600108_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวัตร 3 อาการ 12.docx
เนื้อหาในไฟล์
600108_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวัตร 3 อาการ 12
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2559 ให้เห็น ถึงความสำคัญของการฟังธรรม จะทำให้เราบรรลุธรรมได้ ต้องฟังธรรมอย่างตั้งใจ พ่อครูว่า...อาตมาตั้งใจหลายทีจะอธิบายอย่างละเอียดเป็นลำดับ ในพลังงานที่จะมีนัยยะของธาตุละเอียด ที่สามารถซับซ้อนกันได้ มากกว่าสสาร แต่เป็นพลังงานนามธรรม ที่จะทำให้มีแต่ความเย็น ไม่มีความเร่าร้อน ทุกวันนี้ก็อุ่นใจที่คนไทยเราสามารถรับ เข้าใจ โลกุตรธรรมได้แล้ว ที่ในหลวงท่านประกาศตั้งแต่ปี 2534 แบบคนจน และขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เป็นเรื่องของทวนกระแสโลกีย์ ซึ่งโลกียะที่จับต้องได้เป็นตัวตนจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น แต่โลกุตระนั้นลดลงมาจนที่สุดจนเองไม่ต้องมี การอยู่อย่างไม่มีนั้น ต้องอยู่กับหมู่กลุ่ม ที่เขาเห็นคุณค่าของคนที่ไม่มีนี้ว่า เป็นประโยชน์แก่โลกสูงสุด จะต้องบูชายกย่อง ต้องอนุเคราะห์แก่คนๆนี้ ไม่ต้องกลัวอดตาย ไม่ต้องกลัวจะอยู่ไม่รอด คนเขาจะหามาให้เท่าที่แต่ละคนจะมีบารมี อาจจะมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ก็มั่นใจไม่มีปัญหา มีบารมีขนาดนี้ อาตมายังเมื่อยเลย มันไม่ขาดแคลนเลย จะว่าฝืดไหมก็ต้องออกแรง ถ้าออกแรงก็เห็นด้วยกันถ้าเอาก็ทำ
อ่าน sms ของวันที่ 6 มกราคม 2560 0893867xxxกทธ.มีโครงการช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับพุทธสถ.ทะเลธรรมอโศกไหม?ญตธ.ไกลอโศกจะขอสมทบปัจจัยช่วยด้วย!
0893867xxxเมื่อครั้งพ่อฯอยู่! ลูกไทยทั้งผองประสบพิบัติภัยที่ใด? สิ่งแรกที่ไปถึงลูกไทยก่อนเสมอ คือของพระราชทานจากน้ำพระทัยของพ่อฯแม่ฯแห่งแผ่นดิน! ลูกไทยจะตามรอยพ่อฯที่มิเคยทอดทิ้งปชช.!
0893867xxxธ.อภิณหปัจจเวกขณ์10อันพ่อครูสอน!รวมถึงชราธัมมตา,พยาธิธัมมตา,มรณธัมมตา,ปิยวินาภาวตา,กัมมัสสกตาด้วยไหม? ในธ.พุทธสุดลึกไม่มีบอกไว้
อ่านต่อ
! ตอบ...ก็ไม่รู้ว่าคุณเอามาจากพระไตรปิฎกเล่มไหน
0893867xxxจำลุงจำลองกล่าวในงานบุญพุทธสถ.อโศก1ได้ว่า ให้พิจารณาธรรมอภิณหปัจเวกขณ์อยู่เนืองๆ เป็นการตั้งตนให้อยู่ใน ความไม่ประมาทในโลกที่กำลังผจญวิบาก อุบัติเหตุเภทพิบัติ ภัยสงคราม กิเลสรุมเร้าทั่วสากลขณะนี้! ตอบ... อภิณหปัจเวกขณ์คือควรพิจารณาอยู่เนืองๆ 1. เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ 2. การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น (ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา) 3. อากัปกิริยาอื่นที่ดีกว่านี้ อันเราควรทำ..มีอยู่ 4. เราย่อมติเตียนตนเองโดยศีล..ได้หรือไม่ 5. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีล..ได้หรือไม่ 6. เราต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ ทั้งสิ้น 7. เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตนฯ 8. วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ (รัตตินทิวา วีติปตันตีติ) 9. เรายินดีในเรือนว่าง (จิตที่ปลอดกิเลส) หรือไม่ 10. ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรมอันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง . (อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 48)
0893867xxxลูกไทยทั้งผองก็ล้วนมีภาพศิลปะโลกุตระ หนึ่งเดียวในโลก ที่มองดูแล้วปลื้มปิติสุขใจ ที่สุดยิ่งกว่าภาพใดในโลก คือรูปที่มีทุกบ้าน รูปพ่อหลวงของปวงไทย!
0887630xxxเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างครับ วันนี้หลวงปู่เข้มมาก หลวงปู่นี้ของแท้จริงๆครับ ชอบมากครับ ตอบ...ตามนั้นถูกแล้วจะไปขี้กองเท่าช้างไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ตัวใหญ่เท่าช้าง
0879769xxx ชอบพ่อครูสอนแบบอ้างอิงพระไตรปิฎกครับชัดเจนดี
0896520xxx ขอรบกวนถามเพื่อความชัดเจนในธรรมครับ ใน เวทนา2 อันได้แก่ เจตสิกเวทนา(อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับทางใจ) และกายิกเวทนา(อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับทางกาย) **คำว่ากายในที่นี้ (กายิกเวทนา)หมายถึงรวมจิต มโน วิญญาณ ด้วยหรือเปล่าครับ เพราะข้างบน ก็เกี่ยวกับทางใจไปแล้ว** ตอบ...อันนี้ก็อาจยากเข้าใจ แต่ก็ฟังต่อไปให้ซ้ำซาก มีหนังสือเล่มใหม่ที่จะออก เป็นการรวมเพลง(ที่ไม่มีทำนอง) ชื่อว่า ภาษาศิลป์โลกุตระ ที่จะรวมบทเพลงตั้งแต่เพลงชีวิต เพลงอาริยะ เพลงไท เพลงจอมโจรบัณฑิต เพลงความซ้ำซาก แต่ละเพลงมี 10 หมายเลข ตบท้ายด้วยเพลงความซ้ำซาก อาตมาเขียนไว้ตั้งแต่นานไว้แล้ว มาอ่านตอนนี้จะเข้ากับสมัยมาก อาตมาก็ต้องพูดซ้ำซาก จิต เจตสิก กาย คำว่า กาย นี้รวมจิต มโน วิญญาณด้วยหรือไม่? คนนี้ถามมา...คำว่าเวทนาหมายถึงเจตสิกโดยตรงแล้ว คำว่า จิต มโน วิญญาณ ก็ต้องรวมอยู่ในกายด้วย ในขณะมีชีวิตอยู่ปัจจุบัน คนที่บริบูรณ์ไม่พิการ ไม่ขาดอาการ 32 ทุกคนปกติ จะมีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นองคาพยพในอาการ 32 ด้วย กาย จะต้องมีภายนอกด้วยอยู่เสมอ ไม่ขาดหายไปเลย นี่คือกาย ถ้าระบุคำว่ากายนี่ ภายนอกจะขาดหายไปไม่ได้ และไม่ขาดภายในด้วย คำว่ากาย เข้าใจได้ยากมากเลย ขาดจากภายนอกก็ไม่ได้ ขาดจากภายในก็ไม่ได้ ต้องมีอยู่เสมอ ถ้าคำว่ากาย จะต้องมีวัตถุข้างนอก เมื่อมีใจสัมผัสก็ต้องสัมผัสแล้วเกิดขึ้นมาเป็นธรรมะ 2 เสมอ คำว่ากายจะต้องมี จิตมโนวิญญาณด้วยเสมอ แต่จิตนี้ขาดจากภายนอกได้ จิตมโนวิญญาณขาดจากภายนอกได้ เมื่อเป็นจิตที่อยู่ภายในโดยเฉพาะ เช่น คนที่หลับตาปฏิบัติ ก็จะไม่มีไปนอก เขาก็จะได้ในภาวะที่เขาอยู่ ก็เหมือนกับตอนนอนหลับ จิตก็ไม่ดำเนินไป แต่จิตใจของปุถุชนนั้น เมื่อนอนหลับก็เป็นทุกข์เป็นสุขได้ มันซ้อนที่ เวลามีกาย จะปฏิบัติกายจะต้องมีภายนอกด้วย ถ้าหลับตามันก็จะมีแต่ใจ ถ้าจะปฏิบัติจิตในจิต แล้วบอกว่ามีแต่ภายใน ไม่มีภายนอก แต่คนที่ไม่พิการก็จะมีการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกภายในด้วย
ทวารตารับรู้ได้ดีกว่า และใช้มากกว่าทวารอื่นๆ คนที่ไปปฏิบัติธรรมนั่งหลับตา คุณเองก็มีทุกอย่าง ก็มีตา แต่ดันไปหลับตาปฏิบัติ แทนที่จะศึกษาให้ครบไม่ขาด แล้วก็มาขัดแย้งว่าฉันจะเป็นอรหันต์ขณะนั่งหลับตา อรหันต์ คืออันตะ แปลว่า ครบพร้อม บริสุทธิ์ ถ้วนรอบ แต่ถ้าคุณเป็นคนตาบอด คุณไม่เต็ม คุณปฏิบัติได้อย่างไม่เต็ม ถ้าหลับตาก็มีแต่ใจ จะพิจารณาก็มีเฉพาะแต่จิตในจิต แต่สำคัญนั้น คนทุกคนที่ปกติธรรมดาสามัญ จะไม่มีความรู้จักกิเลสหยาบ อันมาจากภายนอก ไม่มีเลย ธรรมดาสามัญ จะต้องมีกิเลสภายนอกที่เป็นดินน้ำไฟลม ที่จะต้องเห็นชัดๆเลย ทุกคนนั้นเหมือนกันหมด เว้นแต่คนตาบอดมาแต่กำเนิด คนที่มีทวารทั้งหกครบ ก็จะต้องเรียนรู้ให้ครบ โดยเฉพาะกิเลสหยาบ มีกับทุกคนที่ตาดีทุกคน แล้วก็คนเรามีอวิชชามาก่อนทั้งนั้น จะมากหรือน้อยเท่านั้น ที่จะมาปฏิบัติลดละไปได้เร็วหรือช้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่อาการไม่ครบ 32 ปราศจากตา จึงยังถือไม่ได้ว่าสามารถเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตาบอดจะไม่สามารถสั่งสมบารมี แต่เป็นอรหันต์ไม่ได้ ยิ่ง ผู้ที่มีตาดีๆอยู่ แต่ดันไปมิจฉาทิฐิเสียนี่ มันน่าสงสาร คุณเป็นมิจฉาทิฐิ ว่าจะต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติ คนตาไม่บอดแต่นั่งหลับตาปฏิบัติทำไม แล้วก็จะเอาอรหันต์ อย่างนั้นเป็นอรหันต์แบบไม่เต็ม จะได้ดับอาสวะบางส่วนได้ แต่ได้ไม่หมด ตาบอดก็จะได้แค่นี้ แต่คนตาดีกลับไปปฏิบัติแบบไม่ลืมตา แล้วเข้าใจอีกว่าต้องปฏิบัติแบบไม่ลืมตา อย่างนั้นทฤษฎีของคุณ คุณจะไปทิ้งการลืมตาทำไม ทวารตานี้รับรู้ได้ดีกว่าทุกทวารเลย เป็นทวารที่ใช้มากที่สุด ได้อะไรมาครบมากกว่าทุกทวารเลย จนเป็นประเด็นหลักอยู่ที่ว่า คนมีทิฐิ มีความเห็น ความรู้ของคนผิด ผิดบ้าบอ ไปยึดถือว่าอย่างนั้นถูกอีก อาตมาแย้งนี่ ไม่ได้เอาชนะคะคาน แต่ให้รู้ให้คิดให้ครบรอบ ว่าอย่าไปตั้งทฤษฎีขัดแย้งกับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ปฏิบัติแบบนั่งหลับตาปฏิบัติ กิเลสทางตานั้นมีไม่ใช่น้อย คนที่ไปหลงผิดปฏิบัติแบบนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ ไม่สามารถเพราะว่า มีอัตตาสาม โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) ถ้าหลับตาปฏิบัติแล้วจะรู้จักโอฬาริกอัตตาที่ไหน แล้วจะละอัตตา พระพุทธเจ้าสอนให้ล้างอัตตาให้หมด แต่โอฬาริกอัตตาที่หยาบใหญ่เบื้องต้น แต่คุณไม่ได้ทำ ไม่ทำเบื้องต้น ไปเอาอรูปอัตตามาทำก่อน สมณะฟ้าไทว่า...ทวารตาเกิดกิเลสได้สารพัด ชอบ ไม่ชอบ อากัปกิริยาของคน เขายิ้มเขาทำสายตาใส่ พ่อครูว่า...การปรายสายตา คุณจะได้เรียนรู้หรือ แค่ปรายสายตาแล้วกิเลสขึ้นอย่างนี้เป็นต้น คุณจะได้เรียนรู้หรือ สบตาแล้วกิเลสขึ้นเท่าไหร่? ถามจริงเคยสบตากันมาแล้วกี่คน สบตานี่ได้หลายนัย ถ้าฟังดีๆ แล้วเข้าใจดีๆ แล้วโอฬาริกอัตตานี้ หากนั่งหลับตาปฏิบัตินี้พร่องแน่ๆ มโนมยอัตตานี้เกิดได้ทั้งภายนอกแต่ไม่มีจริง เห็นได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ของจริง เช่นพวกเห็นผี เห็นภาพหลอน พวกนักวิทยาศาสตร์ พวกหมอก็รักษาอาการพวกนี้อยู่ สรุปแล้วหมดสิทธิ์บรรลุเป็นอรหันต์ หากนั่งหลับตาปฏิบัติ คุณไปนั่งหลับตาปฏิบัติตั้งแต่ รูปภพ กับอรูปภพ ภายในเท่านั้น แต่ภายนอกมีกิเลสอยู่มหาศาล คุณก็ทิ้งก็เลยไม่ได้ปฏิบัติ ต้องทำจากโอฬาริกอัตตาก่อน แล้วค่อยไปทำที่มโนมยอัตตา ที่มีทั้งภายนอกภายใน ผู้ที่สำเร็จด้วยจิตมีทั้งภายนอกและภายใน ล้างหมดแล้วก็เหลือกิเลสน้อยลงเป็นอรูป ก็คือรูปที่ถูกรู้ด้วยการสัมผัสนั่นแหละ แต่มันไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว จะเรียกว่าเป็นรูป มันก็ไม่ใช่รูป แล้วมันมีน้อยมาก จนสุดท้าย อรูปสุดท้าย คุณจะสามารถล้างได้หมดครบ เพราะฉะนั้นคนที่ไปนั่งหลับตาและปฏิบัตินั้น มันเป็นเพียงการระงับ ที่ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นเพียงการปฏิบัติในลักษณะของสัญญา เป็นความลึกซึ้งซับซ้อน การรับการปฏิบัติมีแต่การใช้สัญญากำหนดรู้ ไม่ได้ใช้ปัญญา ไม่ได้เกิดปัญญา สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ปัญญาเป็นตัวรู้แจ้ง สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ มั่นหมายรู้ แต่ปัญญาเป็นตัวรู้แจ้งรู้แจ้งได้อย่างไร ก็อยู่ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ สัญญาเป็นตัวเหตุ ที่ต้องสั่งสมสัมมาทิฏฐิให้เจริญขึ้นได้ด้วย เมื่อสัมมาทิฏฐิเต็มก็จะเป็นปัญญา ตรวจฐานปฏิบัติก็คือ มัคคังคะ สัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เจริญขึ้นเป็นปฏิสัมพัทธ์ สั่งสม เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของการปฏิบัติ ในกรรมทั้งหลายนี่ พระพุทธเจ้ารวมไว้อย่างไม่ขาด สั่งสมตกผลึกไปเรื่อยๆ ไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล สั่งสมจากปฏิบัติมัคคังคะ ปฏิบัติมัคคังคะ คือปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ทางสายปัญญาก็จะเกิดเป็นสัมมาปัญญา ทางสายเจโตก็จะเป็นสัมมาสมาธิ ก็ใช้ตัวโพชฌงค์ 7 เป็นตัวปรับแต่ง สติสัมโพชฌงค์ สติของมรรคมีองค์ 8 ก็จะต้องใช้ทั้งคู่ เป็นตัวระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม นำหน้า แล้วก็จะใช้ธรรมวิจัยเป็นตัวตัดแต่งที่สำคัญ แยกแยะ เลือกเฟ้นศึกษาเต็มที่ ส่วนวิริยะ เป็นกองเชียร์กองหนุนกองพลาธิการ เมื่อมีธรรมวิจัยแยกแยะได้ ว่าต้องกำจัดตัวนี้ตอนนี้ถูกนะ จะมีการวิเคราะห์วิจัยอยู่ตลอดกาลว่า ถูกแน่นะ ถูกแล้วได้แล้วนะ มันเหลือน้อยแล้วนะ หมดจริงๆนะอย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง เป็นปัญญาที่จะรู้ซ้อนกันไปซ้อนกันไป ก็คือมีปัญญาที่มีกำลังสูงขึ้นเป็น ปัญญินทรีย์ ตัวไหนจบก็เป็นปัญญาผล หรือปัญญาพละ ก็เป็นเช่นนี้เรื่อยๆเกิดชื่อว่าปัญญาเกิด ปัญญาไม่ได้เกิดเองเพราะนั่งสมาธิหลับตาให้สนิท ว่างดีแล้ว ปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัยขึ้นมาเอง ต้องมีเหตุปัจจัยที่ครบรู้แจ้งจึงเกิดเป็นปัญญา รู้ครบในญาณ 3 และอาการ 12 อาการ 12 เกี่ยวข้องกับทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีปริญญา 3 ญาตปริญญา คือการรู้ในขณะปฏิบัติ เป็นการต่อเนื่อง continue ตั้งแต่รู้ว่าทำผิดหรือไม่ผิด ทำไม่ได้ผล ทำได้ผล ทำได้เต็มก็จะรู้ ตีรณปริญญา ก็จะรู้แยกแยะ แยกขาดเลยนะมันไม่มีแล้วนะ ก็จะรู้ ปหานปริญญา คือตัวที่จะจัดการกับกิเลสดับอกุศล เอาสามปริญญานี้ ไปรวมกับ อาริยสัจ 4 ก็เป็น ปริวัตร 3 อาการ 12 กำหนดรู้องค์รวม คือญาตปริญญา รู้ตั้งแต่เริ่มต้น ทำไปเรื่อยๆ ได้ผลหรือไม่ ได้ผลสั่งสมจนรู้เต็ม ญาตปริญญาคือการรู้รอบ ส่วนตีรณปริญญาคือรู้แยกแยะว่าได้หรือยัง ได้ครบหรือยัง แยกแยะ ตีรณปริญญาไปตลอดเวลา ตีรณะ เป็นภาษา บาลี ตรีแปลว่า สาม คำว่า รณ แปลว่ารบ เป็นสามเส้า รบกันระหว่างองค์ 3 คืออิตถีภาะ ปุริสภาวะ กับมีประธาน ประธานคือตัวเราเอง ตัวรู้ รวมเป็นเรา เป็นประธาน เมื่อเรามีพลังโลกุตระเหนือ ก็จะไปจัดการอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ ต้องทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ คำว่า ตีรณะ ความรู้ระดับตีรณะนั้นเดาไม่ได้นะ ถ้าคนไม่มีภูมิ ไม่มีความจริงที่ได้มาก่อน ถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้าแล้วมาฝึกหัดเอา คนที่จะได้ยินได้ฟังจากสัตบุรุษ ผู้ถูกต้องจริงมาก่อนแล้วมาบอกให้รู้ แม้ไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้าก็ฟังจากสาวก เมื่อรับฟังก็เอามาปฏิบัติ ไม่ใช่ฟังแล้วได้เลย สะดวกเกินไป ปฏิบัติจนได้ผลอย่างมีธาตุรู้ ญาตะ เก็บความรู้ตรวจตามไปเรื่อยๆ ไม่ทิ้งขว้าง ทำได้หรือไม่ได้ตรวจสอบว่าครบหรือไม่ครบ บริบูรณ์หรือไม่บริบูรณ์ มันหกตกหล่นง่ายจะตายไป สงครามสามเส้า(ตรีรณะ) ระหว่างตัวคุมเกม การรบ แล้วต้องรบให้ชนะนะ ถือว่าสองอันนี้ ต้องจัดการให้หมดอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะ จนเป็นเอกสโมสรณา ก็จบสงคราม เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า ปหานปริญญา คือปหาน อิตถีภาวะ นั่นเอง เป็นสิ่งที่ต้องจัดการประหารในตัวเอง แม้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถ้าตัวเองมีอิตถีภาวะ ก็ต้องประหารมัน มันเป็นตัวถ่วงตัวไม่เจริญ (พูดไปเหมือนบอกว่าผู้หญิงเป็นตัวถ่วง ก็ต้องขออภัย ที่พูดสัจธรรมรายละเอียด) วันนี้ขยายไปถึง ปริวัตร 3 อาการ 12 ความหมุนรอบของการรบสาม (ตรีรณะ) ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเป็นภาษาตายตัว คนไม่รู้จริงอธิบายไม่ออกหรอก ญาณ3 กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ อันนี้ไม่มีปหาน ไม่เหมือน ปริญญา 3 ญาณ 3 ของอาริยสัจ 4 เป็นอาการ 12 แต่ปริญญา 3 ต้องซ้อนใน ปริวัตร 3 อาการ 12 ต้องตรวจสอบทำสงครามจนถึงการฆ่าเลย ต้องรู้ว่าฆ่ากิเลสได้สำเร็จนะ อันนี้เดาไม่ได้นะ ถ้าไม่มีสภาวะจะไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร อาตมาเอาสภาวะมาเป็นตัวหลัก ในการอธิบายถึงอธิบายสัมพันธ์กันได้
คำว่า กาย ต้องมีภายนอกร่วมด้วยเสมอ แต่จิตนี่ จะเป็นเจตสิกกับเวทนา มันไม่มีภายนอกก็ได้ จึงเรียกวา เจตสิกเวทนา ถ้ามีภายนอกร่วมด้วยก็เรียก กายิกเวทนา เป็นเวทนา 2 ในเวทนา 108 กายต้องมีภายนอกเสมอและไม่ขาดจิต แต่จิตนี่ขาดภายนอกได้ แม้แต่โอฬาริกอัตตา หรือมโนมยอัตตาก็มีภายนอกเสมอด้วย เช่น โอ้โหวันนี้ได้กินมะเขือ(ยกตัวอย่าง) อร่อย คุณต้องมีความจริงของคุณที่ได้สัมผัส กัดมะเขือกินแล้วอร่อย หากนึกเอา จะมีของจริงหรือ? ก็นึกเอาว่ามะเขือเป็นอย่างไร นึกว่ากัดเข้าแล้วอร่อยกว่ารสจริงอีก หลอกซ้ำซ้อนอีก หลอกตัวเอง หลงผิดของปลอมไปเรื่อยๆ อย่างนั้นซ้ำซ้อนหนักหนาขึ้นๆ ขออภัย ต้องนึกถึงเขา ธัมมชโย เขาเป็นอย่างนี้จริงๆซวยไหม? คนที่หลงงมงายไปแบบเขาขณะนี้ยังไม่ตื่นอีกเท่าไหร่? ไม่รู้จักตื่น
โอฬาริกอัตตาต้องอย่าตัดทิ้ง ต้องศึกษาจริง แม้มโนมยอัตตาก็ต้องมีภายนอก ตกลง กายิกเวทนาต้องมีภายนอกด้วย ทิ้งไม่ได้ ถ้ามันมีแต่ข้างนอก กายนี้ ถ้าหมายเอาแต่ข้างนอก ไม่มีใจไปเกี่ยวด้วย แล้วมันจะไปมีทุกข์สุขอย่างไร? มันไม่มีใจไปเกี่ยว แม้ใจที่ไม่มีเวทนาก็ไม่ได้ อุตุ พีชะก็ไม่สุขไม่ทุกข์อะไรของมันหรอก มันไม่มีเวทนา แล้วนี่คน คุณเป็นสัตว์โลกมีจิตนิยาม จะไปโยนทิ้งได้อย่างไร ต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาก็เป็นพีชะ หรืออุตุ แต่ถ้าคุณจะปฏิบัติเป็นอรหันต์ คือไม่มีเวทนาที่จะทุกข์สุข คือเป็นแบบพีชะได้ แต่ไม่ศึกษาเลยจะได้อย่างไร
ปฏิจจสมุปบาท (วิภังคสูตร) พระพุทธเจ้าสอนปฏิจสมุปบาท ...หลายคนไม่เข้าใจว่า ต้องมีปฏิจสมุปบาท ทำไม ก็เหมือนทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะต้องมีสายของการเรียนรู้ทำไม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ปฏิจจสมุปบาทจะเกิดไม่ได้ ความรู้นี้เกิดพระพุทธเจ้าเท่านั้น การจะรู้จักสังขาร สังขารนี้เกิดจากจิตวิญญาณที่มีอวิชชาเป็นตัวการ เมื่อมันไม่รู้ก็สังขารไปตามที่มันไม่รู้ จนกว่าจะมาแยกแยะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารได้ เรียนรู้ได้ตามพระพุทธเจ้าสอน แล้วก็ทำไปตามลำดับกายวาจาใจ ก็จะสำเร็จ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ตรัสถึงพระพุทธเจ้ารูปนั้นรูปนี้ แล้วมีปฏิจจสมุปบาททุกพระองค์ ท่านก็ยกตัวอย่างมาไม่กี่องค์หรอก ในเทศนาสูตร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมีปฏิจจสมุปบาททุกพระองค์ ถ้าไม่รู้ก็จะจมในภพชาติไปไม่รู้อีกกี่ชาติ ล้านชาติ แล้วท่านก็แยกแยะใน เทศนาสูตร พตปฎ. เล่ม16 ว่า
2 วิภังคสูตร [4] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาท นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ (พ่อครูอธิบายเสริมว่า คนที่มีจิตผูกพันกับร่างที่ตายไปแล้ว ร่างก็ยังงอกได้อยู่ เล็บงอก ร่างไม่เหี่ยวไม่เน่า ก็คือโง่ สร้างอุปาทานยึดถือในร่างนี้ไว้ ตายแล้วไม่ยอมตายไม่รู้จักตาย พวกสายนั่งหลับตานี้เป็นกันเยอะ อย่างธัมมชโยนี้ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แต่อาตมาบอกเลยว่า พวกอาภัสรา แบบธัมมชโยนี้ ตายแล้วเน่าแน่ รับรองเน่าเร็วแน่ เขาเน่าตั้งแต่ยังไม่ตายเลย คำว่า มรณะ คำว่า ม คือจิต คนที่ตายอย่างที่เป็นแบบตายร่างกายลงไป การรบของจิตหยุดลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะทิ้งร่างส่วนเกี่ยวกับภายนอก ก็ไม่เกี่ยวกับการรบ จิตคุณพักรบไปชั่วระยะหนึ่ง สามคำนี้คือ มรณะ สรณะ อรณะ มรณะคือการพักรบ (ชั่วคราว ดีไม่ดีก็จะไปรบอีกไม่รู้เท่าไหร่) อรณะคือจบการรบ เป็นอรหันต์ สรณะ คือ ต้องรบไปเรื่อยๆ คือประกอบการรบ ส่วนผู้อรณะแล้ว ก็จะเหลือแต่การรบ คือปฏิสรณะ คือรบแบบช่วยให้คนอื่นรบกิเลส ไม่ต้องรบกิเลสของตนแล้ว แต่ช่วยคนอื่นให้รบกิเลส อาศัยร่างนี้แค่นั้น รูปธรรมเสื่อมได้ นามธรรมก็เสื่อมได้ คนมีความรู้จริง จะทำให้นามธรรมเสื่อมได้จนหมดไปถาวรเลย แต่ว่าผู้ไม่รู้จริงก็นามธรรมเสื่อมชั่วคราวพักยก แล้วก็จะเอาอีก บ้าบอไปอีกได้)
[7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ความเกิดแปลจาก ชาติ ความบังเกิดคือแปลจาก สัญชาติ ความหยั่งลงคือแปลจาก โอกกันตะ เกิดคือแปลจาก นิพพัตติ เกิดจำเพาะ คือแปลจาก อภินิพพัตติ
ชาติปิทุกขา การเกิดด้วยใดเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แม้แต่พระอรหันต์ก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ตราบใดยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้ายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ก็ยังมีทุกข์ ทั้งที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ โอกกันติ ท่านแปลว่า ความหยั่งลงก็ใช้ได้ คำว่า สโมสรณากับโอกกันตินี้ใช้แทนกันได้ ถ้าคุณไม่ทำ กิเลสมันก็หยั่งลงโอกกันติได้เหมือนกัน แต่ถ้าคุณทำให้กิเลสลด กิเลสหมดไป มันก็ห ยั่งลง อย่างใสสะอาดขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายสะอาดอย่างสมบูรณ์แบบ จะเกิดความสะอาดขึ้นได้ด้วยนี่คือ นิพพัตติไปตามลำดับ สะอาดจากกิเลสนี่แหละ คือนิพพัตติ สุดยอดคืออภินิพพัตติ คือจำเพาะเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น อภินิพพัตติคือการเกิดของอรหันต์(วิสุทธิเทพ) นิพพัตติ คือการเกิดของ เสขบุคคล (อุบัติเทพ)
ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ เป็นการเกิดของปุถุชนก็ได้ แต่นิพพัตติ คือการเกิดของโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ส่วนอภินิพพัตติ คือการเกิดของ อรหันต์ ท่านก็ใช้ร่างนี้ที่มีอาการ 32 ตอบแทนคุณ กตัญญูต่อศาสนา กตัญญูต่อพระพุทธเจ้า กตัญญูต่อผู้อื่นใดๆที่เกื้อกูลเราก็ได้ อาตมาจะตอบแทนศาสนา ให้เขาได้ฟังสิ่งดี ..แต่เขาก็ดูช่องของเขา ช่องนี้เดียวๆ ก็อยู่ในรูเขาต่อไปสิ โง่เดียวอยู่ตลอดกาลนาน นานเท่านานเลย ก็จะจมไปเสียเวลา ทุกข์ร้อนไป ต้องเกิดต้องทุกข์ๆๆๆๆๆๆๆ สรุปแล้ว ถ้าใครอ่านสภาวะอาการของพลังงานต่างๆ แยกโลกียะ ชาติ สัญชาติ โอกกันติออก ก็จะรู้พลังงานจิตวิญญาณเรา แล้วคุณก็ทำเนกขัมมะออกจากโลกียะให้ได้ คุณก็รู้พลังงานส่วนที่เป็นโลกุตระ เป็นอาริยะไปตามลำดับ เป็นอรหัตตมรรค ก็ค่อยเก็บละเอียดเป็นอรหันต์เต็มกระบอกเลย
[8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ พ่อครูว่า... กามภพคือภพข้างนอก มีตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ต้องไม่ทิ้งใจด้วยนะ กามภพ คุณปฏิบัติไปตามลำดับได้ก่อน จนกระทั่งหมดกามภพแล้ว ก็ไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ เพราะเรามีโลกุตรจิต มีจิตที่อยู่เหนืออย่างไม่ได้ข่ม แต่รับใช้ชาวโลกเขาด้วยซ้ำไป แต่ฤทธิ์เดชพลังงานของเรามีความประเสริฐ อยู่เหนือ ยังไม่ถูกครอบงำให้ตกต่ำต้องทุกข์ร้อนอะไรเลย มีแต่ความเจริญ กลับเจริญแล้วช่วยคนอื่นให้เจริญด้วย มันเป็นความประเสริฐวิเศษสุดของความรู้ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เมื่อสามารถทำให้ภพเบื้องนอกหมด พ้นอบาย กามภพที่เหลือทำสกิทาคามีไปเรื่อยๆ จนหมดภายนอก เหลือแต่ภายใน เป็นกิเลสของคุณ คนเดียว คนที่ทำไม่เป็นลำดับนี้จะซับซ้อน คุณเองอยากจะโก้ข้างนอก ก็ไม่ให้มันแสดงออกข้างนอก ก็กดข่มกิเลสได้ คุณกดข่มกิเลส ก็ต้องใช้พลังงานซ้อน ซวยนะ แต่ต้องทำ ในขนาดที่ควรของตนก็ต้องทำ แต่ต้องทำให้ถูกตามธรรมะพระพุทธเจ้า มันจึงจะหมดได้จริง ถ้าหมดได้จริงก็ไม่ต้องใช้พลังงานซับซ้อน มีแต่ทุ่นพลังงานไป ยิ่งคุณกดข่มไว้มากๆ แรงระเบิดจะยิ่งสูง แรงระเบิดจะออกสูง คุณก็ต้องดันไว้มาก มันจะออกมามาก คุณก็ต้องดันไว้อีกมาก มีพลังงานไว้เพื่อดันเหมือนอย่างธัมมชโย เขาทำโดยไม่รู้ ถ้าปล่อยมาสารภาพ อย่างเก่งก็ติดคุกร้อยปี เมืองไทยไม่โหดร้ายถึงประหารชีวิตหรอก แต่ยิ่งทรมาน ถ้ารับสารภาพเสียก็จะเบา จะโง่ดักดานไปอีกนานเท่าไหร่ จัดการสังโยชน์เบื้องต้นได้ก็เหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์ต่อไป
[9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) ยึดติดในกามคุณ 5 ก็เรียนรู้ ว่ามันมีรสชาติทาง 5 ทวาร ให้หมดรสเก๊ มีแต่รสจริง 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) คือความรู้ความเห็นความเข้าใจ หากมิจฉาทิฏฐิ ก็ไปยึดถือการนั่งหลับตาว่าถูก ก็ไม่มีทางบรรลุ เอาแต่รูปภพอรูปภพ ไม่เรียนตั้งแต่กามภพ ก็ซวยไป 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีล และวัตรปฏิบัติธรรม) ศีลพรตคือวิธีปฏิบัติ มีลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ตั้งแต่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล ส่วนมหาศีลเป็นศีลของศาสนา ที่ห้ามเดรัจฉานวิชชา ที่ต้องไม่ทำ เพราะเป็นศีลของศาสนา แต่ทุกวันนี้ศาสนาไม่ดีเพราะว่าละเมิดมหาศีล
สมณะฟ้าไทว่า...จุลศีล มี 26 ข้อที่จะเป็นข้อปฏิบัติ ในนั้นรวมศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ไปหมด แล้วละเอียดลงไป เช่นห้ามพรากพีชคามภูตคาม เป็นต้น ส่วนมัชฌิมศีลก็ละเอียดจากจุลศีลลงไปอีก แต่ว่ามหาศีลเป็นศีลที่บอกว่านี่คือศาสนาพุทธ
พ่อครูว่า….ทุกวันนี้ศาสนาพุทธปัจจุบันเป็นเดรัจฉานวิชาไปเกือบหมดเพราะว่าทำตรงกันข้ามกับมหาศีล คุณทำเองไว้แล้ว อาตมาแค่บอก ไม่ได้ว่าเขานะ ขอบอก อ้อนวอนบอกก็ได้นะ ถ้าทำอยู่ก็ผิดไปอีกนาน แต่ถ้าแก้ไขได้ก็แก้เลย จะได้เป็นศาสนาพุทธ ไม่เช่นนั้นไม่เป็นศาสนาพุทธ ถ้าคุณอยากจะแย้ง ก็ไปแย้งพระไตรปิฎก ไปลบออกจากพระไตรปิฎกเลย
เมื่อสามารถพ้นสีลลัพพตุปาทาน การไปยึดถือศีลพรตที่ทำนี้มันไม่ใช่ 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตา หรืออาตมัน ได้แค่วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262)
อัตตวาทุปาทาน คือมันมีวาทะ ไม่ใช่อัตตุปาทาน แต่มีวาทะอยู่ด้วย ก็ต้องให้ชัดๆ อัตตวาทุปาทานไม่ใช่ยึดติดอัตตา แต่ไม่ใกล้อัตตาเลย ได้แต่ภาษา ได้แต่จารีตประเพณี ได้แต่วาทะ คุณพูดว่ารู้อัตตา อาตมัน แต่ไม่รู้จักสภาวะเลยแม้มันอยู่ในตัวคุณ พวกลัทธิเทวนิยมคืออัตตวาทุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive