600105_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิสัชนาประชาธิปไตยพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600105_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิสัชนาประชาธิปไตยพุทธ

ส.เดินดินว่า….วันนี้วันพฤหัสที่ 5 มกราคม 2559 ขึ้น 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา พ่อครูยังเสียงทุ้มอยู่ หมอก็ยังไม่ค่อยอยากให้มาบ้านราชฯ เพราะอาจมีปัญหา ระหว่างขึ้นเครื่องบิน ก็ต่อรองกันอยู่พอสมควร ที่สุดมาบ้านราชฯแล้ว อาการดีขึ้น

สถานการณ์บ้านเมือง ตอนนี้เหตุการณ์ที่ท้องสนามหลวง ก็ยังดำเนินต่อไป งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก็อาจจะไปถึงปีหน้า นักการเมืองกำลังใช้ประเด็นว่า นายกฯเคยให้สัญญาว่า การเลือกตั้งจะเกิดปี 2560 แต่ประชาชนบอกว่า พวกนักการเมือง ไม่เห็นแก่ประเพณีบ้านเมืองเลย ตอนนี้มีสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนไป มันไม่มีใครคาดคิด ต้องรักษาประเพณีให้เรียบร้อย อันนี้น่าจะเหนือกว่าเอาตามใจชอบ ประชาธิปไตยนั้น นักการเมืองเราดูเหมือน เป็นตัวทำลายประชาธิปไตยเสียเอง ศาสนานั้น พระก็กลับเป็นตัวทำลายศาสนา แต่วันนี้พ่อครูกลับมองว่า ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ กำลังดำเนินไปได้ดี

พ่อครู ว่า….วันนี้อาตมาตั้งใจจะมาลับเสียง เอาพวกคุณ เป็นหินลองเสียง ก็ตั้งใจฟังให้ดี ก็อ่านของขวัญของไม้ร่ม ธรรมชาติอโศกเขาหน่อย นักกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ บทกวีก็สรุปได้ดี อนาคตไม่มีที่ไหนๆ แต่ปัจจุบันมีจริง เป็นตัวแปรของทุกสิ่ง คำว่าอดีตกับอนาคตกับปัจจุบัน สรุปได้ว่า อดีต อนาคตไม่มีของจริง มันมีจริงที่ปัจจุบันอย่างเดียว จะว่าเป็นความตั้งมั่นคงที่ในปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเป็นอะไร มันก็กลายเป็นอดีต อนาคตเอง รวมแล้วเป็น co-efficience เป็นค่าสัมประสิทธิ์ มีทั้งค่าคงที่ และตัวแปร ที่ทำให้เป็นไปได้ เป็นธรรมะสอง ที่มีบวกลบเป็นธรรมดา อาตมามองตามภูมิ ก็มองเห็นตามหลักการจริงของคนไทย จิตใจไทย ปัญญาไทย แนวโน้มคนไทยมีสัมมาทิฏฐิแล้ว และมีปรากฏการณ์จริง ที่เกิดจริงเป็นจร

อ่านต่อ

ิง เกิดมาเป็นองค์ประกอบที่เห็นได้ ที่สัมผัสได้ เป็นของจริง ในหลักใหญ่ของประเทศไทย ที่มีทั้งชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันนี้ อาตมาก็จะอ่านบทกวี นัยปกเราคิดอะไร 319

ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ปัจจุบัน

(1) ชาติศาสน์กษัตริย์ไซร้ ในไทย ปัจจุบันนั้นไฉน “ฉาก”แท้ มี“สัจจะ”อะไร ทรงอยู่ คุณโทษชนะแพ้ วิเคราะห์บ้างบารนี

(2) หนึ่งมี“กษัตริย์” เลิศล้ำ ธรรมคุณ ประเสริฐเกิดเกินกรุณ เกียรติก้อง พระจริยวัตรชัดกว่าสุน- ทรีสุด พรรณนา ไทยทั่วเทศแซ่ซ้อง เทิดไท้บารมี

(3) นี่คือ“กษัตริย์”หนึ่งแล้ว เลอคุณ “ชาติ”เล่าก็ตุนทุน ทบถ้วน เป็นอธิปไตย“บุญ” แบบพุทธ เพราะสัมมาทิฏฐิล้วน สัมผัสต้องมี“กาย”

(4) บรรยาย“กาย”ค่อยกระเตื้อง “ศาสน์”ธรรม ว่า“รูปและนาม”สัม- ประสิทธิ์พร้อม ปฏิบัติชัด“กาย”ดำ- รวจ“จิต” นั้นแล จึงจักไป่อ้อมค้อม จับเป้าพุทธธรรม์

(5) สำคัญสมาธิต้อง เรียน“กาย” แต่พุทธยุคนี้หลาย เลอะล้วน เห็นผิดว่า“กาย”หมาย แค่ร่าง วิโมกข์แปดจึงไม่ถ้วน ดั่งถ้อยศาสดา

(6) “สัมมาสมาธิ”แท้ ธรรมะสอง “กาย”ย่อมมี“ใจ”ครอง “สัมผัส”พร้อม นอก,ในจึ่งจะสนอง สังขารครบ สามแฮ พุทธถูกเดียรถีย์ย้อม จึ่งย้อนกลับมิจฉา

(7) ศึกษาพุทธมากเพี้ยน ผิดมา กว่าปัจจุบันจักพา พุทธกระเตื้อง ไทยมีกษัตริย์สาน สืบอย่าง สำคัญเลย เจ็ดสิบปีพระเปลื้อง ปลดฟื้นคืนธรรม “สไมย์ จำปาแพง” 3 ม.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 319 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560]

ก็หมายความว่า ชาติศาสน์กษัตริย์ไทยปัจจุบัน เป็นอย่างไร ทุกด้านเจริญขึ้น ประชาธิปไตยไทยเจริญยิ่งกว่าประชาธิปไตย 85 ปีที่ผ่านมา เป็นประชาธิปไตยแท้ เป็นอธิปไตยพุทธ ทำไมเป็นอธิปไตยพุทธ ประชาธิปไตยคือ อำนาจของประชาชน แล้วประชาธิปไตยนั้นแบบพุทธ อาตมาเป็นคนปากโป้งบอกว่า บุญนี่ไม่ใช่แค่กุศล ที่เขาทำกัน บุญหมายถึงการชำระถ่ายเดียว ทำหน้าที่เดียว คือกำจัดกิเลส กำจัดกิเลสก็สิ้นชีพไปเลย กำจัดเสร็จจบ บุญก็ตายไป สิ้นชีพไปทันทีที่ทำเสร็จ จะต้องเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้น ทําไม่สำเร็จ เพราะว่ามันผิดเพี้ยนมามากแล้ว เรื่องบุญนี้ คำว่าบุญอยู่ในที่ต่างๆ เช่น ปุญญภาคิยา ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นต้น คำว่าบุญนี้ แปลตามท่านธรรมปาละ ว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คำว่า วิโสเทติ แปลว่าสะอาด สันตานัง แปลว่า สันดานจิตที่สั่งสมอกุศล ส่วนบารมีคือจิตที่สั่งสมกุศล บารมีกับสันดานต่างกันคนละขั้ว สันดานเป็นคลังความชั่ว บารมีเป็นคลังของความเจริญสะอาด คำว่า ปุญญปาปปริกขีโณ แปลว่าสิ้นบุญสิ้นบาป คำอีกหมวดหนึ่งที่ว่า สัพพปาปัสส อกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตน ให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ยืนยันไว้ชัดมาก อาตมายิ่งมีคำว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญขาภิสังขาร มาตีให้เข้ารูปเข้ารอยเลย คือการอภิสังขาร ก็ยิ่งเจริญๆๆ จิตเป็นความเจริญ บุญก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ เป็นปุญญาภิสังขาร ปรับแต่งได้หมดก็หมดบุญ อปุญญาภิสังขาร ไม่เหลือบาป บุญอีก ก็ทำให้แน่นแข็งแรงมั่นคงเป็น อเนญชาภิสังขาร อาตมาว่าอธิบายได้สอดร้อยกันดี

อธิปไตยพุทธ อธิปไตยที่ชื่อ ระบอบประชาธิปไตย คืออธิปไตยบุญ คืออำนาจ พลังแรงของมนุษยชาติ ที่กำจัดกิเลสได้ แบบพุทธ กำจัดมิจฉา ไม่ว่าจะมิจฉาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เมื่อทำสังกัปปะได้ ก็ทำวาจา กัมมันตะ อาชีวะ ได้สอดคล้องกัน สังขารไป ก็เลยเป็นศาสนาพุทธ เกิดผล ก้าวหน้าสู่ไท (เป็นรากเหง้า ของคำว่าไทย) สู่อิสรเสรีภาพเด่นเดี่ยวโดดในโลกเลย เพราะว่าชัดเจน ในองค์ประชุม รูปนามคือกาย ทั้งใจที่เป็นประธาน กายต้องเป็นสิ่งสอง เป็นธรรมะสองเสมอ ไม่ใช่รูปอย่างเดียว อย่างที่เขาเข้าใจว่า กายคือรูป ไม่ใช่นาม แต่ที่จริงกายคือนาม ปฏิบัติที่นามแต่ต้องอาศัยรูปด้วย ถ้าไม่มีสภาวะ ก็เจ๊งลูกเดียว ความสำเร็จ จึงทำให้เกิดความสงบ แบบที่สงบสู่ปาตุสัจจะ หรือ ภาวสัจจะ ที่สงบ อย่างมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ หากสงบชนิดไม่มีความขัดแย้งเลย ไม่มีใครช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยติงเตือนเลย สงบแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ให้สมณะต่างๆ ช่วยท้วงติงเตือนท่านด้วยซ้ำไป แม้ท่านไม่ผิด ก็ได้แต่แสดงออก มันมีเหตุปัจจัย กาละ ท่านองค์เดียวก็อาจมีบกพร่อง ในกาละนั้นก็ได้ หรือแม้แต่องค์รวมหลายคน ช่วยกันคิด สังคมองค์รวม ควรเอาเท่านี้ ไม่มากหรือน้อยกว่านี้ หลายคนหลายผู้ ร่วมกันตัดสิน ก็น่าจะดีกว่าคนเดียวตัดสิน พระพุทธเจ้าไม่ดูถูกใคร ไม่ประมาท ข้อสำคัญคือ ความสงบ ต้องมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ หากความสงบนิ่งอย่างเดียว มีแต่จะตายเน่า ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไทยถึงเป็นประชาธิปไตย ที่อยู่ในหลักของความอิสระเสรี เป็นประชาธิปไตยที่แท้ มีจำเพาะที่ชาติไทย ชาติไหนทำได้ ก็เป็นของชาตินั้น แต่ของไทยนั้น ชา ติอื่นเลียนแบบยาก เป็นสมาธิที่ไม่ใช่อยู่แต่ภายในภพ แต่เป็นสมาธิที่เปิดทวาร รับรู้สว่างไสวไปทั่ว สมาธิแบบลืมตามีสัมผัสพร้อม มีทั้งภายในและภายนอก ถึงศึกษาครบสังขาร 3 กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ถ้าไม่มีภายนอก จะได้สังขาร 3 ไม่ครบ จะได้ศึกษาแค่ภายใน ไม่ได้นอก ที่เป็นวจีสังขาร กายสังขาร ไทยตอนนี้ตื่นรู้ มีสัมมาทิฏฐิแล้ว ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะได้ ตอนนี้ก็เร่งรัด ปราบมิจฉาชีพ อันเป็นผลกระทบทั้งสังคมเลย พวกมิจฉาชีพนี้ สำหรับอาชีพมีผลสูงต่อสังคม งานเลี้ยงชีวิต หนึ่งไม่ต้องการไปล่า ลาภยศสรรเสริญ แม้แต่สุขก็ไม่ต้องการ เลี้ยงชีพรอดแล้ว มีส่วนเหลือก็ดี ไม่เหลือก็ไม่เป็นไร ยิ่งไม่ต้องได้สรรเสริญ ก็ไม่จำเป็นอะไร สุขไม่สุขก็ไม่เป็นไร กลางๆ สบายมาก เพราะฉะนั้น อาชีพจึงครอบคลุมกว้าง ทั้งกายและใจหมดเลย เพราะยังชีพอย่างดีอย่างเป็นไป ทีนี้สัตวโลกนี่อาชีพที่เป็นเอก คืออาหาร โดยเฉพาะ กวฬิงการาหาร ไม่ว่าสัตว์เล็กใหญ่ต้องอาศัย อาหารจึงเป็นหนึ่งในโลก เมื่อได้อาหาร มีธาตุเลี้ยงขันธ์ถูกต้อง ก็อยู่รอดได้ นอกจาก จะเสื่อมจนไม่ไหว พระพุทธเจ้าถึงเน้นมิจฉาชีพ ถึง 5 อย่าง 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

กุหนา ลปนา คือมิจฉาชีพอย่างเลว มันโกงชั่วทุจริต หน้าด้านหน้าทน ที่ไม่บริสุทธิ์ พวกที่โกงทีละแสนล้าน ล้านๆนั้น หยาบร้ายแรงมาก ทุจริตเลวร้ายขนาดหนัก สรุปง่ายนะว่าโกงห้าแสนล้าน จะเอาไปแจกใครก็ช่างหัวมันสิ แต่มันโกงประชาชน มันเอาของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำ เสร็จแล้วก็หน้าด้านหน้าทน จนทุกวันนี้ก็พูดอยู่ ซุกซ่อนรวมหัวกัน ไม่ว่าจะนักบวช นักการเมือง นักธุรกิจ รวมหัวกันโกงชาติ มันไม่เลวตรงนี้ แล้วจะไปเลวตรงไหน? อาตมาเองพยายามบอก เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ นับถือพระพุทธเจ้า นับถือพุทธศาสนามี 95% เสร็จแล้วมิจฉาทิฏฐิ ได้ประโยชน์จากศาสนาบ้างก็น้อย แต่ที่จริงศาสนาพุทธนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม และเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เช่น คนจนนี่อุ้มชูคนรวยในชาติได้ เพราะคนรวยนี้ อุจจาระไม่ให้สุนัขกินเลย รวยแล้วก็ทำให้คนอื่นแย่ ส่วนคนจนแบบพระพุทธเจ้า จนแท้แต่รวมตัวกัน ช่วยเหลือตนและผู้อื่น มีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นอยู่อย่างอบอุ่น ทำตัวให้มักน้อยสันโดษ ได้สุขสำราญ ทำอะไรเป็น ประโยชน์ ดูนี่ อาตมาก็ยังไม่เคยเห็น มะเขือยาว ลูกยาวใหญ่ขนาดนี้ เกิดมาอายุ 80 กว่าแล้ว หัวไชเท้าก็โต กะหล่ำปลีก็หัวโต ได้มาก็กินใช้ เหลือแล้วเผื่อแผ่คนอื่น ทั้งที่คนเราก็ไม่มาก แต่คนมากเราก็เหลือกินเหลือใช้ เอาไปเผื่อแผ่คนอื่นได้อย่างดี ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทำให้คนไม่ดูดาย ช่วยเหลือกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ความรู้เดียวกันทุกพระองค์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็รู้พอสมควร ตอนนี้ ก็คงจะเลื่อนจากระดับ 7 ประกาศมาสี่สิบกว่าปีแล้ว มันน่าจะเลื่อนจาก 7 เป็น 7.005 เป็น 7.010 เป็นต้น ก็ไม่ได้หยุดยั้งพยายาม อุตสาหะพากเพียรอยู่ เราพูดให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็ไม่เสียหลาย แต่ถ้าเราต่ำ แล้วดันพูดสูงกว่าจริง พระพุทธเจ้าปรับอาบัติ ปาราชิกเลย ตอนนี้ เราเข้าร่องเข้ารอยแล้ว จึงเหลือแต่ปราบมิจฉาชีพ แต่ตามภูมิอาตมานั้น มิจฉาชีพฝั่งฆราวาสยังยั้ง แต่มิจฉาชีพฝ่ายศาสนาพุทธนี้ ยังไม่ลด ยังดึงดันดื้อด้าน ศาสนาพุทธนี้มาบวชแล้ว ได้อภิสิทธิ์แล้ว ข้าวมีกินดินมีเดิน คนอื่นเขาอุปภัมภ์ค้ำชูไป ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติอบรมจิต ไป พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เขาเลี้ยงไว้ ด้วยโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังมีหน้า มาทำมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชชา สมณะเดินดิน ว่า..ท่านใช้ภาษาว่า พระสมณโคดม เว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถา เห็นปานนี้

พ่อครูฯ ว่า...ก็ยังดีที่มีพยัญชนะในพระไตรปิฏก ยืนยันไว้ เพราะฉะนั้น ต้องจัดการ มิจฉาชีพให้ได้ ทั้งฆราวาสและนักบวช เมืองไทยจะเป็นตัวอย่างของโลก ผู้ที่มีโอกาสทำหน้าที่ตอนนี้ ทำให้ดีเลย ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

มาตอบคำถามเด็กๆ

_ชื่อสะพานข้ามคลองถอยหลังเข้า ชื่ออะไร? ตอบ...สะพานเชื่อมรัตน์ อาตมานึกถึง เกาะรัตนโกสินทร์ ราชธานีอโศก ก็มีแม่น้ำมูล อยู่ทางทิศตะวันออก ทางด้านอื่นๆ ก็ทำลำธารรอบไว้ ก็เป็นเกาะ อาตมาเรียกว่า เกาะราชธานีอโศก ล้อเลียนเกาะรัตนโกสินทร์

_อาริยสัจ 4 คืออะไร พรหมวิหาร 4 คืออะไร ตอบ...อาริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรคคือ ทางปฏิบัติเพื่อดับเหตุคือสมุทัย ให้เกิดนิโรธ พรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นจิตที่เกิดสี่ลักษณะ คุณสมบัติสี่อย่างนี้ เราเรียกอีกภาษาว่า อัปมัญญา 4 คือเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ พรหม ของ สายเจโตเทวนิยม เรียกพลังงานยิ่งใหญ่คือพระเจ้า ไม่ว่าพระยโฮวา พระอัลลอห์ ก็เรียกสี่เหมือนกันเป็น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ก็อธิบายคนละอย่าง ของพุทธ เมตตาคืออยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ หรือมีสุข เสร็จแล้วก็ลงมือช่วยคือกรุณา ลงมือพยายามช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ถึงสุขที่ควรได้ ลงมือทำได้ก็จบ มีจิตยินดี สาธุ ที่เขาพ้นทุกข์เป็นสุขดีแล้ว เป็นมุทิตา เป็นธาตุรู้ว่าเป็นไปได้แล้ว ดีแล้ว แล้วก็วางจบเฉย เสร็จงาน ทำแล้วก็ไม่ต้องไปจดจำ หรือรื้อฟื้นทวงบุญคุณอะไร จบก็จบ นี่คือคุณสมบัติยิ่งใหญ่ ของจิตวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระกรุณาธิคุณ บริสุทธิคุณ เป็นตรีมูรติ

_หลวงปู่คะ บำเพ็ญตบะอดขนมแล้วตาย หลวงปู่จะจารึกในแผ่นทองคำไหมคะ ตอบ...ก็ลองดูๆ ใครจะเป็นรายแรก อดขนาดจนชักดิ้นชักงอตาย จะบันทึกในแผ่นทองคำให้

_วิบากของหลวงปู่ นอกจากไอแล้วมีอะไรอีกคะ ตอบ..นอกจากไอ ก็มีเจ็บแปล๊บๆ ตามร่างกายภายใน วิบากที่ไอ คือเพราะไปว่าเขามาก ตำหนิเขามาก วิบากที่เจ็บแปล๊บๆ คือไปทำร้ายชีวิตผู้คนมาก่อน สมัยโบราณต้องใช้แทงฟันกัน ก็เจ็บปวด แต่เพราะมีกุศลวิบากมาช่วย ก็ทำให้ผ่อนไปเยอะ

_คนที่เขาทำผิดแค่ครั้งเดียวกับเรา แล้วเราก็ไม่ให้โอกาสเขา แก้ตัวเลย เรียกว่าอะไรคะ ตอบ...ก็เรียกว่า ใจดำสิ ไม่ให้เขาแก้ตัวเลย แต่แม้เราจะไม่เปิดโอกาส แต่เขาจะทดแทนทางอ้อมก็ได้ทั้งนั้น แต่คนไม่ให้ทดแทน ก็คือใจดำ

บอกตนเองอย่างไรเวลาโมโห _ลูกอยากทราบว่า เวลาที่จิตใจของเราโมโห หนักใจ ทุกข์ใจ ในการคิดไม่ดีเราควรบอกใจตนเองอย่างไร ตอบ..ขณะไหนที่ใจเราโมโห ก็บอกสิว่า ทำไมเราต้องชั่วอย่างนี้ ทำไมเราต้องเลว มีอาการของความไม่ดี ความเลว ก็บอกสำทับเลยว่า ดีไหมเล่า ? ก็พยายามหยุด ให้จางคลาย ให้ลดลงไปให้ได้ ไม่มีอะไรที่จะชนะ นอกจากพากเพียรทำ ทั้งด้านเจโตและปัญญา หาหลักฐานความจริง ให้มันจำนนต่อความรู้หลักฐาน จนมันหมดไป ใช้ทั้งสองด้าน แต่ด้านที่ดีคือใช้ปัญญา พลังปัญญาจะสลายความไม่ดีได้ อย่างถาวรยั่งยืน ทำไปจะรู้ว่า ใช้ปัญญาได้ดีกว่า

_ทำไมโมโหแล้วชอบสงบ อยากอยู่คนเดียว ตอบ...แสดงว่ามีทางออก คือรู้ว่าโมโหแล้วอยู่ต่อไป จะไปกระทบคนอื่น เราระงับไม่ได้ เห็นว่าอยู่คนเดียวก็ดีกว่า แต่ถ้าจะให้ดีแล้ว พยายามใช้ปัญญาสัมผัสอยู่กับคนอื่น ให้คนอื่นช่วย ไม่อย่างนั้นไม่จบ ไม่แล้ว… คนที่จบคือ เรากระทบคนอื่น คนอื่นกระทบเรา จะตีเราฆ่าเรา เราก็ไม่มีจิตโกรธโมโห ไม่อาฆาตมาดร้ายใคร คือไม่สร้างวิบากใส่จิตเรา คนอื่นจะพยาบาทเรื่องของเขา เราไม่มีอะไรไปเชื่อมต่อเลย จะรุนแรงแค่ไหน แม้เขาฆ่าเราอย่างโหดร้าย เราก็ไม่อาฆาตเขา ผู้เป็นอรหันต์สุดท้าย เขาจะฆ่าเราอย่างร้ายแรง ท่านก็ไม่พยาบาท ท่านจะปรินิพพานไปได้ แม้จะตั้งจิตต่อก็จบ เลิกไม่เกี่ยว เขาจะทำก็เรื่องของเขา วิบากเขาตบมือข้างเดียว

_การที่เราทำงานหนัก ไม่เหนื่อยกาย แต่ไปเหนื่อยใจ แล้วรู้สึกกลัวอะไรอยู่ มันคืออะไร ตอบ...แสดงว่า กำลังกายมีพอ แต่พลังงานทางใจท้อแท้ ทั้งที่จริงๆแล้ว ใจมันไม่พร่องง่ายๆ แต่แคลอรี่ทางวัตถุนี่ พร่องง่ายกว่านะ แล้วรู้สึกกำลังกลัว ..ก็ไม่รู้สิ หลวงปู่ก็นึกไม่ได้ พยายามดูมันให้เห็น ให้รู้นะ หลวงปู่ไม่เคยเกิดอาการนี้ จึงนึกไม่ออก ต้องพยายามตามดู

_ทำไมส่วนใหญ่ เพลงลามกสองแง่สองง่าม คนถึงชอบฟัง ส่วนเพลงสาระ ธรรมะ เขาถึงไม่ค่อยสนใจ ไม่คิดจะฟังบ้าง ตอบ...เพราะเขายังโง่ เราต้องเห็นใจเขา ไม่ต้องไปลงโทษเขาหรอก เขาไม่ฟัง เพราะเข้าใจไม่ได้ ว่าคือสิ่งควรมีควรได้ควรเป็น เป็นสุภะ แต่เขาเห็นเป็นอสุภะ เขาเห็นของโสโครกเป็นสุภะอยู่ ยังเห็นขี้ดีกว่าแก้ว ก็ต้องเข้าใจเขา เขาไม่แกล้งแต่เขาโง่จริงๆ คนที่น่าสงสาร คือคนบ้าคนโง่ คนเมา คนพิการทางจิต พวกนี้ เราอย่าไปถือสา คนพวกนี้

_ที่บ้านราชฯ รร.สัมมาฯ ดูเละเทะไปหมดแล้วครับ เช่นรุ่นพี่ให้น้องตัดผมสั้นแต่รุ่นพี่ก็ไม่ตัด รุ่นพี่ให้น้องขัดห้องน้ำ ให้น้องไม่ฟังเพลง ไม่ให้ใส่รองเท้า ไม่ให้ใส่ wrist band แต่พี่ทำเองหมด อย่างนี้จะไปรอดไหม? มารยาทก็ไม่อ่อนน้อม ทั้งที่อยู่ในที่ คนสอนเราดีทั้งนั้น ตอบ...มีคำพังเพยว่า อย่าขี้กองใหญ่ให้คนอื่นเห็น ไม่เกิดความเลื่อมใส ไม่เกิดความนับถือ ไม่ได้สัมมาคารวะ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องพยายามพูดระมัดระวัง ความชั่วแม้น้อย อย่าทำเสียเลย พระพุทธเจ้าสอนเช่นนั้น การตำหนิ แม้ตำหนิด้วยปรารถนาร้าย หรือปรารถนาดี มันเป็นประโยชน์ที่ดีมาก

ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม _ชีวิตคนเรา นอกจากเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมแล้ว เกิดมาทำอะไรอีก ตอบ...ก็เกิดมาทำสิ่งดีงาม โดยเฉพาะ มาทำให้กิเลสลด สำคัญ ถ้าไม่เกิดมาได้ร่างครบอาการ 32 ก็ไม่มีทางลดกิเลส มีแต่จิตวิญาณอย่างเดียว ประตูเดียว ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่มีองคาพยพพร้อม ไม่มีทางบรรลุ ผู้ที่บรรลุธรรม แม้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องอาศัยร่างมีอาการ 32 มาเกิด ตายไป เหลือแต่จิตวิญญาณ จะมีแต่สัญญา ความจำ ตายไปแล้ว นึกว่ามีตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องการสัมผัสทางทวาร 6 อยู่ แต่ไม่มีของจริงให้สัมผัส ก็ทรมาน

_น้ำตกที่หลวงปู่จะสร้าง มีชื่ออะไรบ้าง ตอบ...หลวงปู่ไม่ได้คิดสร้างอะไรมากมายหรอก น้ำตกผาแหงน ก็เสร็จแล้ว ตอนนี้ มีน้ำตกหินน้ำไหล ก็ยังแก้ไขอยู่ มีแก่งตำอิด ติดราม สามใส ไผใหญ่ ไทฌาน เป็นต้น ก็ทำไปเท่าที่ทำได้ จะเกิดบรรยากาศ แม้แต่ที่เล็ก ก็ให้เป็นธรรมชาติ ตอนนี้ก็มีการถ่วงบ้าง ที่เรายังไม่ได้พลังงานโซล่าเซลล์ มาเต็มที่ ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ก็ดูว่าจะมีผู้มีความรู้ความสามารถทำ มาช่วยทำได้ แผ่นก็พอซื้อได้ เราไม่มีเงินจ้างคนแพงๆ ต้องอาศัยจิตจริงของผู้ศรัทธา เห็นดีเห็นงาม ก็จะมาช่วยสร้าง สถานที่ชมพูทวีปเล็กๆแห่งนี้ เป็นสาธารณโภคี ก็ไม่มีอะไรตอบแทน นอกจากสาธุ

_ทำไมเวลาเราพูดความจริง คนอื่นบอกว่าโกหก แต่เวลาเราโกหกเขาบอกว่าจริง ตอบ..ก็พูดความจริงที่ไม่จริงกระมัง ถ้าพูดความจริงที่จริง เขาก็จะจำนน หรือพูดจริง แต่คนอื่นไม่มีปัญญารู้ก็ได้

_ทำอย่างไรถึงบรรลุธรรมได้ครับ ตอบ….ทำอย่างที่หลวงปู่สอน พระพุทธเจ้าสอน อย่างที่สมณะ สิกขมาตุสอน ทำอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายในนี้สอน เพราะว่าในนี้ เป็นสถานที่คัดเฟ้นคน คนจริงจัง คนไม่จริงจังมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ จะถูกขจัดออกไปโดยธรรม ต้องฝึกทำตามลำดับ

_พระโสดาบัน มีคุณสมบัติเช่นใดครับ _ทำอย่างไรจึงสู้กับกิเลสได้ ทำอย่างไรจะบรรลุธรรม ตอบ...โสดาบัน คือผู้ไม่เอาชีวิต ไปเดินทางไปตามทางโลก ที่แย่งชิงลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เอาชีวิตมาทางโลกุตระ เริ่มลดสุขโลกีย์ ถ้าแบ่งเปอร์เซ็นต์ ก็ลดได้ 25% ถ้าเต็มร้อยก็ได้ อรหันต์ สกิทาฯได้ 50% อนาคาได้ 75% คนที่หันทิศทางจากโลก มาปรโลกแบบโลกุตระ ถ้าเป็นโลกียะก็ไม่ใช่โสดาบัน ยังหันหน้าไปโลกียะ สมณะเดินดินว่า… นางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โสดาบันต้องมีศีล 5 พ่อครูว่า...ต้องรู้ทิศทางที่จะไม่เปลี่ยนแปลง นิยตะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว แม้ทำได้ส่วนหนึ่ง 25% ก็ตาม ก็ค่อยมั่นใจทำเพิ่มอีก

_หลวงปู่บอกว่าผีไม่มีจริง ทำไมเรายังกลัว ตอบ….เพราะความเห็นความเชื่อจริง ยังไม่สนิท ปัญญายังไม่มากพอ ไม่เห็นจริงว่าผีไม่มีจริง คนที่เป็นผีก็คือคนมีกิเลสมาก มีมโนมยอัตตา ปั้นขึ้นเอง ลมๆแล้งๆ ใครคิดว่ามีผี ก็ท่องคาถา แค่ตายๆ แล้วเดินเข้าไปพิสูจน์เลย จะพบว่า มันไม่มีหรอก แล้วจะมั่นใจ เอาอย่างนี้ ผีที่เราเคยกินสัตว์ ผีหมูผีไก่ผีปลา ผีสัตว์ เรากินไปใส่กระเพาะเราเท่าไหร่แล้ว ผีเหล่านี้ไม่มาหลอกเราเลย ตายโหงด้วย มันหลอกไม่ได้ มันไม่มีหรอก หลวงปู่เคยยืนยัน สมมุติว่า จิตวิญญาณผี มีตัวตน ถ้าคนเราพยาบาทกันตั้งแต่ตอนเป็น ถ้าคนนั้นตายไป ถ้าวิญญาณมาแตะต้องบีบคอเราได้ คนเป็นๆจะเหลือไหม? คู่พยาบาทก็จะมาฆ่าสิ

_คนเราต่างชาติศาสนาความเชื่อ ชีวิตหลังความตาย เหมือนกันไหม ถ้าไม่มีก็แสดงว่า เราเลือกชีวิตหลังความตายได้ เลือกที่ไปของจิตวิญญาณได้? เคยได้ยินว่า วิญญาณจะไม่ไปไหน จะติดกับสิ่งที่เรายึดติดใช่ไหม? ตอบ...เหมือนกัน คือมีอุปาทานทั้งนั้น ไม่ว่าศาสนาไหน ศาสนาพุทธสอนเรื่องความตาย ให้หมดอุปาทานได้ ตายไปเลยไม่เหลืออุปาทาน มีแต่ความจริง ว่า ถ้าเราทำกิเลสนี้หมดไปได้ ตายไปก็สะอาดจากเรื่องนี้ ถ้าทำกิเลสตัวไหน ก็มีอุปาทานในกิเลสนั้นๆ เราทำให้อุปาทาน ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้หมดไป ตายไปก็ไม่มีอุปาทาน ไม่ว่าศาสนาไหนก็ตาม ตายไปก็ยังมีอุปาทาน แต่ตกนรกจริง สวรรค์นั้นแวบเดียวของเก๊ ส่วนใหญ่จะตกนรกหนักหนาสาหัส มีศาสนาพุทธนี่แหละ ทำให้นรกเบาบางได้ และไม่เหลือสวรรค์ได้ ก็อยู่ที่ดุสิตแดนสงบได้ นอกนั้น อาจหลงไปเป็น นิมมานรดี ปรนิมิตฯ ชั่วแวบ แต่ลงนรกนาน และแท้กว่า นรกหนักแต่สวรรค์น้อยนิด แต่มันเลือกไม่ได้หรอก ไปตามกรรม และตามปัญญาจริง เราเองที่ไปติดยึด ก็ทำตอนเป็นๆสิ เราติดอะไร ก็มักจะไปทำอย่างนั้น

การศึกษาที่แท้จริงคืออะไร _การศึกษาที่แท้จริงคืออะไรคะ ตอบ...มีอยู่สองนัย 1.การศึกษาเพื่อเลี้ยงชีวิต ให้ดำรงอยู่ได้อย่างดี จะเป็นสัตว์หรือคน ก็ต้องมี การศึกษา หนึ่งมีสัญชาตญาณ สองต้องมีการศึกษา เพื่อเลี้ยงชีวิตตนได้ 2.การศึกษาเพื่อล้างกิเลส อันนี้สำคัญมาก ล้างกิเลสคือการศึกษาที่สำคัญยิ่ง เกิดมาเป็นเวไนยสัตว์ คือสอนให้ล้างกิเลสได้ แต่ถ้าเป็นอเวไนยสัตว์ เสียชาติเกิด ได้อาการ 32 ครบ มีหมู่กลุ่มมีโพธิสัตว์ แต่ล้างกิเลสไม่ได้

_วันรับกลดรับช่วงเดือนไหนแล้วรับที่ไหน? ตอบ...ยังอีกหลายเดือน ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าเพิ่งรีบ

_นรกสวรรค์อยู่ที่ใจเราใช่ไหม ตอบ...ใช่ นรกสวรรค์อยู่ที่ใจ นอกจากใจ ไม่มีนรกสวรรค์อยู่ที่ใดเลย เรายังไม่ปรินพพานก็ยังมีใจ ถ้าเราปรินิพพานก็ไม่เหลือ ไม่มีนรกสวรรค์ แต่ถ้าเรายังไม่ตาย ต้องทำจิตใจเรา ให้เป็นอรหันต์ให้ได้ ถ้าใจเราเป็นอรหันต์ได้แล้ว นรกสวรรค์ไม่มี อยู่กลางๆ ระหว่างสวรรค์นรก รู้จักนรกสวรรค์ ถ้าจะไปนรกก็ไปช่วยเขา ไปสวรรค์ก็ไปพักผ่อน แต่ไม่บ้าไปกับสวรรค์เขา ไปอยู่กับคนนรกก็ช่วยเขา นอกจากช่วยแล้วช่วยไม่ไหว ก็ไปหาคนช่วยไหวก็แล้วกัน

โสดาบัน 3 ระดับ _ช่วยอธิบายเรื่องโสดาบัน สาม คืออะไร ตอบ....โสดาบัน 3 ระดับ 1. เอกพีชี เกิดอริยชาติอีกเพียงส่วนเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พระบาลีไม่มีคำว่าชาติ หรือเป็นการเกิดแบบเป็นตัวๆ เลย) คือผู้มีเชื้อเป็นโสดาบัน แต่เมื่อเกิดชาตินั้น พากเพียรด้วยบารมีตนด้วย ก็บรรลุอรหันต์ได้ แต่ถ้าไม่พากเพียร ก็เป็นแค่โสดาบัน ถ้าพากเพียรแล้ว มีเหตุปัจจัยของตน ก็บรรลุอรหันต์ได้ เป็นเอกพีชี 2. โกลังโกละ (เกิดในสุคติภพอีก 2-6 ส่วนสังโยชน์ ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้) ต้องพากเพียร สองชาติ สามชาติ หกชาติ ก็จะบรรลุอรหันต์ แล้วแต่คน ก็บำเพ็ญตามลำดับ เลื่อนชั้นไปตามสังโยชน์ที่ตนเองได้ โสดาบันต้องได้บรรลุสังโยชน์ 3 (สังโยชน์มี10) แต่โสดาบันทุกองค์ ต้องมีสังโยชน์ 3 ที่พ้นแล้ว ต้องรู้อ่านกายของตน ให้พ้นวิจิกิจฉา แล้วทำอย่าง พ้นสีลัพพตปรามาส รู้สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาจริง ให้หลุดพ้นได้ด้วย ได้ก็ได้โสดาปัตติผล ได้ผ่านสังโยชน์ 3 ข้อแรก ยังเหลืออีก 7 สังโยชน์ 3. สัตตักขัตตุปรมะ (เวียนเกิดในสุคติภพ หรืออริยชาติ อีกเพียง 7 ส่วนสังโยชน์ ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้) ชาตินี้ได้สามสังโยชน์ ชาติต่อไปได้อีก เพิ่มอีก 1 สังโยชน์ ไปจนกว่าจะหมด อีก 7 สังโยชน์ อาจทำได้ในชาติเดียว เต็มที่เลย ตายเป็นตาย ก็ได้ด้วย นอกจากบารมีไม่พอ มีวิบากก็แล้วแต่ แต่ทุกอย่าง สำเร็จได้ด้วยความเพียร (พตปฎ. เล่ม 20 ข้อ 528)

_ทำไมรายการเกี่ยวกับผี เขาเห็นผี คนอื่นก็เคยเห็นได้ แต่หนูไม่เคยเห็น แต่บางทีได้กลิ่น แต่เข้าใจว่ามันไม่มี ตอบ...ที่เห็นนั้นเป็นของเก๊ ผู้ที่ยังโง่อยู่ จะเห็นจริงๆด้วย แต่เห็นของเก๊ แบงค์เก๊มีไหม ก็มี คำโกหกก็มี แต่คำโกหกมันไม่จริง แต่คำโกหก มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ถ้ายังโง่จะเห็นจะได้กลิ่นอยู่ มันหลอกตัวเอง

_ความรักเกิดจากอะไร ตอบ...คงหมายถึง ความรักมิติที่ 1, 2 ตอบ ก็คือโง่อยู่ไง มันยังไม่รู้ความจริง ยิ่งทุกวันนี้ ไม่จำเป็นเลย ผู้คนเต็มโลกแล้ว เจ็ดพันล้านกว่าแล้ว ไม่ต้องสร้างเพิ่มหรอก จึงอยู่ในยุคนี้ ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง ทิ้งไปเสียเถิด ในยุคที่มีความจำเป็นก็ทุกข์ ยุคนี้ไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องไปทุกข์

เวลาเราตายแล้ว วิญญาณเราอยู่ไหน _เวลาเราตายแล้ว วิญญาณเราอยู่ไหน ตอบ...อยู่ที่วิญญาณ วิญญาณอยู่ที่ไหนวิญญาณอยู่ที่นั่น ไม่มีที่อยู่ อยู่ที่ความรู้สึก ของอัตภาพเราเอง มันไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเนื้อที่ ไม่มีพิกัด ไม่มีเส้นรุ้งเส้นแวงที่ไหน คุณสมบัติของจิต …เกวัฏฏสูตร 9/350, (และ 25/13) อนิทัสสนัง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน