600113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
600113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 วันคืนก็ผ่านไปเร็ว การมีงานพุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯ ทำให้เวลาเหมือนผ่านไปเร็ว ถ้าต้องมีการเตรียมงาน และมีงาน ปลุกเสกครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ 41 ปลุกเสกตั้งแต่พ่อครูอายุ 40 จนตอนนี้อายุ 80 แล้ว พวกเราก็ยังมีคนที่ไปได้ครบทุกงาน เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ปีนี้พิเศษ เราจะไปจัดงาน พุทธาภิเษกฯกันที่ปฐมอโศก ที่ศาลีอโศก เขาก็ต้องไปรับผิดชอบโรงบุญฯ ที่สนามหลวง ในช่วงจัดงาน พอดี ถ้าไปจัดที่ปฐมอโศกก็จะพอดี ฝ่ายเตรียมงานจะจัดได้ง่าย ทุกอย่างแทบจะลงตัวดี ปีนี้เป็นครั้งแรก ที่เราจะไปจัดพุทธาฯ ที่ปฐมอโศก ส่วนปลุกเสกฯ และตลาดอาริยะ ก็คงเดิม
พ่อครูว่า...มาดู SMS วันที่ 12 มกราคม 2560 0893867xxx วันนี้วันพระ วันมะรืนวันเด็ก! ผู้ใหญ่ไทย 2 แผ่นดิน ขออนุโมทนา เด็กสยาม 2 แผ่นดิน เยาวชนจิตอาสา หัวใจบริกร โรงบุญกรุงสยามบริการ น้ำใจปันพสกนิกร ถวายความดีเพื่อพ่อหลวงฯ Bomb of love และจดหมาย พ่อครูว่า...Bomb of love เป็นการแสดงออก ลักษณะระเบิดแห่งความรักของมนุษย์ เกิดขึ้นมาจริงๆเลย ไอน์สไตน์ได้พยากรณ์ไว้ เขียนบอกลูกสาวไว้ ตั้งแต่ตอนตัวเองยังไม่ตาย ทำให้เชื่อว่า ไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ มีความรู้เรื่องความรักอันยิ่งใหญ่ ให้มนุษยชาติเข้าใจ รู้จักว่าควรรักอะไร นี่เป็นการแสดงออกของประชาชนคนไทย ที่แสดงออกต่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราอย่างระเบิดเถิดเทิงเลย เป็นระเบิดแห่งความรัก ตามที่ไอน์สไตน์ได้เขียนไว้ เป็นเรื่องเกิดไม่ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ในโลก ไม่รู้ว่ากี่ยุค กี่สมัย กี่กัปป์กี่กัลป์ จะมีแสดงออกมา ให้เห็นจริงจัง เป็นเรื่องจิตวิญญาณของเขาเอง ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครไปสร้างเรื่อง เป็นสิ่ง
อ่านต่อ
ที่จริง เกิดขึ้นจริง จากมนุษย์ ที่มีภูมิปัญญาอ่านออก ยิ่งใหญ่มาก อาตมาเห็นถึงความยิ่งใหญ่มาก ไม่ได้เกิดวูบวาบเดี๋ยวเดียว แต่เกิดติดต่อเชื่อมโยงมานาน เป็นหลายเดือนเลย ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2559 มาถึง มกราคม 2560 อาตมาก็ยิ่งชัดเจน ในความจริงที่ โพธิสัตว์ ไอน์สไตน์ รู้จักคุณลักษณะของความรัก ที่รู้ว่าเขารักอะไร แล้วแสดงออก เป็นความรู้ที่ไอน์สไตน์เข้าใจ แล้วก็บอกว่า ยากที่จะเข้าใจ ยากกว่า E=mc 2 ซึ่งก็ยากจะอธิบายอยู่แล้ว ยิ่ง Bomb of love มันเท่ากับ E=mc 2 +A พูดตอนบวชใหม่ๆ เทศน์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ตั้งชื่อหัวข้อเทศน์ว่า วิชาการแพทย์คือเดรัจฉานวิชชา มีคนมาฟังเต็มห้องเลย ถ้าเทศน์ไม่ดีเขาเอาตาย ออกมาไม่ได้ แต่ก็รอดออกมาได้ E=mc 2 +A ตัว A คือ Abstract ตอนที่ไปเทศน์ ยังไม่เจอจดหมายของไอน์สไตน์ ที่แกเขียน Bomb of love นี้นะ พออาตมามาเจอ เห็นเหตุการณ์นี้แล้ว เจอจดหมายก่อน พอเหตุการณ์เกิดจริง ก็สมบูรณ์แบบประเทศไทย เป็นความจริงทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นการแสดงออก ตอบรับว่า ในหลวงท่านทรงพระจริยวัตร ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา ประชาชนคนไทยรับทราบ และเชิดชูบูชามาตลอด เมื่อมาถึงวันที่ 13 ตุลาคม เหตุการณ์สวรรคต ก็เกิดระเบิดตูมเลย เต็มที่เลย เป็นความจริงขึ้นมา ซึ่งอาตมาว่า คนจะซาบซึ้ง คนจะรู้ลึกซึ้งนั้น ถ้ามีความเข้าใจ มีความรู้ในระดับโลกุตระ อาริยธรรมของพุทธจริง จะรู้สึกมหัศจรรย์จริงๆ แต่แม้แต่ผู้ไม่มีภูมิโลกุตระ ก็จะเข้าใจ อย่างประชาชนศาสนาอื่น ก็เข้าใจ ในต่างประเทศก็ซาบซึ้ง แสดงตอบรับ เพราะฉะนั้น มาสืบสานศาสนา ธรรมะของพระพุทธเจ้า ในหลวงท่านเอาธรรมะนำ ในการบริหารปกครองประเทศมาตลอด สุดยอด มันต้องมาศึกษาต้องรู้ แล้วก็เกิดจริงนะ ประชาชนคนไทยขานรับ ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็ว่าจะทำตามคำสอนพ่อ ตอบรับความจริงนี้ชัดเจน
0851614xxx เศรษฐกิจพอเพียง เป็นรากฐานของชีวิต และความมั่นคงของแผ่นดิน เสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง.. (พระราชดำรัส ร.9 พศ.2542) https://t.co/wG88L9rdVO พ่อครูว่า…อาตมาเจอบทความในนสพ.ผู้จัดการ วานนี้ ขออ่านหน่อยหนึ่ง
มันเป็นเช่นนั้นเอง โดยทับทิม พญาไท มาตรวัดความพัฒนา-ไม่พัฒนา วันนี้...คงต้องขออนุญาตไปว่าเรื่อง “อารยธรรมแห่งนิเวศน์” ของจีนต่อเอาไว้อีกซักนิด คือไม่ว่ามันจะเป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เก๋-ไม่เก๋ แต่การที่คุณพี่จีน ท่านอุตส่าห์ทุ่มทุน ทุ่มเท ควักเงินในกระเป๋าระดับ 10 กว่าล้านล้านบาท เอามาสนับสนุนส่งเสริม การใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ในตลอดช่วงระยะ 5 ปีนับจากนี้ อย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยๆ ให้การเผาผลาญพลังฟอสซิล การปล่อยก๊าซคาร์บอน ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ คงพอลดๆ หรือช้าๆ ลงไปมั่ง แม้ว่าปริมาณการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ จะยังคงอยู่ในระดับประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ การใช้พลังงานถ่านหินของจีนก็ตาม...
อีกทั้งการที่จีนไม่คิดจะ “บ้า” กับ “ตัวเลขจีดีพี” เหมือนแต่ก่อน ที่มุ่งจะโต 8 โต 10 โตระดับขี้แตกขี้แตน ชนิดที่อดีตผู้นำอย่าง “เจียง เจ๋อหมิน” ถึงขั้นต้องประดิษฐ์ คิดค้น “ทฤษฎี 4 ตัวแทน” ดึงเอาพวกพ่อค้า นักธุรกิจ หรือ “ชนชั้นนายทุน” เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค เพื่อช่วยกระตุ้นตัวเลขจีดีพี ให้ระเบิดเถิดเทิงต่อไปให้จงได้ ด้วยการหันกลับมา ยอมรับสภาพความจริง แค่โต 6 โต 7 ก็พอแล้ว ถือเป็น “New Normal” หรือเป็น “ความปกติแบบใหม่” ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์ จะปล่อยข่าวทุบโน่น ทุบนี่ กันขนาดไหนก็ตาม แถมยังมุ่งส่งเสริมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และแนวคิด ของชาวจีนให้เกิด “ความพอ” หรือให้เกิด “สังคมที่มีวิถีชีวิตพอเพียง” อีกต่างหาก ยิ่งต้องถือเป็นการช่วยลดความหิว ความกระหายของบรรดา “ฝูงตั๊กแตนที่กำลังกัดกินโลก” ตามสำนวนที่ท่าน “มหาตมะ คานธี” เคยเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเอาไว้...
ดังนั้น...ไม่ว่าจะด้วยเหตุกลใดก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความพยายามขับเคลื่อนประเทศจีน ไปสู่อนาคตเบื้องหน้า ของบรรดา “ผู้นำจีนรุ่นใหม่” ยุคนี้ ค่อนข้างสอดคล้องกับแนวคิด ของบรรดานักคิดสมัยใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจกับเรื่อง ความเป็นคอมมิวนิสต์ -ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นประชาธิปไตย -ไม่เป็นประชาธิปไตย เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไร หรือจะอาศัย “กรรมวิธี” ใดๆ ในการบริหาร จัดการแต่ละประเทศ ไปตามสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญที่บรรดานักคิดยุคใหม่ ที่ถือเป็นผู้ที่ก้าวหน้า และทันสมัยแบบของจริง-ของแท้ ไม่ใช่ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” ต่างพยายามเน้นย้ำ เอาไว้เสมอๆ ก็คือ ความจำเป็นที่จะต้อง “จำกัดความต้องการ” “ลดปริมาณความต้องการ” หรือ “เปลี่ยนวิธีสนองตอบความต้องการ” ของผู้คนในแต่ละประเทศ ให้เลิกกินแหลก ใช้แหลก หรือ “แดกทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า” ตามแบบฉบับที่ “ลัทธิทุนนิยม” ได้ยึดถือเป็นหลักการมาโดยตลอด...
อาจเรียกได้ว่า...นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา บรรดาแนวคิดสมัยใหม่เหล่านี้ ได้ถูกนำเสนอเอาไว้ไม่รู้จะกี่ต่อกี่รูปแบบ ไม่ว่าภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” (Ecological Economy) “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” (Buddhist Economy) “เศรษฐศาสตร์พึ่งตนเอง” (Self-Reliant Economy) “เศรษฐกิจแบบยั่งยืน” (Sustainable Economy) “เศรษฐกิจแบบยืนยงคงที่” (Steady-state Economy) ไปจนถึงการผงาดขึ้นมา เป็นที่ยอมรับกัน ในระดับโลกของ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) ตามแนวคิดของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั่นเอง ฯลฯ บรรดาแนวคิดเหล่านี้...ล้วนแล้วแต่เน้นหนักในเรื่องการหาทางลด อัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ (Degrowth) ไม่จำเป็น ต้องมุ่งไปสู่ ความเติบโตทางเศรษฐกิจกันลูกเดียว (Uneconomic Growth) หรือแม้แต่การเรียกร้อง ให้อัตราการเติบโต ทางเศรษฐกิจเหลือศูนย์ (Zero Growth) เอาเลยก็ยังมี... ด้วยเหตุนี้...ประเทศไทยแลนด์ แดนสยามของหมู่เฮา ไม่ว่าจะต้องอยู่ภายใต้ “เผด็จการละมุนภัณฑ์” ไปอีกนานเท่าไหร่ จะมี “เลือกตั้งที่รัก” กันในปีไหนต่อปีไหน สิ่งที่สามารถใช้มาตรวัด ความเชยซ์ซ์ซ์ -ความไม่เชยซ์ซ์ซ์ ความก้าวหน้า -ไม่ก้าวหน้า ความพัฒนา -ไม่พัฒนา จึงอยู่ที่ว่า...ความเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ในวันนี้ หรือการอาจต้องหวนกลับไปเป็น “ประชานิยม” ในวันข้างหน้า มันกำลังนำพาประเทศชาติ ไปในแนวไหน...นั่นแล!!!
เศรษฐศาสตร์บุญนิยม กถาวัตถุ พ่อครูว่า ...ศาสนาพุทธนี้เป็นยอด จะหาว่าอาตมาชมเชย ยกย่องศาสนาพุทธ ว่าเป็นยอด สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ก็ตาม อาตมามีภูมิรู้ แล้วเข้าใจอย่างนี้จริงๆ เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ หมายความว่า ความรู้ในการเข้าใจจัดการ ถึงขั้นบริหารเลย ให้เกิดความเป็นอยู่ของสังคม ที่มีกินมีใช้ กันอยู่ดีเจริญดี เสฏฐะ (เศรษฐะ) แปลว่า ความเจริญ ความสรรเสริญ การวัดสังคม ว่าพัฒนาเป็นอยู่ดีหรือไม่ดี วัดกันด้วยเศรษฐกิจนี้ดี ถูกต้อง สังคมที่มีความเป็นอยู่ที่ดี อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาให้เรียนกัน แล้วเอาไปประพฤติ ก็รวมตัวกันเป็นสังคมกลุ่ม ที่ประพฤติแบบนี้ แบบที่ความหมาย พุทธศาสนา ตามที่อาตมาเข้าใจ ให้พวกเราเข้าใจและประพฤติตาม จนเกิดสังคมแบบชาวอโศก เป็นชุมชนหมู่บ้าน ที่มีความเป็นอยู่สุขดี จนถึงขั้น สูงสุด ถึงสาธารณโภคี เศรษฐกิจบุญนิยม คือการใช้หลักตัดกิเลส บุญคือการชำระกิเลส บุญนิยมคือลัทธิตัดกิเลส ตามความหมายของการตัดกิเลส ที่อาตมาเข้าใจ และที่พวกเราประพฤติ จนเป็นจริง อาตมาทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว เกิดผลอย่างที่อาตมานึกไม่ถึง ชาวอโศกจะมีเศรษฐกิจบุญนิยมได้ ลดกิเลส แล้วเกิดเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่รู้ว่า นักเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ จะมาวัดค่าอย่างไรในชาวอโศก ว่า โต 6 โต 7 โต 8 โต 10 จะวัดอย่างไร หรือตกกระป๋อง -5 -8 เศรษฐกิจติดลบ เพราะพากันมาจนหมดเลย แล้วจะเอาจีดีพี มาวัด จะวัดอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่ง น่าจะมาศึกษาดูบ้าง อาตมายืนยันว่า เป็นเศรษฐศาสตร์ของพุทธ เหมือนกันกับที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคำเดียวกันกับคำว่า สันโดษ หรือมักน้อย 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริง ในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)
เศรษฐกิจแบบบุญนิยม หรือแบบศาสนาพุทธ ซึ่งอาตมาขอยืนยัน ที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออันนี้แหละ ซึ่งจ่าหัวไว้แต่ต้นเลยว่า เป็นเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามกับทุนนิยม คนละขั้วเลย เดินทางกันคนละทิศเลย อาตมาก็รู้อยู่ เห็นใจนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ว่าเขาเองยังไม่รู้ความจริงนั้น เพราะมันตรงกันข้าม กับที่เขาเรียนมา เขาเรียนมาเเต่เศรษฐกิจทุนนิยม แล้วก็วัดค่าจีดีพี ว่าจะต้องร่ำรวย มีรายได้เป็นหลัก เอารายได้ที่ได้ กำไรได้มากเป็นหลัก แต่ในหลวงเราตรัสว่า เอาแบบคนจนนะลูกเอย นักเศรษฐกิจ ก็หูหักไปหมด ในหลวงท่านตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ลึกเข้าไปอีก แล้วท่านก็ตรัสว่า นักเศรษฐศาสตร์ คงจะบอกว่าเราพูดอะไร ซึ่งอาตมานั้น พูดเน้นหนักแรง ต่างกับสมัยที่เป็นโฆษก ตอนทำงานโทรทัศน์ ก็พูดหวาน พูดให้คนชอบใจ ชื่นใจ แต่พอออกมา ทำงานทางศาสนา ไม่พูดประเหลาะคนเลย ไม่เหมือนตอนทำงานเป็นโฆษก แต่นี่ไม่ไว้ท่าเลย ตั้งแต่แสดงธรรมมา จนถึงทุกวันนี้ ยิ่งอายุยาวนาน ยิ่งไม่ไว้ท่า มีอะไรก็พูดผ่าเลย ก็เข้าใจอยู่ว่า อาตมาจริงจังต่อการพูด การอธิบายการบอกกล่าว อยากให้ประทับใจลงไป ก็ขออภัย ที่ต้องพูด ต้องแสดงแบบนี้ ทั้งท่าทาง ลีลา สุ้มเสียง สำเนียง ภาษาคำพูด ที่เน้น มันก็อย่างที่แสดง ต้องขออภัย เศรษฐกิจ ของพระพุทธเจ้าที่ยก กถาวัตถุ 10 มาอธิบาย ท่านขึ้นต้นว่า อัปปิจฉะ แปลเป็นไทยว่า มักน้อย ความหมายของมักน้อย คือชอบมีน้อยๆ ไม่ชอบมีมากหรอก จิตใจของใครที่เป็นจิตเจริญ กถา คือคำพูด กถาวัตถุ ก็คือ เวลาจะพูดอะไร ก็ควรพูดมาเพื่อให้เป็นคนมักน้อย ลดละกิเลส จนจิตสงบ ไม่ใช่จิตสงบเพราะ สะกดจิตเอาไว้ให้จิตนิ่ง คำว่าสงบของพระพุทธศาสนา สงบนี้เป็นสัมมาสมาธิของพุทธ มันเป็นความสงบจากทุกข์ คือทุกข์ตาย ทุกมันลดลงๆๆ หรือหมดสิ้นทุกข์จากจิต เพราะดับ กำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้จริง เมื่อกำจัดเหตุลดลงได้จริง จิตก็ผ่องใส จิตแคล่วคล่อง เป็นมุทุภูเต ทำงานได้แคล่วคล่องเร็วไว กัมมนิเย ไม่ใช่ว่าจิตสงบนั้น จะไม่คิด ไม่นึก ไม่ใช่เลย ตรงกันข้าม จิตสงบของพุทธนั้นยิ่ง มุทุภูเต ฐีเต อเนญชัปปัตเต ยิ่งจะทำให้กาย วจี มโนแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่จิตสงบ คือนั่งสมาธิ แล้วทำจิตให้สงบนิ่ง ไม่คิดไม่นึก จิตจดจ่อกับกสิณ ไม่ใช่เลย แต่จิต นั้น มีลักษณะของฌาน ที่เป็นสมาธิพุทธแท้ 1. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลสเครื่องยียวน) 2. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 3. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อน - ดัดง่าย แก้ไขไว) 4. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่โทษ ไม่มีกิเลส) 5. ฐิเต (จิตถึงความตั้งมั่น) 6. อาเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) (พตปฎ.เล่ม 9 ข้อ 131)
ตรงกันข้ามกับที่ครูบาอาจารย์ ระดับใหญ่ของศาสนาพุทธสอนกันเลย สมาธินั้น เขาเข้าใจว่า บริสุทธิ์ตั้งมั่นเหมือนกัน แต่ปริโยทาเต เขาไม่เข้าใจ ว่ายิ่งคล่องแคล่ว แต่ลืมตา สามารถกระทบสัมผัส เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่อย่างลืมตา แคล่วคล่อง เพราะไม่มีกิเลส หรืออุปกิเลสก็ไม่มี จิตจึงแคล่วคล่อง มุทุภูเต จิตแววไว มุทุภูติ เป็นลักษณะทั้งเจโต และปัญญา เวทนา สัญญา สังขาร แคล่วคล่อง มันอุเบกขา เฉย แต่เฉยที่วิเศษ ปราดเปรียว ไม่ใช่นิโรธแบบ ดับสัญญา ดับเวทนา ไม่ใช่เช่นนั้นเลย อาตมามีความรู้ธรรมะ ตรงกันข้ามกับหมู่ใหญ่ กระแสหลักที่เข้าใจกัน อาตมาจึงทำงานได้ยาก เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบๆ ก็เข้าใจเห็นแจ้งว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ผ่านมา 2600 ปีแล้ว ครึ่งของศาสนาพุทธเลยมาแล้ว มันเสื่อม ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ที่อาตมาบรรยายทุกวันนี้ เป็นโลกุตระ แต่ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่เข้าใจโลกุตระแล้ว เขาออกนอกทางไปใหญ่แล้ว มีแต่ไปปฏิบัติ ตามที่มีคน SMS มาว่า
การเอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติ คือโศกนาฏกรรมของศาสนาพุทธ 0851614xxx "การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" ~หนังสือ การเดินทางของคชสาร/ คชสาร ตั้งยามอรุณ เลยนึกถึง การทุ่มเททำงานเผยแผ่ศาสนา ของพ่อครู (ในหลวง) "ทรงสั่งสอนข้าพเจ้าและลูกๆว่า เมื่อคนเขายกย่อง นับถือให้เป็นประมุขมาเท่าไร ก็ต้องรู้สึกว่า เราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน" #พระราชินี พ่อครูว่า...อันนี้ก็น่าคิดนะ คำว่า "การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" ตีหน้าแงพวกนั่งหลับตา ทำสมาธิเข้าป่าเข้าถ้ำ ชัดเจนเลย อาตมาก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาออกป่า อาตมาเขียนหนังสือ ป่ากับศาสนาพุทธ ก็ขออธิบายนิดหน่อย คำว่าศาสนาพุทธ เป็นศาสนาคนเมือง ไม่ใช่ศาสนาคนป่า มาถึงยุคนี้มีพระป่า พระบ้าน ก็ขอยืนยันว่า คำว่า พระป่า พระบ้าน ไม่มีในศาสนาพุทธ ไม่มีในพระไตรปิฎก มีแต่อรรถกถาจารย์มาแยก เรียกพระป่า พระบ้าน พระพุทธเจ้านั้น ตรัสถึงคนอยู่ป่า จริง พระพุทธเจ้านั้น ออกบวชตอนแรก ก็บวชอย่างลิงลมอมข้าวพอง คือยุคนั้น ใครจะออกแสวงหาโมกขธรรม ก็ต้องออกป่า เหมือนยุคนี้ เขาเข้าใจเช่นนั้นว่า พระกรรมฐานจะบรรลุ ต้องออกป่า แล้วไปนั่งสมาธิ เข้าใจเหมือนกันหมด การหลงผิดอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าออกบวช แล้วก็ปฏิบัติ ตามลิงลมอมข้าวพอง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มิจฉามรรคทั้งนั้น พระพุทธเจ้าเอง ไม่ได้ปฏิบัติแบบศาสนาพุทธ ตลอด 6 ปี จนในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ระลึกถึงสิ่งที่ท่านได้มีมา แต่อดีตชาติ วันนั้นพุทธธรรมจึงได้เกิดได้ จากวันนั้น ท่านก็ประกาศธรรมะสูตรแรก ธัมมจักกัปปวัตนสูตร บอกเลยว่า จริงๆแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นแบบนี้ มี กามสุขขัลลิกนุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ หลงอัตตายึดถือเป็นทุกข์ กับหลงในกามสุข ทางกามคุณ 5 เป็นเรื่องลืมตา ไม่ใช่การปฏิบ้ติหลับตา คนจะต้องรู้ กาม อัตตา แต่คนไปนั่งหลับตาสะกดจิต ก็ไปสร้าง รูปภพ อรูปภพ โดยไม่ได้ปฏิบัติกามภพ ทิ้งไปเลย จึงเลอะเทอะ ในเทวนิยมเต็มรูปเลย ในรูปภพ อรูปภพ ไม่ได้เรียนกามภพ หลงไปสร้างอัตตา เป็นความเสื่อม ที่สมบูรณ์แบบ ไม่รู้โลกาธิปไตย ธัมมาธิปไตย ไม่รู้ธรรมะที่อยู่เหนือโลกเหนืออัตตา ไม่มีทางรู้เลย
การนั่งหลับตาปฏิบัติ จึงได้ความรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ ที่อาตมาก็ได้ความรู้ที่ใครส่งมาให้ว่า เป็น ธรรมเทศนา ครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชีวิตของ ท่านพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นการเทศน์ที่ยากนัก จะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิ และถ่ายทอดธรรมจากใจ ออกสู่ทางวาจา พ่อครูว่า ...อาตมาจะเอาไว้วิจารณ์วิจัย ในวันอาทิตย์นี้ เป็นการศึกษา จะได้เข้าใจได้ดี ตอนนี้ไม่มีเวลาจะวิจัย วันนี้ขอพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ก่อน
มรรคมีองค์ 8 ไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมะในยุคนี้ ปฏิบัติพุทธธรรม ที่ไปนั่งหลับตา จึงอย่างที่ท่านว่า "การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" เพราะเมื่อเข้าใจว่า การทำสมาธิ ต้องไปนั่งหลับตา แม้จะลืมตา ลึกๆทิฏฐิจะบอกว่า จะบรรลุ ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ ก็กลายเป็น องค์รวมของความรู้แบบหลับตา ไม่ได้เป็นความรู้แบบลืมตา เพราะฉะนั้น เมื่อในวงการกระแสหลัก ของศาสนาพุทธ เข้าใจอย่างนี้ อาตมาว่าหมดสิ้น ไม่ใช่เกือบ แต่สิ้นเลย เข้าใจหมดสิ้นอย่างนี้ ว่าการทำสมาธินั้น ไม่ใช่สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ว่าการทำสมาธิ คือนั่งหลับตา แต่สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติแบบลืมตา ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ เมื่อปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จะรู้หมดเลย 1 รู้อาชีพ แล้วจิตจะเกิดสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ได้กล่าวไว้ ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอาริยะ อันมีเหตุมีองค์ประกอบ สัมมาสมาธิคือปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ จะปฏิบัติทั้ง 7 ก็ต้องลืมตาปฏิบัติ ด้วยสัมมาสติ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องห้อมล้อม ช่วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน แล้วปฏิบัติทั้ง 7 องค์ ทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ของพระอาริยะ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานแล้ว ด้วยการพากเพียร มีสติห้อมล้อม ทั้งภายนอกภายใน ให้เกิดสัมมา ให้เกิดสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ขออธิบายจากสัมมาสังกัปปะ แล้วไปสู่สัมมาอาชีพ สัมมาอาชีวะจะสื่อถึงเศรษฐกิจ เมื่อพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 และมีสัมมากัมมันตะ เป็นคนช่วยสังคม ให้เจริญ ประเสริฐ เป็นเสฏโฐ มีสัมมาวาจา เพราะปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะ เป็นสัมมาที่มีขบวนการขององค์ 7 คือ 1.ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2.ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3.ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) 4.ความแน่วแน่ (อัปปนา) 5.ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6.ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) 7.วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) (พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 263) ปฏิบัติแล้วเกิดกระบวนทัศน์ ปฏิบัติและรู้จักว่า ความตริ ตรึก จิตที่เริ่มมีความนึกคิด ตรึก แล้วเรียนรู้ความตรึก พอจับความตรึกได้ ก็มีวิจัย วิตักกะคือเริ่มแยกแยะ วิเคราะห์วิจัย แยกแยะจิตว่า จิตเรามีดำริปรุงแต่งในจิต มีกามผสมมา เป็นกามสังกัปปะ เป็นมิจฉาสังกัปปะ มิจฉาสังกัปปะ มี 3 อย่าง คือกามสังกัปปะ พยาบาทวิตักกะ วิหิงสาวิตักกะ ก็ต้องปฏิบัติ ให้จิตของเราออกจาก กาม พยาบาท เป็นขั้นต้น พอหมดอันนี้ก็เหลือ วิหิงสา ในรูปภพ อรูปภพ ไปตามลำดับ ชำระ กาม พยาบาทก่อน เมื่อชำระได้ เจริญไปตามลำดับ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี เหลือวิหิงสาวิตก ก็เป็นพระอนาคามี เหลือรูปภพ อรูปภพ จนเป็นอรหันต์
ศีล 5 ที่พ้นมิจฉาอาชีวะ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาแห่งคนเมือง มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติเป็นขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จับปริเฉท ตีกรอบว่าเราจะปฏิบัติเบื้องต้น คือศีล 5 มีอธิจิต มีอธิปัญญา เข้าใจว่า เราปฏิบัติ ศีลข้อ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อเราสัมผัสกับสัตว์ เห็นสัตว์ เราก็จะต้องไม่คิดจะฆ่าสัตว์ และไม่ทำการฆ่าสัตว์ แล้วก็ต้องดูจิตที่คิดจะฆ่า มันไม่เมตตา ไม่เกื้อกูล ก็ทำให้จิตเราเกิดปัญญา อ่านจิตของเราออก ว่านี่มันจะฆ่าเลยนะ คนที่ไม่เข้าใจเบื้องต้นก็ไม่ฆ่าก่อน โสดาบัน เมื่อสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆเรา ด้วยวิธีไม่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่ของๆเราไปเอาได้อย่างไร จะระมัดระวังไม่ทำ ศีลข้อ 3 ราคะจัด ก็ลดให้ได้ครึ่งหนึ่ง ถ้าหยาบคาย ราคะ กามจัดจ้าน ก็ลดลง ถ้าเรื่องเพศ ก็ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าไปจัดจ้าน ในกามคุณ 5 หลง รูป เสียง กลิ่น รส แต่นี่เขาไม่อธิบายอย่างนี้เลย เขาก็ว่าให้ลดเรื่องเพศอย่างเดียว ผัวเดียวเมียเดียว มันก็ยังไม่ครบ ต้องลดกามคุณ 5 ด้วย ติดรูปงาม เสียงเพราะเกินไป ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือ 25% ที่ติดมา มันจัดจ้านมากเกิน ศีลข้อ 4 เอาอย่าโกหกก่อน อย่ามุสา ให้ได้ก่อน ศีลข้อ 5 จิตไปติดอบายมุขรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นข้อ 1 2 3 4 รุนแรง ก็เป็นอบายทั้งนั้น เสื่อมต่ำ ไปมัวเมากับเรื่องเอาชนะคะคาน แก่งแย่งกันเกิน หนักเข้า ทำร้ายกัน นักการเมืองฆ่ากัน ถึงขั้นฆ่ากัน ไม่ได้มีศีลธรรม นักค้า นักธุรกิจ ที่ฆ่ากัน ไม่มีศีลธรรม แม้แต่ข้อที่ 1 บอกว่า นักธุรกิจร่ำรวยเป็นเจ้าพ่อ จากการฆ่ากัน นั่นคือ ไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมธรรมะ โดยเฉพาะนักบริหาร ข้าราชการ ก็ยังมีข้าราชการ นักบริหาร นักการเมือง ที่ถึงขั้นไปฆ่ากัน หาเสียงฆ่ากัน แย่งตำแหน่งหน้าที่ฆ่ากัน ไม่ได้มีศีล ไม่เรียนรู้ธรรมะ แล้วคนสอน ก็ไม่สอนให้ดี การบริหาร ธุรกิจ ใครก็ดี ก็เลยไม่รู้ว่า ศีลข้อ 1 คืออะไร อาตมามาพาให้จิตใจพวกเราลด อำมหิตโหดร้าย ไม่ไปฆ่าแกงสัตว์โลก อย่าว่ามนุษย์เลย อาตมาใช้วิธีการข้ามขั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ มันสูงกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ให้พวกเราเข้าใจ เรื่องไม่ฆ่าสัตว์เราทำได้ อย่าว่าถึงฆ่ามนุษย์เลย เราได้ผลชัดเจน แม้แต่ศีลข้อ 2 3 พวกเราก็ปฏิบัติธรรมอย่างเข้าใจ แล้วได้มรรคผลจริง จนเกิดเป็นสังคมหมู่ที่ยืนยันได้ว่า มีสัมมาอาชีวะ ไม่มีมิจฉาชีพในกุหนา ลปนา คือไปทำอาชีพ พวกเราไปทำอาชีพชุมชนส่วนกลาง ไม่มีการไปโกง หรือหลอกลวงคนอื่น ไม่มีทุจริตกรรมใดๆเลย เป็น เนมิตกตา คือการปฏิบัติอย่างมีศีล ไปตามลำดับ จนกลายเป็นคนไม่โลภโมโทสันมากมาย ไม่มีโทสะมากมาย อาชีพก็เป็นอาชีพที่ไม่โลภ ไม่โกรธลงไปอีก ไม่ว่าอาชีพใดๆ สูงไปจนพ้นมิจฉาชีพข้อ 4 นิปเปสิกตา เป็นคนที่ปฏิบัติธรรม แล้วรู้ตัวว่า อาชีพการงานที่ผิด เราก็ไม่มอบตน ในทางที่ผิด ไม่ไปรับจ้างทำงานแบบนั้น กับคนแบบนั้น เช่น โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตเหล้า เราก็ไม่ไปทำด้วย แล้วไม่ส่งเสริม แต่ก่อนอาจเคยทำ พอรู้ตัวว่าไม่ดี เลว เสื่อม ต่ำ ก็เลิกมา จนมาทำงานที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคนทำงานผิดศีลธรรม แม้ที่สุด อาตมาพาทำ ถึงทำงานไม่เอาลาภแลกลาภ สุดยอดในการพ้นมิจฉาชีพ 5 ระดับ อาตมาพาพวกเราถึง พ้นมิจฉาชีพ ข้อที่ 5 อย่างเป็นสังคมชุมชน คนที่มาทำงานในนี้ ทุกคนทำงานฟรี จนเกิดระบบสาธารณโภคี ได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา อย่างไม่ทุจริต ไม่มอบตนในทางผิด ทำงานในหมู่พวกเรา เสร็จแล้วรายได้ส่วนได้ผลผลิต เข้าส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน กลายเป็นคนที่อยู่ในสังคมเศรษฐศาสตร์แบบสาธารณโภคี นี่คือเศรษฐกิจ ขั้นสุดยอดของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาภูมิใจ ให้คนมาปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้า แล้วเกิดเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจแบบบุญนิยม ถึงขั้นสาธารณโภคี ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย ข้อเสียภาษี 100% ทำงานเอาเข้ากองกลางหมด มันมีที่ไหนบ้างในโลก ที่เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100% ซึ่งช่วยประเทศชาติด้วย เพราะรายได้ของสังคมส่วนกลาง จะเข้าไปประเมินอัตราภาษีกองใหญ่ เพราะเงินกองใหญ่ จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า ถ้าเราไปเสียภาษีเป็นราย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive