600115_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิพากษ์ทางปฏิบัติสายวัดป่า 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
600115_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิพากษ์ทางปฏิบัติสายวัดป่า 1
สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2560 พวกเราก็จะได้ฟังวิถีอาริยธรรมกัน ทั้งๆที่วันนี้ ขันธมารมารบกวนพ่อครูตลอด พวกเราก็นิมนต์ให้พัก แต่พ่อครูบอกว่า ข้อมูลครบแล้ว วันนี้พวกเราจะได้เรียนรู้ ที่เขาบอกว่าเป็นสุดยอดพระอรหันต์ สายนั่งหลับตาของเขา ที่เขานั่งหลับตากัน ทั้งปีทั้งชาติ บอกว่านั่งกันจนก้นแตก แล้วเขากำหนดหมายกันอย่างไรว่าบรรลุ แล้วเราจะได้ฟังกันว่า ทางที่ถูกตรงเป็นอย่างไร เหมือนอย่างที่ พ่อครูนำเรื่องการทำทาน ของธรรมกาย มาให้เราได้เข้าใจ จะได้เห็นการทำทานที่บริสุทธิ์ กับไม่บริสุทธิ์ ทานที่พระพุทธเจ้า มุ่งหวังให้กิเลสหมดสิ้นไป เป็นอย่างไร จะได้เป็นภาพสะท้อน สองด้านให้ชัดขึ้น อาตมาคิดว่า คนทั้งโลกเข้าใจว่า การจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ จะต้องนั่งหลับตาปฏิบัติเท่านั้น เขาก็เชื่อกันทั้งบ้านทั้งเมือง เราจะได้ฟังกันว่า แบบใดจะเป็นประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ เป็นจริงในการบรรลุธรรม มากกว่ากัน
พ่อครูว่า… วันนี้อาตมาเจตนา ตั้งใจอธิบาย เพื่อให้รู้ว่า แนวคิดของการปฏิบัติธรรม ที่เป็นกระแสหลัก ที่เขาว่ากันว่า เป็นแนวทางเอกของการปฏิบัติธรรมคือ การนั่งหลับตา ถือว่าการลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่ทางเอก แต่ถ้าการนั่งหลับตา สะกดจิตเข้าไปนี่แหละ คือทางเอก เป็นสมาธิ เขาคิดกันอย่างนั้น แต่อาตมาเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าลืมตาปฏิบัติ ตามมรรคมีองค์ 8 เดินปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ตามพระไตรปิฎก ในมหาจัตตารีสกสูตร อย่างนั้น จะเกิดสัมมาสมาธิ ของพระอาริยะ ในศาสนาพุทธ เป็นโลกุตระ สมาธิอย่างที่เขาหลับตา แล้วเกิดสมาธิ ก็เรียกว่าสมาธิได้ เป็นสมาธิทั่วไป ไม่ใช่สัมมาสมาธิของพระอาริยะ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน มันมีความต่างกันอย่างนั้น ชาวพ
อ่านต่อ
ุทธศาสนิกชน เราก็ควรจะยึดถือ ตามพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ สัมมาสมาธิ ถ้าไม่ใช่สัมมาก็เป็นมิจฉา เราก็ต้องน่าจะเข้าใจ น่าจะเห็นจริงตามคำสอน นอกจากเราจะไม่ยอมรับว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกว่าถูกต้อง ถ้าเราไม่ยอมรับ ก็แน่นอน ไม่ยอมรับว่า ในพระไตรปิฎกถูกต้อง คนอื่นที่นับถือกันทั่วไป สืบทอดกันมา บอกให้เชื่อตามๆกันมา เรายึดถือตามกัน นอกพระไตรปิฎกมากกว่า ก็แล้วไป ถ้าจะคิดอย่างนั้น แต่อาตมายึดถือ ตามพระไตรปิฎกมากกว่า ตามที่เขายึดถือ ตามๆกันมา พระพุทธเจ้า ไม่ได้ห้ามกันทั้งนั้น ท่านไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในกาลามสูตร ทั้งหมด 10 ข้อ แต่อาตมาเห็นอย่างนี้ ในฐานะอาตมานับถือศาสนาพุทธ ก็จะมาแก้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าสอน หรือว่าค้านแย้งก็ได้ คำอธิบายอย่างที่ อาตมาเห็นว่าถูกต้อง อาตมาไม่ได้แย้งเพื่อเอาชนะ เพื่ออะไรต่างๆนานา สารพัด เพื่อจะได้มาแย้ง แต่เพราะเห็นว่าต่างกัน และอาตมาก็มั่นใจว่า ที่อาตมาเห็นนั้นถูกต้อง คราวนี้เอาของที่ ในไลน์เขามีไว้ ก็มีคนพรินท์มาให้อาตมา บอกว่า… _ธรรมเทศนาครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชีวิตของท่านพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นการเทศน์ที่ยากนัก จะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่ง ลงสู่ห้วงสมาธิ และถ่ายทอดธรรมจากใจ ออกสู่ทางวาจา
ภิกษุสงฆ์ชราภาพสังขารเกือบร้อยปี เทศนาธรรมด้วยน้ำเสียง ก้องกังวานใส ตลอดระยะเวลา 1ชั่วโมง 20 นาที โดยที่ไม่มีการหยุดดื่มน้ำ ไม่มีการหยุดพักครึ่งใดๆทั้งสิ้น
วันนั้นเป็นวันที่คณะสงฆ์ สายพระป่ากรรมฐาน เดินทางมารวมตัวกัน นับหมื่นรูป บางองค์อยู่ต่างจังหวัด บางองค์อยู่ต่างแดน หรือแม้แต่อยู่ในป่าลึก ก็ยังออกมาฟังธรรมเทศนาในครั้งนี้ ของสุดยอดอรหันต์
(พ่อครูว่า….ขอแย้งแต่คำแรก คำว่า กรรมฐาน ที่ว่าคือการเพ่งกสิณ คือการปฏิบัตินอกรีตของศาสนาพุทธ การเพ่งกสิณ เป็นกรรมฐานออกนอกตัวไป มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้น มีกรรมฐานให้เพ่งนามธรรม กรรมฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนาอย่างเดียว ไม่มี 40 กรรมฐานหรอก ที่เป็นของอาจารย์รุ่นหลัง ที่ผิดๆ แล้วถือตามกันมา อาตมาแย้งนี่ ไม่ได้เอาเด่นเอาดีอะไร ก็เห็นต่างกัน คนฟังก็เลือกเอา อันไหนเห็นว่า เป็นธรรมวาที อันนี้เข้าท่า อันไหนเป็นอธรรมวาที ไม่เข้าท่า ก็เลือกเอา กรรมฐานของพระพุทธเจ้านั้น มีผัสสะเป็นปัจจัย เว้นผัสสะเสียแล้ว ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้)
จึงถือได้ว่า การรวมตัวของเหล่าภิกษุ ในวันนั้น เป็นการรวมตัวกัน ของเหล่าศิษย์แห่งพระคถาคต ผู้ที่ต้องการบำเพ็ญเพียร เพื่อความหลุดพ้น เป็นการรวมตัวของพระนักปฏิบัติ ผู้มีนิพพานเป็นธงชัย แทบทั้งสิ้น
ธรรมะที่สอนกันในวันนั้น จึงเป็นธรรมชั้นสูง เป็นแก่นธรรมแท้ ที่ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ เนื้อหาสาระ จึงเต็มไปด้วยรสธรรมอันเผ็ดร้อน ดุเดือด องอาจแกล้วกล้า ถึงลูกถึงคน ด้วยมิต้องห่วงคำนึงถึง ความเป็นโลกียะจอมปลอม หรือเป็นห่วงฆราวาสที่ฟังธรรมเสร็จแล้ว ต้องหวนกลับไป ดูแลลูกผัว เฝ้าเหย้า เฝ้าเรือนใช้ชีวิตทางโลกธรรม
เทศนาในวันนั้นว่าด้วยเรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด” เป็นธรรมะชั้นลึก จากประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า ประหนึ่งมหาสมบัติ เพราะทำให้นักเดินทาง ผู้มีนิพพานเป็นธงชัย ได้รู้ชัดถึงหนทางเดินว่า ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินี้ เราต้องปฏิบัติอย่างไร เริ่มตรงไหน จบตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลัง
การเดินทางสู่เส้นทางแห่งพระนิพพาน โดยปราศจากคำบอกเล่า ของครูบาอาจารย์ คงไม่ต่างอะไรกับ การคลำหาทางกลับบ้านกลางถ้ำมืด เมื่อท่านได้เขียนแผนที่ ทิ้งไว้ให้เราแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสดี ที่เราจะได้สำรวจตรวจสอบกันว่า ในปัจจุบันนี้ สองเท้าของเรา กำลังเหยียบย่างอยู่ตรงไหน ในระหว่างทางกันแน่ กำลังเดินอยู่ในทาง หรือหลงออกนอกเส้นทางไปแล้ว
โอกาสนี้เอง ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาต นำบทเทศนาของหลวงตามหาบัว มาถอดความ และจำแนกออกเป็นข้อๆ พร้อมทั้งอนุญาตอธิบายเพิ่มเติม สมทบลงไป เพื่อให้เหล่าโยคาวจรทั้งหลาย ได้ศึกษาหนทางแห่งการดับทุกข์ ที่ถูกต้องตรงธรรม และสามารถเข้าใจได้โดยง่าย ไปพร้อมๆกันดังนี้
1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพาน จะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ ให้ได้ก่อนเรื่องอื่นใด คือใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของ ศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีล ห้ามทำโดยเด็ดขาด
2. ให้คิดถึงนิพพานทุกขณะ เหมือนนิพพานอยู่ตรงหน้า คือระลึกไว้เสมอว่า เราจะไปนิพพานเท่านั้น จุดเดียวที่เดียว อย่างอื่นไม่เอา ให้พุ่งตรง ตัดตรงไปเลย
3. ทำสมาธิในชีวิตประจำวันให้ได้ คือถ้าใครบริกรรมพุทโธ ก็ให้ทำไป ใครดูลมหายใจ ก็ให้ดูไป เรื่องนี้เน้นย้ำมาก ให้คุมกรรมฐานไว้ระหว่างวัน ส่วนจะใช้กรรมฐานชนิดใด ตรงนี้ใช้ได้หมด ขอให้อยู่ในหมวดกรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรผิด จุดนี้ให้เน้นไปที่ การทำสมถะก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจวิปัสสนาในช่วงแรกๆ ต้องฝึกให้จิต มีความตั้งมั่นก่อน ให้จิตอยู่กับกรรมฐานของตน ตลอดเวลาทั้งวัน
ยกเว้นเวลาที่ต้องทำงานเท่านั้น เน้นว่า นี่คือการปฏิบัติเบื้องต้น ไม่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ควรทำผิดไปจากนี้
4. เมื่อทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนจิตเข้าสู่สมาธิได้แล้ว ให้สังเกตดู ช่วงนี้จิตจะปรุงกิเลสน้อยลง เพราะจิตมันอิ่มอารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งมากขึ้น ทำความสงบได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ว่าจิตของเรา เริ่มมีกำลังเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย คือในชีวิตประจำวัน ก็ทรงอารมณ์อยู่กับกรรมฐานได้
เมื่อทำสมาธิในรูปแบบ ก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ อย่างนี้ถือว่า เริ่มใช้ได้แล้ว ตรงนี้ ให้เริ่มพัฒนา ในขั้นตอนต่อไป อย่าหยุดอยู่แค่ การทำสมาธิ
5. พอจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว คราวนี้ท่านให้เริ่ม เดินปัญญา ต่อไปเลย เพียงแค่สมาธิอย่างเดียวนั้น จิตจะไม่มีความกว้างขวาง จะต้องเดินปัญญาต่อ จึงจะเกิดความกว้างขวาง นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้า แนะนำเอาไว้ ต้องทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอน
6. ให้เริ่มต้นพิจารณาร่างกาย โดยให้แยกเป็นส่วนๆ คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
นี่เป็นตำหรับแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ให้เอามาดูเป็นส่วนๆ ดูสิ เส้นผมของเรา เป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับขนสัตว์ ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำ มันจะเป็นอย่างไร แล้วไล่พิจารณาเรียงไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
กรรมฐาน 5 นี้เป็นพื้นฐาน ทางเดินทางด้านปัญญา ให้หัดดูไปเรื่อยๆ เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ก็ให้พิจารณาไป ให้เห็นว่าที่ทำอยู่นี้ คือหินลับปัญญา
7. เมื่อทำจนชำนาญ ต่อไปก็ลองแยก ให้เป็นธาตุ 4 คือดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้เป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ทำเช่นนี้ สติปัญญา จะมากขึ้นเป็นลำดับ
8. เมื่อพิจารณาสักพัก ก็ให้ย้อนกลับมาทำสมาธิ เอาความสงบ เอากำลังของจิตใหม่ ต่อเมื่อจิตอยู่ในความสงบ เริ่มมีกำลังฟื้นตัว ก็กลับมาเดินไปปัญญาอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้สลับไป ห้ามทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการทำสมาธิ และเดินปัญญา สลับกันเรื่อยไป
9. เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราวนี้ให้กำหนดเป็นอสุภะ อสุภะก็คือ กรรมฐานกองหนึ่ง ที่ทำให้เห็น ธรรมชาติของร่างกายคนเรา มีอยู่ 10 ระยะคือ ซากศพที่เน่าพอง ขึ้นอืดซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ คละด้วยสีต่างๆ ซากศพที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ) ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว ซากศพที่กระจุยกระจาย ซากศพที่ถูกฟัน บั่นเป็นท่อนๆ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด) ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด ซากศพที่เหลืออยู่แต่ร่างกระดูก หรือ เหลือแต่ท่อนกระดูก
ในการกำหนดอสุภะนี้ ให้กำหนดภาพเหล่านี้ ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะ มาตั้งไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิต กำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ แล้วดูไป ดูอย่างเดียว เพ่งไปเลยอย่าให้คลาด เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ จิตมันจะรู้ของมันเอง
10. เมื่อถึงจุดที่เพียงพอแก่ความต้องการของจิต คราวนี้ธรรมชาติ จะหมุนไปสู่ความจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะเป็นธรรมที่ละเอียดมาก จิตมันจะมีปัญญา ในเรื่องกามราคะ ถึงตอนนั้น จิตมันจะสิ้นข้อสงสัย ในเรื่องกามราคะไปเลย โดยไม่ต้องมีใครบอก ในขั้นนี้ จะสำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว
11. เมื่อทำซ้ำๆ จนบรรลุอนาคามี จิตจะไม่กลับมาเกิดอีก เพราะกามราคะ มันขาดสะบั้นไปสิ้น จิตมันจะหมุนขึ้นสูงอย่างเดียว ไม่ลงต่ำ ไปอยู่ชั้น พรหมสุทธาวาส เวลานั้น จิตจะรู้ความจริง ไปตามลำดับ
12.ทบทวนและย้ำอีกรอบว่า "เมื่อทำสมาธิ (สมถะ) ให้พักเรื่องปัญญา (วิปัสสนา) และเมื่อเดินปัญญา (วิปัสสนา) ก็ให้พักเรื่องสมาธิ (สมถะ) ทั้งสองสิ่งนี้ จะต้องทำสลับกันไปตลอด ห้ามทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ต้องคิดถึงอีกสิ่ง คือทำความสงบ ก็ทำไป พิจารณาความจริง ก็ทำไป ห้ามนำมาปนกัน ให้ทำสลับไป อย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดการปฏิบัติ
13. เมื่อก้าวถึงภูมิอนาคามีแล้ว จะมีภูมิของอนาคามี ที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีความเข้มข้นอยู่ 5 ระดับ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเลื่อนขึ้นไปเป็นขั้นๆ พวกที่ก้าวข้ามขั้นไปเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ ในช่วงกึ่งพุทธกาลเช่นนี้ จะหายาก โดยมากแล้ว จะไปทีละขั้น เพราะด่านกามราคะ มันยากจริงๆ ไม่ใช่ของง่าย
14. ในขั้นนี้ปัญญาจะเดินอัตโนมัติตลอดเวลาแล้ว เห็นนิพพานอยู่ตรงหน้า ช่วงนี้ปัญญาจะฆ่ากิเลส ตลอดเวลาทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง ฆ่ากิเลสตลอดเวลายกเว้นเวลานอนหลับ ตอนนั้นไม่มีคำว่า เผลอแล้ว เพราะปัญญาจะเกิด อย่างถี่ยิบ
15. สติปัญญาเดินมาก ต้องย้อนสู่สมาธิ ห้ามเดินปัญญาแต่อย่างเดียวเด็ดขาด ต้องทำสลับกันไปเช่นนี้
16. ต่อไปจะก้าวเข้าสู่มหาสติปัญญา ถึงตรงนี้ จะหมดนิมิตที่เกี่ยวกับจิต เหมือนฟ้าแลบตลอด ไม่ต้องบังคับให้จิตทำงาน กิเลสซ่อนอยู่ตรงไหน ปัญญาจะตามไปฆ่าเชื้อที่นั่น
ส่วนใหญ่ถึงตรงนี้ ทุกข์เวทนาจะน้อยมากๆ เหลือเพียงสุขเวทนาเท่านั้น มันจะเห็นสุขเวทนาชัดเจนมาก จุดนี้เอง ที่มันจะเข้าไปในปราสาทราชวัง ไปเจอนายใหญ่ คืออวิชชา ค้นพบอริยสัจ 4
มันจะเห็นกษัตริย์แห่งวัฏฏะคือ ตัวอวิชชา ถึงตรงนั้น ทุกสรรพสิ่ง จะว่างไปหมด ยกเว้นเพียงตัวเอง ที่ยังไม่ว่าง
17. เมื่อถึงจิตตะ คืออวิชชา พอเปิดอันนี้ออก จิตมันก็จ้าขึ้น ตอนนี้ข้างนอกก็สว่าง ภายในก็สว่าง ว่างทั้งหมด ตัวเราก็ว่าง เป็นวิมุต คือธรรมชาติที่แท้จริง จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์
18. แรกเริ่ม ธาตุขันธ์ เป็นเครื่องมือของกิเลส แต่ปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ธาตุขันธ์จะเป็นเครื่องมือของธรรมทั้งหมด"
ธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ข้างต้น เปรียบได้ดั่งแผนที่ เส้นทางปฏิบัติธรรม ที่ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่เบื้องต้น ถึงปลายทางแห่งพระนิพพาน เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่ครูบาอาจารย์ ได้มอบแก่เหล่าศิษย์ นักปฏิบัติทั้งหลาย
โมทนาสาธุๆๆ กับท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย Cr : ! Chanun 'บทความธรรมเทศนานี้ ข้าพเจ้าขอแชร์มาจากไทม์ไลน์ ของอ.เจแปน และ พี่เอื้อย ขออนุโมทนาสาธุ ในบุญกุศลนี้ด้วยครับ
พ่อครูว่า…นี่เป็นทั้งหมด อาตมาอ่าน ทีนี้เข้ามาฟัง ที่อาตมาจะวินิจฉัย หรือวิจัย เป็นการศึกษา ต้องขออภัย ท่านอาจารย์มหาบัว และลูกศิษย์ท่าน ที่เคารพนับถือนะว่า อาตมาวิจารณ์ต่อไปนี้ ไม่ใช่หมายความว่ามาอวดดี อวดข่ม อวดฉลาดเพื่อทำโก้เก๋ วิเศษนั้นไม่ใช้ แต่เป็นความเห็นต่าง ที่เห็นแย้งกัน ส่วนผู้ฟัง ก็ลองฟังดู ว่าอาตมาเห็นแย้งอย่างไร ฟังแล้วเห็นว่า อะไรเป็นธรรมวาที หรือฟังแล้ว อันนี้เป็นอธรรมวาที ก็ไม่เข้าท่า ก็ไม่ต้องรับมา การศึกษาต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ปฏิเสธความเห็นต่าง ที่อาตมาเอาความเห็นต่าง มาออกอากาศ มาวิเคราะห์วิจัย ให้ฟังเสมอๆ ก็เป็นการศึกษาที่ดี มีข้อเปรียบเทียบ เห็นความต่างกัน ที่เหมือนกัน เราก็เข้าใจ อันไหนที่วิจัยแล้ว ต่างกันก็ต่างกัน จะได้รู้ละเอียดลออ
ถือศีลให้ถูกพุทธ เอาเนื้อเรื่องเลยที่ท่านมหาบัวบอกว่า.. 1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพาน จะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ก่อนเรื่องอื่นใด คือใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีล ห้ามทำโดยเด็ดขาด พ่อครูว่า…อาตมาก็มีความเห็นเดียวกันว่า ต้องถือศีล การถือศีลของอาตมาก็ห้าม ทำเหมือนกันเบื้องต้น พระโสดาบันก็ถือศีล 5 จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด เลิกละอบายมุขไป ศีล 5 เป็นอย่างนั้น แต่ศีล 5 ของอาตมานั้น ถือศีลแล้วปฏิบัติ มีสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อสัมผัสแล้วก็อ่านจิต เป็นภาวรูป แล้ววิจัย อย่างมีสังกัปปะ 7 มี กามวิตก พยาบาทวิตก ปนเปมาหรือไม่ อ่านให้อย่างหมดข้อสงสัย หมดวิจิกิจฉา รู้ว่าอาการกาม พยาบาท ที่มีนั้น เป็นมิจฉาสังกัปปะ ตัวนี้เราก็จัดการเรียนรู้ ต่อจากนั้น รู้ว่ามันมีอาการอยู่ มันก็ อินทรีย์ มีพลังมีชีวิต ก็จัดการมันต่อไป ว่ามันมาจากอะไร อาศัยอะไรเกิด เห็นหมากทันหน่วยใหญ่ (พุทรา) เมื่อตากระทบรูป เห็นสภาพองค์รวม เรียกว่า กาย พิจารณากายเข้าไปว่า มีอาการ ความรู้สึก คือเวทนา พิจารณาเวทนาในเวทนาเข้าไป แล้วก็แยกแยะ จิตในจิต ว่ามีกาม ผสมมากับสัมผัสนี้ เห็นแล้วชอบ อยากได้ อยากกิน อ่านอาการนี้ได้ เราก็รู้ตัวสักกายะ แยกแยะได้จากธรรมะสอง เทวธัมมา ในเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เราก็ทำตัวเวทนาเก๊ เวทนาไม่แท้ ให้หายไป เหลือแต่ เวทนาแท้ ที่ทุกคนก็จะเห็นเหมือนกันหมด เวทนาแท้ นี่ก็จะเห็นเหมือนกัน แต่การเห็นต่างกันว่า คนหนึ่งชอบ คนหนึ่งไม่ชอบ อาการชอบไม่ชอบ นี่คือของปลอม เป็นเวทนาเท็จ ของจริงก็ต้องเห็นเหมือนกัน เห็นมะเขือเทศ ก็เห็นเป็นมะเขือเทศ รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ไม่มีความชอบความชัง ไม่มีความรัก หรือดูด ต้องทำอาการนั้นออก เนกขัมมะ ทำให้ดับได้เลย เหลือแต่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง สัมผัสเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอารมณ์ชอบหรือชัง คนนั้นก็มีจิตนิพพาน จิตอันนั้นคือ จิตนิพพาน ที่อธิบายนั้น เกิดจากการปฏิบัติ ศีล ทำให้เกิดกิเลสลด อันนี้แข็งแรง ตั้งมั่น จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปัญญาตลอดเวลา ไม่ใช่เวลามีปัญญา กับสมาธิ คนละเวลากัน มันคนละแบบกัน ของมหาบัวกับของอาตมา สายเจโตศรัทธา เคร่งจริงในศีล แต่ได้ศีลไม่ลึก ได้ศีลตื้นๆ ได้แค่ถือศีลไป ศีล 5 ถือไป ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์แล้ว ไม่ได้รู้ว่าถือศีลไป คุณเสพติดอะไร เสพติดการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เห็นสัตว์ก็เกิดมีจิตใจอยากฆ่า ไม่มีเมตตา เห็นข้าวของคนอื่น ก็ยังอยากได้ เห็นผัวเมียคนอื่น ใจก็ไปคิดไม่ดี ถือศีล ไม่ได้รู้เรื่องว่าตัวเองมีจิตใจเลอะเทอะหรือไม่ เสพติด หมากพลู บุหรี่ ก็ยังไม่รู้เลยว่าตนติด ถือศีลอย่างไร อบายมุขที่ตนเองติด ก็ยังละไม่ได้ ไม่รู้ คือถือศีลเป็น อุปาทาน คือสีลัพพตุปาทาน ถือศีลอย่างไม่ได้รู้ว่า ลดกิเลสอย่างไร เพราะแยกศีลออกจากจิต พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติศีล จิตต้องลดความเดือดเนื้อร้อนใจ อวิปฏิสาร ต้องรู้ว่า จิตใจเรามีความทุกข์ ไปเสพติดอะไรอยู่ ก็เลิกความเสพติดได้ ก็ลดความเดือดเนื้อร้อนใจ จิตก็มีความสงบ มีความปราโมทย์ มีปัสสัทธิ เป็นสมาธิไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 24 ข้อที่ 1 และ 208 การได้อานิสงส์ 10 ของศีล 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ปฏิบัติศีล แล้วศีลมันจะค่อยขัดเกลากิเลส จนเป็นสมาธิ จนถึงวิมุติ ปฏิบัติศีล ต้องเกิดการปฏิสัมพันธ์ เกิดการขัดเกลากิเลส มีปัญญาพร้อม จนจบ วิมุติญาณทัสนะ ที่ท่านรวมไว้ว่า กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผล ให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ
2. ให้คิดถึงนิพพานทุกขณะ เหมือนนิพพาน อยู่ตรงหน้า คือระลึกไว้เสมอว่า เราจะไปนิพพานเท่านั้น จุดเดียวที่เดียว อย่างอื่นไม่เอา ให้พุ่งตรง ตัดตรงไปเลย พ่อครูว่า...เหมือนนิพพานเป็นข้าวของเลย คุณยังไม่บรรลุนิพพาน แล้วจะเอานิพพาน มาอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร ไปซื้อตามร้านขายยาหรืออย่างไร พูดเป็นลิเกไป ขออภัยที่วิจารณ์ วิจัย เพื่อให้ชัดเจน ไม่ได้ข่มเบ่ง นี่คือเขาใช้แรงพุ่งไป อย่างไม่รู้สมุทัย ดับสมุทัยให้ได้ถูกตัวตน แต่เพ่งมุ่ง เจาะไป เป็นการสะกดจิตถ่ายเดียวเลย
3. ทำสมาธิในชีวิตประจำวันให้ได้ คือถ้าใครบริกรรมพุทโธ ก็ให้ทำไป ใครดูลมหายใจ ก็ให้ดูไป เรื่องนี้เน้นย้ำมาก ให้คุมกรรมฐานไว้ระหว่างวัน ส่วนจะใช้กรรมฐานชนิดใด ตรงนี้ใช้ได้หมด ขอให้อยู่ในหมวดกรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรผิด จุดนี้ให้เน้นไปที่ การทำสมถะก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจวิปัสสนาในช่วงแรกๆ ต้องฝึกให้จิตมีความตั้งมั่นก่อน ให้จิตอยู่กับกรรมฐานของตน ตลอดเวลาทั้งวัน
ยกเว้นเวลาที่ต้องทำงานเท่านั้น เน้นว่า นี่คือการปฏิบัติเบื้องต้น ไม่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ควรทำผิดไปจากนี้
พ่อครูว่า...อาตมาก็ยังไม่เคยเห็นที่ไหนเลย ว่าพระพุทธเจ้า ให้บริกรรมพุทโธ หรือสอนกรรมฐาน 40 ที่เขาเชื่อกันตามอาจาริยาวาท เชื่อตามอาจารย์กันมา ให้จดจ้องที่กสิณ 40 เป็นการดูลมหายใจ ดูดิน น้ำ ไฟ ลม อะไรต่างๆ เขาว่า 40 กสิณนี้ ไ ม่มีอะไรผิด แต่อาตมาเห็นว่าผิดหมด อาตมาว่าให้วิจัย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม นี่คือของพระพุทธเจ้า มีเวทนาเป็นกรรมฐานหลัก วิจัยในเวทนา ปฏิบัติให้ได้ทั้งเวทนา 108 ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ มีในพระไตรปิฎก แต่กสิณ 40 ไม่มีในพระไตรปิฎก มีในวิสุทธิมรรค ของท่านพุทธโฆษาจารย์ รวบรวมไว้ ที่เขาว่าเน้นสมถะก่อน ให้จิตตั้งมั่น ก็คือการสะกดจิตให้แน่วนิ่ง เป็นการสะกดจิต ร้อยเปอร์เซ็นต์ hypnotize นี่คือดิ่งเดี่ยว ท่าเดียว แข็งทื่อไว้ ไม่ใช่สมาธิที่เกิดปัญญาเป็นพลังงาน พลังฌาน ปัญญา พอเจริญจะเป็นพลังฌาน ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น ฌานแปลว่าไฟกองใหญ่ จะมีพลังงานเผาผลาญไฟราคะ โทสะ โมหะ ถ้าไม่ปฏิบัติอย่างที่อาตมาว่า ก็จะเป็นสมถะล้วนๆ แล้วก็เป็นสมถะ ก่อนจะเกิดวิปัสสนา สะกดจิตให้นิ่งๆ แล้วยกจิตสู่วิปัสสนา จะเกิดปัญญา แต่อาตมาว่า พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า เกิดจิตเป็นปัญญา แล้วเผากิเลส กิเลสลดลงๆ ก็เกิดสมถะ ปัญญาจะเกิดก่อนสมถะ แต่ของท่าน สมถะเกิดก่อนปัญญา แต่ของอาตมา ปฏิบัติมีปัญญาเคล้าเคลียไป เห็นกิเลส ทำลายกิเลสๆ ปัญญาทำให้เกิดสมถะ ไม่ใช่สมถะแล้วเกิดปัญญา
เอกัคคตาจิตของฤาษี กับของพุทธ 4. เมื่อทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนจิตเข้าสู่สมาธิได้แล้ว ให้สังเกตดู ช่วงนี้จิตจะปรุงกิเลสน้อยลง เพราะจิตมันอิ่มอารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งมากขึ้น ทำความสงบได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ว่าจิตของเราเริ่มมีกำลังเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย คือในชีวิตประจำวัน ก็ทรงอารมณ์อยู่กับกรรมฐานได้ พ่อครูว่า...แน่นอนว่า สะกดจิตไม่ให้จิตคิดอะไร ก็ไม่เห็นกิเลส ไม่รู้อารมณ์ เลยไม่ได้วิจัยเวทนาในเวทนา แต่ใช้ภาษาโก้ว่า อิ่มอารมณ์ ถ้ากิเลสลดไป อารมณ์กิเลสก็ไม่มี เป็นอารมณ์อุเบกขา ชัดเจน แจ่มใส ไม่ดูดผลัก ไม่สุขทุกข์ให้หมองมัว เป็นจิตที่รู้แจ้งเห็นจริง อารมณ์เป็นหนึ่งของท่าน คือสะกดจิตไป คือจิตสงบนั่นแหละ เป็นหนึ่งแบบสะกดจิตของท่าน เป็นหนึ่งคือไม่ให้นึกคิด หรือคิดเรื่องเดียว เป็นวิธีสะกดจิต ส่วนเป็นหนึ่ง ที่อาตมาเข้าใจ คือเป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่งอย่างยิ่งใหญ่ แต่ของท่านมหาบัวเป็นเอกจิต เป็นจิตใจที่ถูกสะกดจิตให้เป็นหนึ่ง แต่เอกัคคตาที่อาตมาหมายถึงคือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) ล.10 ข.60 เวทนาเท็จหมดไป มีแต่เวทนาแท้ที่แจ่มชัด ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย หรือ รู้ลดลง ดับลงเป็นสมถะ เมื่อทำสมาธิในรูปแบบก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ อย่างนี้ถือว่า เริ่มใช้ได้แล้ว ตรงนี้ ให้เริ่มพัฒนาในขั้นตอนต่อไป อย่าหยุดอยู่แค่การทำสมาธิ พ่อครูว่า แน่นอน คุณฝึกทำการสะกดจิต มันก็จะชำนาญ ไม่ได้แปลก อะไร
ปัญญาเกิดจากองค์ 6 ไม่ได้เกิดเอง 5. พอจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว คราวนี้ท่านให้เริ่มเดินปัญญาต่อไปเลย เพียงแค่สมาธิอย่างเดียวนั้น จิตจะไม่มีความกว้างขวาง จะต้องเดินปัญญาต่อ จึงจะเกิดความกว้างขวาง นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำเอาไว้ ต้องทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอน พ่อครูว่า...ภาษาที่เขาใช้ มันฉลาดนะ เหมือนกดสวิตซ์เดินปัญญา เหมือนกดคลัช ปล่อยคลัช แล้วกดคันเร่ง อย่างนั้น เดินปัญญาต่อไป สมาธิท่านก็เข้าใจแบบสมถะ เขาก็ไปตู่พระพุทธเจ้าว่า แนะนำอย่างนี้อีก พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนี้ เขาโมเมกันอย่างนี้ ว่าเดินตามพระพุทธเจ้าสอน คำว่า เดินปัญญา ของหลวงตามหาบัวนี้ การเดินปัญญา ของพระพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติสมาธินี่แหละ จะเกิดปัญญาไปตามลำดับ ไม่ต้องแยกกันเลย ปัญญานั่นแหละ จะทำให้เกิดสมถะ ปัญญาของพระพุทธเจ้า จะมีกระบวนการของปัญญา กระบวนการของปัญญานั้น มี 6 องค์ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ปัญญาของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เกิดอย่างโมเม ไปนั่งสะกดจิตสมถะ เข้าไปในภพแล้ว ปัญญาจะโผล่พลั๊วมาเอง ไม่ใช่ อันนั้นมันเป็นสัญญาเท่านั้น ที่คุณจำได้ ไม่ใช่เกิดจากปัญญา ที่เป็นกระบวนการ 6 องค์ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ปฏิบัติอย่างลืมตา ใน มรรคทั้ง 7 องค์ พัฒนาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีสัมมสติ สัมมาวายามะช่วย ก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญญาก็จะเป็นปัญญินทรีย์ เป็นปัญญาพละ เป็นผล อย่างนี้ต่างหาก คือกระบวนการปัญญาของพระพุทธเจ้า การเอาแต่นั่งปฏิบัติธรรม แล้วรอให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง เมื่อสะกดจิตได้นิ่ง อย่างนั้นไม่ใช่ของพุทธ แล้วตัวที่เกิด ก็เป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา เขาบอกว่า จิตสงบแล้ว ค่อยๆเหยียบคลัชไว้ก่อน ทำสมถะไว้ก่อน พอเวลาสมถะได้แล้ว เขาอธิบายว่า ปัญญาจะโผล่พรวดมาให้เห็น หลวงตามหาบัวว่า ให้เดินปัญญาไปเลย เหมือนปล่อยคลัช แล้วเหยียบคันเร่ง มันเป็นสัญญา ที่ไม่ได้เกิดจากกระบวนการของปัญญา ตามที่พระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 ความรู้ที่เกิดจากเขานั้น มันเป็นสัญญาไม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive