581227_ วิธีอาริยธรรม บ้านราชฯ กำไร-ขาดทุน ๒ แบบ.docx
เนื้อหาในไฟล์
581227_ รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่องกำไร-ขาดทุน 2 แบบ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2558 รายการวิถีอา-ริยธรรมครั้งสุดท้ายของปีนี้ วันนี้ที่ราชธานีอโศกก็จะจัดงาน วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ว.บบบ. ก็จะมีบัณฑิตมาฝึกฝนคุณธรรม คุณสมบัติของผู้ที่จะมาสมัครคือถือศีล 5 ละอบายมุข กินมังสวิรัติมาอย่างน้อย 5 ปี วันนี้ก็จะเป็นวันที่ต้องลงทะเบียนผู้สมัครและให้เขียนใบบุญเก่าส่งให้เสร็จ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน กำไรขาดทุน 2 แบบ(1) วันนี้พ่อครูจะเทศน์เรื่องของ กำไรขาดทุน 2 แบบ และเรื่องความจนหรือความมั่งคั่งกันแน่ที่ยั่งยืน เป็นวิถีอาริยธรรมส่งท้ายปีเก่า พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าอยากได้แล้วก็จะได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าได้เสียไปนี่แหละคือการได้ เอาให้ชัดๆ ได้เสียสิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเป็นตนออกไปจนหมดตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มีของตัวของตนให้ต่างหากคือความหมายของศาสนาพุทธ อย่าไปเอาอยากได้ ถ้าจะอยากได้ ให้อยากได้ความไม่มีตัวตน ความที่จะออกไปให้หมดตัวหมดตน ภาษาบาลีคือวิภวตัณหา หมดกามภพ หมดรูปภพ หมดอรูปภพ เป็นความดับธรรมะสิ้น เป็นธรรมะนิโรธสุดท้ายแล้วเรายังมีความรู้ เรายังมีจิตที่สะอาด เรามีสิ่งที่จะไม่ให้ตั้งให้จิตได้ สะอาดผ่องแผ้วหมดจด ไม่เหลือสิ่งเป็นอกุศล นี่คือผู้บรรลุอรหันต์ คือผู้ไม่ตาย มีจิต เจตสิก รูป นิพพานอยู่ หมดอาการของกาม ของรูป ของอรูป ถึงอากิญจัญญายตนะจนถึงหมดเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่คือสุดยอดที่มีอายตนะ 2 มีอากิญจัญญายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอายตนะสัมผัสรู้ธรรมะ 2 ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เอาธรรมะที่ไม่ดีออกไปให้หมดให้เห
อ่านต่อ
ลือแต่ธรรมะเดียว อย่างไม่มีอะไรหักล้างได้ อสังหิรัง อาตมาได้รับความคิดของคุณดำริ เมืองเริง เขียนมาให้อย่างสวยงามว่า เรียนนำเสนอโครงการปฏิวัติระบบการค้าแนวทฤษฎีใหม่โดยการน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระอรหันต์ของแผ่นดิน ก็คงจะหมายถึงพระเจ้าอยู่หัว มาทำให้เป็นจริงกับคำว่า “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” ไม่เช่นนั้นจะถูกต่างชาติบุกเข้ามายึดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศไปหมดด้วยการสร้างตลาดสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แทบเป็นศูนย์ นี่ก็เป็นความคิดความรู้ของคุณดำริ เมืองเริง ก็ขอสารภาพตรงๆว่าอาตมายังไม่ได้อ่านโดยละเอียด อาตมาก็มีงานโน้นงานนี้ก็เลยให้คนอื่นช่วยอ่านแล้วก็มาร์คมาให้ ก็เข้าใจเป็นลำดับตั้งแต่ต้นที่แยกตอนต้น ผู้ผลิตสินค้าขายได้ในราคาสูงถ้าทำแบบที่คุณดำริว่า ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อสินค้าได้ต่ำกว่าทุนของผู้ผลิต อันนี้ก็สอดคล้องกับที่อาตมาหมาย แต่ว่าผู้ผลิตสินค้าจะขายได้ราคาสูงผู้บริโภคมีโอกาสซื้อสินค้าได้ต่ำกว่าทุนของผู้ผลิต ก็แสดงว่าสอดคล้องที่ว่า การขายสินค้าของระบบบุญนิยม มี 1.ขายเกินกว่าทุน แต่ต่ำกว่าราคาตลาด ยิ่งต่ำกว่ามากเท่าไหร่ถือว่าเป็นความเจริญของระบบบุญนิยม 2.เท่าทุนเป็นความเจริญระดับที่ 2 ไม่มีใครได้ใครเสียในโลก 3.ขายได้ในราคาต่ำกว่าทุน อันนี้ก็สอดคล้องแต่คุณบอกว่าผู้ผลิตสินค้าขายได้ในราคาสูงแต่ความหมายของอาตมาให้ขายได้ในราคา 0 ไม่ใช่สูงเป็นการแจกฟรี นี่คือความหมายสูงสุด แต่ของคนที่บอกว่าขายได้ราคาสูงแต่ต่ำกว่าทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ 1 ตอนที่ 2 บอกว่าเพราะว่าพ่อครูเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าที่บอกว่าธรรมะก็คือธรรมชาติ ก็ขอแถมนิดหน่อยที่เขาพูดกันกว้างขวางในวงการศาสนาว่าผู้ใดปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมชาติ ผู้นั้นเข้าถึงธรรม ถูกต้องแต่ยังไม่เป็นผู้จบการปฏิบัติธรรม ธรรมะก็เป็นชาติ เป็นข้อต้นของชาติ 5 ชนิด คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ แต่คนทำหรือยังไปถึงชาติอันแรกอยู่เลยแม้แต่ผู้ใดจนก็ตามก็เป็นเช่นเดียวกัน ส่วนธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นรู้ทิศทางของการเกิดว่าจะเป็นกุศลและอกุศล สามารถหยุดเหตุของอกุศลได้อย่างเด็ดขาด มีความเป็นนิโรธจะรู้ความเป็นธรรมชาติที่เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิโรธ เป้าหมายของพระพุทธเจ้าสอนให้เข้าถึงธรรมะนิโรธไม่ใช่ถึงแค่ธรรมชาติหรือธรรมฐิติ การจะรู้จักธรรมชาติก่อนนะถูกแล้ว ก็จะรู้ว่ามันมีคุณ มีสัญชาติเกิดอย่างไร แล้วดับอกุศลจิตได้เป็นนิพพัตติ คือการเกิดของการดับ จนดับได้สนิท จนบริบูรณ์สมบูรณ์จึงต้องเรียนรู้ชาติ 5 จากพระไตรปิฎก ในปฏิจจสมุปบาท เขาหมายเหตุอีกว่า แต่พ่อครูสามารถทำให้ทุกคนอยู่ได้อยู่แบบมีความสุขกับกิเลสของตนเอง คำว่าสุขในความลึกซึ้งคือแม้เขาจะฝืนจะขัดเกลาแต่ก็อยู่อย่างมีความสุขได้เรียกว่ามีกิเลส ส่วนคนไม่มีกิเลสเลยในจิตใจ ก็สบายโล่งว่างเฉย อีกอันหนึ่ง คือ ผู้ผลิตก็มีโอกาสรวย นี่คือความคิดของคุณดำริหรือเปล่าแต่อาตมาบอกไปแล้วว่าประสงค์ที่จะให้ศูนย์เลย มาใช้ร่วมกัน กินใช้ร่วมกัน แล้วจะเหลือพอในสภาพองค์รวม ให้อยู่ร่วมกันจะอยู่เดียวไม่ได้ลักษณะของ พระพุทธเจ้าบังคับเลยว่าจะต้องมาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ไม่ร่วมรวมกันกับหมู่ไม่ใช่ศาสนาพระพุทธเจ้า ผู้ที่ปลีกไปอยู่เดี่ยวไม่ใช่ศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องมาร่วมรวมอยู่กับหมู่อย่างไม่มีตัวตน อย่างไม่มีตัวกูของกู อาศัยพึ่งพากัน ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่พึ่งพากันอาศัยกันและกันเป็นศาสนาสาราณียธรรม-ปิยกรณะ-คุรุกรณะ เป็นศาสนาที่ระลึกถึงกัน ไม่ใช่ไม่นึกถึงใคร อยู่กับตัวคนเดียว..ไม่ใช่ เคารพในวัยวุฒิคุณวุฒิสมมุติกันอย่างไร สังคหะเกื้อกูลกันจริง อวิวาทะไม่ทะเลาะกัน ขัดแย้งกันอย่างพอเหมาะ รู้จักเก็บรู้จักพอ รู้จักระงับมีความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันเป็นเอกีภาวะ เป็นปึกแผ่นแน่นหนาหนึ่งเดียวแข็งแรง อย่างอโศกนี่เขากลัวความเป็นปึกแผ่นแน่นใน เขาไม่ได้กลัวอโศกตรงที่ความใหญ่ เขากลัวความยั่งยืน ไม่มีอะไรทำลายได้ อันนี้ข้าศึกกลัวมาก ตีอย่างไรก็ไม่แตก ของเราทำงานไม่รับเงินจากภายนอกถ้าจะมาบริจาคต้องมีกติกาว่ามาคบคุ้นเข้าใจเรามากพอ เรามีน้อยแต่เราก็มีพอ มีเหลือแจกจ่ายให้สังคมด้วย ประเด็นต่อไป ว่านี่คือผลของการตัดขั้นตอนของค่าการตลาดที่มีอยู่ 60% ของการค้า….โดยเราพร้อมใจกันมาช่วยกันซื้อกันขาย เพื่อแย่งกำไรส่วนต่าง 60% นั้นมากองรวมกันแล้วมาในระบบการซื้อขายแบบ “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” เขาพยายามให้รู้ทันชาวโลกเขา เราเอาน้อยกว่านั้นอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นมันมีความพอไม่เอาเกินนี้ แต่ทางโลกที่ตั้งไว้เอาเกินกว่า 60% อีก เขาจะเอาไม่สิ้นสุด แต่ของเรามีสันโดษ แม้ไม่เกินก็ไม่เบียดเบียนสังคม แล้วก็ต้องยิ่งลดลงได้อีก เมื่อผู้ใดหมดตัวทำงานเสียภาษี 100% ก็มากินใช้ในสาธารณโภคีจนตาย ตายแล้วช่วยเผาให้ด้วย สวัสดิการสุดท้าย ประเด็นสุดท้ายคือคุณดำริบอกว่า ทุกคนมีสิทธิ์รวยได้แต่ไม่มีสิทธิ์จน ต่างจากจุดหมายของอาตมาที่จุดหมายคือไม่รับรายได้เลย ให้ส่วนกลางหมด เท่านั้น ในสังคมเราที่เรียกรวมๆว่าการเมือง การเมืองคืองานของบ้านเมือง เช่น ผู้บริหารบ้านเมือง ก็คือนักการเมืองแล้วไปบริหารบ้านเมืองก็เพื่อปรับปรุงประเทศเปลี่ยนแปลงประเทศ จากภาวะที่ลำบากมาเป็นภาวะที่สบายขึ้น จนกระทั่งสบายอย่างสบายๆ อย่างไม่มีสะดุด หรือมีความลำบากนักหนา มีความสันโดษคือใจพอ ไม่ใช่พอใจ หลวงตามหาบัวจะบอกว่าพอใจพอใจ ศัพท์คำว่าพอนี่มีความหมายลึกมากมาย ในหลวงท่านก็คำว่าพอ มีเศรษฐกิจในระดับพอเพียงและเพียงใดของใครให้อยู่ในคำว่าพอ คุณพอที่ 1,000 ถ้าเอามาใช้เกินพันก็ไม่ใช่คนพอจริง ถ้าไปตั้งความพอที่หมื่นล้านก็มากไปหรือเปล่า ถ้าตั้งค่าไว้มากก็จะยิ่งแข่งขันแย่งกันเอามาให้แก่ตน ระบบทุนนิยมถ้ามีแสนล้านก็เอาไปกองไว้ส่วนตนเสีย 9 หมื่นล้านให้ประเทศ 1 หมื่นล้าน คนส่วนใหญ่ก็ลำบากแล้ว 9 หมื่นล้านนี้ไม่ได้เอากองไว้เฉยๆแต่เอาไปอาละวาดเพิ่มเงินให้กับตนเองอีก เช่นนี้เป็นความเลวร้ายมาก ต้องมาทำงานให้ตนเองบริสุทธิ์ ไม่เอาไว้แก่ตน หมดตัวตน แล้วพาให้ชาวโลกละความเห็นแก่ตัวแล้วกระจายสู่คนอื่น ให้รู้จักพอ ผู้ใดพอระดับหมื่นล้านเลวร้ายมาก แม้พันล้านก็เลวแล้ว..มันเกินไป ชีวิตคนจะเอาอะไรนักหนา แม้จะสร้างกิจการขยายงาน คุณก็ลงทุนไป แต่ทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ คงคลังของคุณ ไม่ควรมีถึงพันล้านหรอก มีบาทเดียวก็มากแล้วคงคลังนี่ นอกนั้นคุณก็จะหมุนเท่าไหรก็หมุนไป คุณเก่งจะหมุนเป็นหมื่นล้านก็ทำไป ได้มาก็สละแจกไปแจกคนใกล้ถึงคนไกล ลดให้แก่ลูกค้าอีก แจกได้อีก นี่คือคนประเสริฐเป็นอาริยบุคคล ยิ่งคนเก่งที่สุดตนเองไม่ต้องมีสักบาทแต่อยู่ในสาธารณโภคี ตนเองก็ทำงานแล้วก็สะพัดออกไป รับรองว่าไม่มีใครไม่นับถือ เคยยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นผู้บริหารบริษัทแต่เอารายได้ทรัพย์สินที่ได้มาปันผลที่ได้มาแจกจ่ายให้ลูกน้องหมด ตนเองก็จนลงแต่ลูกน้องก็จะรวยกว่า ถามว่าเจ้าของบริษัท ที่สุดท้ายเขาไม่มีของตนเองเลยด้วยหลักฐานนิตินัย แล้วลูกน้องจะฆ่าเขาไหม ลูกน้องคนใดคิดฆ่าเขา เอาเขาออก ลูกน้องคนนั้นจะถูกลูกน้องคนอื่นที่นับถือเขาฆ่าใช่ไหม สำหรับคนเลวที่ไม่กตัญญูเขาจะเอาไว้หรือ เคยคิดตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาสว่าจะตั้งบริษัทแท็กซี่ให้เขาเช่าแล้วส่งค่าแท็กซี่ เราก็เอาเงินของเขาที่จ่ายมา มาบริหารจัดการให้เขา สุดท้ายให้ผู้ที่มาเช่านี้จะได้แท็กซี่ไปเป็นสมบัติของเขาได้เลย คนใหม่ก็จะมาเพิ่มขึ้น หมุนเวียนไปอย่างนี้ สรุปแล้วจิตของคนที่ปฏิบัติตามคำสอนพระเจ้าอย่างได้ผลจะมี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ผู้ที่มาเสียสละได้มากเท่าไหร่ ราคาการสละก็สูงๆๆ ยกกำลัง ถ้าไปเสียสละในหมู่คนที่ฐานะไม่สูง เป็นคนขี้โลภจัดๆ มันก็ได้ขนาดนั้น ไปในฐานะคนดีกว่านั้นโลภน้อยกว่านั้นกัลยาณชนลงมา ไปเสียสละในนั้นก็ค่าการเสียสละไม่แพงเท่าไหร่ ยิ่งมาเสียสละในหมู่คนที่เสียสละด้วยกันยิ่งมีค่ามาก ยิ่งเสียสละในหมู่อรหันต์ยิ่งมากหลายเท่า สมณะฟ้าไท… มาเป็นหุ้นส่วนกับอาริยชนดีกว่า พ่อครูว่า… ในเรื่องการบริหาร ทุกวันนี้ประเทศก็ลำบากเรื่องบริหาร สงสารตรงที่ว่าผู้บริหารเหล่านั้นไม่เป็นอาริยบุคคล ไม่เรียนรู้จักกิเลสตนแล้วลดกิเลสไปตามลำดับ
ธรรมะกับการเมือง มาถึงบทความของคุณเปลว สีเงิน _ถ้าจะเปลี่ยนประเทศ คนไทยทั้งประเทศจะได้รับของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่อยู่ชิ้นหนึ่ง แต่ต้องรอหลังฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ไปแล้วครับ! วันที่ 11-17 มกราคม 2559 กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเปิดรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ชอบ ไม่ชอบ จะด่า หรือสนับสนุน ตามอัธยาศัย เบื้องต้น "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประกาศเอาไว้ชัดเจน “เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ จะทำให้การเมืองมีทิศทางเป็นไปตามธรรมชาติ ขจัดคนทุจริตออกไปจากวงการเมือง มีการทุจริตน้อยลง ในขณะที่การตรวจสอบการทุจริตเพิ่มมากขึ้น กลไกทางการเมืองก็จะสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย มีคนมาถามผมว่า กรธ.กลัวพรรคการเมืองพรรคโน้นพรรคนี้ ขอยืนยันว่าเราไม่กลัว และไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกีดกันพรรคการเมืองใด ขอให้ได้พรรคใดก็ได้ที่เข้ามาแล้วบริหารบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม” จะว่า "มีชัย ฤชุพันธุ์" ขายฝันก็คงจะพูดได้ แต่หากมองในมุมนักกฎหมาย การเขียนรัฐธรรมนูญให้มีกลไกที่สามารถปราบการทุจริตได้จริง มันไม่ง่ายครับ! เพราะต้องคำนึงถึงผลของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญด้วย การเมืองที่มีทิศทางเป็นไปตามธรรมชาติ ขจัดคนทุจริตออกไปจากวงการเมือง แค่ฟังก็ยากแล้ว แต่ถ้าตีให้ถูกจุด ถือว่าเปลี่ยนประเทศได้เลยทีเดียว ประเทศไทย หากปราศจากนักการเมืองชั่วกับการคอร์รัปชัน ก็แทบไม่มีปัญหาอื่นให้แก้ไขกันเท่าไหร่แล้ว เบื้องแรก การยกร่างรัฐธรรมนูญถูกกำหนดโดยมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนดให้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย (4) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ตรวจสอบจากที่กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนไปแล้ว การปราบโกงดูจะไปเน้นหนักที่ คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น การกำหนดคุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี เพิ่มเติมประเด็นการมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน กำหนดให้มีหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี เพื่อกำกับการทำงานให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจการบริหารที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ หรือการเงิน หรือวินัยการคลัง และเพื่อให้เป็นมาตการการตรวจสอบฝ่ายบริหาร หาก ครม.ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อาจเป็นเหตุให้ถูกร้องเรียนเพื่อขอให้ตรวจสอบและอาจมีผลต่อการพ้นจากตำแหน่ง กรณีที่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งซึ่งอาจด้วยเหตุฝ่าฝืนการกระทำที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ขัดกัน หรือการไม่ปฏิบัติหน้าที่ บุคคลผู้นั้นต้องเว้นวรรคการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ทั้งนี้การฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้นอาจนำไปสู่การพิจารณาและตัดสินให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้ เพิ่มคุณสมบัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ให้องค์กรอิสระประชุมกำหนดมาตรฐานจริยธรรม ห้ามนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี มีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทเอกชน และห้ามเป็นลูกจ้างใดๆ หากฝ่าฝืนให้พ้นจากตำแหน่ง และไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่ง รมต.ได้ภายใน 2 ปี สำหรับคุณสมบัติ ส.ส. การสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง จะเป็นอำนาจของศาล ถ้าเกิดกรณีที่มีการยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ผู้บริหารจะถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ใช่สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นของใหม่ในรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่เคยมีใครถูกเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งมาก่อน การถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จะมีผลให้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ได้ มีเวลาจำกัด 5 ปี แต่การเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง จะสมัครไม่ได้ตลอดชีวิต แต่มีสิทธิ์ไปลงคะแนนได้ ครับ...คร่าวๆ ที่พอจะจับมาแสดงเป็นตัวอย่างได้! แต่...แค่นี้พอแล้วหรือที่จะขัดขวางไม่ให้นักการเมืองทุจริต? ที่ผ่านมานักการเมืองพัฒนาวิธีโกงได้แยบยลขึ้น หลายครั้งเราจะเห็นว่าคนที่ต้องรับโทษแทนคือ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ กรณีเงินสดพันล้านในบ้าน "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่เรื่องแดงขึ้นมาเพราะโจรมีปัญญาขนไปแค่ 200 ล้านบาท เงินสดเยอะขนาดนั้นปัจจุบันยังล่องหน ไปอยู่ในมือใคร วันนี้ไม่มีการพูดถึงแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของการขี้ไม่สุดในการปราบคอร์รัปชันและนักการเมืองมักรอดเสมอ! ปัญหาท้าทายที่กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องนำไปขบคิด การกำหนดคุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี เพิ่มเติมประเด็นการมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชนนั้น จะถูกนำไปแปลความที่ต่างกัน ในเมื่อวันนี้ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่า ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีจริยธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร? ความนิยมในตัวนักการเมือง กับ ความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรม คุณธรรม ถูกแยกจากกันมานานแล้ว เพราะการตัดสินใจเลือกตัวแทน หรือที่เรียกว่าเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยนั้น มีพื้นฐานจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ดี-เลว เป็นเรื่องรอง ทุกวันนี้มันถึงได้ฉิบหายกันอยู่ ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่า หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว ประเทศจะเปลี่ยนโฉมไปทันที มีแต่นักการเมืองน้ำดี ในบรรยากาศประชาชนแบ่งเป็น 2 ค่ายเช่นนี้ เราต้องใช้เวลาอีกพอควรครับ สุดท้ายจึงอยู่ที่ประชาชนครับ ว่าตื่นรู้ทางการเมืองหรือไม่ พูดเรื่อง "ตื่นรู้" ที่เห็นตั้งแก๊งอ้างเป็นนักศึกษาวิ่งพล่านอยู่ในวันนี้ เสียดายครับน่าจะตื่นซะก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ดันมาตื่นเอาตอนโจรถูกจับแล้ว! ไม่ง่ายที่จะทำให้ประชาชนแยกนักการเมือง ชั่วน้อย กับชั่วมาก ออกจากกัน ที่สำคัญไม่อาจเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญได้ แต่การยกระดับคุณภาพของประชาชน สามารถทำได้ด้วยการปฏิรูปการศึกษา เรื่องนี้เหมือนหยิบเอาเรื่องนามธรรมมาพูดกัน ที่เป็นนามธรรมเพราะ ไม่เคยมีการทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมจับต้องได้ แม้ครั้งเดียว หลายประเทศในโลก เปลี่ยนประเทศด้วยการเริ่มต้นที่ปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด หากจะลอกแบบไม่ต้องไปไกลถึงยุโรป อเมริกา เอาข้างบ้านเรานี่แหละครับ วัฒนธรรม วิถีชีวิตใกล้เคียงกัน ปรับโน่นนิดนี่หน่อย ก็ใช้ได้แล้ว ธรรมชาติคนไทยพูดกันง่ายครับ แต่ต้องจี้ให้ถูกจุด ใช้ประโยชน์จากไทยมุง ตัดผลประโยชน์ส่วนตัวออกให้หันมามุงเรื่องส่วนรวม ร้อยเรียงความรู้เรื่อง สิทธิ และหน้าที่เสียใหม่ ถ้ายังคิดว่ายาก ก็คงต้องร่างรัฐธรรมนูญกันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ. พ่อครูว่า… หน้าที่ของมนุษยชาติที่ดีที่สุดคือ หน้าที่ที่เห็นแก่ส่วนรวม จะเจริญขึ้นต้องเห็นแก่ส่วนรวมเพิ่มขึ้น ให้เห็นแก่ส่วนตัวก็คือเลวลงหรือเลวขึ้น คนเราต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ ผู้ที่มาร้องว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายเขาออกมาแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วต้องรับของประเทศไหนก็เช่นนี้เมื่อคุณอยู่ในประเทศในสังคมไหน ถ้าไม่รับกฎเกณฑ์ของประเทศนั้นแล้ว สิทธิมนุษยชนจะเกินกว่าสังคมนั้นคุณก็ออกไปจากประเทศนี้เสีย ยิ่งคนมาตะโกนอยู่คนเดียวก็บ้าแล้วเพราะคนอื่นเขาก็รับกฎเกณฑ์นี้ คุณจะรักกฎเกณฑ์นี้ก็ต้องหาประชากรของประเทศนี้เกินกว่าครึ่งหนึ่งกฎเกณฑ์นี้ เราเข้าใจสิทธิและหน้าที่ คนไม่เข้าใจเพียงพอก็ละเมิด สังคมใดมีวัฒนธรรม มีกรอบแล้วคุณอย่าเลยกรอบนี้ ไม่เช่นนั้นคุณต้องหนีจากประเทศนี้สิ ในกรอบของสิทธิมนุษยชนก็อย่าดันทุรังไม่รู้ขอบเขต ประเทศเขากำหนดเช่นนี้ แต่ก็บอกว่าประเทศอื่นก็ยังทำได้ คุณก็ต้องไปอยู่ประเทศโน้นสิ นี่คือคนไม่รู้สิทธิหน้าที่ คนมีหน้าที่ช่วยสังคม ที่เราไปประท้วงไปแสดงน้ำหนักของความจริง ไปแสดงความเอื้อเฟื้อเจือจาน แสดงความรับผิดชอบ ไปช่วยเขาได้ไปอยู่แนวหน้าได้ ไม่ใช่อวดดี แล้วมีสิ่งลึกซึ้งคือธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม จะเรียกโดยภาษาเทวนิยมคือพระเจ้าคุ้มครองคนประพฤติธรรม ชาวอโศกถึงไม่ตาย ออกมากี่ยกแล้ว มีแค่ถลอกปอกเปิกเท่านั้น เขาเอาระเบิดมาลงก็ตาม เรายังไม่ถูกสะเก็ดระเบิดเลย มีคนบาดเจ็บบ้างก็เป็นค่าที่เล็กน้อย ทั้งที่ไปอยู่แนวหน้ากันแต่ก็ไม่โดน จริงของคุณเปลว ในประเทศใดสังคมใดที่ต้องร่าง รธน. ไปเรื่อยๆคือสังคมยังไม่ฉลาด อย่างอินเดียมี รธน. เดียวของเอ็มเบ็ดก้า หรืออังกฤษก็ไม่มี รธน.เลย เขาก็อยู่ได้ เป็นต้นฉบับปชต. เขาก็อยู่ได้โดยรากเหง้าของประชากร เขาก็เป็น ประชาธิปไตยสองขา เขามีในหลวง มีนายกฯ ออกจากอังกฤษไปตั้งอเมริกา อวดดีเป็น ประชาธิปไตยขาเดียว ทุกวันนี้เป็นไง ประชาธิปไตยขาเดียว กับแบบสองขาที่เกิดก่อน ใครเป็นอยู่สุขกว่ากัน พอดูออกไหม ยกตัวอย่างเป็นตัวตนเลย คุณว่าสมเด็จพระราชินีอังกฤษกับโอบาม่าใครเป็นสุขกว่ากัน หรือแม้แต่นายกฯของอังกฤษกับโอบาม่าก็ตาม สิ่งเหล่านี้เราดูได้จากสัจจะ อาตมาแสดงตามภูมิของอาตมา ข้าราชการคือผู้ไปรับใช้ประชาชนแล้วรับเงินเดือนเลี้ยงชีพ รู้ตัวไหมว่าข้าราชการคือข้าทาสรับใช้ประชาชน ต้องเสียสละให้ประชาชน แต่กลับทำตัวเป็นเจ้านายไม่รับใช้ประชาชนจริง (ประชาชน) ก็เป็นขบถต่อประชาชน ไม่ว่าข้าราชการ การเมืองหรือข้าราชการประจำก็เป็นข้ารับใช้ประชาชนจริง คุณอาสาไปทำนะ แม้พ่อแม่จับยัดแต่ถ้าคุณไม่ยอมก็ไม่ได้ สรุปคือคุณต้องสมัครเข้าไปถึงได้ หรือนักการเมือง ถ้าสมัครเอง คุณว่าคุณจะไปเป็น นกม. (นักการเมือง) ก็ว่าอาสารับใช้ประชาชน ก็ทำโดยไม่มีนิตินัย แต่ถ้าเป็นนิตินัยก็รับใช้โดยนิตินัย แต่ถ้าไม่มีนิตินัยก็เป็นนักการเมืองโดยอาสา โดยพฤตินัย นักกสนเมืองที่อาสารับใช้ประชาชนโดยไม่เอาสิ่งตอบแทนคือ นักการเมืองตัวจริง นักการเมืองที่อาสาไปทำแต่รับค่าตอบแทนแม้ได้รับเลือกจาก ประชาชน แต่รับค่าตอบแทนไม่ใช่ นักการเมืองตัวแท้กว่าผู้ที่ไม่รับเงินตอบแทนจากประชาชน อโศกไม่รับเงินเดือนจากใคร แล้วทำงานรับใช้ ประชาชน คือ นักการเมืองตัวแท้ นี่ก็ใช้ นักการเมืองหัวโล้น สรุปคือชีวิตคนเราถ้าทำงานเพื่อผู้อื่นมากเท่าไหร่ ก็ตาม เผื่อแผ่จากคนของเรา เป็นสังคม เป็นประเทศไป ยิ่งกว่าในประเทศออกไปเผื่อนอกประเทศก็ยิ่งมีประสิทธิภาพของคน คุณค่าประโยชน์ของคน พหุชนหิตายะ โลกานุกัมปายะ อันนี้แหละ คนเราอย่างในหลวงตรัสว่าเราต้องมาขาดทุน อย่าไปหากำไรในโลก ขาดทุนก็อยู่ได้ ขอยืนยัน
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน กำไร-ขาดทุน 2 แบบ(2)
อาตมาเตรียมร่างอะไรมาเพื่อจะอ่านให้ฟังสองแผ่น
กำไร-ขาดทุน 2 แบบ 1. กำไร ของโลกียะ คือ ไม่ยอมขาดทุน ทั้งทางวัตถุ โดยเฉพาะ ทางจิตใจ จะต้องได้เปรียบเสมอ 2.กำไร ของโลกุตระ คือ ขาดทุนจริงๆ ทั้งทางวัตถุ โดยเฉพาะ ทางจิตใจจะต้องเสียเปรียบเสมอ 3. ขาดทุน ของโลกียะ คือ ได้มาไม่เท่าทุน ไม่เกินทุนที่ลงไป ทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ เป็นที่สุด แม้หมดหวังว่า จะได้กลับคืนตอบแทนมาในอนาคตข้างหน้า ไม่ชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม ก็ยังมีอนุสัยที่ไม่หมดตัวตน ยังหวังว่าจะได้เหลืออยู่ในจิตลึกก้นบึ้งสุด โดยที่เจ้าตัวไม่สามารถรู้จักกิเลสนี้ 4. ขาดทุน ของโลกุตระ คือ ได้มาไม่เท่ากับทุนที่ลงไป ทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ โดยเฉพาะ ไม่หวังว่า จะได้กลับคืนตอบแทนมาในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ชาวโลกุตระแต่ละระดับก็จะยินดีที่ตนขาดทุนได้ตามลำดับภูมิธรรมของตน คนผู้มีอรหัตตผลก็ไม่มีจิตหวังคืนเลยเด็ดขาด 5. กำไรสูงสุด ของโลกียะ คือ ได้มาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดกาล จะมีแต่ได้เพิ่มที่ยิ่งๆขึ้นไปๆๆ 6. กำไรสูงสุด ของโลกุตระ คือ ได้เสียสละไปจากตนจนหมดสิ้น ไม่เหลือเศษ เป็นสูญอยู่เสมอ 7. กำไรของโลกียะ จึงเป็นความโลภที่ไม่มีวันหมดสิ้นเด็ดขาด มีแต่จะโลภยิ่งๆขึ้น 8. กำไรของโลกุตระ จึงเป็นความหมดสิ้นความโลภอย่างเด็ดขาด ไม่มีความโลภเกิดในใจอีก 9. โลกียะ แม้จะขาดทุนหรือเสียไป ก็จะยอมเสียบ้าง แต่ยังหวังจะได้คืน ไม่คราวนี้ก็คราวหน้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า 10. โลกุตระนั้น ยินดีขาดทุนจริง สละไปจริง ยอมเสียจริง ไม่หวังได้คืน ไม่ว่าคราไหน ชาติไหน 11.โลกียะ จึงเป็นผู้ขาดทุนไม่จริง จะขาดทุนอย่างมีเล่ห์ ขาดทุนอย่างใช้ความฉลาดแกมโกง (เฉกาไม่ใช่ปัญญา) และขาดทุนเพื่อจะได้มายิ่งๆขึ้นในอนาคตทั้งนั้น 12.โลกียะคือ ระบบทุนนิยมแท้หรือเทียม เท่านั้นในโลก เพราะลดกิเลสไม่ได้จริง เพราะลดกิเลสไม่เป็นโลกุตระ คือ ไม่สามารถจับตัวสมุทัยคือ ตัวกิเลส และไม่มีวิธีที่จะกำจัดมันได้อย่างเด็ดขาด เหมือนระบบบุญนิยม โลกียะไม่มีบุญ คำว่าบุญนี้เป็นวิธีหรือเครื่องกำจัดกิเลสได้จริง ในศาสนาพุทธ ส่วนโลกุตระคือ ระบบบุญนิยมจริง เป็นไปตามลำดับตามที่ทำได้จริง หรือยังไม่เต็มที่ แต่ก็พยายามลดกิเลสอย่างมีวิธีที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะมีวิธีหรือเครื่องกำจัดกิเลส (บุญ) ที่มีในศาสนาพุทธเท่านั้น สรุปแล้ว เศรษฐกิจจริง ของชาวโลกีย์นั้น เป็นทุนนิยมแท้ วนเวียนอยู่ ไม่หยุดจริงแท้ลงได้ สมบัติผลัดกันชม ส่วนเศรษฐกิจจริงของชาวโลกุตระนั้น เป็นบุญนิยมจริง สุดแห่งที่สุดหยุดวนเวียนเด็ดขาด ความเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบเผด็จการ หรือคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ประชาธิปไตย ก็ตาม ของชาวโลกีย์ ก็จะเป็นทุนนิยมตลอดกาล มีแต่กิเลสหนักหนาสาหัสยิ่งๆขึ้น หรือเบาบางชั่วคราว แล้วก็จะยังวนเวียนอยู่ตลอดกาล ทุกระบอบ ไม่ว่าเผด็จการ-คอมมิวนิสต์-ประชาธิปไตย ที่ยังเป็นโลกียะ ส่วนชาวโลกุตระ จึงจะเป็นบุญนิยมที่จริงเด็ดขาด ลดกิเลสจริง และหมดสิ้นกิเลสจริงเที่ยงแท้ (นิจจัง) ยั่งยืน (ธุวัง) ตลอดกาล (สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปลงอีก (อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้ (อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ (อสังกุปปัง) หมดสิ้นกิเลสความเห็นแก่ตัวแท้จริง เสียหรือสละแก่ผู้อื่นอยู่อย่างจริงใจ ตามภูมิของคนที่เป็นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี ถึงอรหันต์สูงสุดก็หมดตัวหมดตนเกลี้ยงสิ้นอย่างแท้จริง ความเป็นเศรษฐกิจของชาวโลกีย์ กับของชาวโลกุตระ จึงแตกต่างกันอย่างยิ่ง เดินทางคนละทิศ แม้แต่ความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของชาวโลกีย์ก็ยังเป็นทุนนิยม ของชาวโลกุตระเท่าน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive