590719_พ่อครูแสดงธรรมวันอาสาฬหบูชา ปี ๒๕๕๙.docx
เนื้อหาในไฟล์
590719 พ่อครูแสดงธรรมวันอาสาฬหบูชา ปี 2559
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่19 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันอาสาฬหบูชาแปลว่าวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งเมืองไทยเป็นเมืองที่ค้นพบว่าวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่ครบพร้อมทั้งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ก็เลยถือว่าเป็นวันสำคัญที่อื่นๆเขาจะยังไม่ตื่นตัวในวันนี้ ว่าเป็นวันสำคัญอะไรมากมาย เขาก็รู้ว่าเป็นวันเพ็ญเดือน8 แต่ไม่สำคัญในตำนาน เป็นวันสำคัญที่พระพุทธเจ้าเทศนา เกิดพระธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกกับปัญจวัคคีย์และก็เกิดพระสงฆ์รูปแรกขึ้นมาคืออัญญาโกณฑัญญะ ครบรัตนตรัยครั้งแรก ไทยเราเลยถือเป็นวันสำคัญ ในเช้าอโศกเราก็จะมีการเวียนธรรม ส่วนวันเข้าพรรษาเราไม่มีก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเรามีเวียนธรรมไม่มีเวียนเทียน ก็ขอตอบชัดๆอโศกเราไม่เวียนเทียนเพราะการเวียนเทียนนั้นผิดศีล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล เราเองก็เอาคำว่า เวียนมาใช้ แต่ว่า เวียนกันแสดงธรรมแทนเวียนเทียน เป็นวันสำคัญคำว่าสงฆ์แปลว่าหมู่ ผู้ที่จะได้ชื่อว่าพระสงฆ์คือสาวะกะสังโฆ คือผู้ที่จะรับฟังมา ศาสนาพุทธไม่มีใครบังอาจที่จะบรรลุเอง ต้องได้รับคำสอนที่สัมมาทิฏฐิมาจากพระพุทธเจ้าถ้าไม่ได้ยินคำสอนจากผู้ใดก็แล้วแต่ที่เป็นคำสอนที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิอย่างที่พระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่พระพุทธเจ้าโดยตรงก็เป็นสาวะกะสังโฆ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็เป็นอาริยสงฆ์ได้เหมือนกัน อาริยสงฆ์คือหมู่ที่รับเข้าหมู่ว่าเป็นอาริยะ มีคุณธรรมที่เป็นโลกุตระตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไปสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ พระโพธิสัตว์ก็แน่นอนเลย คนก็อาจจะสงสัยว่าไม่ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าแล้วจะบรรลุเองไม่ได้เชียวหรือ ก็ขอบอกว่าผู้บรรลุเองก็คือผู้ที่ได้บรรลุมาแล้วจากเคยได้รับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้ามาก่อน ที่ส
อ่านต่อ
ัมมาทิฏฐิจนปฏิบัติได้เอง มีธรรมะในตนเริ่มมีธรรมะที่เป็นอาริยธรรมพุทธธรรมมาก่อน ลดละได้แม้จะไม่หมดสิ้นอาสวะ อย่างโสดาบันก็ต้องเป็นโสดาบันระดับนิยตะ เที่ยงแท้แล้ว ถ้าแบ่งโสดาบันออกเป็นสี่ส่วน คือ โสตาปันนะ(เข้ากระแส) อวินิปาตธรรม ก็ยังไม่แท้ ต้องมาถึงนิยตะ คือเลยมาเป็นสามในสี่ จนเป็นสัมโพธิปรายนะ ข้ามชาติได้เลย ทำไมธรรมะของศาสนาพุทธจึงต้องสืบทอดกันมา ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่เปลี่ยนพลังงานทางจิต ซึ่งพลังงานก็พัฒนามาจากอุตุ มาเป็นพลังงานพีชะ หรือพืช ต้องรู้แจ้งเห็นจริงพลังงาน ส่วนอุตุนิยามมีแต่สังขาร ไม่มีเวทนา ไม่เป็นชีวะ แต่พีชะคือชีวะแล้ว ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ทำร้ายใครนะ มันมีหนามก็มีของมัน สิ่งอื่นไปชนกับมันมันไม่ได้ทำนะ หรือมันมีพิษ สิ่งมีชีวิตอื่นก็ไปกินเองนะ มันไม่ได้เอาสารพิษนั้นไปทำร้ายใคร ซึ่งคนเราสามารถพัฒนาตนให้มีพลังงานแบบพีชะ แต่มีพลังงานจิตที่เกินกว่าพีชะด้วย มีสมรรถนะวิเศษทำงานช่วยสัตว์โลกได้อย่างวิเศษจึงเป็นนัก Breed พันธ์ุอาริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เปลี่ยน DNA ของจิตวิญญาณที่เลวมาเป็นจิตวิญญาณที่ดีได้เลย เป็นสุดยอดของโลกเลย เดาไม่ได้ ต้องสัมมาทิฏฐิด้วยจึงทำได้ ถ้าไม่มีทิฏฐิหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาก็ทำไม่ได้ สรุปคือเป็นความรู้ที่มาจากต้นตอของผู้รู้และเป็นจริง ผู้ที่จะทำได้ต้องรู้และรับฟังมาจากคนที่รู้ก่อนเป็นก่อน ถ่ายทอดมา หากไม่ได้รับถ่ายทอดมาก็ไม่สามารถเป็นได้จริง ได้มาจากผู้เป็นเจ้าของธรรมะ เรียกว่าธรรมสามี ผู้สามารถบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นปัจจัตตัง อย่างโกณฑัญญะบรรลุแล้ว เป็นปัจเจก สั่งสมมามากพอ เรียกว่าปัจจัตตัง ปัจเจกมากขึ้นๆ ก็เรียกว่าสยังอภิญญา ในระดับโสดาบันสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ฯ เรียกว่าได้ว่าปัจเจกบุคคลทั้งนั้น ปัจเจกอาริยะ ปัจเจกนี้มี ปัจเจก เป็นปัจจัตตัง แล้วมาเป็นสยังอภิญญา แล้วเป็นสัมมาสัมพุทธปัจเจก คือท่านได้สัมมาสัมโพธิญาณแต่ท่านไม่ได้มาประกาศศาสนา ไม่ได้มาเป็นเจ้าของศาสนาพุทธในชาติใดเลย ท่านปรินิพพานไป มีภูมิเท่าพระพุทธเจ้าแต่ไม่ได้ประกาศศาสนาเป็นของตัวเองเท่านั้น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะไม่ใช่ปัจเจกระดับปัจจัตตังนะ 1. โพธิสัตว์โสดาบัน มีของตนบ้างแล้ว บอกใครได้บ้างแต่แยกแยะไม่ชัด 2. โพธิสัตว์สกิทาคามี ก็ได้มากขึ้นบ้าง พยายามอ่อนน้อมถ่อนตนไว้เยอะ อย่าอวดดี พลาดมาเยอะ ท่านมีอาริยคุณ แต่ไม่สูงก็ต้องระวัง สอนได้แต่ต้องระมัดระวังที่สุด ถ้ามีร้อย ก็สอนสักห้าสิบ สำหรับโสดาบัน สกิทาคามี อย่าอวดดีมีร้อยแล้วสอนหกสิบ 3. โพธิสัตว์อนาคามี 4. โพธิสัตว์อรหันต์ 5. อนุโพธิสัตว์ 6. อนิยตโพธิสัตว์ 7. นิยตโพธิสัตว์ 8. ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ 9. มหาโพธิสัตว์ ต้องได้มาจากการถ่ายทอดสืบทอด ฟังมาก่อน ไม่สามารถรู้ได้เอง
ศาสนาพุทธในปัจจุบันเมืองไทย เทียบกับต้นไม้ก็เรียกว่ามีดอกกำลังแง้มๆ ส่งกลิ่นก่อนนะดอกยังไม่บาน แต่ส่งกลิ่นแล้ว แง้มๆ แล้วเป็นดอกที่เป็นพุทธจริงๆ อาตมาก็เท่าที่อาตมามีเกียรติมีฐานะรับรอง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่อาตมาว่ามีพุทธแท้ ในไทย แล้วมีคนบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ผู้จะบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเรียกว่าโลกุตรธรรม 43 มีในพระไตรฯล.31 ข.620 46 มาจากโพธิปักขิยธรรม 37 บวกกับโลกุตรธรรม 9 ก็คือโลกุตรธรรม เริ่มจากคุณจะอ่านกายออก คือองค์ประชุมรูปนาม เป็นธรรมะสอง รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือปัญญาของเราที่รู้ได้ ต้องรู้พลังงานจิต มีรูปนอกแล้วอ่านเข้าไปในจิต ในองค์ประชุมจิตที่มีอาการกิเลส เช่นกำลังโกรธก็อ่านอาการออก มันไม่มีเส้นแสงสีเสียง แต่เป็นอาการ เคยโกรธกันไหม ใครไม่เคยโกรธเลยยกมือขึ้น ในขณะเราโกรธเราอ่านอาการในปัจจุบันเลย มีเรื่องราวกับใครก็แล้วแต่ อ่านอาการนั้นให้ทัน เมื่ออ่านทัน อาการโกรธในจิตเรา มันไม่มีเส้น ไม่มีแสง ไม่มีสี ไม่มีรูปร่างตัวตน พระพุทธเจ้าสอนว่าให้อ่าน จาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านอาการแล้วทำเครื่องหมาย คือนิมิต ว่าต่างจากอาการโลภ คุณก็เข้าใจของคุณเองว่าต่างกันนะ เกิดจากจิตเรา นั่นคือคุณกำลังรู้สักกายะ รู้องค์ประชุมรูปนามที่เป็นความโกรธ ความโลภ ของกาย คือสักกายของเรา แต่คำว่ากายเขาสอนกันเพี้ยนว่ากายคือร่างภายนอกเรียกว่าร่างกาย ไม่เข้าหาจิตเลย คือผิดเพี้ยนมาก เมื่อเข้าใจกายว่าแค่นอกก็ไม่เข้าหาจิตก็จบเลยไม่มีทางรู้กายในกายที่เป็นสักกายะตัวแรกเลย แล้วจะไปฆ่ากิเลสตรงไหน? เป็นตำรวจแต่นั่งกินข้าวกับโจรไม่รู้จักโจรเลย พอสัมผัสปั๊บก็อ่านอาการเป็น จึงจะจับตัวมันได้ มันไม่ใช่ของคุณนี่ คุณจะเอาก็ต้องซื้อหากเขาไม่ขายคุณก็ไม่ได้ต้องอยากต่อไป ถ้าติดมากก็แย่งชิงขโมย ฆ่าเจ้าของเลย แย่งมา คือเกิดจากเหตุที่คุณต้องได้ ก็ผิดศีล หรือจะโกงเอาหรือเอาเปรียบเอาก็แล้วแต่ ถ้าได้อย่างซื่อสัตย์สุจริตก็ไม่บาป แต่ถ้าไม่ก็บาป คำว่ากายนั้นสำคัญมาก ถ้าเข้าใจว่ากายคือภายนอก เวลาปฏิบัติกาย คตาสติ ปฏิบัติกายในกายก็เลยทำไม่ถูก เละเลยไม่ได้อานิสงส์ในการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าว่า ...ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ส่วนคำว่า ธรรมกายหรือพรหมกายนี่พระพุทธเจ้าว่าเป็นชื่อเรียกท่านนะ ยิ่งใหญ่แต่ถ้าคนปฏิบัติไม่เข้าใจแค่ คำว่า กายก็ปฏิบัติไม่ถูก อย่างผม ขน ฟัน เล็บ ผิวกาย นี่ตอนไหนมันเป็นอุตุ พีชะ หรือจิตนิยาม ก็ต้องอ่านให้ออก สาวกสังโฆ คือผู้เป็นอาริยะ เรียกว่าพุทธบริษัท พุทธศาสนิกชน คือชาวพุทธ ที่สักแต่ว่าเป็นพุทธ สืบทอดตามสัมมะโนครัว ไม่ได้ศึกษาไม่รู้ว่าต้องศึกษาฝึกฝนพุทธธรรม เป็นภาระเป็นพวกที่ผิดเพี้ยนลำบาก จนถึงหนักแผ่นดิน พุทธมามกะ คือผู้ตั้งใจปฏิบัติพุทธธรรม เอาใจใส่พากเพียรจริงๆ แต่ยังไม่บรรลุธรรม พุทธบริษัท 4 เป็นผู้บรรลุธรรม มีอุบาสก อุบาสิกา กำหนดกันอย่างน้อยศีล 8 เพราะต้องผ่านโสดาบันแล้ว จึงถือว่าพุทธบริษัทคือคนถือศีล 8 เป็นต้นไป เพราะคุณต้องได้ศีล 5 เป็นต้นไป พุทธบริษัท คืออุบาสก อุบาสิกาคือผู้ถือศีล 8 เป็นต้นไปเพราะได้โสดาบันแล้วจะต่อพุทธภูมิต่อไป พุทธบริษัท จึงคืออาริยบุคคลที่เป็นอย่างน้อยพระโสดาบัน ต้องมีสาระสัจจะจริง ที่อาตมาพูดนี้ยังไม่ลึกพอนะ พระพุทธเจ้าท่านลึกล้ำกว่ามาก อาตมาแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ต้องอีกสองขั้นใหญ่ ที่ต้องใช้เวลามากกว่าร้อยชาติอีกเยอะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักความเบ่งใหญ่ แต่รู้จริงและไม่แสดงออกมา วันนี้ฟังธรรมแล้วมีอานิสงส์ 5 ประการคือ ได้ยินสิ่งใหม่ เข้าใจสิ่งเก่ามากขึ้น ความสงสัยคลายไป ทิฏฐิตรงขึ้น จิตเลื่อมใสมากขึ้น ตอนนี้ผู้แสวงหาจากภายนอกก็จะเข้ามาแต่เขาถ้ามีอัตตามานะถือดีถือตัวก็จะยาก เขาก็จะคิดว่าพระโพธิรักษ์เป็นใคร? จะมายอมให้ได้อย่างไร? ตอนนี้แม้ดูบรรยากาศคนที่ค่อยเข้ามา เราก็แทรกโอสถทิพย์เข้าขุมขนไปด้วยศิลปะเท่าที่มี เขาจะได้เข้าใจว่า เราไม่ได้ยัดเยียด จบ
ดาวโหลดเอกสารที่http://www.boonniyom.net/?p=82922
ดาวโหลดเสียงที่https://drive.google.com/open?id=0BwwToHwm35EfWDd5ZVM0RWU3bUU
หรือที่ http://www.filefactory.com/file/4g1nxrwn2l31/160719_