581231_ธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอนที่ ๗.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

581231_รายการธรรมะภาคค่ำ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่อง มหานิทานสูตร ตอนที่ 7 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… คาบนี้ก็ยังอยู่ในวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม วันสุดท้ายของปี 2558 วันนี้ คงจะเลิก 2 ทุ่มตรง เพราะในหลวง จะออกมาพระราชทานพรปีใหม่ ประชาชนก็ตั้งตาชะเง้อคอยกัน รายการของเรานี้ มีการสวดมนต์ตอนเริ่มรายการ เป็นการนอบน้อมต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นการสวดมนต์อย่างย่อของชาวพุทธ การสวดมนต์ อาตมาก็ขอพูดส่งท้ายปีเก่า เพราะตอนนี้แฟชั่นการสวดมนต์ข้ามปี รู้สึกจะขึ้นอยู่เหมือนกัน ก็ขอพูด เป็นพุทธศาสนาตามภูมิ ว่าการสวดมนต์ ใครก็แล้วแต่ เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าไปสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สู่สาธารณชน ให้ได้ยินกันทั่ว ก็เป็นอาบัติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริงๆ ในพระวินัยมีบอกว่าชัดเจน ซึ่งเดี๋ยวนี้มันเลือนแล้ว ตอนนี้ยิ่งสวดกันเป็นร้อยคนพันคน หมื่นคน ล้านคน ก็ไปกันใหญ่ กระแสศาสนาส่วนรวมเป็นเช่นนั้น ทำไมพระพุทธเจ้าท่านถึงมีวินัยข้อนี้ ก็เพราะว่าในยุคนั้นตอนสร้างศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นส่วนใหญ่เลยเขาสวดมนต์แบบนี้กัน สวดมนต์พร้อมกัน เอาธรรมบทของศาสดา ที่เป็นเนื้อหาสาระของพระศาสดา เอามาสวดร้อง แล้วให้คนบอกว่าได้กุศลแล้ว บอกว่าได้บุญ เป็นเรื่องลึกลับที่จะพาให้เจริญง่ายๆ ได้แค่ฟังเท่านั้นเอง เพียงแค่สวดเท่านั้นเอง ที่ตรงนั้นจะเจริญ คนที่ได้ฟังส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าสวดแล้วคนเข้าใจผิดเข้าใจว่าได้กุศลได้ความเจริญ ได้เป็นมงค ขึ้นมา “บุญ” สูง กว่า “กุศล” ก็เข้าใจว่าเป็นความประเสริฐของมนุษย์ ส่วนกุศลก็คือความดีงามกลางๆ กุศลนั้นมีราคาทางธรรมต่ำกว่าบุญ เนื้อแท้แล้ว เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ากับพระศาสดามาสาธยายให้คนฟัง มันไม่ใช่หน้าที่ ของฆราวาสจะสวด เพื่อท่องจำกับผู้รู้ก็ได้แต่ไม่ใ

อ่านต่อ

ช่หน้าที่โดยตรง เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีหนังสือ แต่ตอนนี้หนังสือมีมาก ก็ไปหาอ่านศึกษาเอาได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปท่องสวดอะไรกัน แต่ยิ่งไปได้คิดว่าได้ประโยชน์คือมงคลอะไรอีกก็ไม่ใช่ แต่ถ้าสวดเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาแล้วไปปฏิบัติได้ก็ดี แต่นี่ปั้นวิมานลอยลมเพ้อพกไปไม่มีจริง เช่นจะทำให้เราเจริญได้ทั้งๆที่เราไม่เข้าใจ ยิ่งเราไม่ได้เอาไปปฏิบัติตามที่สวดให้ฟัง แล้วก็นึกไปอีกว่า ได้ฟังสวดแล้วก็เจริญทั้งสถานที่และบุคคล หรือสวดให้คนตายคนตายก็จะเจริญ ดีไม่ดีไปสวดให้สัตว์ สัตว์ตาย ให้หมาตายเจริญ ฟังแล้วน่าเศร้า การสวดมนต์ข้ามปีก็จะยิ่งทำให้เกิดความลวงหลงวิมานอันไม่มีจริง เป็นวิมานลอยลม เป็นภาพพจน์หรือความเชื่อว่าจะได้อย่างนี้เป็นที่มาในความนึกคิด การสวดสมัยพระพุทธเจ้ามี 2 แบบคือ สวดเพื่อสังคายนาคือ ตรวจสอบว่ามีการท่องจำกันมาผิดไหมจะได้ชำระ กับการสวดสังคีติคือ สวดเพื่อให้จดจำได้สืบต่อกันไป รักษาพระธรรมบทของพระพุทธเจ้าไว้ แต่การสวดที่ไม่ถูกต้อง คือเอาธรรมบท ที่เป็นธรรมะเป็นบทของพระพุทธเจ้า เป็นสิกขาบทเป็นหมวดคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง เรียกว่าสิกขาบท หรือธรรมบท แปลเป็นไทยว่าธรรมโดยบท ถ้าจะสวดกันมากๆนั้นก็ต้องสวดเป็นประณามคาถาเป็นคำร้อยกรองขึ้นเอง เป็นคำเชิดชูบูชายกย่องสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นต้น สวดด้วยเข้าใจผิดว่า เป็นคนสอนอีกยิ่งเสียหาย ที่เสียหายมากคือ การเอาการสวดนั้นเพื่อ ลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เลี้ยงตนในทางผิด เป็นเดรัจฉานวิชชา ที่พูดนี้ไม่ได้ด่าว่าใคร ไม่ใช้ไอ้เข้ขวางคลองเป็นพรปีใหม่ ต่อมามีผู้ที่จำมาส่งท้ายปีเก่าด้วย ปิยกรณะ คุรุกรณะ บอกว่า เป็นกำลังใจให้ทุกท่านต่อด้วย อาตมาก็อ่านตอนนี้

มนุษย์มิได้มีเพียงชีวิต แต่ยังมีภารกิจคิดสร้างสรรค์ อีกฟากฟ้าคว้าดาวสาวตะวัน มากำนัลผู้ยากไร้ในแผ่นดิน ประวัติศาสตร์บ่งชี้กี่ยุคแล้ว ว่าดวงแก้วมักต้องอยู่ภูผาหิน ไม่สกัดภูผาเป็นอาจิณ ก็ชื่นชมแค่เศษดินจนสิ้นใจ

ก็ฟังดูดีเหมือนกันนะก็มาสู่เนื้อหาสาระที่ควรจะได้ต่อไป ใครมีปัญหาก็ส่งมา

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 7

_ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ ผู้มีรูปมองเห็นรูปทั้งหลาย ถามว่า รูปที่ว่านี้หมายถึง มหาภูตรูป หรือทั้งรูปนอกและรูปใน อุปาทายรูป พ่อครูว่า… รูปที่ว่านี้ทั้งรูปภายนอกและรูปภายใน อุปาทายรูป คือรูปนอกเนื่องสู่ภายใน มหาภูตรูป คือดิน น้ำ ไฟ ลม แม้แต่สิ่งภายนอกตัวเรา ดิน น้ำ ไฟ ลม ต้นไม้ ภูเขา อากาศ สัตว์โลก สิ่งของ กรรมกิริยาของสัตว์ ของคน ก็เป็นภายนอกที่เราจะกระทบด้วยทวาร 6 แล้วต่อเนื่องเป็น อุปาทยรูป 24 ผู้ใดมีรูป รู้รูป คุณต้องเห็นต้องสัมผัสคือ วิโมกข์ ข้อที่ 1 การปฏิบัติธรรมไม่รู้รูปนามไปนั่งหลับตาดับปี๋ ไม่มีเบื้องต้น ที่เป็นดินน้ำไฟลมจริงๆ จนถึงต้นหมากรากไม้ภูเขา จนถึงความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างๆเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อันนี้คือ ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดมาก สัมผัสคือ ต้องแตะต้องกัน ตาต้องกระทบ หูก็ได้ยิน ...จนใจร่วมด้วยต้องสัมผัสสัมพันธ์รับรู้ การปฏิบัติไม่มีองค์ประชุมของรูปนาม ให้มีการสัมผัสภายนอกนำเรื่องเข้าไปหาข้างใน เป็นอุปมาไทยรูปเป็นจิต หรือเป็นรูปจิต อรูปจิตข้างใน มันก็ต้องสามารถที่รู้ได้ แม้ข้างนอกตาหูจมูกลิ้นกาย ใจก็ไม่ได้ดับ มีการรับรู้อยู่ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องมีรูปนามเสมอๆ จึงจะเรียกว่าสัมผัสความจริง เป็นธรรมะสอง เมื่อรู้ธรรมะสองก็ทำธรรมะสอง ให้เป็นหนึ่งเสมอ เอกสโมสรณา ทำเป็นหนึ่ง แม้ได้แล้ว ก็อยู่กับธรรมะสอง เทวยนะ คือเรียนรู้เวทนา เพราะทุกข์อยู่ที่เวทนา ยิ่งทุกข์ เป็นหัวใจศาสนาพุธ เมื่อได้แล้วอุเบกขาเนกขัมมะแล้ว ทำให้แข็งแรงตั้งมั่น เป็นสมาหิโต ทำให้เวทนา 108 จบสุดสัมบูรณ์ทั้งอดีตและอนาคต ไม่มีเปลี่ยนแปลง มหาภูตรูป จะเนื่องมาจาก โคจรรูป มีภาวะร่วมกัน ปรากฎให้คุณรู้ได้ แล้วทำให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้ เป็นภาวรูป 2 จากนั้นก็เป็น ชีวิตรูป อาหารรูป ต่อเนื่องจนครบ อุปาทยรูป 24 อุตุ เป็นพลังงานที่ไม่เป็นชีวะ พีชะคือ พลังงานที่เป็นชีวะมีสัญญากับสังขาร กำหนดตัวมันเองได้เป็น self ไม่มี ish มันก็เอาตามที่สัญญามี มันไปทำอะไรเขายาก นอกจากมันเป็นเองเช่นรากไปแหย่ตามที่ต่างๆทำให้พื้นปูนแตกเป็นต้น แต่มันไม่มีมโนสัญเจตนา เท่าที่มันจะอุตสาหวิริยะเอง นี่คือระดับจิตนิยมเป็นพลังงานที่มี selfish รู้จักแต่แก่งแย่งทำร้ายผู้อื่น พีชะมันทำเพื่อตัวเองแต่ไม่รุกล้ำรุกรานใคร ไปตามแรง แล้วก็จะสะสมเพิ่มขึ้นจนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น เป็นมนุษย์นี่สุดเลวร้ายเลยก็ได้ จิตนิยาม เกิดจากกรรมก็เรียนรู้กรรม เรียนรู้ตัวจิตต้นทาง สั่งการโดยมโนสัญเจตนา ที่เกินกว่า พีชนิยาม ยิ่งเป็นคนยิ่งเล่ห์เหลี่ยม เห็นแก่ตัวสูง ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ว่าเจตนามีกามตัณหา ต้องการมีกามตัณหา ภวตัณหา ซึ่งเกิดจากกรรมที่ไปสัมผัสเกี่ยวข้องแล้วเกิดปฏิกิริยา action reaction เรียนจากกรรม สุกฏ ทุกตานังกัมมานัง ผลังวิปาโก ตั้งแต่เบาจนถึงแรงต้องเรียนรู้กรรมกิริยาอาการเหล่านั้น แบ่งง่ายๆว่า กุศล อกุศล แล้วไปถึงขั้นเวทนา ที่เป็นเหตุในจิต ทำให้เวทนาของมันต้องการ ไปกับเจตนา พอมีเจตนาแล้ว สัญญาจะไปกำหนดหมาย เช่น มีเจตนาทางกาม เช่น ตากระทบรูป เกิดตัณหา ทาง 6 ทวาร มันก็มีภพชาติหนาหนักแน่น แต่ถ้าคุณรู้ก็ลดตัณหาที่เกิด ก็จะได้ภาวะของวิภวภพ วิภวตัณหา จนกว่าจะหมดกาม หมดภพ ก็หมด เป็นพลังงานที่ดีกว่า พีชนิยาม แต่เป็นจิตนิยาม แต่มีพลังงานสูงกว่าเจริญกว่าพีชนิยาม วิจิตรพิสดารกว่าพีชนิยาม แต่มาใช้ไปในทางประโยชน์รู้คุณ รู้โทษ รู้เกิด รู้ดับ ไม่มีอกุศลจิตในจิต เราทำงานเลย สิ่งที่ปฏิบัติก็ให้ทรงไว้ซึ่งธรรมะ โดยล้างอกุศลธรรมออกไปจากจิตให้หมดไปแล้ว จิตจึงมีแต่กุศลธรรม ทรงไว้แต่กุศล บุญก็หมด เป็นอรหันต์เหลือแต่กุศล ตัวที่เป็นกิเลสเป็นบาปไม่ทำอีกแล้ว ส่วนบาปเก่าวิบากเก่าเราก็ทำไปแล้ว แต่เราจะทำกุศลเป็นกำแพงกั้นวิบากที่จะให้ตามมายาก เราหยุดทำบาป ทำแต่กุศล ไม่ทำบุญ หมดบาปหมดบุญ เพราะสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ปุญปาปปริกขีโณ เป็นเรื่องที่ยังมีกรรมกริยาเหลืออยู่ก็ทรงไว้ซึ่งกุศลกรรม ไม่มีบาป เพราะได้ชำระจิตอย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นสจิตปริโยทปนัง

_ ปรทัตตูปชีวะ หมายถึงอะไร พ่อครูว่า … คำว่า ปร ทัตตะ ชีวี รวมแล้วก็มีความหมายว่า ชีวีหรือชีวะ ก็หมายถึงอาการจิต หรือชีวิตินทรีย์ ที่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น อาศัยผู้อื่นยังชีพอยู่ ผู้ที่ไม่เข้าใจว่า สัมมาอาชีพสมบูรณ์แบบ ก็ต้องพึ่งอันอื่น จากผู้อื่น ถ้าตนเองอาศัยหรือพึ่งตนเองรอด ตนเองก็มีแรงงานทำเพื่อผู้อื่นจนที่สุดไม่ต้องทำเพื่อตัวเอง มีแต่ทำเพื่อผู้อื่น อาศัยมีชีวิตไปแต่ทำเพื่อผู้อื่น เป็นชีวิตที่เนื่องด้วยผู้อื่น กรรมที่ทำนี้ได้ผลคุ้มเกินคุ้ม ได้ประโยชน์ท่านมากกว่าชีวิตตนที่ใช้สอยเพียงน้อยนิด มีคุรุกรณะ ปิยกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ที่ไปบอกกันว่า ปรทัตตูปชีวีคือ เปรตที่เป็นรูปร่างตัวตนที่ต้องอาศัยทานจากผู้อื่นนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดไปไกลมาก

_กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถามจำเพาะว่า “ใน” หมายถึงอะไร พ่อครูว่า … “ ใน” มีความหมายว่ามันฝังอยู่กับตัวเรา ถ้าอยู่ในห้องก็คืออยู่ใน หรืออยู่ในจาน ตอนนี้มีอาหารในจาน ทีนี้กายคือรูปนาม เมื่อคุณเองเข้าใจว่ารูปนามเกิดปรุงแต่งเรียกว่า กายสังขาร เวทนาก็มีในจิตสังขาร แม้แต่วจีสงขารก็อยู่ในจิต จิตสังขาร วจีสังขาร ก็หมายเอาจิตส่วนมาก เมื่อรูปนามทำปฏิกิริยาปรุงแต่งก็คือกาย กายแรกคือ องค์รวมที่ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ...ทั้งภายนอกภายใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ คือต้องเรียนรู้องค์ประชุม ที่จากนอกถึงในแล้วไปอ่านเวทนา ที่อยู่ในจิต กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณในกาย คือองค์ประชุมในกาย คือเวทนาในเวทนา คือจิตที่มีเจโตปริยญาณ16 ก็ทำกิเลสให้ลดละอย่างสัมมาทิฏฐิก็ทำให้มันออกได้ ในกายก็มีเวทนา ในเวทนาก็มีจิต ในจิตก็มีองค์ธรรมทรงอยู่ ถ้าไม่เรียนธรรมะ 2 กายก็ 2 เวทนาก็ 2 จิตก็ 2 แล้วตัวที่จะทำให้เป็น 1 ก็ต้องรู้ซ้อนลึกไป กายเวทนาจิตธรรมไม่ได้แยกกัน เนื่องกันตลอด

_จากเมรีขี้เมา ...ขอถามตามภูมินะคะ...ถ้าสมมุติเมรีขี้เมามานั่งอยู่ตรงหน้าพ่อครู ที่เป็นผู้หญิงค่อนข้างบ้ากาม พ่อครูจะเมตตาให้ธรรมะข้อใด พ่อครูว่า ... อาตมาเดินหนีเพราะคนขี้เมา สอนคนบ้าสอนคนเมา อาตมาไม่ได้หรอกไม่เก่ง เพราะคนเมานั้นจัดจ้านเกินจะรับ มันยากมาก หากงานน้อยไม่มีใครก็พออธิบายได้ แต่นี่งานเยอะแยะ สมมุติว่าให้ธรรมะผู้มีกามไม่ถึงเมาก็ให้อยู่ตลอด เรียนรู้ตั้งแต่เบื้องต้นว่าการที่คุณเมาคุณหลงคุณติดคุณยึด ไม่ต้องยกเรื่องกามเทพผู้หญิงผู้ชายแต่ยกเรื่องของรสเช่นคนติดกาแฟเมาเลย คาดไม่ได้เข้ามาที่นี่ก็ไม่ขาดกาแฟ สิ่งไม่ดีก็ออกไปหากาแฟข้างนอก ก็ต้องสอนให้คุณรู้ว่าอันนี้คือกรรม อ่านว่ามันติดมันยึดอย่างไร มันเสื่อมสำหรับเราเป็นภาระวุ่นวายมันยุ่ง ลดได้จะทำให้จิตดีจากกิเลสก็น่ามาเอาอันนี้

_ ทำไมความบริสุทธิ์เท่านั้นถึงได้เอาชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด พ่อครูว่า ...ความบริสุทธิ์นี้เป็นภาษาที่สรุปผลอย่างแท้จริง ผู้ใดสามารถทำความรู้สึก ให้เที่ยงแท้ถาวรคนชนะแล้ว คนชนะตนเอง คนจะมีกรรมกริยาอะไรก็มีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็จะไม่ไปเบียดเบียนใครเขา ยิ่งคุณได้มากจนเป็นอรหันต์ ก็ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่เป็นอกุศลในตนคุณก็จัดการมันออกไป ก็เป็นผู้ชนะ แม้ทั้งโลกเขาจะว่าเราแพ้เราผิด อย่างที่ในหลวงเราตรัสว่า เราเสียนั่นแหละเราได้ นั่นแหละคือผู้ชนะ ผู้ชนะคือผู้เสียเปรียบ เราไม่ได้เสียรู้นะ แต่เราจริงใจที่จะเสียเปรียบ ชีวิตตนเองก็มีแต่ประโยชน์ผู้อื่นชีวิตตนเองกินน้อยใช้น้อยให้ผู้อื่นดูแล แต่เราก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อไว้เลยให้เกินไว้เลย แล้วเราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราเราทำได้ 100 ชิ้นใช้แค่ 1 ที่เหลืออีก 99 ก็ใช้ประโยชน์กับผู้อื่น ชีวิตทำแต่สัมมา ตามอริยมรรค มีองค์ 8 ไม่ใช่เอาชนะแล้ว ไปข่มเขาเหมือนหมาตัวใหญ่ ข่มหมาตัวเล็ก อันนั้นมันหมา ใครยังจะเป็นหมาอยู่ก็แล้วไป ใครเคยเป็นหมาชนิดนี้บ้าง ก็ทำมาทุกคนมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ อาจจะไม่ลีลาโดยตรงเหมือนหมาตัวใหญ่ที่ทำกับหมาตัวน้อย ยืนคร่อมเลย แต่ก็มีเวลาเช่นนั้น ยิ่งใครดูโทรทัศน์ เห็นเสือเห็นหมามันไปจัดการกับสัตว์ อื่น ก็เห็นแล้ว ก็เป็นวิบากของมัน ชีวิตจะมานี้ชนะมาตลอด เพราะแพ้มาตลอด ดูไม่งาม ไม่หวาน ไม่เรียบร้อยอะไร แต่ก็แสดงความจริงทำไม่เป็นไร

_วิญญาณฐีติคืออะไร เกี่ยวกับสัตตาวาส 9 อย่างไร พ่อครูว่า ..วิญญาณฐีติคือ ให้นักปฏิบัติปฏิบัติตอนมีอายตนะ ให้พ้นความเป็นสัตว์ไปตามลำดับของวิญญาณฐีติ 7 จนเหลืออายตะสองอันสุดท้าย ส่วนสัตตาวาส 9 คือ สัตว์ทางจิตวิญญาณ ก็ให้ล้างอาการชีวิตินทรีย์ของพลังงานสัตว์เหลือในใจเราเลย ลักษณะของความเป็นสัตว์ก็มี 9 แบบ ทั้งลดละมาได้อย่างถูกต้อง เป็นฌานมีความแพ่งเผา โดยวิธี supraconcentration ไม่ใช่แค่สะกดจิต meditation การนั่งทำฌานแบบผิดๆก็ได้เป็นอสัญญีสัตว์ อันที่ 5 แล้วอีก 4 อันท้ายก็ผิดตามไปหมด ก็ปฏิบัติกายกับสัญญาในขณะมีวิญญาณตั้งอยู่ วิญญาณฐีติเป็นตัวปฏิบัติส่วนสัตตาวาส 9 เป็นตัวเป็นตัวมี เป็นผล ถ้าไม่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิก็ปฏิบัติไม่ถูก

_พลังงานจิตเมตตาจึงเกิด อธิบายเป็นแบบอิทัปจยตา เมื่อเมตตาเกิดจึงระลึกถึงกัน จึงเกิดความรักกัน จึงเกิดพุทธพจน์ 7 พ่อครูว่า...จริง ก็เป็นได้ ข้อสำคัญคุณทำให้เป็นจริงก็แล้วกัน

_อะไรเป็นเหตุให้เกิดปัญญา พ่อครูว่า ...จะมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เพราะมีสัมมาทิฏฐิปฏิบัติมรรคองค์ 8 แล้วมีสติสัมโพชฌงค์ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ร่วมทำงานอยู่จริง เป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็น อัตถิ ของสัมมาทิฏฐิ 10 ตัวปฏิบัติจริงๆคือ มัคคังคะ ที่ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ โดยมีธัมวิจัยด้วย ต้องปฏิบัติให้สัมมาตาม สัมมาทิฏฐิ 10 ทานต้องให้เกิดผลลดกิเลส ต้องมีสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธานแรก ตามมรรคองค์ 8 ต้องสัมมาฯ แล้วมีวิธีปฏิบัติศีลพรต หรือกัมฐาน ปฏิบัติแล้วก็เจริญ สัมมาทิฏฐิก็เจริญไปตามลำดับ เพราะคุณทำสัมมาในทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็สัมมาทั้งหมด ย้อนไปที่สังกัปปะที่เป็นจิตในจิตแท้ๆ ปฏิบัติดับเหตุในจิตตรงนี้ ถ้าดับกิเลสได้จิตก็เกิดปัญญาเจริญขึ้น ปฏิบัติตลอดเวลามีสัมมาสติสัมมาวายามะ เป็นหวังเฉาหม่าฮั่น เกิดเจโต ปัญญาที่กิเลสลดได้ จนพลังปัญญาพละเกิดเป็นตัวปลาย ต้องทำกรรม 3 นี่แหละ ให้สัมมาตั้งแต่สังกัปปะสัมมา มีวจีกรรมก็สัมมา หรือกัมมันตะสัมมา จนสัมมาอาชีวะ

_กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ผมสังเกตว่า พ่อท่านอธิบายยากเพราะเอานิโรธแบบพุทธไปเทียบ เพราะว่าสัตตาวาส นี้เป็นมิจฉาอยู่ พระพุทธเจ้าว่าไม่ควรติดอยู่ ที่จะเพลิดเพลินแม้สุภกิณหะ เพราะนักบวชสมัยโน้นก็ทำแบบเดียวกัน จึงกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน แต่ของพุทธไม่ได้มิจฉาไปกับเขา พ่อครูว่า ...คุณคิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่ที่อาตมาต้องเทียบ เพราะต้องสอนต้องอธิบาย ต้องมีข้อเปรียบเทียบก็ต้องพูดทั้งดำทั้งขาว แต่ถ้าคุณจะเข้าใจของคุณ คุณไม่ได้สอนเขาก็เข้าใจได้ก็ไม่ผิดหรอก ที่คุณพูดมา แต่คุณสอนเขาไม่ได้ เพราะไม่มีข้อเปรียบเทียบ ต้องมีธรรมะ 2 เพราะถ้าถูกหมดแล้วก็ไม่ต้องสอน

_ทิฏฐิ 62 ในเรื่องของโลกอัตตาในหน้า 125 ช่วยอธิบายเพิ่มหน่อย พ่อครูว่า ...ถามมาก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา การดับของธรรมคือ การดับของอัตตาและโลก...ก็ขออธิบายทีหลังเพราะว่าต้องใช้เวลาอธิบาย โลกคือสิ่งที่ยังหมุนวน ซึ่งความหมุนวนต้องเข้าใจ ว่าที่เราเรียนกันในศาสนาไม่ใช่โลกที่เป็นโลกที่หมุนรอบพระอาทิตย์ แต่ถ้ามันหมุนก็เรียกว่าโลก จริงๆแล้วโลกก็คือความเป็นอัตตา อัตตาคือจิตของเรา ซึ่งไม่ใช่หมายถึงแท่งก้อนหรือร่างกายที่เป็นตัวตน แต่หมายถึงจิตเจตสิก เป็นเรื่องของนามธรรมในจิตที่ต้องเรียนรู้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า“กาย” คือจิตบ้าง คือมโนบ้าง คือวิญญาณบ้าง กายก็คือโลก เวทนาก็คือโลก จิตก็คือโลก ทำให้โลกเรานี้หมุนบนลงเป็นธรรมะหนึ่งที่ไม่หมุนวน หรือเป็นศูนย์ไม่มีมาหมุนอยู่ในจิตเราก็หมดโลกอัตตาก็หมดไปแล้วก็หมดนอกนั้นก็ดับเป็นโลกนิโรธ มันมีเหตุที่ทำให้มันหยุดหมุน หมุนวนก็คืออกุศลจิตที่อยู่ในจิตเรา มันเป็นต่อร่วมมันเป็นพลังงาน เป็นสสังขาริกังเป็นตัวทำพา กิเลสพาหมุนไปสู่อบายกาย ต้องดับมาตั้งแต่อบายก็ดับโลกอบาย ดับกามคุณ 5 ก็เป็นอนาคามีมาบ้างรูปภพอรูปภพอีก หมดโลกก็หมด ตัวอัตตาที่ควรดับก็หมด ไม่ลึกลับเป็นอรหัตตา ไม่มีกิเลสหยาบกลางละเอียดจนหมดอาสวะ ก็มีชีวิตดำเนินไปตามวงจร ก็เกิดอย่างไม่มีตัวตนไม่มีอัตตาเป็นโลกที่ไม่ลึกลับได้อาศัย ไม่ได้ทำเพื่อตัวตน จิตของเรามันยังเกิดกิเลสจาก ก็เรียกว่าสสังขารกัง พาให้เราหมุนไปตามโลก หมุนวนไปเสพฉันวันหนึ่งวันหนึ่งเรากินอาหาร กินแล้วก็ต้องเสพเป็นรสเป็นชาติอร่อยชอบใจไม่ชอบใจ ส่วนมากเป็นทาสความอร่อยความชอบใจเป็นทาสลิ้นเป็นทาสรส มีบ้างที่เบื่ออาหาร ถ้าเราหมดกิเลสหมดรสชาติที่จะชอบใจไม่ชอบใจก็ต้องกินอาหาร เรากินอาหารเมื่อล้างกิเลสหมดแล้วก็ยังต้องหมุนเวียนกับการกินพระพุทธเจ้าก็ต้องฉันอาหาร หลวงปู่ก็ต้องฉันอาหาร แต่กินอาหารยังไม่มีตัวเหตุที่จะนำพากันบนเป็นเรื่องที่เป็นโทษ เป็นภัย เป็นทุกข์เป็นร้อน มันไม่มีแล้ว อสังขารกังไม่มีเหตุที่พาเราเสื่อม มีแต่คุณแต่ก็ต้องกินต้องวนเวียนกับโลก กินเพื่อให้เป็นธาตุเลี้ยงขันธ์ ก็หมดโรค หมดอัตตา ที่เป็นตัวเหตุให้เสื่อม เป็นคนหมดโรคหมดภัย เพราะเรารู้จักความเกิดความลับของอกุศลจิต เฉพาะเรื่องอาหารการกิน กินอาหารโดยไม่มีรสอร่อย รสมันเป็นตามธรรมชาติของมัน เราก็รับรู้ เผ็ดไม่เผ็ด หรือเย็นร้อนอ่อนแข็ง เท่าที่กินได้ กินอาหารแต่ไม่ใช่เพื่อเพราะเราชอบ ส่วนการกินเพราะว่าเราชอบนั้นเป็นโรคในโลกของการติดอาหาร

_ “นามรูป” ต่างหรือเหมือนกันกับ “รูปนาม” แล้วนามรูปกับรูปนามนั้นเป็นอย่างไร พ่อครูว่า… พยัญชนะบอกว่า “นามรูป” กับ “รูปนาม” นั้นย่อมมีความหมายต่างกัน เขียนก็ต่างกันแล้ว ในความหมาย ตามตัวหนังสือ นามรูปก็มีภาวะ 2 รูปนามก็มีภาวะ 2 “นาม” คือสิ่งที่รู้เป็นธาตุรู้ เป็น subject เป็นประธาน “รูป” คือตัวที่ถูกรู้ สภาวะที่ถูกรู้ จะรู้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจ หรือว่าการกำหนดรู้ด้วยปัญญา ที่ไม่ใช่ฉลาดเฉกา เขาอธิบายตามหลักไวกรณ์ว่า ตัวหลังจะมาขยายตัวหน้า ความจริงแล้วนามกับรูป รูปกับนาม ถ้าจะให้ตีความหมายง่ายๆว่า “รูปนาม” คือธรรมะ 2 ส่วน “นามรูป” นั้นคือสภาวะที่คุณจะต้องเรียนรู้เข้าไป โดยใช้นามเป็นตัวหลัก เมื่อตากระทบรูปเกิดวิญญาณก็ให้เรียนรู้ นามเป็นหลัก เรียกว่าองค์ประกอกบรูปนามปรุงแต่งกันเป็นสังขาร สามเส้า นาม รูป ทำงานร่วมกัน ก็เกิดสภาพสองอย่าง สังขารมันเกิด คุณจึงต้องมีนามธรรมเป็นตัวตั้ง มีธาตุรู้ก่อน พระพุทธเจ้าเรียกว่า “นามรูป” ไม่เรียกว่า “รูปนาม” แต่ถ้าจะปฏิบัติธรรมแล้วต้องเรียนรู้นามรูป เรียนรู้แยกแยะวิจัย แยกนามให้เรียนไปตามลำดับ จาก สัญญา เวทนา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ รูปนาม โดยเร่ิมเข้าใจนามรูปที่ทำงานร่วมกัน

พ่อครูว่า… ขอสรุป ตอนนี้กำลังจะปีใหม่คืนนี้ผ่านไป เดี๋ยวก็จุดพลุกัน ถ้าเป็นแต่ก่อนนี้อาตมาก็บ้าบอ เราเข้าใจชีวิตแล้วก็ไม่เสียเวลาแรงงานทุนรอนไปทำอย่างนั้น ผ่านไปอีก 1 ปี แล้วเราจะทำอะไรที่ดีขึ้น ตั้งใจจะพัฒนาอะไร ชีวิตมันไม่ได้ยืนยาวอะไรนักหนา คุณจะเกิดอีกกี่ชาติ โลกียะก็พาเดินลงต่ำ จะเกิดแล้วเกิดเหล้า ก็สุขทุกอย่างนี้ตลอดกาลและนานแล้วมันจะยิ่งทุกข์หนัก แม้คุณจะมีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นเครื่องอาศัย สมมุติว่าชาตินี้คุณทำกุศลแล้ว ได้แล้วกระทำ แต่ถ้าคุณไม่มีธรรมะ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขยิ่งทำให้คุณตกต่ำ มันไปเลวร้ายซับซ้อน เพราะฉะนั้นลูกคนรวยจะเห็นว่า เขาเอง ถ้าคนที่ไม่มีธรรมะจะใช้ความรวยแล้วนั้นไปบำเรอกิเลสเพิ่มขึ้น เช่นเขามีประชานิยมจะมาบำเรอกิเลสเรา เราก็ชอบและก็พาเราตกต่ำถ้ากันตกต่ำไปหมดเลย ถ้าจะลงนรกหมดเลย สำหรับคนรวยนี่ได้ยาก ที่จะมีภูมิปัญญามีบารมีบ้าง เรื่องโลกียเป็นภัยต่อตนต่อผู้อื่น เราเห็นโทษภัยแล้วอย่าเสียเวลามากมาย ควรเคร่งครัดขึ้นมาบ้างอาตมาไม่เร่งรัด แต่ก็เคี้ยวเข็นบ้าง ในแต่ละปีแต่ละปีให้รอได้เพิ่ม การอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมดี พระพุทธเจ้าตรัสเป็นแสงอรุณข้อที่ 1 เลย นายสุริยเปยยาลสูตร ก็ไม่สรุปต่อแล้ว ไว้ปีหน้าเจอกันใหม่ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน