามาให้ข้างหลัง บอกว่าอันนี้อร่อย ก็เอามากินอีก ไม่ว่าขวางหน้าขวางหลังกินหมด ปากไม่มีวินัย ก็หัดมาลด คนที่จะพัฒนาตัวเอง เริ่มจากเรื่องกิน ถ้าปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ มีการปฏิบัติที่ไม่ผิด คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ ปฏิบัติไม่ผิดธรรมะพระพุทธเจ้า จะพัฒนาจนเป็นอรหันต์ได้ เรื่องกินนี้ จะเป็นโภชเนมัตตัญญุตา หรือมัตตัญญุตาจ ภัตสมิง เริ่มต้นจะพัฒนาความพอเพียง ก็เริ่มที่การกิน จากที่กินไม่มีมื้อ มีคราว กินจุบกินจิบ ก็ไม่เอา มากินแค่ที่นั่งแห่งเดียว กินแค่สามมื้อต่อวันก็พอ นอกมื้อไม่กิน หัดปฏิบัติสำเร็จก็พอเพียงในระดับหนึ่งของการกิน คนที่กินวันละ 3 มื้อ โดยไม่กินจุบกินจิบจะตายไหม ถ้ามีคนตายเพราะอดกินจุบกินจิบ กินไม่จุบจิบก็เลยตาย ถ้ามี อาตมาจะจารึก ลงบนแผ่นทองคำให้ ทีนี้มากินสามมื้อต่อวัน เราก็มาศึกษาว่า ยังเสียเวลา คนทำครัวนั้น อาตมาแต่ก่อนเลี้ยงชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นคนจน ต้องรับจ้างทำงาน อยู่กับคุณล้วน ควันธรรม อาตมาก็ต้องเลี้ยงลูกให้เขา ทำกับข้าวให้ลูกเขา ตื่นมาเช้าไปตลาด ทำกับข้าว แล้วไปโรงเรียน เย็นก็ไปตลาดอีก ถ้าคนเป็นแม่บ้าน ทำกับข้าวตอนเช้า กินแล้วก็เก็บโต๊ะ ล้างจาน ตอนกลางวันก็ทำอีก ตอนเย็นอีกก็ทำอีก ไปตลาดแล้วก็ทำอาหาร จัดโต๊ะล้างจานอีก แล้วนอน นอนตื่นมาก็ไปตลาดอีก มันอะไรกันนักกันหนา ถ้าลดลงมากินสองมื้อก็อยู่ได้ กินสองมื้อไม่ตาย คำสอนพระพุทธเจ้า ไม่เคยสอน ให้กินวันละสองมื้อนะ คำสอนว่า กินวันละ 2 มื้อ ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่พระไปตั้งกฎเกณฑ์เอง คำสอนพระพุทธเจ้า มีแต่เอกาสนิกังคะ หรือในที่นั่งแห่งเดียว เรื่องการกินนี้ ถ้าปฏิบัติไม่ผิด เป็นอรหันต์ได้เลยนะ ปฏิบัติ สำรวมอินทรี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน