580114-ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ การเมืองคืองานอาสารับใช้ไม่ใช่อาชีพหากิน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580114-รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่องการเมืองคืองานอาสารับใช้ไม่ใช่อาชีพหากิน โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 14 ม.ค. 2558 ตอนนี้ในบ้านเมืองก็กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่มีปัญหากำลังจะตัดสินกันอยู่ เพราะอาตมาเห็นว่าปัญหานี้ ถ้าแก้ได้ถูกต้อง ทำงานให้ถูกต้องจะเกิดประโยชน์มาก แต่หากทำงานไม่ถูกต้องจะก่อปัญหาเลวร้ายมาก เพราะสังคมไทยได้สะสมความเลวชั่วทางการเมือง เขาสร้างค่ายกลทางการเมืองมาตั้งแต่ 82 ปีมาแล้ว เป็นความเฉโก ซึ่งงานการเมืองไม่ใช่งานอาชีพ แต่ว่างานการเมืองคืองานอาสาเสียสละ เป็นงานตั้งแต่ประชาชนทุกคนต้องทำหน้าที่ เวลามีกฎเกณฑ์ให้ทำก็ควรทำหรือว่าต้องอาสาทำ เพราะเป็นการอาสาทำงานให้บ้านเมือง ไม่ใช่การรับจ้าง แต่เป็นงานอาสา แม้แต่จะเกิดระบบนักการเมืองเป็นข้าราชการการเมืองไปแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในข่ายงานอาสาเหมือนกันเวลานักการเมืองหาเสียงก็ต้องบอกว่าอาสาทำทั้งนั้น แต่เสร็จแล้วกลับเอามาเป็นอาชีพ เลี้ยงตน ครอบครัว สร้างความโด่งดังทางตระกูลให้เป็นเรื่องโดดเด่น ที่จริงก็โดดเด่นได้ ถ้าอาสาทำงานให้ประชาชนจริงๆ การเมืองคืองานของบ้านเมือง เป็นการสมัครมาทำงานรับใช้บ้านเมือง ไม่ใช่เอกชน แต่งานข้าราชการคือทำงานให้แก่รัฐ ได้เงินของประชาชนไปอาศัยให้ตนอยู่ได้ แต่ก็เห็นใจว่า เมื่อเป็นข้าราชการแล้วก็ต้องมีเงินให้เขาเลี้ยงชีพบ้าง ก็มีสวัสดิการรัฐให้แล้ว เงินเดือนก็มีอีกต่างหาก พอกินพอใช้ ก็ตนเองสมัครว่าอาสามารับใช้นะ เดิมเรียกว่าราชการ ติดมาจากสมบูรณายาสิทธิราช คือมีผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นข้าราชบริพาร รับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ช่วยราชการ คืองานของพระเจ้าแผ่นดิน ก็มีคนสมัครไปช่วยพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีเงินเดือนเงินดาว แล้วแต่ในหลวงพระราชทานให้ แต่ต่อมามีระ
อ่านต่อ
บอบใหม่ก็ต้องทำงานรับใช้แผ่นดินนั่นแหละ แต่ก็มีอิสรเสรีภาพมากกว่า สรุปคือ ข้าราชการก็ทำงานให้พระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งท่านก็ทำงานเพื่อประชาชน เลี้ยงดูประชาชนเหมือนลูก แต่พอเปลี่ยนมาให้ประชาชนมีสิทธิมากขึ้น อิสรเสรีภาพมากขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ก็มีพระเจ้าแผ่นดิน คำว่าราชการก็ความหมายเดิม คือมาช่วยประชาช น เหมือนกัน พระเจ้าอยู่หัวท่านก็ทำเช่นนั้น แต่คนมาหลงอำนาจเบ่ง จะต้องมีอำนาจยิ่งกว่าในหลวงอีก ก็บ้าๆบอๆ ลบหลู่วิจารณ์ได้ จะต้องให้เท่าเทียมกันเป็นต้น สรุปว่าราชการหรือนักการเมืองก็ตาม เป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งทำหน้าที่ตามวาระก็คือข้าราชการการเมืองที่จร ไม่ประจำ ซึ่งการเมืองก็ราชการ ข้าราชการก็ข้าราชการ ได้เงินสวัสดิการ ซึ่งเป็นเงินของรัฐหรือของประชาชน นั่นแหละข้าราชการ ต่างจากงานอาชีพส่วนตัวที่ไม่ได้รับเงินของรัฐ แล้วไม่ได้ปฏิญาณ ไม่ได้สมัครเข้ามาอาสาช่วยประชาชน แต่โดยสำนึกว่าต้องช่วยประชาชน โดยหน้าที่ต้องเอาตาดูหูแล โดยเฉพาะเราให้เงินคนที่ให้เขามาดูแล หรือจ้างเขามาดูแลบ้านเมือง ถ้าเขาทำไม่ถูกไม่ควรก็ต้องท้วงติง ประท้วงให้หยุด ให้เลิก ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีหมด สรุปก็ขอแยกให้ชัดว่า งานการเมืองจะเป็นข้าราชการหรือข้าราชการการเมืองก็ตาม งานการเมืองก็อย่างหนึ่ง งานเอกชนก็อย่างหนึ่งต่างกันตรงที่เอกชนไม่ได้อาสามาช่วยบ้านเมือง แต่โดยสามัญสำนึกก็ต้องช่วยสิ เพราะรับประโยชน์จากบ้านเมืองเหมือนกัน ควรกตัญญ ู เอกชนที่ไม่ดูแลบ้านเมืองเอาแต่ทำมาหากินนี่เป็นคนเห็นแก่ตัวร้ายเลวมาก ไม่มีจิตวิญญาณเป็นกุศลคุณค่าเลย จึงเป็นประชาชนที่เลวร้ายกาจ ไม่ตาดูหูแลว่าอะไรควรช่วยได้บ้าง เอกชนเขาไม่ได้อาสา แล้วเขาไม่ได้เอาเงินจากประชาชน แต่ข้าราชการนี่ได้ชื่อว่าอาสาเข้าไปทำ ซึ่งงานการเมืองคืองานอาสาช่วยประชาชน ไม่ใช่งานอาชีพเลี้ยงตน แม้ไม่ได้สมัครเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองที่ได้รับเงินเดือนเลยก็ตามหรือมีตำแหน่งกินเงินเดือนของรัฐ คนอย่างนั้นก็ไม่น่าเรียกอาชีพ เรียกว่างานอาสา แต่ประชาชนอย่างเราที่เลี้ยงชีพ แต่เราก็อาสาไปช่วยประชาชนโดยไม่เกี่ยวกับราชการหรือคณะบริหารเลย เราไม่ได้สมัครเข้าไป แต่เราสมัครใจทำด้วยเต็มใจ เรียกว่า การเมืองภา ค ประชาชน เป็นหน้าที่บุคคลที่เราเต็มใจทำ เช่น เราทำประโยชน์ผลิตผลผลิต หรือได้สินค้า ก็ทำการสะพัด เรียกว่าพาณิชย์ จะมีการแลกเปลี่ยนโดยระบบต่างๆก็เรียกว่าพาณิชย์ มีสิ่งของแลกเปลี่ยน จำหน่ายกันไปมา เราก็ช่วยพาณิชย์ ช่วยธุรกิจ โดยพยายามทำให้เป็น ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ แล้วพยายามให้เป็นระบบขายสด ไม่เอาแบบสินเชื่อ ซึ่งไม่ดี การเป็นหนี้เป็นเรื่องทุกข์ พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ ศาสนาพุทธยืนยันให้ตัดประเด็นพวกนี้ อาตมาก็ยืนยันตามพระพุทธเจ้าสอน ระบบพาณิชย์เราก็สร้างของดี ทำให้ถูก แล้วขาย ต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุน ต่ำกว่าทุน แล้วแจกฟรี มี 4 ระดับ นี่คือการช่วยประชาชน คือการเมืองภาคประชาชนที่เราทำกับบ้านเมือง มีแนวคิดเช่นนี้ แต่ว่าทางโลกเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ เขามีวิธีการเอาเปรียบกัน คนฉลาดมีค่ายกล เอาเปรียบได้มากสร้างกฎระเบียบของสังคมมีกฎหมายรองรับอีก คนฉลาดน้อยก็ต้องแพ้คนที่ฉลาดมากเป็นธรรมดานี่คือความโหดเหี้ยมของสังคม แนวคิดโหดเหี้ยมของสังคม พระพุทธเจ้าไม่พาทำ ยิ่งมาเป็นนักบวช เป็นลูกพระพุทธเจ้า นี่ได้อภิสิทธิ์หลายอย่างประชาชนยกให้ แต่ก็ใช้โอกาสนั้นซับซ้อน สร้างความร่ำรวยกอบโกย อยู่ดีกินดีแบบโลกีย์ มีกลวิธีเผยแพร่ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาทำให้คนหลงว่าเป็นบุญกุศล แต่แล้วไม่ได้ชำระกิเลส ไม่ได้บุญที่แท้จริง มีแต่ทำให้คนหลงสร้างวิมานหลอกคนอีกเยอะแยะ การเมืองภาคประชาชนที่เราทำ ไม่ว่างานการศึกษา การสื่อสาร การผลิต การกสิกรรม การสาธารณสุข อาตมาเน้นกสิกรรม ผลิตให้แก่ประชาชนก็ทำมา ให้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดี ผลผลิตกสิกรรมที่มีสารอาหารมีประโยชน์แก่ชีวิตที่ดี แล้วซื้อขายอย่างมีหลักพาณิชย์บุญนิยม มี 4 หลักดังกล่าว ต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุน ต่ำกว่าทุน แล้วแจกฟรี เราเข้าใจว่าเป็นการทำอย่างอาริยะอย่างไร เป็นการกระทำแท้ แล้วเราทำอย่างมีหลักเกณฑ์ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็ได้ประโยชน์ พยายามทำให้สัมมาทิฏฐิ เราก็ได้มรรคได้ผล จึงทำงานการเมืองอยู่ อย่างผู้เจริญ ที่เราใช้คำว่าอาริยะ ทำงานการเมืองคือช่วยบ้านช่วยเมือง ไม่ได้ทำเพื่อเห็นแก่ตัว เราพึ่งตนเองให้รอด แล้วมีส่วนเหลือเผื่อแผ่แก่สังคมประเทศชาติแท้จริง เรามุ่งหมายจริงใจ ไม่ได้พูดเอาเท่เก๋ แต่เราทำให้จริง พวกเราก็เข้าใจแล้วมารวมเป็นหมู่กลุ่มอโศก ทำอย่างจริงจังจริงใจ อาตมากล้ายืนยันท้าให้มาพิสูจน์ได้ แต่กิเลสส่วนตัวของแต่ละคนก็มี เพราะไม่ได้เป็นอรหันต์หมด แต่ก็ดูแลกันอยู่ไม่ให้กิเลสออกมามากเกินไป มนุษยชาติที่รู้เนื้อแท้การเมือง ก็จะทำเพื่อบ้านเมือง โดยไม่จำเป็นต้องไปมีตำแหน่งในรัฐสภาหรือบริหารหรือศาล เราก็ไม่ได้เป็น ไม่ได้อาศัยงานพวกนั้นแต่เราทำงานการเมืองภาคประชาชน การเมืองนั้น แม้เป็นเอกชนก็ต้องเอาใจใส่ช่วยด้วย แล้วไม่ต้องไปรับเงินเดือนเลย แต่เป็นหน้าที่ ทำการเมืองภาคประชาชน ถ้าไม่ช่วยคุณก็ออกไปนอกประเทศสิ ถ้าอยู่ในประเทศก็ต้องช่วยบ้านเมือง เพราะแผ่นดินเป็นของรัฐส่วนกลางทุกคนมีสิทธิ์แล้วจะแบ่งกันอย่างไรก็แล้วแต่ ชาวอโศกที่อาตมาพาทำนี่ เราทำงานการเมืองภาคประชาชนตลอดมา แม้เราจะมีพรรคการเมืองตามนิตินัยก็มี เราก็ทำไปแต่เราไม่เคยกระดี๊กระด๊า ที่จะเอาพรรคการเมืองไปแย่งอำนาจบริหาร เราไม่เคยเลยนอกจากจำเป็นต้องลงสมัครเพราะกฎหมายบังคับ ที่ต้องสมัครนี่ก็ไม่ได้อยากจะไปเป็นผู้มีตำแหน่งใดๆเลย เรามีหน้าที่ทำการเมืองภาคประชาชนอยู่แล้ว เรารู้ว่ายังไม่ถึงกาละที่ประชาชนจะรู้ว่าเรารับใช้ประชาชนแท้จริง แต่อาตมาจะพาพวกเราชาวอโศกทำงานการเมืองภาคประชาชนจนกว่าประชาชนจะเรียกร้องให้พวกอโศกนี่ไปเป็นผู้บริหารหรือนิติบัญญัติ เพราะเราทำงานภาคประชาชนได้ เราช่วยด้วยจริงใจ เราทำด้วยจิตอาสาทำจริง อาตมาไม่เคยให้ความรู้กับชาวอโศกว่า การเป็นนักการเมืองคืออาชีพหรือว่าเป็นงานเพื่อได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วที่เราทำนี่เขาก็ว่าเราเล่นการเมือง เราก็ว่าเราไม่ได้เล่น เราทำจริง การเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ งานบ้านงานเมืองเป็นเรื่องจริง แต่หากคุณจะเล่นก็เล่นส่วนตัว แต่เอาความจริงมาเล่นก็เสียหายส่วนรวมมาก สรุปที่ว่า ขณะนี้การเมืองมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ สำคัญมาก อาตมาก็เป็นประชาชนก็อาสาทำ แม้ถูกด่าว่านอกรีต แต่อาตมามั่นใจว่าไม่ได้ทำเกินขีดเขต เป็นเรื่องช่วยสังคมจริง ที่พาทำ ด้วยบริสุทธิ์ใจ ใครจะว่าก็ว่าไป แม้จะยึดถืออย่างไรก็ว่าไป อาตมาก็เข้าใจ ที่เขาว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ได้อนุญาตด้วย เราทำไม่ได้เพื่อล่าลาภ ยศ เงินทองหรือสร้างชื่อเสียง แต่เราทำไปจนกว่าปชช.จะเรียกร้องให้เราไปบริหารบ้านเมืองไปเป็นนกม.ในระบบ ซึ่งนกม.จะรวยไม่ได้ จะต้องมาจน หากจะไปเป็นนักการเมืองในระบบ รับใช้อย่างบริสุทธิ์ วันนี้ขอพูดเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ที่จะทำการถอดถอน ประเด็นหลักตอนนี้ มีผู้จะถูกถอดถอน 3 คน ถ้าเกิดผิดพลาดตัดสินผิด ประเทศชาติ หนักหนาสาหัส ถ้าตัดสินถูก ประเทศชาติจะดีขึ้นทันตาเห็นเลย จริง ก็ลองดูความเห็นทางการสื่อสารที่ปรารถนาดีกัน 580114 ปมประเด็นการถอดถอน‘ยิ่งลักษณ์’ ของคุณสิริอัญญา ในนสพ.แนวหน้าวันนี้ ปัญหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องใหญ่หลวงของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายกับประเทศมากเป็นลำดับที่สอง รองจากโครงการ ปรส. แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีใครต้องรับผิด คนผิดยังคงลอยนวล และประเทศชาติยังคงไม่ได้รับการชดใช้ความเสียหายนั้นเลย ความเสียหายจากโครงการ ปรส. เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,400,000 ล้านบาท นับถึงเวลานี้ก็ยังชำระหนี้ไม่หมด ยังคงมีภาระหนี้อยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท ในขณะที่จ่ายค่าดอกเบี้ยไปแล้วหลายแสนล้านบาท ส่วนโครงการรับจำนำข้าว เฉพาะความเสียหายจากผลขาดทุนก็มีจำนวนสูงถึงประมาณ 700,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงความเสียหายของข้าวค้างสต๊อกประมาณ 17 ล้านตัน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเสียหายอีกเท่าไหร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความเสียหายจากการทำลายระบบการค้าข้าวของประเทศอย่าง ย่อยยับ มีการดำเนินการเอาผิดกับขบวนการโกงชาติในโครงการรับจำนำข้าวหลายสำนวนคือ หนึ่ง สำนวนนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการดำเนินการในสองทาง คือ ดำเนินคดีอาญาซึ่งขณะนี้ยังคงยักแย่ยักยันยึกยักกันอยู่ที่อัยการสูงสุด และการดำเนินการถอดถอนนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง สอง สำนวนขบวนการทุจริตที่ทุจริตในการรับจำนำข้าวโดยตรง ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนและหลายคน ส่วนความเสียหายจากโครงการนี้ ทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และภาคประชาชนต่างเรียกร้องให้กระทรวงการคลังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ กระทำความผิด ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็เคยแถลงว่าจะต้องดำเนินการเรียกร้องความเสียหาย ทางแพ่งให้ได้ภายในอายุความด้วย ทั้งสองส่วนและการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ และที่กำลังฮือฮากันในขณะนี้ก็คือเรื่องสำนวนการถอดถอนนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานของ สนช. มีการถกเถียงกันในหลายประเด็น เช่น รัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้ว จะมาถอดถอนไม่ได้ หรือ สนช. ไม่มีอำนาจพิจารณาถอดถอน หรือนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ทุจริต รวมทั้งเรื่องราวที่นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้หยุดยั้งโครงการจนทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ในประเด็นเหล่านี้มีความสับสนพอสมควร จึงสมควรจะได้ทำความเข้าใจโดยสังเขปดังนี้ ประเด็นแรก รัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้ว จะดำเนินการถอดถอนต่อไปได้หรือไม่ ข้อนี้ต้องรู้และเข้าใจให้แจ่มชัดว่าการถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้นเป็นกระบวน การตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่บัญญัติไว้ชัดเจน ดังนั้นถึงแม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะยกเลิก ก็ยังดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งมีผลบังคับต่อไปได้ ประเด็นที่สอง สนช. มีอำนาจพิจารณาถอดถอนหรือไม่? ในข้อนี้ สนช. ได้วินิจฉัยโดยการลงมติแล้วว่า สนช. มีอำนาจถอดถอน กระทั่งได้มีการตราข้อบังคับ สนช. เกี่ยวกับกระบวนการถอดถอนแล้ว คำวินิจฉัยโดยการลงมติดังกล่าวเป็นที่สุดตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้ บังคับอยู่ ผู้ใดจะเปลี่ยนแปลงหรือนำไปฟ้องร้องใดๆ มิได้ ประเด็นที่สาม นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุจริตหรือไม่? ในข้อนี้เรื่องที่ถอดถอนไม่ใช่เรื่องสำนวนกล่าวหาว่ามีการทุจริต แต่เป็นเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือไม่สั่งระงับยับยั้งโครงการที่ก่อให้เกิดความทุจริตและเกิดความเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับสำนวนเรื่องทุจริต ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ และเรื่องการถอดถอนนั้นไม่ใช่เรื่องคดีอาญาที่กำลังดำเนินการอยู่ในชั้น อัยการสูงสุด ประเด็นที่สี่ ในการพิจารณาถอดถอนมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างไรบ้าง? ในข้อนี้ปรากฏตามคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ส่งแก่ สนช. ว่ามีอยู่สองประเด็น คือ (ก) ประเด็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่? ซึ่งข้อนี้แม้มีความเสียหายเพียง 1 บาท ก็ถือได้ว่ามีความเสียหายแล้ว แต่เรื่องนี้ผลการปิดบัญชีของกระทรวงการคลังที่ต่อเนื่องมาก็ชัดเจนว่ามี ความเสียหายหลายแสนล้านบาทและผลการตรวจสอบทั้งของ ป.ป.ช. และสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏผลว่ามีความเสียหายประมาณ 700,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อยที่สุด ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นยุติชัดเจนแล้ว อย่าสร้างความสับสนเบี่ยงเบนปิดฟ้าด้วยฝ่ามืออีกต่อไปเลย (ข) ประเด็นว่านางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีหน้าที่ต้องยกเลิกหรือหยุดโครงการนี้หรือไม่? ซึ่งเรื่องนี้กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินบัญญัติว่า ในกรณีที่มีพฤติกรรมหรือมีข้อเท็จจริงส่อว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นในการ บริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะสั่งยกเลิก ที่จะสั่งหยุด ที่จะสั่งระงับ ที่จะสั่งแก้ไข ที่จะสั่งเปลี่ยนแปลง หรือสั่งใดๆ เกี่ยวกับการนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายได้ แต่ปรากฏว่าในเรื่องนี้ สตง. มีหนังสือแจ้งความเสียหาย 3-4 ครั้ง ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งความเสียหาย 2 ครั้ง และมีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแจ้งชัด 1 ครั้ง แต่ยังเถียงว่าไม่เสียหาย ต้องดำเนินโครงการต่อไป จนเกิดความเสียหาย ดังนั้นจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องนี้ก็มีเท่านี้ แต่ขบวนการอุ้มโกงกำลังบิดเบือนเพื่อให้เกิดความไขว้เขว กระทั่งอ้างการปรองดองเพื่อจะยกคนโกงไว้เหนือกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถยอมรับได้! พ่อครูว่า… มาอีกคอลัมน์ ของแนวหน้า ผ่าประเด็นร้อนวันนี้ บ้านเมืองจะเหลือหลักยึดอะไร ถ้าปล่อยคนผิดทำลายชาติลอยนวล! แม้จะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติบางคนเริ่มตาสว่างขึ้นบ้างหลังกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อท่าทีสนช.สายทหารและตำรวจกลุ่มหนึ่งตั้งธงอ้างความปรองดองบังหน้าเพื่ออุ้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ให้พ้นผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ส่อรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกงชาติปล้นแผ่นดินโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความวิบัติให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ตัวการสำคัญที่ต้องจับตาเพราะจะเป็นตัวแปรการเดินเกมชี้ชะตาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 23 ก.พ.นี้ ก็คือสนช.แก๊ง “วงษ์สุวรรณคอนเน็คชั่น” แกนนำแก๊ง “วงษ์สุวรรณคอนเน็คชั่น” ที่สำคัญคือ พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนสนิทร่วมรุ่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) น้องชายของ พล.อ.ประวิทธิ์ พล.ร.อ.ดิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายคนสุดท้ายของ พล.อ.ประวิตร พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง เพื่อถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะว่ายากก็ยาก แต่จะว่าง่ายก็ง่ายโดยตัวแปรสำคัญที่สุดก็คือจุดยืนของ คสช.ว่าจะตั้งธงปรองดองกับระบอบทักษิณเหมือนที่แก๊ง “วงษ์สุวรรณคอนเน็คชั่น” ใช้เป็นข้ออ้างเดินเกมล็อบบี้อยู่ในขณะนี้หรือไม่ ซึ่งหากคสช.ยึดความถูกต้องเรื่อง 132 เสียง จากสนช.ทั้งหมด 220 ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะสนช.ทั้งหมด คสช.ตั้งมากับมือ แม้แต่แก๊ง “วงษ์สุวรรณคอนเน็คชั่น” ก็คงไม่กล้าหือหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. เอาจริงสั่งให้ลงมติโดยยึดความถูกต้อง การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ท่องสคริปต์แก้ตัวในวันแถลงเปิดการถอดถอนด้วยการบิดเบือนสารพัดและอ้างข้อมูลแบบจับแพะชนแกะและบางทีก็ยกข้ออ้างขัดแย้งในตัวเอง โดยเฉพาะที่อ้างหน้าตาเฉยว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีสามารถช่วยเหลือชาวนาและไม่ได้ขาดทุนมากมายอย่างที่มีการกล่าวอ้าง เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการตอกย้ำจับโกหกน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชัดๆ อีกครั้งก็คือ คำแถลงของ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่ก่อนหน้านี้แถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับตัวเลขความฉิบหายโครงการรับจำนำข้าวอันเกิดจากผลงานสุดอัปยศยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่บริหารประเทศไม่ถึง 3 ปี แต่ก่อหนี้ละเลงเงินแผ่นดินไปกับโครงการรับจำนำข้าวเกือบ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งคนรุ่นหลังพอเกิดมาต้องแบกรับภาระใช้หนี้หลังอานไปอีก 30 ปี ขณะที่ตัวเลขการขาดทุนเบื้องต้นที่เกิดขี้นแล้วไม่ต่ำกว่า 5.19 แสนล้านบาท ไม่รวมข้าวค้างสต๊อกเกือบ 20 ล้านตัน ที่เสื่อมคุณภาพและข้าวหายอีกจำนวนมากซึ่งจะทำให้ยอดขาดทุนเพิ่มอีกมหาศาล ยังไม่ต้องพูดถึงการทุจริตอย่างมโหฬารโดยเฉพาะข่าวสะพัดคนในแวดวงตระกูลชินร่ำรวยมหาศาลนับแสนล้านบาท อีกทั้งนโยบายจำนำข้าวภาคพิสดารที่ตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัวยังทำลายวงจรข้าวของประเทศทั้งระบบจนพินาศย่อยยับ และที่สำคัญชาวนาเครียด ฆ่าตัวตายไป 16 คน เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มเหลวถังแตกกู้เงินจนชนเพดานไม่มีเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาข้ามปี ความจริงโดยบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่มีพฤติการณ์เพียงแค่ส่อไปในทางประพฤติมิชอบก็สามารถยื่นถอดถอนได้แล้ว แต่นี่บ่อนทำลายสร้างความหายนะแก่ประเทศอย่างร้ายแรงโดยมีใบเสร็จมัดชัดเจนถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นในนานาอารยประเทศที่เอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ป่านนี้ ไม่ปล่อยให้ขบวนการบ่อนทำลายชาติเหิมเกริมออกมาขู่ฟ่ออย่างลอยนวลแบบนี้ เพราะรัฐบาลประเทศเหล่านี้เด็ดขาดเอาจริงไม่จำนนต่อคำขู่และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรตามมา เพราะฉะนั้นต้องวัดใจสนช.ในวันที่ 23 ม.ค. นี้ ว่าจะกล้าหาญลงมติโดยยึดความถูกต้องหรือจะยอมจำนนต่อคำขู่ของแก๊งโจรการเมืองภายใต้ข้ออ้างเพื่อความปรองดอง และถึงที่สุดแล้ว หากน.ส.ยิ่งลักษณ์รอดจากการถูกถอดถอนพ้นผิดลอยนวล บ้านเมืองนี้ก็คงไม่เหลือความถูกต้องชอบธรรมใดๆ เป็นหลักยึดได้อีกต่อไป และผู้ที่จะต้องรับผิดชอบอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือคสช.ในฐานะผู้ตั้งสนช.มากับมือ ทีมข่าวการเมือง
พ่อครูว่า… ก็มาดูในแนวหน้าอีก ของวันที่ 12 ม.ค. 2558 แนวหน้าวิเคราะห์ ปล่อยผีปูกับพวกลอยนวล รัฐประหารคสช.เสียของ? สนพ.แนวหน้า 13 ม.ค. 2558 หลายคนเริ่มตั้งคำถามและสงสัยในท่าทีของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคือร่างทรงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ออกมาส่งสัญญาณในทำนองให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องประนีประนอมกับขบวนการระบอบทักษิณเพื่อความสงบในบ้านเมืองจากกรณีที่สนช.จะลงมติชี้ชะตาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ถูกชี้มูลความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบส่อรู้เห็นเป็นใจกับมหกรรมทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์และกรณีการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมทั้งอดีตสส.และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกกว่า 38 คน ที่ร่วมกันรวบรัดหักดิบฉ้อฉลผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสว.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความสำคัญหากบรรดาขบวนการระบอบทักษิณถูกลงมติถอดถอนก็คือผลทางการเมืองที่จะตามมานั่นคืออาจจะถูกห้ามเล่นการเมืองและดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับไปตลอดชีวิตตามบทบัญญัติของธรรมนูญปกครองชั่วคราวมาตรา 35 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่เคยถูกศาลหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายตัดสินความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบหรือทำลายระบบการเลือกตั้ง จึงไม่แปลกที่เหล่าแกนนำระบอบทักษิณทั้งหลายจะออกมาข่มขู่กดดันไม่ให้มีการลงดาบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสมศักดิ์ นายนิคม และพวก โดยจับประเทศเป็นตัวประกัน ด้วยคำขู่ที่ว่าหากขบวนการระบอบทักษิณถูกลงโทษก็อย่าหวังว่าบ้านเมืองจะสงบสุขและเกิดความปรองดอง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีข่าวมาตลอดหลังจากที่คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้วมีการเจรจาระหว่างบุคคลสำคัญในคสช.กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นนักโทษหนีโทษจำคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีบทบาทสำคัญในการประสานการเจรจาก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือต้องไม่เอาผิดขบวนการระบอบทักษิณในทุกเรื่องเพื่อแลกกับการยุติการเคลื่อนไหวป่วนเมืองชั่วคราวของระบอบทักษิณภายใต้ข้ออ้างเพื่อสร้างความปรองดอง ท่าทีของคสช.ผ่านสนช.ซึ่งเป็นร่างทรงทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า การเจรจาเพื่อประนีประนอมกันระหว่างคสช.กับระบอบทักษิณมีเค้าที่จะเป็นจริงชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการลงมติรับเรื่องถอดถอนขบวนการระบอบทักษิณก่อนหน้านี้โดยผลการลงมติในรอบแรกของสนช.ที่รับพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม ฝ่ายที่สนับสนุนให้รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาชนะอย่างเฉียดฉิวด้วยเสียง 87 ต่อ 75 ชี้ให้เห็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าถึงที่สุดในขั้นตอนลงมติชี้ชะตานายสมศักดิ์และนายนิคมมีแนวโน้มรอดจากการถูกถอดถอนเพราะมติถอดถอนในขั้นชี้ชะตาจะต้องใช้เสียงถึง 3 ใน 5 ของสนช.ทั้งหมด 220 คน หรือ 132 เสียง เพราะฉะนั้นการที่ฝ่ายที่ส่อเจตนาต้องการให้ถอดถอนซึ่งมีอยู่ 87 เสียง ต้องการเสียงเพิ่มอีกถึง 45 เสียง ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะ 75 เสียง ที่ลงมติตรงกันข้ามส่อจุดยืนแน่ชัดแล้วว่าไม่ต้องการให้ถอดถอน ส่วนอีก 58 เสียง ที่ไม่ลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพวกที่งดออกเสียง 15 เสียง นอกนั้นเป็นสนช.สายทหารที่จงใจไม่เข้าร่วมประชุม สำหรับการลงมติเบื้องต้นรับเรื่องการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไว้พิจารณาคะแนนก็ออกมาใกล้เคียงกับกรณีของ นายสมศักดิ์กับนายนิคม ทั้งนี้ เบื้องหลังผลคะแนนที่ออกมาย่อมเป็นสัญญาณแนวโน้มการลงมตินัดชี้ชะตาขบวนการระบอบทักษิณในอนาคตโดยสนช.เกือบทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายทหารและตำรวจล้วนทำตามใบสั่งของ คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข่าวว่าสนช.กลุ่ม “วงษ์สุวรรณคอนเน็คชั่น” มีบทบาทสำคัญในการล็อบบี้สนช.โดย พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนสนิทร่วมรุ่นและที่ปรึกษาของ พล.อ.ประวิตร ล็อบบี้สนช.สายทหารส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) น้องชายของพล.อ.ประวิตร พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ รับผิดชอบล็อบบี้สนช.สายตำรวจ และ นายธานี อ่อนละเอียด รับผิดชอบสนช.สายพลเรือน พล.อ.ประวิตร นั้นเป็นพี่ใหญ่ของนายทหารกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เป็นน้องคนกลาง และ พล.อ.ประวิตร นั้นมีความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายทั้งฝ่ายคสช.และฝ่ายระบอบทักษิณ เพราะฉะนั้นต้องจับตาการประชุมสนช.ภายใต้อำนาจคสช.เพื่อชี้ชะตาขบวนการระบอบทักษิณโดยเฉพาะกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่คาดว่ามีขึ้นอย่างช้าต้นเดือนหน้า ว่าจะเอาจริงในการขุดรากถอนโคนขบวนการอันเลวร้ายที่เคยบ่อนทำลายประเทศแล้วเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจังหรือจะปล่อยผี น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกซึ่งเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่าการรัฐประหารเพื่อปฏิรูปประเทศของคสช.เป็นแค่ปาหี่เสียของเสียเวลาของชาติบ้านเมืองสิ้นเชิง โดยคนที่แอบดีใจคือนายใหญ่ระบอบทักษิณในต่างแดน ทีมข่าวการเมือง พ่อครูว่า… มาฟังอีก 2 ฉบับ ก.พาณิชย์ตอกย้ำใบเสร็จมัด ประจานโคตรโกงจำนำข้าวยุครัฐบาลปู จาก นสพ.แนวหน้า วันนี้ กระทรวงพาณิชย์แม้จะช้าไปบ้างเพิ่งจะมาแจ้งความเอาผิดขบวนมหกรรมโกงชาติปล้นแผ่นดินโครงการรับจำนำข้าวแต่ก็ยังดีกว่าเกียร์ว่างไม่ทำอะไรเลย ซึ่งก็น่าเห็นใจระบบข้าราชการไทยที่ต้องอยู่ภายใต้อุ้งเท้าแห่งอำนาจของเหล่าโจรการเมืองลากตั้งที่มีสันดานทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ในสายเลือด นับเป็นนิมิตหมายที่ดีเมื่อข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์โดย น.ส.ชุติมา บุณยประภัสร์ ปลัดกระทรวงพา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive