590718_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590718 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญ
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้มี 2 คำที่สำคัญที่มีคนถามมา
_ถามว่าทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญ มีความหมายว่าอย่างไร ? คำว่าบุญนี้ในภาษาไทยได้มีความหมายผิดเพี้ยนไปแล้วเรียบร้อย ผลสำเร็จของสัจจธรรมจึงไม่เกิด การทำบุญก็คือทำให้เกิดบุญ บุญคืออาการที่กิเลสถูกชำระลงไปได้ด้วยสามารถของใครก็แล้วแต่ กิเลสนั้นตายจริงไม่มีฟื้นไม่เกิดอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) กุศลเป็นเครื่องอาศัย แต่บุญคือเครื่องกำจัด ส่วนอกุศลหรือบาปเป็นสิ่งที่ไม่น่าอาศัย ไม่น่าเป็นไม่น่ามี ชำระกำจัดให้สิ้นอาการ สิ้นชีวิต ของบาป อกุศล ให้ได้นี่คือหน้าที่ของบุญ แล้วถามมาว่า ทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญคือ? คือถูกตัวสิ่งที่จะกำจัดไม่ใช่สิ่งงอกงาม อย่างกับเอาข้าวปลูกในนา ข้าวก็งอกงาม อันนี้ก็เป็นกุศล ไม่ใช่บุญ นาบุญนี้ที่จริงคือนาเตียนโล่ง หมดต้นขยะต้นบาปเกลี้ยงเลย ไม่มีอะไรงอกเงยเลย นั่นคือเนื้อนาบุญที่แท้จริง
_มีคำถามว่า...ผมเข้าใจว่า นิพพานเป็นอนัตตา แต่พุทธวจนะบอกว่า นิพพานไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา ...อันนี้เอามาจากพระคึกฤทธิ์ ผมจะขอเอาคำพูดของอ.คึกฤทธิ์ที่แสดงธรรมไว้หลายครั้งว่า ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอสังขตธรรม ขันธ์ 5 ก็ไม่เที่ยง เป็นอนิจจังอนัตตา อนัตตาใช้กับสิ่งที่มีการเกิดปรากฏ เมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการดับ ความเป็นอนัตตามีเสื่อมได้ อนัตตาคือตัวจบของการดับ เมื่อดับก็ไม่มีตัวตน สังขตะทั้งหมดจึงเป็นอนัตตา สังขตะ อสังขตะ สังขตะแปลว่ายังมีตัวตน ก็ต่างกับอสังขตะ เมื่อมันไม่ปรุงแต่ง นิ่
อ่านต่อ
งก็เรียกว่าอสังขตะ พอมันปรุงก็สังขตะ เมื่อปรุงก็ต้องไปหาอนัตตา ธรรมะฝ่ายปฏิจจฯทั้งหมดจึงไปหาสายอนัตตา ฝ่ายอนัตตาก็เป็นฝ่ายสลาย ท่านบอกว่านิพพานเป็นอนัตตา มีไม่ได้ เพราะสาวกแต่งใหม่ ใครไปบอกว่านิพพานเป็นอนัตตามีขึ้นมาไม่ได้ เพราะนิพพานบัญญัติอะไรขึ้นมาไม่ได้ นี่คือข้อความที่ท่านอ.คึกฤทธิ์แสดงธรรม ส่วนผมเข้าใจได้จากอ่านหนังสือพ่อครู แต่การจะเอาคำพูดไปโต้แย้งกับสำนักพุทธวจนะต้องอ้างอิงพระสูตรมาก ผมจึงใคร่ขอให้ช่วยหน่อย ตอบ...ถ้าจะคิดเถียงโต้กันมันไม่ง่ายเลย เพราะเอาภาษามาแย้งกันได้หมด พระพุทธเจ้าเลยว่าอย่าเถียงกันเลย ให้ปฏิบัติไปจะได้เห็นทั้งสองมุม เมื่อรู้ทั้งสองมุมก็จะรู้ว่า จะใช้พยัญชนะอะไรเรียก เพราะว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว ถ้าสองไม่ใช่สัจจะ เราก็จะชัดเจนว่า คนที่ยึดของเขา สัญญา ย นิจจานิ เราก็จะจบ เพราะถ้าเถียงกันก็ลงไม่ได้ เขารู้ไม่ได้ก็เป็นสอง ไม่จบ ต่างคนต่างสัญญา ย นิจจานิ บั้นปลายของธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่ทะเลาะกัน ต่างคนต่างได้นิพพานของตนอาศัยไป ตำแหน่งสองตำแหน่งสุดท้ายก็สบาย อนุโลมปฏิโลมกับเขามาได้แล้วในหยาบๆ ยังไม่ถือเลย มันแรงกว่า แล้วจะไปยึดถือที่ละเอียดทำไม มันเบาบางกว่า จะไปยึดทำไม? เป็นต้น นี่ก็คือที่ขยายให้ฟัง นิพพานเป็นหนึ่งเดียว นิพพานที่ท่านบอกว่า ไม่ยึดทั้งอัตตา อนัตตา ก็ใช่ แต่คุณยังไม่ตายก็ต้องมีอัตตา แม้ว่าเรามีอัตตาเราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ได้อาศัยอยู่เท่านั้น ที่เราอาศัยอยู่มันคือต้องมีอยู่นั่นแหละ ต้องโหติ
SMS 17 JUL 59 _ 0805925xxx ขอตั้งตบะพรรษาหลังเพลงดนมน้ำเต้าหู้เอาบุญสัจจะบารมี@ปลายฝน _0846703xxx ปี56-57 ยึดไว้ว่าไม่เชื่อถือกำนันเลย แต่ก็ไปช่วยงานช่วยค้างที่ราชดำเนินถี่มากเพราะยอมตามหมู่ที่พ่อท่านนำค่ะ แก้วพราวตา _0833208xxx คนโง่ชอบอวดดีคิดว่าตนเองถูกต้องเสมอจึงมองไม่เห็นความดีของใครเขาจึงขัดเคืองใจมากจึง"ทุกข์"มาก เมธียอมน้อมใจเกรงแต่จะเป็นความผิดตน จึงชอบหาความดีของเขาจึงได้ประโยชน์มาก ก็ได้"คุณ"มาก _0893867xxx รวมใจสงบรักศีลธ.ถวายจิตวิญญาณแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฯเพื่อธรรมอันพ่อครูบรรลุผลปลงโปรดโลกเจริญโลกุตระธ.! _0893867xxx ขอน้อมนำลายพระหัตถ์จากเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองของฉันในสมเด็จพระเทพรัตนฯทรงพระราชทานว่า"ประหยัด"ฯด้วยใจรักภักดี ฯ ขอบคุณเราคิดอะไร การศึกษาที่ลดกิเลสแล้วกอบกู้ปท.ทั้งทางศก.ทางสังคมได้คงมีเพียงการศึกษาเดียวในโลกคือปรัชญาพอเพียงปรัชญาเดียวในพุทธศ.ที่ ตรงตามธ.อัปปิจฉะในตถาคต! _0833046xxx อนุสัยไม่ปรับเปลี่ยนจะไม่ไวคม การพูดจามักจะกดขี่บังคับเขาเชือดเฉือนบาดใจเผาไหม้ทำลายหมกจมเขา นิสัยเลวไม่กำจัดไม่อาจหยัดยืน คนหากแปรเปลี่ยนกำจัดอนุสัยได้ "ธรรมญาณวิสัยก็จะสำแดงคุณ" ภพเทวดาเป็นสิ่งที่ต้องทิ้งหมดเลย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่คนบางคนก็บอกว่าต้องเป็นลำดับสิ ต้องทิ้งนรกแล้วมาเป็นเทวดาก่อน แต่ว่า เทวดาคือภพ แล้วจะไปติดในเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งสิ เทวดาจริงคือต้องลดเทวดา 6 ชั้นนี้ คืออุบัติเทพ ถ้ายึดว่าต้องเป็นเทวดาขั้นๆ จะต้องจมในเทวดา6 นี้ ต้องลดเทวดา จึงเป็นอุบัติเทพ เช่นเราชอบแตงจริง แตงโม ฟักทอง กินเมื่อไหร่ก็ชอบใจ พอเราศึกษา แล้วก็พบว่าไปติดยึดไม่ดีหรอก เป็นภพเป็นชาติ เราไปติดยึดเอง เรามีปัญญา ลดละ อาการที่เคยติดยึด จนอาการหมดไม่มีแล้ว สัมผัสอย่างไรอีกมันก็ไม่มีอาการจริงๆ อย่างอาการแรงๆ อร่อยเพราะขมจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัดหรืออาการที่ไม่แรงแต่ว่ามันเบาบาง โรแมนติกอันนี้รู้ยาก ที่นี่มาเป็นพรหม เรื่องพรหมนี้เป็นสาม สาม สาม ก่อนจะเป็นพรหม นั้นต้องทำการลดละ ทำลายภพชาติไป จนหมดภพชาติได้ ก็เป็นพรหม แต่ว่า มีพรหมหลงผิด คือเวหัปผลา กับ อาภัสรา ฝ่ายอสัญญี คือฝ่ายสุภกิณหา ส่วนฝ่ายฉลาดลืมตา มีพวกที่ฉลาดปัญญายึดไม่เก่ง กับพวกฉลาดมีปัญญายึดเก่งด้วย อย่างธัมมชโย ที่เอาลงยากเพราะมีทั้งฉลาดและยึดเก่ง ส่วนพวกที่ยึดอย่างเดียวไม่ค่อยเข้าใจก็เอาลงง่าย ถ้าเหตุผลพอเขาก็จบ แต่นี่เหตุผลอย่างไรเขาก็กลิ้งกลมได้หมด 1. รูปพรหม 1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ 1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ 1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ อันนี้สามสภาวะแรก แล้วก็ขยายต่ออีก สามสภาวะต่อมา 1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ คำว่าปริตตะแปลว่าน้อย อาภา แปลว่าแสง เปรียบปัญญาเหมือนแสงสว่าง เป็นพรหมมีปัญญา เก่งบริสุทธิ์ ฉลาด มีปัญญา 1.5 ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ คือสว่างไปไม่สิ้นสุด 1.6 ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ มีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป ขยายรูปธรรม อันนี้เป็นกลุ่มที่สอง 1.7 ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ คำว่า ภา แปลว่าแสงสว่าง แล้วคำ ว่า สุภา นี่ก็แปลว่าสว่างดีท่านปยุตต์แปลว่า พวกมีลำรัศมีงามน้อย (พ่อครูพูดถึงโมเดล เรือโคกใต้ดิน นาวาบุญนิยม ที่ทำจากทองเหลืองที่มาตั้งอยู่ข้างๆ พ่อครู) 1.8 ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ แปลว่าพวกมีลำรัศมีงาม ประมาณมิได้ 1.9 ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ อันนี้เขาเห็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น คือความดำดับปี๋ สะกดจิตเข้าไปนิ่งเงียบเลย สายอาฬารดาบส อุทกดาบส 1.10 ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ 1.11 ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ สรุป 11 ชั้นนี้มีสองแบบ สองสายคือสายปรุงปัญญาฟรุ่งฟริ้ง และสายดับดำมืด สายปัญญาเฉโกนี้ ฉลาดมาก กินประเทศไทยจนเกือบไม่เหลือเลย รวมกับฝ่ายการเมืองอีกก็เกือบได้หมดประเทศนะ 1.12 สุทธาวาส คืออนาคามี 5 พวกที่หลงจมก็จะตกภาพนี้ แต่ เป็นอนาคามีที่ไม่จริง ตกจมภพนั้นๆ ดำมืดในระดับ 5 ขั้นนี้ ทับถมแน่น คือพวกอสัญญี ส่วนพวกเวหัปผลาคือพวก 36 มงกุฏ คือ 18 คูณสอง แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิก็ มีสองสายคือสังขิตตังจิตตัง(รู้เป็นก้อนๆ) กับวิขิตตังจิตตัง (รู้กระจาย) 1.12.1 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ 1.12.2 ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ 1.12.3 ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ 1.12.4 ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ 1.12.5 ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ในห้านี้ ผู้เป็นอนาคามีจะต้องปฏิบัติ หากเป็นพวกที่ อวิหาก็ปล่อยไปตามยถากรรมก็เป็นพวก อันตราปรินิพพายี พวกอตัปปาฯ คือพวกที่ทำด้วยสามารถ อุปหัจจะ ในอนาคามีตายแล้วมีแต่จิต ถ้าคุณกำหนดอาการใจได้ดี มีสภาวะจับนามธรรมได้แท้ แต่ถ้ามี ทวารนอกครบคู่กับใจก็จะง่าย แต่ถ้ามีแต่ใจก็จะยาก 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) อตัปปาสุทธาวาสภูมิ 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล 4 เหล่า 1.อุคฆติตัญญู(ผู้บรรลุมรรคผลได้เพียงท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น) 2. วิปัญจิตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้โดยการจำแนกเนื้อความให้พิสดาร) 3. เนยยะ (ผู้บรรลุมรรคผลเป็นชั้นๆ ไป โดยอุทเทส (หัวข้อ) โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบคาย โดยการสมาคม โดยคบหา โดยสนิมสนมกับกัลยาณมิตร) 4. ปทปรมะ (ผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย) พอเข้าใจโลกียธรรม แต่เป็น อเวไนยที่ไม่เข้าใจโลกุตระ หรือเข้าถึงธรรมระดับโลกุตระได้ยาก (พตปฎ. ล.36/108) พวกปทปรมะนี้ อย่านึกว่าเขาไม่ฉลาดนะ แต่ว่า ฉลาดมากได้ด้วย แต่ไม่มีสภาวธรรมที่บรรลุได้สักชาติ สุทธาวาส 5 นี้ละเว้นได้ แต่อรูปพหรม นี้ละเว้นไม่ได้ ต้องปฏิบัติจึงบรรลุได้ เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าคือการตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก จนมั่นใจ จะช้านานหรือเร็วรีบตัดสินก็เรื่องของคุณ อาจพลาดได้ ถ้าเร็ว 2. อรูปพรหม 2.1 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ 2.2 ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ 2.3 ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ 2.4 ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ต้องเรียนรู้เวทนา 108 ได้จึงตรวจสอบ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้ ต้องทำอย่างเป็นลำดับอันน่ามหัศจรรย์ เวทนา 2 ต้องทำ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้าไม่รู้ไม่ทำอันนี้ให้ถูกต้องในธรรมะสองก็ไม่มีทางบรรลุได้เลย ต้องทำที่หทยรูป รู้ชีวิตินทรีย์ ทำเวทนาสองให้เป็นเวทนา 1 ได้ แล้วทำได้อันหนึ่งก็จะมีแนวทางทำอันอื่นต่อไปโดยปริยาย เริ่มต้นต้องอ่านอาการ อารมณ์ ความรู้สึกของจิตได้ เราต้องรู้ความต่างระหว่างพีชะ กับจิต พีชะ มีสัญญากับสังขาร ปรุงแต่งเท่าที่มันมีสัญญา คนสามารถลดละกิเลส ให้พลังงานอกุศลจิตดับ พลังงานนั้นกลายเป็นกุศลจิต กลายเป็นจริงไม่ได้ด้วยเสแสร้ง เป็นพลังงานศักย์ซับซ้อน พระอาริยะ มีคุณสมบัติจิตที่มีฤทธิ์แรงประเสริฐ เอาพลังงานมาทดใช้ได้เลย เมื่อสามารถรู้ กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา คำว่าเจตสิกคืออาการจิต กายยิกเวทนา คืออาการที่ปรุงแต่งกับรูปนาม ไม่ใช่แค่ร่างเท่านั้น แต่คือความรู้สึกองค์รวมนอกและใน ส่วนจิตก็เน้นใน อาการ เวทนา 18 นี่แหละที่เป็นตัวแบ่งโลกียะ กับโลกุตระ แบ่งเคหสิตเวทนากับ เนกขัมสิตเวทนา ทำให้เป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เมื่อทำได้เป็นเอก ก็เป็นเอกบุรุษ หรือปุริสภาวะ หรือปุงลิงค์เป็นหนึ่งเดียวคุณบรรลุแล้ว อาสวะสิ้น คุณทำเจริญจนอนุโลมได้เก่งขึ้นก็เป็น นปุงสกลิงค์คือทำจิต 0 ได้เก่งเป็นอเนญชาภิสังขารได้เก่งขึ้นๆ เมื่อคุณทำเนกขัมสิตะได้จนหมดเชื้อที่จะมีกิเลส แม้กระทบอย่างไรใน โลกธรรม ที่เป็นลาภ ยศ ศักดิ์ฐานะ เป็นสรรเสริญ หรือเป็นสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจก็ดี จนสามารถทุกปัจจุบันของจริงก็ดับได้หมด มารูปไหนท่าไหน มีเผลอไม่เผลอ กับโลกทั้งหลาย อย่าไปคำนึงเวลา ตั้งหน้าตั้งตาทำไป แล้วตรวจสอบด้วย เราเดินทางมาเข้าหานิพพานได้นิดเดียว แต่เขาหาว่าเราสุดโต่งเลยแท้จริงเขาเดินห่างนิพพานไปไกลมากเลย
ต้องตรวจสอบอดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่า 0 ก็ตัดสินได้ว่าเป็นอรหันต์ เวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธหากไม่มีเวทนา ไม่มีฐานะที่จะเป็นได้ เมื่อมันผิดก็เลยกลายเป็นกรรมฐาน 40 กรรมฐานเลอะเทอะอะไรมากมาย ถ้าพวกเราเป็นอนาคาฯสัก 200 คนก็จะพาไปบริหารบ้านเมืองได้ ฟังแล้วเขาก็จะหาว่าเพ้อเจ้อ ว่าธรรมะอะไรมายุ่งกับการเมือง ก็คนละความเชื่อ ก็ดูไป จะดำเนินไปตามสัจจะ ขอให้พากเพียรทำไปให้บรรลุ เด็กๆ เราลูกหม้อก็จะรู้ พวกมี DNA จริงก็จะไม่ไปไหน แล้วพวกเรา สมมุติว่าพวกคุณไปเป็นรมต.แล้วบริหารบ้านเมืองได้ ลูกหลานคุณต้องเชื่อมั่น แต่ตอนนี้ไม่มีตัวอย่าง ที่พูดไปนี้ไม่ใช่อยากเป็นนะ ความอยากหรือไม่อยากนี้โกหกกันได้ แต่ผู้รู้จริงแล้ว โกหกมันชั่ว ท่านจะโกหกทำไม? แต่ถ้าอยากก็จะต้องโกหกต่อไปอีก เมืองไทยเราต้องมีเพราะมีเชื้อโลกุตระแล้ว ประเทศอื่นยังไม่มีทฤษฎีนี้นะ อาตมาไม่เคยคิดไปเผยแพร่เมืองนอก ให้เขามาเอาเอง ของดีให้เขามาเอาเอง เรายินดีให้ คนไทยที่จะให้เราก็มีเยอะอยู่ก็ทำที่นี่ไปก่อน จะได้สร้างโมเดลของโลกการเมืองแบบโลกุตระ เศรษฐกิจโลกุตระ สังคมโลกุตระ ขึ้นมา ถ้าเหลืออรูปแท้ๆ คุณต้องตรวจสอบลงบัญชี 1. อากาสานัญจายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป .. เพราะไม่ต้องใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา). มีมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (รูป) 2. วิญญาณัญจายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายต-นะ มีมนสิการว่า… วิญญาณหาที่สุดมิได้) (นาม) 3. อากิญจัญญายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายต-นะ มีมนสิการว่าต้องดับให้หมด น้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี) (รูป) 4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญ- ญายตนะ แจ้งชัดขึ้นว่า ต้องไม่มีอะไรที่จะไม่รู้) (นาม) (พตปฎ.เล่ม 11 ข้อ 235) อรูปฌานก็ไม่ต้องไปหลับตาทำหรอก กระทบสัมผัส แล้วเราว่าง อากาสาฯไหม อาการของแต่ละอันไม่เหมือนกัน เป็นผู้หมดกิเลสอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ให้ไปบริหารเงินกี่ล้านๆๆๆก็ไม่เอาไม่คอรัปชั่น เพราะบาทเดียวยังไม่เอาเลย ไม่ต้องแบกเงินเลยอย่างอาตมาก็ทำงานได้ ตามบารมี อาตมาพวกเราออกไปทำงานการเมือง ตอนผู้การแต้มเขาก็แพ้เพราะเขามีสำนึกมีคุณธรรม และก็ตอน 18 ก.พ.ด้วย