600116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
600116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา
สมณะเดินดินว่า….วันนี้วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2560 เหลืออีกไม่กี่วัน ก็ถึงสิ้นเดือน ปีนี้เรามีงานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 เป็นครั้งแรกที่ปฐมอโศก ก็จะได้ไปฉลองที่ปฐมอโศก ดูเหมือนว่าจะได้อยู่ใกล้กับสนามหลวง ตอนนี้หัวใจอยู่ที่สนามหลวง มีอะไรขาดตก ตอนนี้จะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน วันนี้พ่อครูจะได้นำความเห็น ในการปฏิบัติ ของสายพระป่า กับของพ่อครู ว่ามีความต่างกันอย่างไร ความเห็นของพ่อครู คือปฏิบัติแบบลืมตา มีผัสสะอยู่ในปัจจุบัน อ่านความชอบ ชัง จากผัสสะต่างๆ แล้วปฏิบัติขณะลืมตามีผัสสะ มีญาติธรรมเคยบอกว่า อ่านจิตของตนไม่ได้ แม้จะไปปฏิบัติจากหลายสำนัก แต่เมื่อมาถือศีลอย่างถูกต้อง ในแต่ละข้อ แต่ละข้อ ก็จะสามารถอ่านจิตใจ ตนเองได้ พวกสายหลับตา เขาจะเน้นการปฏิบัติขณะหลับตา พอออกมาจากการปฏิบัติ ก็ไปตามกิเลส เขาพูดว่าถือศีล 5 ก็ถือว่าได้ถือแล้ว แต่การปฏิบัติกาย วาจา ใจไม่ได้ปฏิบัติ เขาว่านั่งหลับตาพลั๊วเดียว ก็จะได้อรหันต์แล้ว แต่ที่ไม่ได้ทีเดียว ต้องไปเจริญกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นอสุภะ จะได้เป็นอนาคามี อาตมาว่า ก็จะได้แค่ตอนหลับตา แต่ตอนลืมตา จะคาๆมีๆ พระพุทธเจ้าว่า ปุถุชนจะเบื่อหน่ายในร่าง ในดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ไม่ยาก แต่จะเบื่อหน่ายในนามธรรมได้ยาก ประเด็นสำคัญคือ การปฏิบัติหากไม่มีผัสสะ แล้วรู้เวทนา มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ก็จะไม่ได้มรรคผล
บุญทำแล้วจบ พ่อครูว่า...ก่อนจะได้อธิบายอะไร ก็ขออ่าน SMS วันที่ 15 มกราคม 2560 _ 0893867xxx นมก.พ่อครูฯ บางทีการบรรลุอรหันต์ ในแต่ละวาระ ต่างกาละของพระเกจิครูบาอาจารย์สมัยเก่า ที่ปฏิบัติสู่ทางนิพพานที่แตกต่างกัน แต่การบรรลุมรรคผลของพระอรหันต์ เป็นไปตามบุญกุศลกรรมที่แต่
อ่านต่อ
ละรูป ก็ย่อมไม่เหมือนกันใช่ฤาเปล่า? ตอบ...ถามมานี่ การบรรลุ ถ้าจะเอาเวลา สถานที่ มันจะเหมือนกันได้อย่างไรแต่ละคน จะบรรลุที่ไหน เวลาใด อิริยาบถอะไร ก็ไม่เหมือนกัน แต่ว่าการบรรลุอรหันต์นั้น ถ้าปฏิบัติแล้วจิตของเรา จะยืนเดินนั่งนอน จะอยู่ในท่าไหน จะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ในขณะเราบรรลุอรหันต์นั้น การบรรลุจะเหมือนกันทุกองค์ จะบอกว่าเป็นไปตามกุศลกรรม ก็แน่นอนที่แต่ละผู้ใดปฏิบัติ ของใครก็ของมัน บุญคือการตัดกิเลส คนที่ปฏิบัติธรรมแล้วเกิดบุญ บุญก็ตัดกิเลสไปตามลำดับ เมื่อหมดกิเลสก็หมดบุญ ไม่เกี่ยวกับใครเวลาใดที่ไหน ส่วนกุศลคือความดีงาม อกุศลคือความชั่ว มีวิบากของแต่ละคน เกิดจากกรรม การกระทำแล้วมีวิบาก ส่วนคำว่าบุญนั้น ละเอียดละออจริงๆ คือคุณต้องทำกรรมนั้น แต่กรรมจะเป็นกรรมที่ไม่มีวิบาก ไม่มีผลค้างต่อๆไป (วิบากคือผลที่จะค้างต่อๆไป) เพราะบุญตัดกิเลสแล้วจบเลย มีแต่จะเป็นพระอาริยะไปเรื่อย พระโสดาบัน ก็ตัดกิเลสได้ส่วนหนึ่ง บาปก็หมดไปส่วนหนึ่ง อกุศลจิตคือจิตที่เป็นบาป กรรมที่ทำ จะเหลือสิ่งทรงอยู่คือธรรมะ เมื่อปฏิบัติกรรมเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ก็จะเหลือ กุศลธรรม อกุศลธรรม ส่วนบุญนั้น เมื่อกำจัดกิเลสได้ ก็ไม่มีอะไรเหลือ อาจจะพูดว่า กำจัดกิเลสได้ บุญก็เกิดประสิทธิภาพ บุญนั้นชำระบาปลงไปได้ จะเรียกว่า อกุศลจิตหมดไป บุญก็ไม่เรียกธรรมะ บาปก็ไม่เรียกธรรมะ ไม่มีคำว่าบุญธรรม บาปธรรม ถ้ากระทำบุญแล้ว กิเลสก็หมดไปจากจิต จิตก็ไม่มีกิเลส ก็ไม่เป็นธรรมะหรืออธรรม นี่เป็นนัยละเอียดของภาษา
การระลึกได้ในภูมิโพธิสัตว์ _0893867xxx ดังที่พุทธประวัติกล่าวพราหมณ์ปัญจจวัคคีย์รูปแรก! ยสะฆราวาสคนแรก! พระโมคคัลลาพระสาวกรูปแรก! พระสารีบุตรอัครสาวก! พระกัสสปะฯลฯ ต่างก็บรรลุอรหันต์ต่างวาระต่างกาล! ผู้น้อยคิดถูกไหม? ตอบ...ก็ใช่สิของใครของมัน _ 0893867xxx พ่อครูเทิดพระนาม พ่อหลวงฯเป็นพระโพธิสัตว์! เอ่ยชื่อ ไอสไตน์ คานธี บรรลุอรหันต์ ทุกท่านล้วนบรรลุธรรมต่างกรรมต่างกาละ แต่จิตพระโพธิ์สัตว์ทุกรูป และจิตพ่อครูมีที่ตรงกันจุดเดียวกัน คือจิตปภัสสร จิตปริโยทาตา จิตที่บริสุทธิ์เหมือนกัน! ผู้น้อย พูดถูกไหม? ตอบ...คานธีกับไอน์สไตน์ ไม่รู้ตัวหรอกว่า ตนเองได้บรรลุอรหันต์มาก่อนแล้ว อาตมาเป็นคนพูดเอง ขออภัย แม้แต่ในหลวงที่อาตมาว่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ ในหลวงท่านก็ไม่ทราบตนเองหรอกว่า เป็นพระโพธิสัตว์ ที่เอาคำโพธิสัตว์ ไปปักให้ คานธี ไอน์สไตน์ หรือในหลวง ท่านเองไม่รู้ตัวหรอก อาตมาเองอุตริพูด ด้วยความรู้ แต่คนเข้าใจคำว่าโพธิสัตว์ไม่ได้ เท่านั้นเอง ถ้าคนเข้าใจได้ ก็จะชัดเจน ยิ่งยืนยันในพฤติกรรม ทั้งสามท่านสิ้นไปหมดแล้ว พฤติกรรมที่ผ่านมา ในอายุที่ท่านผ่านมา ก็ตรวจสอบได้ แต่มันยากตรงที่คนไม่เข้าใจ ในพฤติกรรมที่ส่อถึงจิต จิตที่เป็นอรหันต์ แล้วมาบำเพ็ญตน เป็นโพธิสัตว์คืออย่างไร ก็ขอสรุปนิดหน่อยว่า จิตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้ที่เป็นอรหันต์ ผ่านการเป็นอรหัตตผลมาแล้ว ผ่านอรหันต์ระดับหนึ่ง เป็นโสดาบันโพธิสัตว์ ผ่านอรหันต์ระดับสอง เป็นสกิทาคามีโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ ๙ ระดับ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทโธคือพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นระดับอรหัตตผล ก็ถือว่าเที่ยงแท้ ในโสดาบัน 4 โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถ้าเป็นนิยตะ ถือว่าเที่ยง โสดาบันที่คุณสมบัติถึงขั้นที่สาม นิยตะ จึงชื่อว่า ผู้ที่เที่ยงแท้แล้ว ในคุณสมบัติการเป็นอาริยะ ถ้าเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ยิ่งชัดเจน อนุโพธิสัตว์คือบรรลุอรหันต์แล้ว ขอตั้งจิตต่อเป็นโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป ผู้ที่ตั้งจิ ด ต่อ ก็ปฏิบัติเจริญขึ้น มีความชำนาญ ความรอบรู้มากขึ้น แต่ประโยชน์ตนได้จบลงแล้ว เพราะกิเลสหมดแล้ว ส่วนประโยชน์ท่าน ท่านทำได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นอรหันต์แล้ว จะไม่มีเจตนาทำบาปอะไรอีก เมื่อมีกรรมกิริยาปฏิบัติต่อไป มันก็จะยิ่งมีความชำนาญ ความรู้ นั่นแหละคือ คุณสมบัติของโพธิสัตว์ มีความรอบรู้ โลกวิทูมากขึ้น โลกุตระจิตก็ยิ่งดีขึ้น โลกานุกัมปา ช่วยเหลือโลกมนุษย์ได้ดีขึ้นๆ พูดไปก็เข้าใจกันได้ ก็ยิ่งดีใหญ่ ทีนี้ เถรวาท ไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ก็คือ เมื่ออรหันต์หรือโพธิสัตว์ ตายไปแล้ว ผู้ที่ต่อพุทธภูมิ ก็เวียนมาเกิดอีก แต่อรหันต์รูปใด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต่อพุทธภูมิ ท่านก็เลิก จบ สลายอัตภาพ ไม่มีภพภูมิอีก เพราะว่าท่านเป็นอรหันต์แล้ว มีสิทธิ์ที่จะสลายอัตภาพของท่าน ในขณะมีชีวิต ท่านก็ดำเนินโพธิสัตวธรรม ของท่านต่อ แม้ไม่ตั้งจิตต่อ แต่ท่านก็ทำกิจของท่าน ส่วนผู้ต่อภพภูมิ ก็เวียนมาเกิด มามีร่างกายมนุษย์อีก ก็มาต่อภพภูมิอีก เมื่อเกิดมาใหม่ คนก็จะบอกว่า เป็นอรหันต์แล้ว ทำไมต้องมามีผัวเมีย มีความโลภ โกรธ หลง อันนี้คนงง มันเป็นเรื่องของ ความเป็นจริงของจิตวิญญาณ ท่านจะมีก็มีในระดับของ ลิงลมอมข้าวพอง แล้วแต่บารมีของแต่ละท่าน ถ้าบารมีไม่แข็งแรง ก็ต้องถูกยุคนั้น เช่น อาตมาเกิดยุคนี้ สนามแม่เหล็กของโลก มันจัดจ้านมาก ท่านก็จะถูกโลกโลกีย์พาไปตาม แต่ไม่ร้ายแรงอะไรหรอก จะถูกโลกเหนี่ยวนำ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่เมื่อถึงวาระที่ท่านรู้สึกตัว บารมีท่านเต็มขึ้นมา ท่านก็จะรู้ตัวว่า ทำไมไปบ้าอยู่กับโลก อย่างอาตมา ก็รู้ตัวตอนอายุ 36 ปี ก็รู้แล้วก็ออกมา แต่พระพุทธเจ้าท่านบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ มาตั้งแต่ไหนๆ บำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ มาหลายชาติ จนมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านเองมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเลย มีแต่ท่านถูกลิงลมอมข้าวพอง ในช่วงที่ยังไม่ออกบวช ก็ถูกครอบงำอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมาออกบวช ก็ยังถูกครอบงำในการปฏิบัติผิดอีก 6 ปี ตามลัทธิต่างๆ ก็ไม่ได้บรรลุอะไร จนท่านเอง ระลึกชาติได้ว่า พุทธะเป็นอย่างนี้หรือ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านเต็มรอบแล้ว เมื่อมาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้บำเพ็ญเพิ่มอีก การนั่งหลับตา ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตาในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เป็นการระลึกชาติ เตวิชโช มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ท่านระลึกพรวดเดียวก็รู้ว่า อาสวะของท่านหมดแล้ว ท่านเห็นความเกิดดับ ว่าท่านเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ อาสวะท่านหมดแล้ว เพราะในขณะที่ท่านระลึกความจริง จุตูปปาตญาณ รู้ความเกิดของสัตว์นรก (กิเลส) จนถึงอรหันต์สัตว์ เป็นโพธิสัตว์ก็คือ จิตวิญญาณโอปปาติกะ ที่ได้บรรลุมาเป็นลำดับ การระลึก คือระลึกของเก่า อาสวักขยญาณ ว่าของท่านเป็นอย่างไร ท่านไม่ได้ปฏิบัติอะไร คนก็เข้าใจว่า การไปนั่งหลับตาตอนนั้น เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรม
การนั่งหลับตานี้ จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร การนั่งหลับตานี้ จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ถ้ากิเลสของเรามี คนนั่งหลับตา กิเลสของคุณก็ต้องมี แล้วคุณจะฆ่ากิเลสนั้นของคุณอย่างไร ในเมื่อตากระทบรูป นี่มะเขือเทศ ลูกโตสีสวย คุณก็เกิดกิเลสอย่างไรก็รู้ได้ หูได้ยินเสียงก็รู้ได้ อ่านกิเลสที่เราเกิด มีกามวิตก พยาบาทวิตก ก็รู้ว่ากิเลสมี ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่มีกิเลสแล้ว พระพุทธเจ้าลืมตากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่านก็ไม่มีกิเลส ทันทีที่ท่านรู้ตัวว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านได้ปฏิบัติธรรมตรงไหน เมื่อท่านรู้ตัวว่า กิเลสของท่านดับหมดแล้ว เมื่อท่านตื่นจาก ลิงลมอมข้าวพอง พอท่านระลึกได้ว่า อาสวะเราหมดแล้ว แต่พอกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่านก็ไม่ต้องปฏิบัติอีกใช่ไหม ท่านก็ต้องรู้ว่า อาการกิเลสหมดคืออย่างไร อาการแบบนี้ ไม่มีใครไปบอกท่าน ท่านรู้ของท่าน ฉันใดกับอาตมาก็รู้เช่นนี้ ไม่มีใครบอกเหมือนกัน ตอนพระพุทธเจ้าเกิดมานั้น ไม่มีใครสอนท่านให้ปฏิบัติ ไม่มีทฤษฎีสัมมาอริยมรรค ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็จะไม่มีทฤษฎีพุทธ ไม่มีใครสอนถูก มีแต่คนสอนผิด แม้แต่เรียกสัมมาอาริยะมรรค ก็เรียกผิดๆ เมื่อท่านรู้ว่า การปฏิบัติธรรม จะต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิตเป็น พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้อง ฟังอุเทสจากใคร ท่านก็รับรู้อาการ นิมิต กิเลสท่าน แต่ท่านกิเลสเป็นสูญ ว่างแล้ว แล้วใครสอนท่าน ? ที่ท่านรู้ว่า อาการจิตของท่านไม่มีกิเลส ยังไม่มีใครสอนถูกหรอก แม้อาตมาพูดถึง อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 แท้ๆ อาตมาเกิดมาตั้งแต่ไม่บวช จนบวชมาป่านนี้ ยังไม่เคยได้ยิน อาจารย์สำนักไหน พูดเรื่อง อาการ ลิงค นิมิต อุเทส นี้เลย อ่านอาการกิเลสว่าเป็นอย่างไร ก็จำนิมิตนี้ไว้ ตอนหลังอาการเกิดอีก อาการโกรธ อาการโลภเกิดอีก ก็กำหนดรู้ ว่าคืออาการอย่างไรได้ ระลึกดูว่า อาการอย่างนี้ เราเคยเกิดไหม แม้ไม่เคยเรียนศาสนา ก็พอรู้ได้ทั้งนั้น แต่ไม่เคยเรียน เพราะไม่ได้รู้ว่า ทฤษฎีพระพุทธเจ้าให้เรียนแบบนี้ เราเกิดมาระลึกตน ตรวจสอบว่า อาการโกรธ โลภ คืออย่างไร อาการโมหะ ปนเปแยกไม่ออกเป็นอย่างนี้ พอเราสัมผัส ก็จะกำหนดรู้อาการได้ อย่างเช่น เห็นมะเขือเทศนี้ รู้สึกชอบใจ ก็จะรู้ เห็นแล้วรู้สึกชัง ก็จะอ่านออก แล้วจะรู้ว่า อาการมันมีชอบชังปนในนั้น นี่คือกาม คือพยาบาท กามคือชอบ พยาบาทคือชัง นี่คือ กาม พยาบาท ในสังกัปปะ 7 ให้ตรวจในขณะที่ตากระทบรูป จิตจะเกิดอาการเรียกว่า ตักกะ แล้วเรามีวิจัยว่า มันมีกามมาปนในตักกะไหม ตักกะนี้ ไม่ใช่เป็นเชิงความนึกคิดเหตุผล ตักกะนี้ เป็นตักกะโดยปรมัตถ์ มันคือ จิตเจตสิกที่มันเกิดอาการจิต จิตเมื่อสัมผัสแล้วเกิดอาการ ผู้เรียนรู้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็จะวิจัยเลยว่ามี กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิหิงสาวิตกคือชั้นใน ส่วนกาม พยาบาทคือชั้นนอก คุณอ่านได้ก็จัดการมัน มันคืออัตตา พอเอากามออกก็อนัตตา เอาพยาบาทออกหมดก็อนัตตา ก็เป็นอรหันต์จ้อยสิ แต่ว่ามันเป็นชั้นๆ ก็จัดการกาม พยาบาทก่อน หมดก็เป็นอนาคามี อนาคามีขึ้นไปก็อ่าน วิหิงสา ในรูปราคะ อรูปราคะ ภายใน
บารมีบางด้านหมดก็ได้ แต่จิตมีความสามารถมีพลัง ให้เกิดกายกรรม วจีกรรมในโลก แล้วต่างกันตามฐานะบารมี ในหลวงท่านก็มีบารมีของท่าน อาตมาก็มีบารมีของอาตมา โพธิสัตว์องค์อื่นๆ ก็มีบารมีตามฐานะแต่ละองค์ ถ้าจะบอกว่า คานธีจะมีบารมีทางด้าน ที่เขาทำงานกับมนุษย์ มันเป็นเชิงศาสนาหรือธรรมะเห็นชัด แต่บอกว่าไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์ ทำงานแล้วจะบอกว่าเป็นธรรมะ คนไม่ค่อยรู้ คนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ว่าไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์อย่างไร มันไม่ค่อยเห็น แต่ไอน์สไตน์ไม่ใช่คนมีอธรรม … ตั้งใจตรวจสอบประวัติไอน์สไตน์ ไม่ใช่คนที่มีอธรรม แม้แต่ที่แกรู้สึกไม่ชอบใจ แกก็เลิก ก็ไปของแก เป็นธรรมดาสามัญ เห็นว่าอันนี้ไม่ดี ก็ไม่ชอบ ภาษาบัญญัติว่าไม่ชอบ แต่ภาษาธรรมะ ไม่มีอาฆาต พยาบาท ทำร้ายทำลาย อ่านประวัติไอน์สไตน์สิ ว่ามีผูกพยาบาท ไม่ชอบหรือไม่เข้าท่า แกก็เลิกของแก แกไม่เคยไปทำร้าย สิ่งที่แกไม่ชอบเลย ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ไอน์สไตน์ไม่มีพิษภัยกับใคร มีแต่คนแกล้งแก เพราะว่าไม่เอาใจใคร อิสระเสรี ไม่ค้อมหัวให้ใครง่ายๆ เพราะคนชอบประจบ คนที่ไม่ค้อมหัวให้ใคร ใครๆก็เลยไม่ค่อยชอบ ก็เลยมีคนชัง แล้วแกไม่ประจบประแจงใครด้วย
อุปาทานไม่มีจริง _มีคำถามจากญาติธรรมหญิงคนหนึ่ง (สมมุติชื่อญาติธรรมคือ คุณ A) เธอได้เล่าถึง สามีของเขาที่เป็นคนต่างชาติ สามีมีอุปาทาน อะไรที่เป็นอาหารเจ มังสวิรัติ ถ้ารู้จะไม่ยอมกินเลย แต่มีคราวหนึ่ง คุณ A นำข้าวหน้าเป็ดเจมาให้กิน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นอาหารเจ คุณสามีก็กินอย่างเอร็ดอร่อย แต่จนบัดนี้ ก็ไม่รู้ว่าคือข้าวหน้าเป็ดเจ
มีอีกคราวที่สามีไปหลงสาวคนไทย พี่สาวคุณ A บอกกับคุณ Aและสามีว่า เขาถูกสาวคนนี้ ทำคุณไสย เลยทำให้หลงใหลเขาอย่างนั้น สามีหลงมาก ไม่หยุดไปหาสาวคนนี้ ทั้งที่คุณ Aก็รู้ จนทำให้คุณ Aบอกว่า จะเลิกกับสามี ถ้าสามีไปหาเขาอีก แต่คืนนั้นสามีก็ไปหาเขาอีก แต่ปรากฏว่า สามีกลับมาตอนตีห้า บอกว่าเลิกกับสาวคนนี้แล้ว
...ทำไม ก็เพราะว่าสามีไปหาสาวคนนี้ แล้วไปดูที่ตู้เสื้อผ้า ว่าเขามี ตุ๊กตาทำคุณไสยอยู่หรือไม่ จะเป็นรูปผู้หญิงผู้ชายผูกติดกันไว้ (ทำตามคำบอกของพี่สาวคุณ A) พอคุณสามีเห็นอย่างนั้น ก็เลยเลิกกับสาวคนที่ว่า หันกลับมาเป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดีของลูกเหมือนเดิมได้
คุณสามีคนนี้ กลับเป็นคนเชื่อไสยศาสตร์ จนบัดนี้คุณสามีก็ห้อยพระ (ที่พี่สาวคุณ Aให้)ที่คอไว้อยู่ตลอดเวลา เหมือนเชื่อว่า เป็นเครื่องรางของขลัง โดยที่ไม่ได้นับถือ ศาสนาพุทธเลย แต่ก่อนเขานับถือศาสนาคริสต์ แต่ตอนหลังบอกว่าเลิกนับถือศาสนาคริสต์แล้ว เพราะไม่ได้ประโยชน์จากศาสนาคริสต์ ทั้งที่เสียภาษีศาสนาคริสต์ให้ตลอดมา (ศาสนาคริสต์เขามีเก็บภาษีศาสนาด้วย)
...กราบนิมนต์พ่อครูวิเคราะห์ลักษณะอาการจิต ดังนี้ 1.ลักษณะอุปาทานจิต ที่ไม่อยากกินอาหารเจ แม้ได้ยินแค่ชื่อว่า เป็นการติดยึดใน นิมิตหรืออนุพยัญชนะอย่างไร 2.รบกวนให้พ่อครูวิเคราะห์ กลไกของจิต ของสามีที่ทำไม สามารถเลิกจากการติดกามคุณ 5 ได้ เพราะว่า เชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง
กราบนมัสการค่ะ
ตอบ...แกไม่ได้เลิกกามคุณ 5 แต่เลิกแค่กับผู้หญิงคนนั้น เพราะแกไปเห็นเครื่อ งคุณไสย นี้ สมมุติว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่มีตุ๊กตาอันนี้ แกก็ยังไม่หลุดออกมา แต่ทีนี้แกไปเห็นเข้า ก็แสดงว่าจิตของเขาเอง เป็นจิตที่เชื่อไสยศาสตร์ เพราะฉะนั้นการไปติดผู้หญิง โดยไม่รู้ว่ามีไสยศาสตร์ ก็เกิดอาการรัก ชอบ หลงใหล พอบอกว่าถูกไสยศาสตร์ เขาก็เลิกเลย คือจิตอุปาทานแท้ๆ อุปาทานในไสยศาสตร์ และการไปรักเขา ก็ยิ่งชัดว่าคืออุปาทาน พอเห็นตุ๊กตา ก็เพราะตุ๊กตาทำให้รัก ก็เลยยิ่งชัดว่าที่ไปรักคืออุปาทาน แต่คุณไม่ได้เลิกกิเลสกาม ที่เลิกจากคนนี้ เพราะเขาเชื่อไสยศาสตร์ พอไปเห็นเข้าก็เลยเลิก ก็ชัดเลยว่ารักคืออุปาทาน ฟังให้ดีนะ ถ้าเชื่อไสยศาสตร์ไม่มีจริง จะเชื่อโดยภาษาธรรมเลยว่า อันนั้นคืออุปาทานเต็มๆ คนนี้ไม่ได้รักผู้หญิง มันเชื่อไสยศาสตร์ เพราะไสยศาสตร์ทำให้รัก แต่ความจริงจะรักหรือไม่รัก จะไสยศาสตร์หรือไม่ ก็คือ ความรักทางกามนี้ไม่มีจริง พิสูจน์ชัด พอบอกเป็นไสยศาสตร์ ก็ตัดมาได้เลย มันจะเก่งขนาดไหน ไปติดมาตั้งนาน พอเห็นตุ๊กตา ที่จริงก็คือตุ๊กตาสองตัวแค่นั้น ไม่มีฤทธิ์อะไร เหลือแต่อุปาทานทั้งดุ้นเลย พอบอกว่าไม่มี ก็ดึงอุปาทานตนเองมาหมด ไม่มี เห็นไหม อุปาทานทั้งดุ้นเลย จิตของตัวเองเป็นเอง งมงายเอง ดีที่ว่า ไม่ดันเอาตุ๊กตาตัวนั้นมาห้อย ทำเราติด ก็เลยเอามาใช้อีก ก็เลยเอาพระห้อยก็แล้วกัน
สำหรับจิตที่อุปาทาน ในการกินอาหารเจ แม้ได้ยินแค่ชื่อว่า อาหารเจ ก็ไม่กิน แล้วคนไม่บอกว่านี่คืออาหารเจ มาให้กิน ไม่บอกชื่อ แกก็กินเฉยเลย ก็คืออุปาทานทั้งสิ้น อุปาทานนี้ อาตมาไปเล่นวิทยาศาสตร์สะกดจิต ยืนยันว่า อุปาทานนี้มีให้ไม่มี ก็ได้ ไม่มีก็ให้มี ก็ได้ เจ็บก็ให้ไม่เจ็บ ก็ได้ ไม่เจ็บก็ให้เจ็บได้ บอกว่า ขณะนี้จะเอาเหล็กร้อนแดงๆ นาบแขนนะ ก็เอาไม้บรรทัดธรรมดาทาบไป ก็เกิดผิวหนังสีแดงขึ้นมา เหมือนโดนของร้อน ไหม้เป็นทางเลย ได้ อาตมาพิสูจน์มาจริงๆ สะกดจิตแล้วทำ ก็เกิดจริงๆ เป็นอุปาทานจิตไง ไม้บรรทัดนี้ไม่ได้เป็นเหล็กแดงเผาไฟอะไร แต่แตะเข้าที่แขน แกก็ร้อนสะบัด ผิวแดงแป๊ดเลย เพราะฉะนั้น พวกที่เป็นโรคจิต psychosis บอกว่าตัวเองป่วย ก็ป่วยได้ จนต้องไปหาหมอเลย บางคนเลือดออก ทางจมูก ทางปากเลย ไปอุปาทานทำตัวเอง เช่น ตนทะเลาะกันกับสามี ก็เลยหาอำนาจต่อรอง ก็บอกตนเองว่าป่วยๆ ก็เลือดออกทางจมูก ปาก ชักดิ้นชักงอ สามีก็ต้องมาดูแล พาไปหาหมอ คือ psychosis หรือจะต่อรองว่า วันนี้ไม่ไปทำงานหรอก เพราะป่วย ก็ป่วยได้จริง หมอเอาไปตรวจ ก็พบผู้ป่วย ตัวร้อนขึ้นมาได้ อย่างนี้เป็นต้น อุปาทานนี้ ให้เห็น ไม่มีเลยนี่ บนนี้ไม่มีขวด แต่ให้เห็นขวด ทั้งที่ไม่มีขวด ก็เห็นขวด หรือให้ลืมตาเห็นเสือ ก็เห็น ลุกวิ่งหนีไปเลย จะให้หนังเหนียวอยู่ยงคงกระพัน เดินบนไฟ ไม่ร้อน แทงปาก แทงคอได้ ไม่มีปัญหา ไม่ใช่เรื่องลึกลับเลย ถ้าจิตสร้างอุปาทานแล้ว เป็นจริงได้หมด อุปาทานที่หยาบอย่างที่อธิบายนี้ พวกเราก็เป็นไม่ได้ง่าย พวกเราบอกว่า จะเดินบนไฟไม่ร้อน ก็ไม่ได้ เดินบนดาบไม่บาดไม่ได้ อาตมาเล่นไสยศาสตร์มา ให้หนังเหนียว ใช้ใบมีดโกนลองกรีดเลย มันเหมือนกับ อะไรทื่อๆ มาเฉือนก็ไม่เข้าหนัง ลื่นๆไปเฉยๆ เวลาจะลอง ก็เอามีดโกน มาโกนขนว่าคมๆมาก่อน แล้วลองแทง ก็เจ็บนะ แล้วก็กรีด บางทีก็แดงเป็นทางแต่ไม่เข้า แต่ถ้าไม่เหนียวนะ เหวอะแน่ เป็นจิตอุปาทาน อาตมา จึงไม่แปลกใจไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อาตมาก็เรียนมา ชัดเจน พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า อย่าไปเสียเวลากับมัน ให้มาเรียนรู้ลดละกิเลสนี่ อุปาทานว่านี่อาหารเจไม่กินนะ ถ้าไม่กิน ก็ไปหาที่อื่นกิน หรือตายไปเสียตรงนี้แหละ บ้านนี้กินเจ กินมังฯ
มาตอบของอีกคน ของคุณ Master taizen
_ดู-ฟัง..พ่อครูถลกหนังอรหันต์กรรมฐาน เคี้ยวหมากแล้ว.. ในฐานะที่เป็นสายพระป่าก็ร้อนหน้าแสบหู พอประมาณครับผม.. แต่ก็เข้าใจและเห็นด้วย ในทุกธรรมาธิบายของพ่อครู.. เพราะผมเคยได้ลองรู้รสกัมมัฏฐาน แบบดับดิ่ง มาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นพรรษาที่ 4ของชีวิตพรหมจรรย์.. เข้าไปอยู่ถ้ำเหววังโบราณ ที่ อ.ไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี เก็บเงียบองค์เดียว ไม่พบปะพูดคุยกับใคร? ไม่มีอริยาบถนอน ถือเนสัชชิ.. หลังไม่แตะพื้นตลอด ๔๘ วัน. . พ่อครูว่า… พ่อครูเคยทำเนสัชชิ มาได้ 1 พรรษา เล่นอานาปานสติ 16 ขั้น..ปั้นนิมิต แยกอาการ 32 จ้องกสิณฤาษีทุกรูปแบบ.. ก็เพลิดเพลินระเริงใจ จนบ่อยครั้งที่ไม่ได้ออกจากถ้ำ ลงไปรับผลาหารเจไท..ที่พระอุปัฏฐาก..จะนำมาแขวนถวายประจำทุกวัน โดยไม่ได้พบปะกัน.. ตอนนั้นก็หลงฝันเหมือนกันครับผมว่า ตนกำลังอิ่มทิพย์.. ไปโน้น. ในพระป่ารุ่นบวชตั้งแต่ปี 2531..ผมก็มั่นใจว่า.. ถ้าว่าการเพียร แบบเจโตฤาษีแล้ว ..48 วัน ในถ้ำเยี่ยงเตมีย์ใบ้ ไม่ได้ส่งเสียงอะไร นอกจากไอกับจามบ้าง.. แถมยังไม่นอน มีแต่ยืน,เดิน,นั่งนี่.. ผมคงไม่น้อยหน้า ในเรื่องการถืออุกฤษแน่ๆ.... ผมผ่าน 48 วันด้วยความเบิกบาน เพลิดเพลินใจ ได้ทักษะ ในการบริหารจัดการ ลมหายใจ.. หายใจให้หัวใจได้ อย่างชำนาญการ แบบไม่ต้องฝืนต้องข่ม อะไรเลย..ทำใจในใจ ให้สงบนิ่งดิ่งเย็น ตามใจปรารถนา พอๆกับพลิกฝ่ามือ ได้อย่างไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย.. ก็พอจะเข้าใจสภาวะ ของเหล่าศิษย์ ของอาฬารดาบส กาลามโคตรครับว่า..จบหลักสูตรสูงสุด อยู่ที่สั่งการให้สมองหยุดคิดได้..เข้าถึงสภาวะ คล้ายตอนหลับสนิท..แต่มีจิตรู้อยู่เท่านั้น (อากิญจัญญายตนภพ) พ่อครูว่า…อาตมาหยุดคิดได้ โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา แม้ตอนนี้ จะหยุดคิดเลย ก็ทำได้ทันที ..และก็ไม่สงสัยหรอกครับว่า.. สภาวะเนวสัญญานาสัญญายตน ของศิษย์ อุทกดาบส รามบุตรนั้น..ก็คือสภาพจิต ที่ไม่ไปเกาะเกี่ยวกับปฏิกิริยา ระบบประสาทและฮอร์โมน..จะเรียกว่า เข้าสู่สภาวะของ คนถูกวางยาสลบ..แต่มีจิตรู้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด.. ก็น่าจะใกล้เคียงกัน.. ที่สุดของกัมมัฏฐาน แบบเจโตฤาษี มีอยู่แค่นี้จริงๆ..คือสามารถสั่งการสมอง ไม่ให้คิดได้.. และอยู่กับเวทนา ระดับความรู้สึกของ ระบบเซนเซอร์เจ็บปวดทางกายได้.. สมดั่งคำที่เจ้าชายสิทธัตถะ ตอนเข้าไปร่วมฝึกกับอาฬารดาบส, และอุทกดาบสแล้วท่านฟันธงว่า.... "..ราชกุมาร (เมื่อเราได้เสมอด้วยอาจารย์)..ได้เกิดความรู้สึกว่า..ธรรมนี้ (สภาวะจิต)จะได้เป็นไปพร้อมเพื่อเบื่อหน่าย.. เพื่อคลายกำหนัด.. เพื่อรำงับ.. เพื่อสงบ.. เพื่อรู้ยิ่ง.. เพื่อรู้พร้อม.. เพื่อนิพพาน ก็หาไม่..ฯลฯ".. ตอนนั่น ผมตั้งใจจะอยู่ในถ้ำ 108 วัน..แต่พอเข้าถึงสภาวะ ดับความคิดได้.. อยากคิดเรื่องอะไร? แค่ไหนก็กำหนดได้.. ไม่ถูกความคิดขบกัด.. และสามารถทนต่อเวทนาทางกาย ไม่มีท่านอนได้ 48 ว้น (ผมนั่งขัดสมาธิ ท่าPadma-asana the lotus Postureที่ไทยเรียก ขัดดอกบัว) ซึ่งจะทำให้ปวดเร็ว และแรงมากกว่า นั่งท่าสมาธิธรรมดา..กลัวเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ เลยออกจากถ้ำ มาประจันหน้ากับกิเลสตัวเป็นๆ..ได้ประโยชน์กว่าเยอะครับ.. เขียนมายืดยาว เพื่อขอร่วมยืนยัน คำที่พ่อครูพูดว่า . ..นั่งสมาธิหลับตา ไม่มีทางบรรลุพุทธนิพพาน..แมนแท้แมนคัก แมนอีหลีอีหลอ ต้องลืมตาดำเนินชีวิต เรียนรู้รสอารมณ์ ที่ตนเสพติดมา ข้ามภพข้ามชาติ..พยายามลดละเลิกมัน จนกว่าจะตายไปข้าง..ไม่ใช่นั่งแข็งโด่เด่ ให้เสียชาติเกิดเฉยๆ.. ..ใช้สมาธิแบบเจโต เป็นเครื่องมือพักสมองผ่อนกาย.. พอได้ประโยชน์.. อยู่นิ่งๆก็เฝ้ามองลมใจ.. เวลาเคลื่อนไหวใช้ศีลประกบ.. คงมีโอกาสพบ นิพพานแน่นอน..
น้อมนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงครับผม. . ญาปู่ครูบาธรรม พระอารีย์ จตฺตสลฺโล(ธ)
พ่อครูว่า...ก็เป็นการสนับสนุนท่านองค์นี้ บวชมาตั้ง 31 ปี
ก็มาต่อที่ วิธีปฏิบัติของหลวงตามหาบัว ก็ขอขมาท่านก่อน
ลืมตาได้ปัญญา หลับตาได้แค่สัญญา ที่อาตมาอ่านไปทั้งหมด ในวิถีอาริยธรรม (15 ม.ค.2560) ของท่านมหาบัว ก็มาย้อนอธิบายไปรวมว่า ...การลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่นั่งหลับตานะ การลืมตาปฏิบัติมีปัจจุบัน ในขณะหลับตาไม่มีปัจจุบัน… หลับตา ถ้าจะมีปัจจุบันก็คือ เป็นปัจจุบันอยู่ในภพ… ถ้าระลึกอดีตได้ คุณไม่ใช่ระลึกอดีต แต่ปั้นภพชาติ แล้วแต่จะ create ความคิด ในอนาคตอย่างไรก็ได้ นั่งหลับตาคิดเอาได้ ถ้าจะเป็นปัจจุบัน ก็เป็นปัจจุบันที่อยู่ในภพ เห็นอดีต เห็นอนาคตที่ปั้นโดยไม่มีในโลก คำว่าปัจจุบันของอาตมา คือ ปัจจุบันโดยที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสได้ คือปัจจุบันของมนุษย์สามัญธรรมดา การนั่งหลับตาไม่มี การนั่งหลับตา บางทีหูไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รับรส เขาเอาไฟจี้ ก็ยังไม่รู้สึกเลย ไม่มีอะไรเหมือนกับที่ในโลกเขาเป็น ก็อยู่ของคุณคนเดียว แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีกิเลส นิโรธคือไม่มีกิเลส คุณก็ไม่ได้มีนิโรธ หลับตาก็ไม่มีแบบที่มนุษย์เขาเห็น คุณปิดหูไม่ได้ยินเสียง ก็ไม่ได้ยินอย่างที่มนุษย์คนอื่นเขาได้ยิน คุณก็ไม่รับรู้ทางตาหู จมูก ก็ไม่มีอะไรเหมือนเขา ลิ้นไม่รับรส สัมผัสก็ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีอะไรรับรู้แบบใครเขา เหมือนกับคุณไม่มีตัวตน ที่เป็นจิตทำงานตามสามัญ ในขณะที่คุณเห็นว่าอย่างนี้คือนิโรธ คุณทำไปก็จะชำนาญ ในวิธีการที่คุณชำนาญ ก็ทำความไม่มีให้แก่จิต โดยเป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง อุปาทานคุณเก่งมาก มันมี แต่คุณเองลืมตามาก็ไม่เห็นได้ อย่างที่เล่าเรื่องสะกดจิตไป เสียงมาก็ไม่ได้ยิน เสียงมาไม่ได้ยินนี้ทำง่าย ตามีแสงเข้ามาก็ไม่เห็นได้ เพราะเหม่อในภพ คนเดินไปมาก็ไม่เห็น หูนี่คนเรียกจะตายก็ไม่ได้ยิน ไม่แปลกอะไร ในความเป็นนิโรธ ที่ทำให้ตาบอด หูหนวก ไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ กายไม่รับสัมผัส ก็เหมือน คนตาบอด หูหนวกธรรมดา จะปฏิบัติไปทำไม เป็นนิโรธนะ เขาถือว่านิโรธ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive