600106_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระของสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600106 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระของสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 ข่าวว่า ประชาชนก็ต้องการให้งานพระบรมศพ เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แต่พวกฝูงไฮยีน่าก็ไม่ยอมแล้ว แค่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก็ถ้าพวกนี้เข้ามาแล้ว ก็เกิดเรื่องโกงเหมือนเก่า ประชาชนก็จะไม่ยอมอีก แต่คุณเปลวบอกว่า ท่านนายกฯท่านคิดไว้หมดแล้ว ทุกคนก็มองออกว่า ถ้ารีบเลือกตั้ง บ้านเมืองก็วุ่นวายเหมือนเก่า ตอนนี้ที่ภาคใต้ ก็เกิดน้ำท่วมฉันพลัน ฝนก็ไม่หยุด ยังจะตกต่ออีก ก็ลำบากกันพอสมควร เป็นเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรามาเดินตามรอยพระโพธิสัตว์กัน ก็เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น เราจะนำความทุกข์นั้น มาทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร คนที่ไปชุมนุมนั้น เขามีจิตใจที่จะช่วยเหลือส่วนรวม แค่กลับไปดูบ้านว่ามีอะไรเหลือ แล้วก็จะรีบกลับมาช่วยบ้านเมืองต่อ คนที่ไม่ค่อยจะคิดถึงตัวเอง คิดแต่จะช่วยคนอื่น ก็จะไม่รู้สึกว่าทุกข์เท่าไหร่ ในหลวงที่ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อย เพราะมีความรักความทุ่มเทให้กับประชาชน คนที่ติดตามในหลวงจะต้องเดินเร็ว มีคนถามในหลวงว่า ทำไมต้องเดินเร็ว ในหลวงบอกว่า ความทุกข์ยากของประชาชนรออยู่ จะเดินช้าได้อย่างไร พ่อครูว่า… ก็โอภาปราศรัยกับ sms ก่อน sms วันที่ 5 มกราคม 2560

เราไม่พักเราไม่เพียร 0851614xxxรักแท้ในพุทธศาสนา คือเมตตากรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี มีความสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ ทั้งหมดนี้อยู่ที่การเอาผู้อื่นเป็นที่ตั้ง / การเกลียดใครมักเป็นเรื่อง.."สูญเปล่า" เพราะครึ่งหนึ่งของ..คนที่คุณเกลียด เขาไม่แคร์ ขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณเกลียด!!" /ข้อมูลจากพระไพศาล สาระอัพเดท "ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบบ้าง..หม

อ่านต่อ

ายความว่า การที่คนๆหนึ่ง ยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้างเป็นเรื่องจำเป็น"/ ข้อมูลจากป.อ. ปยุตโต ตอบ...ความรักที่คุณว่ามานี้ก็ถูกต้อง ผู้ที่บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ จิตใจจะไม่เห็นแก่ตัว เพราะว่าไม่มีตัวตน ดูตัวตนมันน้อยลง เราเห็นแก่ตัวน้อยลง ความระลึกถึงตัวเองก็น้อยลง เป็นธรรมดาสัจจะ ความระลึก สาราณียะ เป็นสัจธรรมของศาสนา ผู้บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ จะเป็นผู้ที่มีความระลึกถึงคน งาน สิ่งที่ควร ในอภิณหปัจเวกขณ์ มีข้อหนึ่ง บอกว่า วันเวลากำลังล่วงไป บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ ...คือหมายความว่า เวลาผ่านไปเรามีกรรมกิริยาอะไร จะคิดพูดทำอะไร ดีหรือชั่ว ยังมีอีกที่เราจะต้องทำ กรรมดีที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ที่เราจะต้องทำ คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการให้คนอยู่เฉยๆ หากไม่อยู่ในเวลาที่ควรพัก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่พักเราไม่เพียร คือคนข้ามโอฆสงสารได้แล้ว ท่านใช้คำตรัส เมื่อมีเทวดารูปหนึ่งถามท่านว่า จุดหมายปลายทางของท่าน ที่จะข้ามโอฆสงสาร ตอบให้สั้นๆ ว่า … เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)

เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม ๑๕ ข้อ ๒)

หากเอาแต่พักก็จะจมลงๆๆ ถ้าเอาแต่เพียรก็จะลอยๆๆๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องอยู่ระหว่างกลาง เราไม่พักเราก็เพียร เราไม่เพียร ก็คือถึงเวลาควรพัก เราก็พัก ไม่เช่นนั้น ก็ลอยไม่รู้จักหยุดเลย ถ้าเราเอาแต่เพียร ถ้าเราเอาแต่พักก็จมไม่สิ้นสุด โดยจริงแล้ว คนเราไม่ควรจม ควรเพียร ในอภิณหปัจเวกขณ์ มีข้อหนึ่ง บอกว่า วันเวลากำลังล่วงไป บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ คือเราไม่ควรอยู่เฉยๆ ในขณะที่ไม่ควรพัก คือมีการงานเป็นหลัก แล้วการงานเป็นหลักนี้ จุดเริ่มต้นของจิต คือสาราณียะ ระลึกถึงคน ถึงงาน ถึงสังคม ระลึกถึงอะไรที่เราควรทำ หากเราอยู่เฉยๆ ก็ระลึกถึงอะไรควรทำ ถ้าเรามีอะไรทำก็ไม่เสียหาย คือธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่สร้างคนให้มีประโยชน์ มีคุณค่า จากกรรมการงาน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เพราะคนแต่ละคนนี้คือเครื่องยนต์ คือโรงงาน ที่เป็นโทษภัยก็ได้ เป็นประโยชน์ก็ได้ เมื่อเราสามารถฝึกฝน ให้รู้จักกรรมกิริยา เราไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล เราไม่ทำกรรมที่เป็นโทษได้ นั่นแหละเป็นดี เมื่อเราไม่มีกรรมที่เป็นโทษแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ ทำกรรมที่เป็นคุณค่าประโยชน์ ต่อใครๆเสมอ เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร สรุปอีกที ธรรมะพระพุทธเจ้า สอนคนให้เป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ ไม่ใช่สอนคนให้เป็นแท่งหินแผ่นดิน นอนนิ่งเฉย ไม่รู้เวลาผ่านไปผ่านไป อภิณหปัจเวกขณ์ มีข้อหนึ่ง บอกว่า วันเวลากำลังล่วงไป บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ท่านตรัสไว้นี้แสดงว่า เราไม่ควรจะนิ่ง ถ้าไม่ใช่เวลาควรพัก วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ (รัตตินทิวา วีติปตันตีติ) ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทำให้คนเจริญ เป็นคนดี เป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ โดยเฉพาะประโยชน์ตน เพราะปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติประโยชน์ตนได้ จะได้ประโยชน์ท่านไปพร้อมกัน เป็นอุภยัตถะ เมื่อผู้ใดปฏิบัติประโยชน์ตนจบแล้ว หมดแล้ว ประโยชน์ตนนั้นคือประโยชน์ล้างกิเลส กำจัดกิเลสของตน ให้หมดไป จากจิตใจของตน เมื่อกำจัดกิเลสของตน หมดสิ้นเกลี้ยงแล้วไปจากตน ก็มีแต่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเท่านั้น เช่น พระอรหันต์เป็นต้น ก็มีแต่กรรมกิริยา เป็นกุศลต่อผู้อื่น สมณะเดินดินว่า...ถ้าดูพุทธพจน์ที่ว่า เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้ ในศาสนาพุทธจะมีภาษาที่ ถ้าไม่ได้ฟังคำอธิบายจากสัตบุรุษ อย่างพ่อครู ก็จะเข้าใจได้ยาก เพราะเป็นภาษาที่ย้อนแย้ง คนเราอยากให้บอกชัด ว่าจะเอาซ้ายหรือขวา เดินหน้าหรือเดินหลัง แต่ภาษาสัจจะจะย้อนสภาพ ให้เราไม่พัก แต่ว่าให้เราเพียร ทำไมไม่ใช้ภาษาตรงๆ ว่าเพียรหรือพัก ก็ไม่ใช่ ทำให้เราเวลาจะคิดอะไรก็ไม่ใช่ทุ่มสุดตัว เพียรก็ไม่ใช่เพียรจนลอย แต่พักก็ไม่ให้จม ศาสนาพุทธจบที่ อย่ายึดมั่นถือมั่น เว้นบาปทั้งปวง ทำแต่กุศล ทำใจให้ผ่องใส หากคนที่ยึดถือ ถ้าเจอภาษาที่คัมภีรานี้ ก็จะไปไม่ไหว เพียรก็ต้องระวัง พักก็ต้องระวัง ถ้าไม่มีพ่อครูมาอธิบาย เราก็ยากจะเข้าใจเหมือนกัน

เป้าหมายของศาสนาพุทธคือการเสียเปรียบ(เสียสละ) พ่อครูว่า..ส่วนอันที่อ้างของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่บอกว่า "ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบบ้าง..หมายความว่า การที่คนๆหนึ่ง ยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น"/ ข้อมูลจากป.อ. ปยุตโต ตอบ...สำนวนนี้ดีมาก ซาบซึ้ง ก็ชัดเจน เพราะคนเรามักเห็นแก่ตัว เอาเปรียบ สามัญสำนึกของคนที่ยังไม่พัฒนา เป็นปุถุชน ก็พากเพียรเพื่อจะเอาเปรียบเท่านั้น มากหรือน้อยเท่านั้นเอง ถ้าฝึกตัวเอง หัดเป็นคนเสียเปรียบเสียบ้าง สรุปจริงๆแล้ว ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้คนเสียเปรียบ ไม่ใช่แค่ฝึกเท่านั้น แต่เป็นเป้าหมายเลย การเสียเปรียบ คือให้ของตัวเองแก่ผู้อื่น การเอาเปรียบหรือได้เปรียบ คือเอาของคนอื่นมาให้แก่ตนได้ ศาสนาพุทธสอนให้ละตัวตน ให้เอาตัวตนออกให้หมด ไม่ใช่เอาอะไรมาเพิ่มให้แก่ตัวตน หนาขึ้นมากขึ้น ให้เข้าใจว่าตัวเองเป็นตัวตนที่หนาใหญ่เปรอะ เอาเปรียบเขา เป็นจุดใหญ่ใจความของศาสนาพุทธ ให้ละตัวตน ซึ่งศาสนาอื่นไม่มีสอน ศาสนาอื่นไม่เรียนตัวตน ไม่เรียนความละหน่ายคลาย ละหน่ายคลายความเป็นตัวตน ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นจุดสำคัญ ศาสนาเทวนิยม จะไม่รู้จักเรื่องนี้ มีแต่จะสร้างตัวเองให้เป็น ตัวตน อาตมัน ไปเป็นปรมาตมัน (ภาษาบาลีว่า บรม อัตตา) ศาสนาพุทธ สุดขั้วกับพวกอาตมันเลย เป็นเป้าหมายคนละขั้วเลย เพราะฉะนั้น คนจะเข้าใจศาสนาพุทธจึงไม่ง่าย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวเท่านั้น ที่รู้จักอัตตา แล้วละลดอัตตา ให้หมดไปจากจิตใจของเราได้ เป็นศาสนาเดียวที่สอนอย่างนี้ ได้มีหลักทฤษฎีอย่างนี้จริงๆ ยิ่งใหญ่ ที่บอกว่าเสียเปรียบเสียบ้างนั้นจำเป็น มันจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เสียเปรียบไม่ได้ คำว่าเสียเปรียบ ฟังแล้วเป็นพยัญชนะ เป็นภาษาที่ฟังแล้ว น่ากลัวน่าเกลียด แปลภาษาเดียวกัน เสียเปรียบก็คือเสียสละ เสียคือให้แก่ผู้อื่น เสียเปรียบก็คือ ผู้อื่นได้เปรียบเรา อันเดียวกัน คำว่าเสียสละกับเสียเปรียบ เป็นภาษาอันเดียวกัน แต่ฟังแล้วเสียเปรียบก็ดูน่าเกลียด แต่ถ้าบอกว่า เสียสละ ก็น่าทำ แต่อันเดียวกัน เสียเหมือนกัน คนที่มีชีวิต มีกรรมกิริยามีอิริยาบถ เป็นคนที่สร้างสรรค์ ด้วยแรงงานความรู้ของตน มีผลผลิตขึ้นมา เช่นอันนี้ แตงญี่ปุ่น (พ่อครูหยิบแตงญี่ปุ่น บนโต๊ะขึ้นมา) เราสร้างแล้วก็เอาไปให้คนอื่น

สมณะเดินดินว่า...เสียเปรียบเหมือนไม่ได้อะไร เสียเหลี่ยม คนมีอัตตาก็ไม่อยากเสียเปรียบ เพราะเสียเหลี่ยม พ่อครูว่า...เหลี่ยมเป็นมานะอัตตา หยิ่งผยองว่า ตนเองเหนือกว่าเขา ใครว่าเรานี่ไม่ได้เลย เสียเหลี่ยม มันเป็นอัตตามานะ ถือดีถือตัว เรื่องเสียเปรียบนี้ยิ่งใหญ่ ใครรู้จักว่าอาการเสียเปรียบคืออย่างไร ก็ จ งเป็นผู้มีอาริยะ มีกรรมกิริยาเสียเปรียบ อยู่ตลอดเวลาให้ได้เถิด เป็น คนเจริญสูงสุดเลย คือคนไม่มีตัวตน มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทำอะไร สร้างอะไรขึ้นมา ก็เพื่อผู้อื่น สร้างผลผลิตขึ้นมา ก็เพื่อแจกจ่ายอาศัยกินใช้ เราก็ทำงานมีผลผลิต เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เราก็อาศัยใช้อย่างไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำให้คนอื่นลำบากลำบนอะไร มีประสิทธิภาพแรงงาน อัตตา หิ อัตตโน นาโถ แล้วก็เกื้อกูลคนอื่นอีก จุดหมายปลายทาง ของศาสนาพุทธ ก็แค่นั้นถ้าจริงๆแล้ว

0880007xxxกราบคารวะพ่อท่านและหมู่สงฆ์ ดูพ่อท่านอยู่ แต่ทำยังไม่ได้ ได้ข้อเดียว ไม่กินกับไม่ฆ่าครับ ตอบ...ไม่ฆ่าก็คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินก็คือคงไม่กินเนื้อสัตว์นั่นแหละ

0849680xxxคนฉลาดที่เห็นแก่ตัว สู้คนโง่ที่ทำเพื่อส่วนรวมไม่ได้ จงเป็นผู้ให้ "อภัย" แม้กระทั่งผู้ที่คอยเบียดเบียนกายใจเรา เพราะการให้อภัย ไม่ได้ทำให้เราเสียหาย ยิ่งให้ ยิ่งได้ "ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา" ดั่งคำตรัสของพ่อหลวง ร.9 ที่ให้ลูกไทย ได้ใช้ปัญญาตรึกคิดให้ชัดในความหมายนี้ บรม หมายถึง อย่างยิ่ง ใจบรมสุขก็คือ ใจที่เป็นสุขอย่างยิ่ง จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่ " ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน " เพราะความยึดมั่นถือมั่นทำให้หนัก โดยเฉพาะหนักอกหนักใจ หนักกาย " หนักตนเองและผู้อื่น " และทำให้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ที่เรียกว่า บรมทุกข์

0879769xxxน้อมกราบนมัสการพ่อครู ชอบพ่อครูเมตตาตอบปัญหาให้เด็กๆอนาคตของชาติ

การนอนกรนและฝันร้ายเป็นกิเลสหรือไม่ (สุขเก๊=ถูกหวยในฝัน) 0890015xxxอาการนอนกรน และฝันร้ายเป็นกิเลสหรือไม่ ธรรมะพอมีทางช่วยได้ไหมครับ / จะเรียกชุมชนที่สนามหลวงอย่างไรดีครับ ที่สวนลุมพินี เคยมีชุมชนดูไป ตอบ...การนอนกรนไม่ใช่เป็นกิเลส เป็นเรื่องของสรีระที่บกพร่อง ส่วนในฝันนั้น ไม่มีเจตนาเป็นตัวกรรม มันเป็นเรื่องของสัญญาที่ ฟุ้งฝอย วุ่นวายไปเฉยๆ จึงไม่เป็นส่ำในฝัน มันไม่มีตัวสติควบคุม ถ้ามีสติควบคุม ก็จะเป็นเรื่องราวดี ถ้าจะว่ามีกิเลส มันก็พาสร้างเรื่องราวได้เหมือนกัน เช่น คนมีกิเลส นอนแล้วหลับ ฝันไป กิเลสนั้น ปรารถนาตั้งแต่ลืมตาไม่ได้ดังใจ มันก็ไปฝันเอาได้ ได้ผลในฝัน ก็เป็นพฤติกรรมของกิเลส จะบอกว่าเป็นกิเลสหรือไม่ ก็ดูตรงนี้ ถ้าฝันเป็นกิเลสก็ร้ายทุกตัวแหละ เมื่อฝันเป็นกิเลสก็ร้ายทุกตัว บางคนฝันถูกหวยก็เป็นสุข แต่ว่าฝันร้ายนะ คุณเพ้อเลย อันนั้นอันเดียวกับคุณไม่ฝัน แต่ได้รับอะไรก็แล้วแต่ บำเรอกิเลส บำเรอเวทนา เวทนานั้น มีเวทนาแท้และเวทนาเทียม มันมีความทุกข์และสุข ถ้าคุณได้ความสุข ความสุขนั้นมันไม่มี เหมือนกันกับฝันว่าถูกหวย คนมีสุข เท่ากับการฝันว่าถูกหวย มันเพ้อฝันเอา เพราะฉะนั้น เทวดา 6 ภพ นี่ ยกเว้น ภพจตุมหาราช ซึ่งเป็นเทวดาเหี้ยมโหด เป็นเทวดาโทสะมูล พยายามแย่งเขา เทวดา 4 จตุมหาราช เป็นเทวดาแย่งเขา พอแย่งได้แล้ว อีก 5 ภพ ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ก็คือฝันว่าถูกหวยทั้งนั้น แย่งมาได้ก็เป็นดาวดึงส์ สวรรค์หอฮ่อ แล้วอยากได้ยาวนานเป็นยามา ดุสิตจะให้หยุดพัก คุณก็ไม่หยุด ก็เพราะจิตของคนมีกิเลส จะเอามาให้แก่ตน ก็แย่งเขาอีก เป็นนิมมานรดี จนสามารถสร้างมาให้แก่ตัวเองได้สำเร็จ จนสุดท้าย เก่งที่สุดเป็นปรนิมมิตวสวัตตี เก่งในทางชั่ว เก่งในทางเป็นมหาราช จตุมหาราชแย่งมาแก่ตัวเองให้ได้เก่ง สวรรค์ 6 คือนรก 6 ภพ สวรรค์นั้นไม่มีหรอก เพราะสวรรค์คือภพชาติ เป็นของหลอก คนที่อวิชชาเท่านั้น ที่อยากได้สวรรค์ คุณอยากได้สวรรค์เท่าไหร่ ก็คือนรกเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ จตุมหาราชิกา จะแย่งเอาทุกทิศเลย ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ ได้มาก็สมใจ เป็นอาการที่ 33 ทั้งที่มนุษย์มีแค่อาการ 32 ทวัตติงสาการ แต่นี่จะไปเป็นอาการที่ 33 คือ ตาวติงสาการ คืออาการสุขเก๊ เป็นเหมือนฝันแล้วถูกหวย อาการดาวดึงส์ สวรรค์ในโลกเพื่อการฝันแล้วถูกหวยทั้งนั้น

ชุมชนดู Bomb of love _จะเรียกชุมชนที่สนามหลวงอย่างไรดีครับ ที่สวนลุมพินี เคยเรียกว่าชุมชนดูไป ตอบ...มีคนบอกว่า เอาชื่อ ดูบอมบ์ฯ ก็ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจ เรียกว่าชุมชนดู Bomb of love คนไป ปรารถนาจะไปชื่นชม แม้จะไปคารวะพระบรมศพ ก็ไปชื่นชม จิตมันซ้อนลึก แต่ก่อนไม่ได้แสดงออก ว่าจะต้องมาชื่นชม มาเคารพ ได้กราบพระบาท ได้มาแสดงออก ถึงความจงรักภักดี เขามาแสดงออก แม้จะมีความแฝงด้วยความเศร้าโศก เสียดายว่าพระองค์จากไป ตอนพระองค์ไม่จากไป ก็ไม่ได้แสดงออก แต่ตอนนี้ก็มาแสดงออก เมื่อมากันมาก ก็ต้องกินต้องเลี้ยงกัน สนามหลวงนี้ ห้ามใครมาขายอาหารขายของ แต่ก็ต้องกินอาหาร มีภาพชาวต่างชาติ ผู้ชายเป็นวิศวกร เขาเลือกใช้ชีวิตบั้นปลายในไทย ก็ซาบซึ้งต่อในหลวงอย่างมาก พูดถึงเหตุการณ์ Bomb of love ได้เห็นจากจดหมาย ที่ไอน์สไตน์ เขียนไว้ให้แก่ลูก ก็ชัดเจนถึง Bomb of love คือความเป็นระเบิดรัก ระเบิดแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ซึ่ง ไอน์สไตน์อธิบายเอาไว้ว่า Bomb of love นี้อธิบายยากกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไอน์สไตน์บอกว่า…เมื่อนักวิทยาศาสตร์ มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็น ซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสง ซึ่งให้ความสว่าง แก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคน เข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณ สิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติ ไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัว อย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้า และพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง และให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปร ที่เรามองข้าม มาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรัก อาจเป็นเพราะ มันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาล ที่มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการ ที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 (มวล x ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่า พลังงานที่จะเยียวยาโลกได้ สามารถได้มาโดยผ่านความรัก คูณด้วย ความเร็วแสง ยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

ตอนนี้ มีกรรมกิริยาของคนที่สนามหลวง มีจิตวิญญาณเป็นประธาน เขามาเรื่องอะไร ก็มาด้วยจิตวิญญาณ ที่มีความรักต่อในหลวง ต้องจัดคิวจัดงานการ เพื่อคนที่มา มาดูจิตตัวนี้ เป็นระเบิดแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ที่ไอน์สไตน์เขียนจดหมาย บอกกับลูกไว้ ให้ลูกเก็บจดหมายนี้ไว้ เขาบอกไว้สรุปว่า E=mc 2 อธิบายยากแล้ว แต่อันนี้ อธิบายยากกว่าอีก พูดในกาละนี้ คนจะเข้าใจไม่ได้เลย พออาตมาอ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว ก็รู้เลยว่า ไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ชัดเจน ถ้าไม่มีความรู้เป็นพระโพธิสัตว์ จะแสดงออกอย่างนี้ไม่ได้ ความรู้อย่างนี้จะเกิดไม่ได้ แล้วตอนนี้ความจริง เกิดที่สนามหลวง ระเบิดแห่งความรัก มันไประเบิดที่นั่น เป็นพฤติกรรมทางกายวาจาใจ เกิดที่สนามหลวง อาตมาสัมผัสแล้ว ก็ยิ่งเห็นชัดเลยว่า สิ่งนี้ ต้องบอกคน ต้องย้ำยืนยัน อันนี้คือ Bomb of love นี่แหละคือที่ไอน์สไตน์พูดอันนี้ ว่าจะเกิด ไอน์สไตน์เขาไม่ได้บอก ว่าอันนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน แต่บัดนี้มาเกิดที่ประเทศไทย ไอสน์สไตน์ค้นพบ E=mc 2 ซึ่งเป็นพลังงานความรู้ ทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ ก็มาใช้ได้ อาตมาก็เอามาใช้ เป็น E=mc 2 + A หมายถึงพลังงาน Bomb of love นี่แหละ ใครค้นพบแล้วจะเอามาใช้ได้ดีที่สุด ฉันเดียวกันกับ E=mc 2 เป็นพลังงานปรมาณู ถ้าเอามาใช้เพื่อสันติภาพ จัดเป็นพลังงานที่วิเศษสุด แต่คนชั่วเอาพลังงานนี้ไปใช้ในทางเลว ก็เลยเปลี่ยนทิศทาง เกิดกัมมันตรังสี เก็บก็ยากอีก พลังงาน E=mc 2 + A ตัว A คือ Abstract คือไม่มีรูปร่าง เป็นนามธรรม ที่ลึกซึ้ง ถ้าเข้าใจแล้วก็เป็นสูตรเดียวกัน อาตมาถึงพยายามอธิบาย ผู้รู้จักจริงใจแยกพลังงานนิวเคลียร์เป็น fission กับ fusion แล้วสามารถควบคุม นิวเคลียสได้ เอาไปใช้ประโยชน์หรือเอาไปใช้เป็นโทษก็ได้ ฉันเดียวกับนามธรรม ถ้าเข้าใจ E=mc 2 สามารถรู้รูปนาม m คือรูป c คือนาม m เป็นมวล หรือรูป c ถ้าเป็นทางฟิสิกส์ ก็เอาอาการความเคลื่อนที่เร็วแรงๆ คือความเร็วแสง แต่ทางนามธรรม ก็เอาที่เคลื่อนที่เร็ว แรงก็คือ ความเร็วของจิต ความเร็วของจิตนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงอีก ผู้ใดเอามาใช้เท่าไหร่ได้ ถ้าเอามาใช้เต็ม ยกกำลังสองเลย ระเบิดเถิดเทิง จะเกิดพลังงานระเบิดเถิดเทิง และ ทางด้าน ความหมายของศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ศึกษาอันนี้แล้วถูกควบคุม กว่าที่จะศึกษามารู้จักพลังงานก็คือ E คือพลังงาน และเอามาใช้ได้ คือรูปกับนามเป็นธรรมะ 2 เอามาใช้ได้จริงเป็นประโยชน์ เพราะควบคุมด้วยเจตนาดีเป็นกุศล ถูกควบคุมด้วยคุณไม่ใช่โทษ จึงเรียกว่าคุณธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า สอนให้เกิดคุณธรรมไม่ใช่ โทษธรรม ให้ทรงอยู่อย่างเป็นคุณ ไม่ใช่ทรงอยู่อย่างเป็นโทษ เรียกว่าคุณธรรม คนที่รู้จักสูตร E=mc 2 ของนามธรรมของจิตได้ คนนั้นก็เป็นอรหันต์ ทำงานเป็นประโยชน์กับโลกตลอดไป

การบรรลุธรรม ควรบอกหรือไม่ มีข้อความจากเฟสบุคของคุณวินิจ … ชมรายการ"พุทธศาสนาตามภูมิ" วันที่ 4-1-60...แล้วว่า "สม.กล้า" ไม่ควรพูดตาม"พ่อครู" เรื่อง"ยายกิ้ม"มีภูมิ"อรหัตตมรรค ซึ่งดูชักจะ"พูดถี่เหลือเกิน (ช่วงหลัง) โดยที่"ตัวสม."ก็"ไม่ได้รู้เองเห็นเอง หรือ"ไม่ได้รู้จริงด้วยตนเอง เพียงแต่ถือ"พูดตามพ่อครู เท่านั้น?.. ซึ่งตาม"หลักธรรมพุทธ นั้น.. "ผู้ดำเนินตามแนวทาง มรรคมีองค์8" อย่างน้อยก็ต้องมี"สัมมาสติ .. ดังนั้น.. ก็จะต้อง "อ่านรู้สภาวะจิตของตนเอง ด้วย"ตนเอง และควรต้องรู้ว่า "ตนเองอยู่ในขั้นตอนไหน, ระดับไหน .. เพราะก็"อยู่กับอโศก" หรือ "ได้ฟังธรรมะจากพ่อครู"มา"นานหลายปีดีดัก แล้ว.. ซึ่ง"ผู้บรรลุในระดับใดๆ ก็ตาม ต้องเป็น"ผู้ประกาศการบรรลุธรรมของตนเอง ด้วย"ตนเอง ก่อนผู้อื่นเป็นเบื้องต้น.. การที่ต้อง"รอให้ผู้อื่นมาประกาศภูมิธรรมให้ก่อน นั้นน่าจะ"ไม่ถูกต้องตามหลักการของพุทธ แต่อย่างใด.. ซึ่งถ้าจะให้ดี ควรลองแวะไปถาม"ผู้ที่ท่านพอมีภูมิสติปัญญาทางธรรมอยู่บ้าง .. เช่น.. ท่านส.ศิวรักษ์, พระปยุตโต, พระไพศาล, พระพยอม, ท่านสมภาร, ท่านสุรพศ เป็นต้น.. ว่า"ท่านเหล่านี้"มี"ความคิดเห็นเป็นประการใด ที่"พ่อครู"มา "ประกาศภูมิธรรม" ของ"ยายกิ้ม" (รวมทั้ง"สม.ผุสดี" ก่อนหน้านี้ด้วย) ก่อน"เจ้าตัว"จะ"ประกาศด้วยตนเอง เช่นนี้......ด้วยความเคารพครับ ไม่เช่นนั้น.. ก็ควรยกย่อง"ดาบวิชัย" ที่"ปลูกต้นไม้เป็นแสนเป็นล้านต้น โดย"ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ .. และ "คุณชัช อุบลจินดา" ที่"เสียสละร่างกายตัวเอง โดย"นอนให้ฝรั่งเหยียบ เพื่อเอาตัวขึ้นมาจากโคลนดูด โดย"ไม่มุ่งหวังสิ่งใดๆ แม้แต่คำขอบคุณ .. และรวมทั้ง"มรว.รุจีสมร" ซึ่งเป็นดุจ"แม่พระของเด็ก ซึ่ง "ไม่ติดหลงหรือเห็นแก่ทรัพย์สินใดๆ ที่จะ"อยากได้มาเป็นส่วนตน .. โดยให้"ทั้ง3ท่าน" เป็น"อรหัตตมรรค ไปด้วยได้หรือไม่... อันว่า"เครื่องกรองน้ำ"ที่"ระบบหรือไส้กรองไม่ดี .. ถ้าปล่อยให้มีการ"ผลิตออกมาใช้ อย่าง"กลาดเกลื่อน โดยไม่มี"ระบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องที่ได้มาตรฐาน .. ต่อไป"น้ำกรองที่ไม่มีคุณภาพ หรือ"คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จะพลอยทำให้"น้ำกรองที่มีคุณภาพมาแต่เดิม พลอย"เสื่อมเสียชื่อเสียง ไปด้วยกันด้วยหรือไม่? (ประมาณว่าต่อไป"อรหันต์อโศก อาจถูกเรียกว่า"อรหันต์เกร่อ ก็เป็นได้หรือไม่?.. ใช่หรือไม่?..)... ตอบ...น่าสงสารนะคุณคนนี้ ไปเอาแง่มุมหนึ่งมาคิดว่าเป็นอรหัตตมรรคเท่านั้น ตอบอันสุดท้ายก่อนว่า ไม่ใช่อย่างที่คุณพูดเลย คุณตอบด้วยตรรกะทั้งสิ้น และเป็นมานะอัตตาของคุณ นอกจากมานะอัตตาของคุณแล้ว ก็เป็นความไม่ค่อยรู้เรื่องของคุณด้วย ยังไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมอันเหมาะควร ตามสัปปุริสธรรม 7 เหมาะสมตามเหตุปัจจัย ตามกาละ ตามหมู่กลุ่ม ตามเวลา ตามเนื้อแท้ของมัน เอามาคำนวณและแสดงออก ตามความเหมาะสม เป็นมัตตัญญุตา คุณก็ไม่มีความรู้นี้ คุณวิจารณ์ สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...ขอยืนยันว่ สิกขมาตุ ควรพูดตามอาตมา หากไม่พูดตามอาตมา แล้วไปตัดสินพยากรณ์ อย่างยายกิ้มนี้ แล้วสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน พูดเอาเองนั้นไม่ควรเลย เพราะว่าคนจะไม่เชื่อ เท่าที่อาตมาพูด ขนาดว่า อาตมาพูดนี้ ในความหมายของคุณ ยังพูดคลุมไปว่า อาตมาไม่ควรไปพยากรณ์ใครเลย ไม่ควรจะบอกไปพูดถึงใครเลย นี่คือ ความเห็นของศาสนาพุทธ ในทุกวันนี้ในยุคนี้ ผู้ที่มีความรู้ทางศาสนา ถึงขั้นเป็นปราชญ์ ยังพูดว่า ไม่ควรพูด ในสิ่งที่เป็นอุตริมนุสธรรม ไม่ควรไปบอกใคร ในเรื่องอุตริมนุสธรรม จนกระทั่ง ท่านบอกว่า ผู้บอกว่าตนเองบรรลุ นั่นแหละ คือผู้ไม่บรรลุ ทั้งๆที่มีหลักฐาน ในพระไตรปิฎกเยอะแยะ จะพูดว่าตนเองเป็น หรือโดยพระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้นี้เป็นอย่างไร ผู้นี้ก็ถามกันคุยกันว่า ได้บรรลุอย่างไรเท่าไหร่ตามควร ในยุคพระพุทธเจ้า มีคำพูดกันมากกว่านี้ แต่หยิบมาเรียบเรียงไว้นิดหน่อยใช้ศึกษา ขอบอกให้ฟังว่า การบอกคุณธรรมของคน โดยเฉพาะเป็นอุตริมนุสธรรม เป็นอาริยธรรม มันควรบอกอย่างยิ่ง ตามกาละสมควร มีเงื่อนไขหลักแท้ๆสำคัญว่า ไม่ควรบอก อยู่ตรงที่ว่า ถ้าอยากบอกอยากอวด มีสาเฐยจิตอย่าอวด มันปาราชิก สาเฐยจิต แปลว่า จิตไม่ดีอยากอวดโอ่ ขออภัย ไม่ถึงปาราชิกก็ได้ แต่ถ้าไม่มีในตนนั้นปาราชิก แต่ถ้าอวดโดยมีในตน ก็เป็นปาจิตตีย์ ไม่ดี แต่ถ้าไม่อยากอวด แต่ถึงกาละควรบอก หรือต้องตอบคำถามคุณอย่างที่ อภิณหปัจจเวกขณ์ 10 มีไว้ว่า 10. ญาณทัสนะวิเศษ อันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรม อันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง . (อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 48) อันนี้อาตมายืนยันว่า อย่างน้อยคนถามก็ตอบได้ อย่างมากไม่ถามก็ตอบได้ อย่างในพระไตรปิฏก ก็มีว่าท่านบอกคนนั้นคนนี้ บอกให้รู้ ก็เพราะเข้าใจผิดว่าบอกไม่ได้ แน่นอนว่า บอกด้วยอกุศลจิตก็บอกแล้วมีอาบัติ เพราะไปเข้าใจผิดว่า คุณวิเศษไม่ควรบอก ศาสนาพุทธจึงเป็น ศาสนาที่อมพะนํา, 2 เป็นศาสนาเดา ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จึงเป็นศาสนาที่เดา เดาว่า คนคนนี้น่าจะบรรลุ จึงเกิดเป็นพระอรหันต์ เดาในประเทศไทย เพราะว่าเชื่อถือว่า อรหันต์รูปใดบอกตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ก็คือไม่ใช่อรหันต์ เพราะเชื่อว่า มีอุตริมนุสธรรมก็อย่าบอก มีคนถามก็บอกไม่ได้ มีคำสอนที่ไหนบอกว่า ให้รู้เอาเอง อาตมาเคยแย้ง ผู้ที่บอกว่า บรรลุแล้วบอกไม่ได้ มีหลักฐานว่า คิดแบบนี้ผิด ใน โลหิจจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่น จะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือน คนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) ผู้ใดที่กล่าวอย่างนี้ คิดอย่างนี้รู้อย่างนี้เชื่ออย่างนี้ คือมีทิฏฐิเช่นนี้ ย่อมมีที่ไปสองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิดเดรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสเช่นนี้หนักนะ ถ้ามีความเห็นเช่นนี้ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ อาตมาถือว่า เป็นความเห็นที่ร้ายแรงอย่างนะ ศาสนาพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้กลับเห็นเป็นอย่างนี้ ตรงกันหมดเลย ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ จึงเป็นศาสนาที่ เดา ศาสนาอมพะนำ ศาสนาปลอม ศาสนาไม่มีของจริง ปรากฏยืนยันได้เลย เป็นศาสนาเลอะเทอะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน